ตอนที่ 5 ที่พึ่งอันแข็งแกร่ง (2)
กู้เชียนเสวี่ยค่อยๆ เงยหน้าขึ้น มองไปที่จ้าวซื่อด้วยความะเือารมณ์ “ท่านแม่ ท่านช่วยเอานกพวกนั้นออกไปได้หรือไม่เ้าคะ”
“เอานกออกหรือ” ใบหน้าของจ้าวซื่อเต็มไปด้วยความงุนงง
กู้เชียนเสวี่ยพยักหน้า “ท่านไม่รู้สึกว่านกมันเสียงดังบ้างหรือเ้าคะ”
จ้าวซื่อฟังแล้ว แต่จากนั้นก็ขมวดคิ้ว “ที่จริงก็นิดหน่อย แต่ทุกคนต่างก็พูดกันว่าเสียงนกมันน่าฟังนี่”
มุมปากของกู้เชียนเสวี่ยกระตุก แต่ก็ยังพูดอธิบายด้วยความอดทน “ไม่ว่าจะเื่อะไรต่างก็ต้องทำอย่างพอเหมาะพอควรนะเ้าคะ เสียงนกน่าฟังก็จริง แต่ฝูงนกที่แย่งกันร้องเช่นนี้มิใช่ว่ากลายเป็เล้าไก่ไปแล้วหรือ เหมือนกับแป้งหอมบนตัวท่าน ต้องทาบางๆ ทาเหมือนไม่ทาพอให้ได้กลิ่น แต่ท่านกลับทาแป้งหอมหลายชนิด ซ้ำยังทาปริมาณที่เยอะเช่นนี้ นี่ไม่เรียกว่าหอมแล้วแล้วเ้าค่ะ” มันเหม็น!
จ้าวซื่อน้อยใจอยู่บ้าง แต่รู้สึกได้ว่าสิ่งที่บุตรสาวพูดมามีเหตุผล จึงพยักหน้า แล้วเรียกคนให้มาเอากรงนกออกไป
“ลูกหญิง เ้าชอบตัวไหนเล่า พวกเราเหลือเอาไว้สักตัวสองตัวเถิด” จ้าวซื่อทำเหมือนกับกำลังยื่นข้อเสนอก็ไม่ปาน
กู้เชียนเสวี่ยสุดจะทน “ท่านแม่ ท่านไม่รู้สึกหรือว่าเพราะมันเสียงดังเกินไป จนทำให้สงบใจใช้ความคิดไม่ได้”
จ้าวซื่อไม่เข้าใจ “มีอะไรให้ต้องใช้ความคิดด้วยหรือ”
“…” กู้เชียนเสวี่ยปวดหัวขึ้นมาอีกครั้ง เทียบกับลี่อ๋องแล้ว มารดาจำเป็คือบอสใหญ่ของจริง “ข้าผลักลี่อ๋องตกน้ำ ท่านไม่กลัวหรือเ้าคะ”
“ก็บอกแล้วว่าให้ท่านตาของเ้าจัดการไงเล่า” จ้าวซื่อตอบกลับ
ในเมื่อคิดจะยอมรับชีวิตคนคนนี้ ยอมรับคนใกล้ชิดคนนี้แล้ว กู้เชียนเสวี่ยก็คิดว่าควรที่จะพูดดีๆ กับนางเสียหน่อย
นางดึงตัวจ้าวซื่อให้มานั่งลงข้างๆ ตนเอง เมื่อเทียบกับจ้าวซื่อแล้ว ร่างกายเพียงเด็กอายุสิบสี่อย่างกู้เชียนเสวี่ย แต่กลับดูเหมือนเป็พี่สาวของจ้าวซื่ออย่างไรอย่างนั้น
“ท่านลองคิดดูสิ ข้าก่อเื่ต่อลี่อ๋อง ท่านเขียนจดหมายให้ท่านตามาจัดการกับเื่นี้ ก็เท่ากับว่าให้ท่านตามาแทนที่ข้า และกลายเป็ท่านตาที่ก่อเื่ต่อลี่อ๋องหรอกหรือ”
จ้าวซื่อครุ่นคิด จากนั้นก็พยักหน้า “ใช่แล้ว”
กู้เชียนเสวี่ยพยักหน้าอย่างพอใจ เด็กนี่…ยังพอช่วยได้อยู่นะ
“แม้ท่านตาจะมีอำนาจทหารอยู่ในมือ เป็ถึงผู้บัญชาการทหารสูงสุดเจิ้นหย่วน แต่อย่างไรก็ประจำการอยู่แดนไกล หากถูกใส่ร้ายโยนความผิดอะไรขึ้นมาก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะได้เข้าเฝ้าฮ่องเต้ แต่ลี่อ๋องที่เป็ถึงโอรสแท้ๆ ของฮ่องเต้ ไม่เพียงแต่อยู่ใกล้กับฮ่องเต้ซ้ำยังได้รับความสำคัญอีกด้วย ไม่ว่าจะเื่เล็กเื่ใหญ่ก็สามารถเข้าเฝ้ากราบทูลฮ่องเต้ได้ทันที เป็เช่นนี้แล้ว หากท่านตาและลี่อ๋องทะเลาะกันขึ้นมา ฮ่องเต้มาตัดสินความ พระองค์จะทรงเข้าข้างใครเล่าเ้าคะ”
จ้าวซื่อตอบไปตามความคิดของตัวเอง “ก็ต้องเป็ลี่อ๋อง”
กู้เชียนเสวี่ยพูดต่อ “เช่นนั้นก็พูดได้ว่า ลี่อ๋องแข็งแกร่งกว่าท่านตา หากว่าลี่อ๋องและท่านตามีเื่กันขึ้นมา ท่านตาจะไม่สามารถต่อต้านลี่อ๋องได้ และหากมีการถูกปั้นเื่ใส่ร้ายขึ้นมาจริงๆ ท่านคิดว่าท่านตาจะยังสามารถรักษาชีวิตกลับมายังเมืองหลวงได้หรือไม่”
จ้าวซื่อหน้าซีดลงในทันที “ไม่…ไม่นะ…เป็ไปไม่ได้ ก่อนหน้านี้ก็เกิดขึ้นตั้งหลายครั้งหลายครา ท่านตาของเ้าก็ช่วยคลี่คลายได้หมด ครั้งนี้เองก็…”
กู้เชียนเสวี่ยยิ้มเย็น “นั่นเป็เพราะคนที่พวกเราไปก่อนเื่เมื่อก่อนไม่ใช่ลี่อ๋องที่แสนร้ายกาจแบบนี้ไงเ้าคะ”
จ้าวซื่อตื่นกลัวสุดขีด ใบหน้าอวบซีดแล้วซีดอีก “แล้วเช่นนั้นจะทำอย่างไรเล่า ทำอย่างไรดี จะเกิดอะไรขึ้นกับท่านตาของเ้าไม่ได้เด็ดขาด ท่านตาของเ้าต้องมีอายุยืนถึงร้อยปีนะ”
กู้เชียนเสวี่ยรู้ดีว่ามารดาจำเป็ของนางนั้นคิดไม่เป็ จึงไม่ได้อธิบายว่าแท้จริงแล้วอำนาจทหารที่อยู่ในมือของผู้บัญชาการทหารสูงสุดอันตรายยิ่งกว่า ทำให้ฮ่องเต้เกิดความกลัวขึ้นมาได้ตลอดเวลา หากวันหนึ่งเกิดเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงแค่เพียงเล็กน้อย ก็จะถูกกำหนดโทษได้โดยง่ายยุคสมัยที่ผ่านมาฮ่องเต้ก็เป็เช่นนั้นทั้งสิ้น ฆ่าสักร้อยคนดีกว่าปล่อยให้คนคนเดียวหนีรอดไปได้ เพราะความพ่ายแพ้ต้องแลกมาด้วยการสูญเสียอำนาจปกครอง
กู้เชียนเสวี่ยวางมือลงบนไหล่ของจ้าวซื่อ แล้ว พูดกับนางอย่างตั้งใจ “ดังนั้นเื่นี้จะดึงท่านตาเข้ามาพัวพันไม่ได้เป็อันขาด มิเช่นนั้น พวกเราสองคนจะต้องสูญเสียที่พึ่งสำคัญที่สุดไปแน่ และผลที่จะตามมาก็คือต้องตายอย่างอนาถ”