บทที่ 26
เล่าเื่ต่างๆ
“เข้าใจแล้ว” จางหยุนแสดงใบหน้าเข้าใจ จากนั้นเขาก็ยิ้มพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงล้อเล่น “เช่นนั้น ข้าที่ได้ฟังเื่ที่เ้าเล่าก็ถือว่าคุ้มแล้วสินะ เพราะข้าจ่ายให้เ้าแค่หนึ่งเหรียญปฐีที่ซื้อบันทึกเมฆารายวันได้แค่หนึ่งวันเอง”
เมื่อได้ยินแบบนั้นชายหนุ่มผู้นั้นก็ได้แต่เกาหัวอย่างเขินอาย
“เอาละเ้าลองเล่าต่อสิข้าอยากฟัง” จางหยุนจัดท่านั่งรอฟังเื่ต่างๆต่อ
“ขอรับ”
ชายหนุ่มเริ่มทำการเล่าเื่ที่น่าสนใจอีกไม่น้อย เพียงแต่ว่าเพราะว่ากว่าที่จะเดินทางมาถึงเมือง แล้วก็กว่าจะเดินทางมาถึงโรงเตี๊ยม ใน่ตอนนั้นก็เป็่เวลาตอนบ่ายแล้ว พวกเขาจึงนั่งพูดคุยกันได้อีกไม่นานท้องฟ้าด้านนอกเองก็เริ่มมืดมิดลงแล้ว
ชายหนุ่มขอตัวกลับก่อน แล้วบอกว่าพรุ่งนี้ตนเองนั้นจะมาเล่าเื่ให้ฟังอีก เพราะว่าสำหรับเงินหนึ่งเหรียญปฐีนั้นมากเกินไป เลยอยากจะตอบแทนเพิ่ม
จางหยุนจึงได้เอ่ยถามชื่อของชายหนุ่ม อีกฝ่ายแนะนำว่าตนเองนั้นมีนามว่าหลินอวี่ แล้วหลินอวี่ก็เดินทางกลับไป
จางหยุนก็พักผ่อนอยู่ที่ห้องพักของตนเองในโรงเตี๊ยม เขาไม่ได้พักผ่อนดีๆมาหลายวันแล้ว เพราะว่าการเดินทางกว่าที่จะเดินทางมาถึงเมืองแห่งนี้ต้องใช้เวลานับเดือน จางหยุนเลยถือโอกาสนี้ในการพักผ่อนในสถานที่ดีๆ
หลังจากนั้นวันที่สองหลินอวี่ก็เดินทางมาที่โรงเตี๊ยมอีกครั้ง เพื่อเล่าเื่ที่จางหยุนอยากรู้ต่อ
จางหยุนถามหลายเื่ที่ตนเองอยากรู้ แล้วหลินอวี่ก็ตอบทั้งหมด รวมไปถึงเล่าเื่อีกหลายอย่างให้จางหยุนฟังอีก
หลังจากที่ได้ฟังหลินอวี่พูดมาหลายวัน จางหยุนก็สามารถพูดได้เลยว่าหลินอวี่เป็พวกที่ชอบเล่าเื่เป็อย่างมาก เรียกว่าอีกฝ่ายเป็พวกพูดเก่งนั้นแหละ
จางหยุนไม่ได้รำคาญเขากลับพึงพอใจ เพราะว่ายังมีเื่อีกหลายอย่างที่เขานั้นอยากจะรู้จริงๆ จางหยุนได้สอบถามเกี่ยวกับเื่พวกกฎภายในเมืองแห่งนี้ นั่นทำให้เขารู้ว่าภายในเมืองห้ามการต่อสู้ แต่ถ้าเกิดว่าออกไปนอกเมืองแล้วก็สามารถเข่นฆ่ากันได้อย่างสบายใจ
สำหรับผู้บำเพ็ญที่ออกไปแสวงหาวาสนา อย่างเช่นล่าสัตว์อสูรหรือว่าไปหาสมุนไพร เมื่อพวกเขาลึกเข้าไปภายในหุบเขาที่เต็มไปด้วยป่าไม้ การต่อสู้และการสังหารเกิดขึ้นแทบจะทุกวัน มีผู้บำเพ็ญที่เดินทางเข้าไปหาสมุนไพรหรือว่าล่าสัตว์อสูรและไม่ได้กลับมาก็มีมากมาย แน่นอนว่าทางเมืองเองก็ไม่ยุ่งเกี่ยวกับเื่นี้ ขอเพียงแค่ไม่สร้างความเดือดร้อนภายในเมืองก็พอ
เพราะแบบนั้นการต่อสู้และฆ่าฟันของผู้บำเพ็ญเพียรนั้นเป็เื่ปกติมาก จางหยุนไม่รู้สึกประหลาดใจเกี่ยวกับเื่นี้แต่เขาเองก็ต้องเตือนให้ตัวเองในระหว่างตัวเพิ่มขึ้น
เพราะถึงอย่างไรเขาเองก็ยังถือว่าเป็มือใหม่ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร จางหยุนยังสอบถามเกี่ยวกับเื่สถานที่ที่สามารถเอาร่างของสัตว์อสูรไปขายได้
ในตอนนี้ภายในแหวนเก็บของของเขามีร่างของสัตว์อสูรอยู่สองตัว โดยตัวนึงก็คือเสือโคร่งที่มีิัเป็สีแดงเพลิง แล้วอีกตัวนึงก็คือจิ้งจอกที่เคลื่อนไหวรวดเร็วเป็อย่างมาก
ทั้งสองน่าจะนำไปขายแล้วก็เปลี่ยนไปเป็เงินได้ จางหยุนในตอนนี้แม้ว่าจะมีเงินเหลืออยู่ แต่ว่าเขาเองก็ยังจำเป็จะต้องใช้เงินเรื่อยๆเพราะแบบนั้น เงินก็ถือว่าเป็สิ่งที่้า
แต่ว่าเขาเองก็ไม่รู้ว่าร่างของอสูรทั้งสอง จะนำไปเปลี่ยนกลายเป็เหรียญปฐีได้กี่เหรียญกัน
หลินอวี่แนะนำให้เขาไปขายที่หอการค้าเหรียญ์ ภายในเมืองวายุแดนแห่งนี้มี สาขาของหอการค้าเหรียญ์เปิดอยู่
โดยที่ตั้งของหอการค้าเหรียญ์ที่อยู่บริเวณแทบจะกลางเมือง เป็จุดตัดของพื้นที่การปกครองของตระกูลหวังแล้วก็ตระกูลอู๋
เพียงแต่ว่าภายในเมืองแห่งนี้ค่อนข้างที่จะมีพื้นที่กว้างขวาง อย่างที่รู้กันดีว่ามันเทียบเท่ากับเมืองในโลกมนุษย์ 20-30 เมืองรวมกัน พื้นที่ของมันคือกว้างมาก
ผนวกกับภายในเมืองวายุแดงไม่ให้ผู้บำเพ็ญ ใช้สมบัติในการเคลื่อนไหวบนท้องฟ้าเพราะแบบนั้น ต่อให้เป็ผู้บำเพ็ญภายในเมืองแห่งนี้ก็ทำได้เพียงแค่เคลื่อนที่ด้วยร่างกาย
เพราะแบบนั้นหลินอวี่จึงแนะนำให้เขาจ้างรถม้า รถม้าในที่นี้ย่อมไม่ใช่รถม้าธรรมดา แต่เป็รถม้าที่ถูกลากโดยสัตว์อสูรที่ถูกฝึกจนเชื่อง ทำให้การเคลื่อนไหวของพวกมันนั้นรวดเร็วมาก
การเดินทางไปยังหอการค้าเหรียญ์ที่ตั้งอยู่กลางเมือง จึงไม่ต้องใช้เวลามากนัก
สำหรับกฎที่ว่าห้ามบินภายในเมือง ตระกูลผู้ดูแลเมืองทั้งสองที่ตั้งขึ้นมาก็อาจจะเป็เพราะว่าอยากจะควบคุมความวุ่นวาย
พวกเขาอาจจะมีพลังไม่มากพอในการควบคุมเมืองอย่างเบ็ดเสร็จ เพราะแบบนั้นเลยตั้งกฎนี้ขึ้นมาเพื่อดูแลรักษาความเป็ระเบียบเรียบร้อย
หลังจากนั้นหลินอวี่ก็เล่าเื่อีกหลายเื่ ทำให้จางหยุนได้เปิดหูเปิดตา
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว จนเมื่อรู้สึกตัวอีกทีท้องฟ้าด้านนอกก็เริ่มมืดแล้ว เพราะแบบนั้นหลิวอวี่ก็ขอตัวกลับไปก่อน
คราวนี้เหมือนว่าอีกฝ่ายจะยังเล่าไม่หนำใจพอ เพราะแบบนั้นเลยบอกว่าพรุ่งนี้จะมาเล่าเื่ต่างๆให้จางหยุนฟังอีก
แน่นอนว่าจางหยุนย่อมไม่ปฎิเสธอยู่แล้ว เพราะเื่พวกนั้นเป็เื่พื้นฐานที่เขาอยากจะรู้ ในสายตาของผู้บำเพ็ญทั่วไป เื่พวกนี้อาจจะเป็เื่ที่ไม่สำคัญเพราะมันเป็ความรู้พื้นฐาน แต่สำหรับจางหยุนกลับไม่ได้เป็แบบนั้นเลยแม้แต่น้อย
ในวันที่สามหลินอวี่ก็เดินทางมาอีกครั้ง แล้วนี่ก็เป็อีกวันที่ชายหนุ่มเล่าเื่ต่างๆให้จางหยุนได้ฟัง
แล้ววันนี้จางหยุนก็ได้รับความรู้เพิ่มขึ้นอีก จนกระทั่งเมื่อถึง่เย็นคราวนี้หลินอวี่ คิดว่าตนเองน่าจะเล่าเื่ที่ตนเองรู้ไปหมดแล้วเพราะแบบนั้นก็ไม่น่าจะมีเหตุผลอะไรที่ตนเองนั้นจะเดินทางมาในวันพรุ่งนี้อีก
จางหยุนค่อนข้างที่จะพึงพอใจกับเื่ที่หลินอวี่ เล่าให้เขาฟังเป็อย่างมากเพราะแบบนั้นเลยมอบเงินให้กับอีกฝ่ายอีกหนึ่งเหรียญปฐี
หลินอวี่ในตอนแรกไม่อยากจะรับเงินนั้น เพราะว่ามันมากเกินไปตนเองเล่าเื่เพียงแค่สามวันก็ได้รับเงินมาแล้วถึงสองเหรียญปฐี จำนวนเงินขนาดนี้ดูมากเกินไปสักหน่อย แต่สุดท้ายแล้วหลังจากที่พูดคุยกันอยู่สักพักหลินอวี่ก็ยอมรับเงินนั้นเอาไว้
ก่อนที่จะจากไปหลินอวี่ยังมอบที่อยู่ของตนเองให้กับจางหยุน บอกว่าถ้าเกิดว่ามีธุระอันใดอยากให้รับใช้ก็เดินทางไปหาเขาได้
จางหยุนรับที่อยู่นั้นเอาไว้หลังจากนั้นทั้งสองก็แยกจากกัน หลินอวี่เดินทางออกไปจากโรงเตี๊ยม จางหยุนยืนมองอยู่ริมหน้าต่างห้องพักของตนเอง มองแผ่นหลังของหลินอวี่ที่ค่อยๆเดินหายไปบนถนน
ละสายตาจากแผ่นหลังของหลินอวี่ จากนั้นเขาก็ทอดสายตามองไปที่ทัศนียภาพของเมืองวายุแดนแห่งนี้
ในตอนนี้เป็่หัวค่ำทั่วทั้งเมืองประดับประดาไปด้วยแสงไฟ แสงไฟพวกนี้ไม่ใช่แสงไฟเหมือนกับคบเพลิงหรือว่าตะเกียงน้ำมันในโลกมนุษย์
มันเป็วัสดุให้แสงที่เหมือนกับหลอดไฟในโลกของเขา เพียงแต่ว่ามันพิเศษตรงที่ว่าตัวของมันถูกสร้างขึ้นมาจากปราณิญญาแล้วก็ใช้ค่ายกลในการสร้างมันขึ้นมา เพราะแบบนั้นแสงสว่างที่มันให้ย่อมสว่างกว่าตะเกียงน้ำมันหรือว่าคบเพลิงธรรมดาหลายเท่า
นั่นจึงทำให้ทั่วทั้งเมืองนั้นเต็มไปด้วยแสงสว่างไสว ให้บรรยากาศของนครที่ไม่มีทางหลับไหลในยามค่ำคืน
จางหยุนยืนมองภาพที่อยู่ด้านหน้า ในขณะที่ในหัวของเขาเองก็กำลัง เรียบเรียงความรู้ทั้งหมดที่อยู่ภายในของเขาหลังจากที่ได้รับมาสามวันเต็มๆไปด้วย