แสงจันทร์สาดต้องใบหน้าคมคายของชายหนุ่มยามเงยหน้าขึ้นจากตำรา ในดวงตาสะท้อนทั้งความปวดร้าวและเพลิงแค้นวูบหนึ่ง เขาระลึกถึงสีหน้าของซิ่วอิงในคืนที่มารดาสิ้นใจ ดวงตาของนางในเงามืดวันนั้นทำให้เขาขนลุกวาบ ไม่แน่ว่าการตายของมารดาอาจไม่ใช่เพียงโชคชะตา นางอาจถูกกลั่นแกล้งบางอย่างก็เป็ได้!
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าเบาๆ ก็ดังขึ้นใกล้ศาลาที่เขานั่งอยู่ หลี่ิหันขวับ เก็บตำราและจดหมายกลับใส่ห่อผ้าอย่างรวดเร็ว ก็เห็นร่างระหงของสตรีผู้หนึ่งก้าวออกมาจากเงาไม้ สวมอาภรณ์ผ้าไหมสีแดง ดวงหน้าของนางงดงามแต่เยียบเย็นภายใต้แสงจันทร์
“ดึกดื่นเพียงนี้ ทำไมยังไม่นอนอีกหรือเ้าคะ คุณชาย” เสียงหวานที่เจือความเย่อหยิ่งดังขึ้น ซิ่วอิงประสานมือไว้ตรงหน้าพลางจ้องสำรวจเขา “หรือว่าคืนนี้นอนไม่หลับเพราะคิดถึงฮูหยินใหญ่?”
“ขอรับ ฮูหยิน” หลี่ิลุกขึ้นยืน สำรวมสีหน้าให้เรียบเฉยทั้งที่ใจยังเต้นแรง เขาซ่อนห่อผ้าไหมไว้ด้านหลัง “ข้า… คิดถึงท่านแม่ จึงออกมารับลมสงบใจ”
ซิ่วอิงแค่นยิ้มมุมปาก ดวงตาเป็ประกายวาววับวูบหนึ่ง “น่าสงสารเหลือเกิน แม่เ้าก็จากไปนานแล้ว เ้ายังไม่อาจทำใจได้หรือ” นางถอนหายใจทำทีเป็เวทนา แต่แววตากลับมิได้เศร้าตาม “อย่างไรเสีย ชีวิตคนเราก็เท่านี้ ไม่มีผู้ใดหนีความตายพ้น… เ้าควรปล่อยวางได้แล้วนะ”
ถ้อยคำแทงใจนั้นทำให้หลี่ิเืขึ้นหน้า เขากำหมัดแน่นข้างหนึ่ง โกรธจัดกับความไร้ยางอายของหญิงตรงหน้า แต่จำต้องข่มใจตอบเรียบๆ “ขอบพระคุณฮูหยินที่ชี้แนะ ข้าจะพยายามปล่อยวางขอรับ”
นางเลิกคิ้วเล็กน้อยกับท่าทีอดกลั้นของเขา แต่ก็ยังกวาดสายตามองสำรวจรอบๆ “แล้วนั่นเ้าแอบซ่อนอะไรไว้ข้างหลังหรือ หลี่ิ”
หัวใจหลี่ิหล่นวูบ เขาไม่ได้คาดว่าซิ่วอิงจะสังเกตเห็น “เปล่า… ไม่มีสิ่งใดขอรับ”
ดวงตาคมกริบของนางหรี่ลง “อย่าคิดว่าข้าไม่เห็น เ้าถืออะไรไว้? เอามาให้ข้าดูหน่อยได้หรือไม่” ไม่รอคำอนุญาต ร่างระหงนั้นก็พุ่งเข้าหาหลี่ิอย่างรวดเร็ว ผิดกับมาดนุ่มนวลเมื่อครู่
หลี่ิใ แต่สัญชาตญาณทำให้เขาะโถอยหลบ น่าเสียดายที่นางเคลื่อนไหวรวดเร็วมาก มือเรียวของซิ่วอิงคว้าชายแขนเสื้อของเขาไว้ได้ นางกระชากเต็มแรง ทำให้ห่อผ้าไหมในมือหลุดปลิวตกลงบนพื้น จดหมายและสมุดตำราร่วงออกมาใต้แสงจันทร์ ซิ่วอิงรีบก้มลงจดหมายและคว้ากุญแจทองเหลืองไว้ได้ ส่วนหลี่ิกระโจนไปคว้าสมุดปกหนังเก่าซึ่งเป็ตำรายามากอดไว้แนบอกโดยพลัน
ดวงตาของซิ่วอิงวาวโรจน์ นางคลี่จดหมายออกอ่านผ่านๆ อย่างรวดเร็ว ครั้นเห็นใจความคร่าวๆ ก็เงยหน้าขึ้นมองหลี่ิด้วยแววตาเคียดแค้นที่มิคิดปิดบังอีกต่อไป
“นังหลี่เชียงร้ายกาจนัก ซ่อนสมบัติพวกนี้ไว้ให้อีตาลูกคนเดียว!” ซิ่วอิงคำรามเสียงต่ำ สีหน้าของนางบิดเบี้ยวไปด้วยโทสะ “นางยังกล้าเขียนเตือนเ้าให้ระวังคนในครอบครัวตัวเองอีกหรือ… คงหมายถึงข้าสินะ!” นางแค่นหัวเราะเยียบเย็น “คิดหรือว่าของพวกนี้จะเป็ของเ้า ทุกอย่างในจวนนี้ล้วนเป็ของตระกูลหลี่ รวมถึงสมบัติของนางก็ต้องตกแก่สามีนาง… ไม่ใช่ของเ้า!”
“ท่านไม่มีสิทธิ์มาแตะต้องของของมารดาข้า!” หลี่ิสวนกลับด้วยความโกรธ น้ำเสียงสั่นไปด้วยแรงอารมณ์ “ท่านแม่ทิ้งมันไว้ให้ข้า! ท่านก็รู้ แล้วเหตุใด… เหตุใดท่านถึงได้…”
“เหตุใดอย่างนั้นหรือ?” ซิ่วอิงแค่นเสียง ดวงตาแข็งกร้าว “ก็เพราะสมบัติล้ำค่าพวกนี้อย่างไรเล่า! ทั้งตำราวิชา ทั้งทรัพย์สมบัติ ข้าจะปล่อยให้ตกไปเป็ของเด็กเมื่อวานซืนเช่นเ้าหรือ” นางกระตุกยิ้มเหี้ยมเกรียม “ส่วนแม่ของเ้า… หึ นางมันโง่งมที่ไม่ยอมบอกความลับกับสามีตนเอง เก็บซ่อนทุกอย่างราวกับสมบัติส่วนตัว เช่นนั้นก็อย่าโทษข้าเลยที่ต้องส่งนางไปที่ชอบๆ เสีย!”
ดวงตาของหลี่ิเบิกกว้างด้วยความสะพรึง “ท่าน…! ที่แท้แม่ข้าตายเพราะน้ำมือของท่านจริงๆ…” เขาเค้นเสียงออกมา ร่างทั้งร่างสั่นสะท้านด้วยโทสะและความช็อก ความจริงที่ได้รับการยืนยันตรงหน้าทำให้สติแทบขาดผึง “ท่านฆ่าแม่ข้า…”
ซิ่วอิงหัวเราะเบาๆ ในลำคอ “นางอ่อนแอเองต่างหาก ข้าเพียงช่วยเร่งส่งนางไปให้พ้นทาง ข้าจะได้ดูแลจวนนี้แทนไงเล่า” นางจ้องตำราในอ้อมกอดของหลี่ิเขม็ง “เอาล่ะเด็กน้อย… ส่งตำรามาให้ข้าดีๆ เสีย แล้วข้าจะละเว้นไม่เอาเื่ที่เ้าลอบเก็บงำของมีค่าไว้ มิฉะนั้น…”
“ไม่มีทาง!” หลี่ิถอยหลังไปอีกก้าว สองแขนกอดตำราแน่นเข้ากับอก รู้ดีว่าหากเสียมันไป เขาคงไม่เหลืออะไรจากมารดาอีกแล้ว “นี่เป็ของของแม่ข้า ผู้ใดก็ไม่มีสิทธิ์พรากไป!”
“เช่นนั้นเ้าก็เตรียมไปพบแม่เ้าฮึ!” ซิ่วอิงแววตาเหี้ยมเกรียม ฉวยปิ่นปักผมยาวเรียวจากมวยผมออกมา เผยให้เห็นปลายแหลมคมวาววับ นางถลันเข้าหาหลี่ิหมายจะปักปิ่นอาบยาพิษนั้นใส่ลำคอเขา
หลี่ิหลบฉากอย่างฉิวเฉียด แต่ก็รู้ดีว่าไม่อาจหนีพ้น เขาหันหลังหมายจะวิ่งหนี ทันใดนั้นเอง ร่างเล็กแกร่งของแม่นมหลินก็พรวดเข้ามาขวางหน้าเอาไว้ หญิงชราร้องลั่น “อย่าแตะต้องคุณชาย!” พร้อมเหวี่ยงไม้พลองเล็กๆ ในมือที่หยิบฉวยมาได้ฟาดใส่ซิ่วอิง
“โอ๊ย!” ซิ่วอิงไม่ทันระวังถูกไม้พลองฟาดที่ไหล่เต็มแรง นางผงะไปเล็กน้อย หลี่ิเห็นโอกาสจึงรีบวิ่งหนีออกจากศาลาทันที
“บังอาจ!” ซิ่วอิงกรีดร้องด้วยความโกรธเกรี้ยว หันขวับมาทางแม่นมหลิน “นังแก่สารเลว แกคิดจะสู้กับข้าหรือ!” นางตวัดฝ่ามือเข้าที่ใบหน้าหญิงชราอย่างแรงจนแม่นมหลินล้มลงกับพื้น เืสีแดงสดซึมออกทางมุมปากของนาง แต่แม่นมหลินยังฝืนลุกขึ้นคลานขวางหน้าซิ่วอิงไว้อีกครั้ง
“บ่าวคนนี้อาจตาย แต่จะไม่ยอมให้ท่านทำร้ายคุณชาย!” แม่นมหลินประกาศลั่น ดวงตาเปี่ยมด้วยความเด็ดเดี่ยว ซิ่วอิงคำรามอย่างเกรี้ยวกราดก่อนถีบร่างหญิงชรากระเด็นไปอีกทาง “งั้นไปตายเสียเดี๋ยวนี้เถอะ!” แล้วนางก็หมุนกายจะไล่ตามหลี่ิ แต่เมื่อมองไปโดยรอบ ก็ไม่เห็นเงาของชายหนุ่มแล้ว
หลี่ิวิ่งหนีสุดชีวิต ฝ่าความมืดใต้แมกไม้หนาทึบในสวน ร่างของเขาปราดผ่านแสงจันทร์เป็เงาวูบไหว หัวใจเต้นรัวด้วยความตระหนกและคั่งแค้น สองแขนยังกอดตำรายาไว้แน่นราวกับเป็ความหวังสุดท้าย
“ต้องหนี… หนีไปให้พ้น…” เขาพึมพำกับตนเอง พลางนึกถึงคำในจดหมายของมารดา อย่าได้ไว้ใจใครง่ายๆ ตอนนี้คนที่เคยอยู่รอบกายกลับกลายเป็ศัตรูที่คิดเอาชีวิต!