“หนึ่งหมื่นศิลาิญญา!”
เซี่ยกว่างอวิ๋นเอ่ยราคาออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
เป็ที่รู้กันดีว่าในอาณาจักรหย่าสือหลาน หนึ่งร้อยเหรียญทองมีค่าเท่ากับหนึ่งศิลาิญญา กล่าวคือ หนึ่งหมื่นศิลาิญญานั้น เทียบเท่ากับหนึ่งล้านเหรียญทองเลยทีเดียว!
ตามหลักเหตุผลแล้ว ราคานี้พุ่งทะยานเกินกว่ามูลค่าที่แท้จริงของหมีอัคคีไปไกลมาก
เซี่ยฝูคุนที่ได้ยินราคานี้ถึงกับชะงักงัน
เขาอยู่ในอาณาจักรหย่าสือหลานมานานกว่าหนึ่งปีแล้ว ถึงแม้เขาจะแทบไม่เคยออกจากที่พักเลย แต่ย่อมรู้ดีว่าหนึ่งหมื่นศิลาิญญานั้นมีมูลค่ามหาศาลเพียงใด
เมื่อได้ยินเสียงขานราคาของเซี่ยกว่างอวิ๋น เซี่ยฝูคุนก็อดไม่ได้ที่จะขอบตาแดงก่ำ น้ำตาเกือบจะเอ่อล้นออกมา
“ท่านพ่อ...”
คำว่าท่านพ่อในครานี้ เขาเอ่ยออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจ
เขาััได้ถึงความรักของเซี่ยกว่างอวิ๋นที่มีต่อตัวเขา เป็ความรักของบิดาที่หนักแน่นดั่งขุนเขาอย่างแท้จริง
“ฮ่าๆ พ่อบอกแล้วอย่างไร ว่าสิ่งใดที่คุนเอ๋อร์้า พ่อจะชิงมันมาให้เ้าให้ได้”
เซี่ยกว่างอวิ๋นท่าทางดูราวกับเศรษฐีผู้มั่งคั่ง แต่เซี่ยฝูคุนรู้ดีว่าหนึ่งหมื่นศิลาิญญานี้ เกรงว่าจะเป็ทรัพย์สินที่จวนเ้าเมืองสะสมมาตลอดทั้งปีเสียด้วยซ้ำ...
และทันทีที่ราคาหนึ่งหมื่นศิลาิญญาหลุดออกจากปากเซี่ยกว่างอวิ๋น ทั่วทั้งลานประมูลก็พลันเกิดเสียงฮือฮาอื้ออึง
“หนึ่งหมื่นศิลาิญญา???”
“์! ผู้ใดกันที่ไร้ยางอายขานราคาเช่นนี้? เดี๋ยวนี้ศิลาิญญาไร้ค่าถึงเพียงนี้เชียวหรือ?”
“นี่มันจงใจปั่นราคาชัดๆ!”
“หนึ่งหมื่นศิลาิญญา? ต่อให้หมีอัคคีจะหายากเพียงใด ก็มิมีทางมีค่าถึงราคานี้ หนึ่งหมื่นศิลาิญญานั่นสามารถซื้อซากอสูรระดับสามชั้นสูงได้เลยมิใช่หรือ?”
“คุณชายตระกูลใหญ่ช่างสุรุ่ยสุร่ายจริงๆ...”
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังระงมไปทั่วลานประมูล
หญิงงามกลางเวทีเมื่อได้ยินราคาของเซี่ยกว่างอวิ๋น ดวงตาของนางก็พลันเป็ประกาย ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า
“ทุกท่าน แม้มูลค่าของหมีอัคคีตัวนี้จะมีมาตรวัดอยู่ในใจของทุกท่านอยู่แล้ว แต่ข้าเชื่อว่าทุกท่านย่อมทราบดี สัตว์อสูรระดับสองบางตัวอาจมีแก่นอสูรอยู่ภายในร่าง หากว่าหมีอัคคีตัวนี้มีแก่นอสูรอยู่ด้วยละก็...”
“ว้าว—”
สิ้นคำพูดของหญิงสาว ทั่วทั้งลานประมูลก็กลับมาโกลาหลอีกครั้ง
“เมื่อครู่เสียงขานราคามาจากห้องรับรองหมายเลขสามมิใช่หรือ?”
“ห้องหมายเลขสาม นั่นมิใช่ห้องรับรองของท่านเ้าเมืองเซี่ยหรอกหรือ?”
“ในเมื่อท่านเ้าเมืองขานราคาถึงหนึ่งหมื่นศิลาิญญา ไม่แน่ว่าหมีอัคคีตัวนี้อาจจะมีแก่นอสูรอยู่จริงๆ ก็เป็ได้!”
ไม่มีใครคิดว่าเซี่ยกว่างอวิ๋นเป็คนโง่ ในเมื่อเขากล้าสู้ราคาที่สูงลิ่วเพียงนี้ ย่อมหมายความว่าเขาต้องมั่นใจว่าในร่างหมีอัคคีมีแก่นอสูรอยู่แน่
ซึ่งราคาของแก่นอสูรนั้นแทบจะประเมินค่าไม่ได้ อย่างน้อยที่สุดก็สูงกว่าหนึ่งหมื่นศิลาิญญามาก
ดวงตาของหลายคนเริ่มแดงก่ำด้วยความโลภ ราวกับเหล่านักพนันที่กำลังหน้ามืดตามัว
“คนของสมาคมการค้าหงเฟิงช่างมีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวยิ่งนัก...”
เซี่ยกว่างอวิ๋นหรี่ตาลง เดิมทีเขาคิดว่าหนึ่งหมื่นศิลาิญญาย่อมปิดบัญชีได้แน่นอน แต่คาดไม่ถึงว่าคำพูดเพียงประโยคเดียวของอีกฝ่าย จะปลุกกระแสราคาให้พุ่งสูงขึ้นไปอีก
“หนึ่งหมื่นหนึ่งพันศิลาิญญา”
ในขณะที่เซี่ยฝูคุนกำลังลุ้นระทึก เสียงหัวเราะแ่เบาก็ดังมาจากห้องรับรองหมายเลขสองที่อยู่ติดกัน
แม้คนในโถงประมูลหลายคนจะตาแดงก่ำเพียงใด แต่ราคาหนึ่งหมื่นศิลาิญญาก็เป็สิ่งที่พวกเขาแบกรับไม่ไหว แต่ห้องรับรองหมายเลขสองแห่งนี้...
“ผู้ใดอยู่ในห้องรับรองหมายเลขสองกัน? ถึงขั้นกล้าแข่งราคากับท่านเ้าเมืองเซี่ย”
“ดูท่าวันนี้หมีอัคคีคงมิใช่ของที่คนทั่วไปจะเอื้อมถึงเสียแล้ว แต่ได้ชมการห้ำหั่นของพยัคฆ์ัก็นับว่าเป็เื่น่าสนุกมิน้อย”
ผู้คนในลานเริ่มเปลี่ยนสถานะจากผู้เข้าร่วมการประมูลกลายเป็เพียงผู้ชม
“ท่านพ่อ...”
หมีอัคคีนั้นหายากในอาณาจักรหย่าสือหลานเท่านั้น แต่ในอาณาจักรอื่นยังพอหาได้ทั่วไป อย่างไรก็ตาม เซี่ยฝูคุนไม่อยากรออีกต่อไปแล้ว เขาเฝ้ารอเพื่อที่จะหลอมวานรเทพจ้าวพลังตัวนี้มานานกว่าครึ่งปี
เขาไม่อาจปล่อยให้สูตรโกงของตนเองถูกทิ้งขว้างไว้เช่นนี้
และเหตุผลสำคัญที่ต้องหลอมวานรเทพจ้าวพลังออกมาให้ได้ก่อนนั้นเป็เพราะว่า
วานรเทพจ้าวพลัง คือหนึ่งในสัตว์อสูรที่ใช้หลอมรวมเพื่อสร้างอสุราเงามายา!
อสุราเงามายา คือสัตว์อสูรระดับหก ซึ่งแข็งแกร่งเทียบเท่ากับผู้ฝึกยุทธ์ห้าวหาญ!
และผู้ฝึกยุทธ์ห้าวหาญนั้น ต่อให้เป็ในอาณาจักรหย่าสือหลานทั้งหมด ก็ยังนับว่ามีจำนวนน้อยนิดดั่งขนหงส์เขาั หากเซี่ยฝูคุนอสุราเงามายาได้เมื่อไร เขาก็แทบจะเดินยืดอกได้อย่างไร้ผู้ต่อต้านในอาณาจักรแห่งนี้
เซี่ยฝูคุนไม่ใช่ปลาเค็ม (คนี้เีไร้จุดหมาย) ย่อมไม่ยินยอมที่จะอยู่เพียงในเมืองเซี่ยเล็กๆ แห่งนี้หลังจากทะลุมิติมา
ดังนั้น—
วานรเทพจ้าวพลัง จำเป็ต้องทำให้สำเร็จโดยเร็วที่สุด!
ดังนั้น—
ซากหมีอัคคีตัวนี้ เขาต้องได้มันมาให้จงได้!
“วางใจเถิด ไม่ว่าจะเป็ผู้ใด ก็อย่าหวังจะมาชิงของที่คุนเอ๋อร์้าไปได้”
เซี่ยกว่างอวิ๋นเองก็คาดไม่ถึงว่าจะมีผู้กล้ามางัดข้อกับตน
เขาพ่นลมหายใจยาวก่อนจะกดปุ่มตรงหน้าอีกครั้ง
“หนึ่งหมื่นห้าพันศิลาิญญา”
“สหายท่านนี้ หมีอัคคีเป็สิ่งที่บุตรชายข้าปรารถนา หวังว่าท่านจะช่วยหลีกทางให้กันสักครา”
เสียงของเซี่ยกว่างอวิ๋นดังกังวานออกไป ทั่วทั้งลานประมูลพลันเงียบสงบ ทุกคนรู้ดีว่าท่านเ้าเมืองเอาจริงแล้ว และราคาจบการประมูลคงจะหยุดอยู่ที่หนึ่งหมื่นห้าพันศิลาิญญานี้เป็แน่
เพราะคงไม่มีผู้ใดอยากจะล่วงเกินเ้าเมืองในถิ่นของตนเอง
“ฮ่าๆ ต้องขออภัยด้วย แต่หมีอัคคีตัวนี้ ข้าเองก็สนใจมิน้อยไปกว่ากัน”
“สองหมื่นศิลาิญญา!”
เสียงหัวเราะเยาะดังมาจากห้องรับรองหมายเลขสอง
ทันใดนั้น เงาร่างในชุดสีขาวก็ค่อยๆ ก้าวออกมาที่ระเบียงของห้องรับรองหมายเลขสอง
“นั่นมัน... คนจากเขาเมฆาขาว!”
เขาเมฆาขาว
ยอดเขาอันดับหนึ่งในบรรดาเจ็ดบรรพตแห่งอาณาจักรหย่าสือหลาน
ว่ากันว่ามู่อวิ๋น เ้าสำนักเขาเมฆาขาว มีความแข็งแกร่งบรรลุถึงขอบเขตครึ่งก้าวอานุภาพเทพ
ในอาณาจักรแห่งนี้ ไม่มีขุมกำลังใดอยากจะหาเื่กับตัวตนที่น่าหวาดกลัวเช่นนี้
“บัดซบ เป็คนของเขาเมฆาขาวจริงๆ หรือนี่...”
เซี่ยกว่างอวิ๋นสูดลมหายใจเข้าลึก
เขาเองก็คาดไม่ถึงว่าจะต้องมาเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้ที่รับมือได้ยากเย็นเช่นนี้
“ท่านพ่อ หากมิไหวก็ช่างมันเถิดขอรับ”
เซี่ยฝูคุนยิ้มขมขื่น ดูเหมือนวานรเทพจ้าวพลังของเขาคงต้องเลื่อนเวลาหลอมออกไปอีกระยะหนึ่งเสียแล้ว
เมื่อได้ยินคำพูดของเซี่ยฝูคุน เซี่ยกว่างอวิ๋นก็หรี่ตาลง
“คนของเขาเมฆาขาวแล้วอย่างไร คนผู้นี้อาจมิใช่ศิษย์สายหลักของเขาเมฆาขาวเสียหน่อย ดีไม่ดีอาจเป็เพียงศิษย์สายนอกที่อ้างชื่อสำนักออกมาข่มขู่ผู้อื่น ลองดูอีกสักตั้ง หากมิได้จริงๆ ค่อยว่ากัน!”
พูดจบ เซี่ยกว่างอวิ๋นก็กัดฟันกดปุ่มประมูลอีกครั้ง
“สามหมื่นศิลาิญญา”
“ซี้ด—”
เมื่อราคานี้ถูกขานออกมา แม้แต่ศิษย์เขาเมฆาขาวที่กำลังยิ้มเยาะเตรียมจะรับซากหมีอัคคีไป ก็พลันยิ้มแข็งค้าง เขาหันกลับมามองเซี่ยกว่างอวิ๋นและเซี่ยฝูคุนที่เดินออกมาจากห้องรับรองหมายเลขสาม
“เ้าเมืองเซี่ย ความหมายของท่านคือ้าเป็ศัตรูกับเขาเมฆาขาวของข้าอย่างนั้นรึ?”
เซี่ยกว่างอวิ๋นปรายตามองชายชุดขาวผู้นั้น
“วาจาของเ้า เป็ตัวแทนของเขาเมฆาขาวได้รึ?”
“หากเป็ตัวแทนมิได้ ก็หลีกทางไป”
พูดจบ เซี่ยกว่างอวิ๋นก็หาได้สนใจชายผู้นั้นไม่ เขาแค่นเสียงหึหนึ่งทีแล้วพาเซี่ยฝูคุนเดินตรงไปยังกึ่งกลางลานประมูล
“ดี ดีมาก เ้าเมืองเซี่ยกว่างอวิ๋น ข้าล่ะอยากจะรู้นักว่าเมืองเซี่ยแห่งนี้จะทนรับโทสะจากเขาเมฆาขาวได้หรือไม่ และอยากจะเห็นเหลือเกินว่าเ้ามีกำลังเพียงใด ถึงกล้าหักหน้าเขาเมฆาขาวของข้า!”
“ไสหัวไป!”
เซี่ยกว่างอวิ๋นเห็นอีกฝ่ายไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง จึงคำรามออกไปทีหนึ่ง กลิ่นอายพลังของผู้ฝึกยุทธ์ชั้นยอดถูกปลดปล่อยออกมาอย่างเต็มเปี่ยม พุ่งเข้าปะทะร่างของชายหนุ่มชุดขาวราวกับสัตว์ป่าที่ดุร้าย
“ตูม!”
ร่างของชายหนุ่มชุดขาวกระเด็นออกไป
ที่มุมปากมีเืซึมออกมา
“เ้าเมืองเซี่ย ความแค้นในครั้งนี้ มู่ไป๋จะจดจำไว้มิลืม!”