Tower Defense War Era

    ตอนที่ 12 คนแคระ

    ***เวลา 9:20 น. ตามเวลาโลกมนุษย์

    กองทัพคนแคระห์ปรากฏตัว



    ที่ตรงนั้น มันมีบางสิ่งกำลังผุดขึ้นมาจากผืนดินของป่า

    พวกมันแต่ละคันมีขนาดกว้างใหญ่มากกว่ายี่สิบเมตร

    ตัวถังของยานมีลักษณะเป็นทรงกลมผิวด้าน ที่มีลวดลายเป็นเส้นแมวข่วนยาววิ่งขนานอยู่บนผิวทรงกลมสีเงินนั้น



    ถ้ามองเพียงผิวเผิน จะเข้าใจว่ามันถูกสร้างขึ้นจากการนำเส้นผมของสตรีมาถักถอขึ้นรูปเข้าด้วยกัน

    แต่ความจริง มันคือแร่โลหะผสมแบบพิเศษของคนแคระ ที่ตีมันให้เป็นเกลียวเชือก แล้วนำมันมาถักทอเข้าด้วยกันเป็นผิวหุ้มป้อมปราการเคลื่อนที่ของพวกเขา



    ป้อมปราการทรงกลม ถูกขับเคลื่อนด้วยโซ่หนามแหลมสีดำ

    โซ่หนามนั้น จะพันอยู่รอบฐานหนึ่งเส้น กับรอบตัวมันเองอีกสองเส้นในลักษณะทรงกากบาท

    มันเป็นสายโซ่ที่แข็งแกร่งหาใครเทียบเทียม

    แม้แต่ชั้นหินผาของภูเขาสูง ก็ยังไม่อาจขวางกั้นเส้นทางของมันได้



    [ป้อมปราการเคลื่อนที่-ไฟเออร์กิน] นั่นคือนามของมัน

    จำนวนที่ผุดขึ้นจากผืนดิน มีด้วยกันทั้งสิ้น 3 ป้อมปราการ โดยมีป้อมปราการตรงกลาง ที่มีขนาดใหญ่กว่าเพื่อนถึง 1.5 เท่า

    หนึ่งป้อมปราการต่อ 350 ชีวิต 3 ป้อมปราการ 1050 ชีวิต

    เป็นจำนวนที่มากจนน่ากังขา ว่าเป็นทีมที่มาเพื่อเพียงให้การช่วยเหลือจริงหรือไม่?



    "ใต้ปฐพีนี้ ไม่มีใครจักเอาชนะพวกเราได้! ฮ่ะ♫ ฮ่ะ♬ ฮ่ะ♫ ฮ่ะ♬ ฮ่ะ♫ ฮ่ะ♪! กองทัพ [ไฟเออร์กิน] โจมตี! "

    พริบตาที่กองทัพใหม่มาปรากฏตัวขึ้นในสนามรบ การโจมตีก็เริ่มต้นขึ้นในทันที



    สายโซ่ที่พันรอบป้อมปราการเริ่มหยุดหมุน พร้อมกับแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินที่หยุดนิ่งลงไป

    วินาทีต่อมา ผิวของป้อมปราการก็ฉับพลันแตกตัวออก คล้ายดั่งเปลือกไข่ที่ถูกนกกะเทาะออกมาลืมตาดูโลก



    สิ่งที่ปรากฏออกมาจากรอยแยกจำนวนมากนั้น คือเครื่องจักรประหลาดทรงกลมแปดเหลี่ยมด้านเท่า

    เจ้าวัตถุประหลาดนั้น กำลังส่งเสียงหวีดแรงสูงออกมา ก่อนจะเกิดเป็นคลื่นกระแทกวิ่งพล่านกระจายออกไปรอบตัว



    การคำนวณของคลื่นที่ถูกคิดวิเคราะห์มาเป็นอย่างดี ได้ลั่นชั้นเปลือกแผ่นดินให้แยกออกจากกัน

    แผ่นดิน--- ณ จุดที่กองกำลังของวัลคิรี่สีดำยืน จักกลายเป็นผืนปฐพีสูบในบันดล

    รอยแยกที่มีความลึกมากกว่าตึกสูงสามสิบชั้น กว้างสิบเมตร และยาวเท่ากับสนามฟุตบอลสองสนามวางเรียงต่อกัน ได้จักเปิดออกสูบซึ่งทุกสิ่งให้จมหายลงไป



    “เหวอ!?! ”

    “อะไรกันเนี่ย! ”

    “ทะ--- ท่านขุนนางพรุน! ”

    กองกำลังภาคพื้นดินของวัลคิรี่สีดำ ที่กำลังสาดกระสุนรังสี เข้าโจมตีใส่กลุ่มสตรีเผ่านิมป์ ได้ถูกจับแยกออกด้วยการโจมตีของป้อมปราการเคลื่อนที่ทั้งสาม

    กองทัพมากกว่าครึ่งของเธอ ถูกทำให้หายไปภายในพริบตาเดียวเท่านั้น



    “ฮ่ะ♫ ฮ่ะ♬ ฮ่ะ♫ ฮ่ะ♬ ฮ่ะ♫ ฮ่ะ♪! กระจอก! กระจอกยิ่งนัก! ดูซะไอพวกงี่เง่าเผ่าเอลฟ์! การช่วยเหลือมันต้องทำให้เด็ดขาดแบบนี้ต่างหาก! ฮ่ะ♫ ฮ่ะ♬ ฮ่ะ♫ ฮ่ะ♬ ฮ่ะ♫ ฮ่ะ♪”

    ผู้บัญชาการของ [ไฟเออร์กิน] ที่นั่งติดมาด้วย กำลังหัวเราะร่วนอยู่ภายในห้องบัญชาการที่เต็มไปด้วยเผ่าคนแคระหนวดเฟิ้มจำนวนมาก



    “...”

    วิลคิรี่สีดำหยุดฟันโจมตีกำแพงไม้ของสตรีกุหลาบแดง แล้วเบนหางตาไปมองหายนะที่เกิดขึ้นกับกองทัพสำรวจของเธอ



    "ช่วยต่อสายถึงท่านผู้กล้าภูติ [เอสเทอ] ที"

    ด้วยเหตุนี้ เธอจึงตัดสินใจติดต่อกลับไปที่ยานแม่ เพื่อร้องหาความช่วยเหลือ

    "ไม่ได้ครับ ตอนนี้ท่านเอสเทอกำลังช่วยกางม่านพลังคุ้มกันยานอยู่ ถ้าส่งลงไป ยานธงได้จมแน่นอนครับ"

    แต่ดูท่าจะไม่ได้ง่ายอย่างที่เธอคิด



    "... งั้นช่วยต่อสายคณะ [แขก] ให้ที"

    "แต่ว่าท่านขุนนางพรุน แบบนั้นมันจะเป็นการเสียศักดิ์ศรีของพวกเราเผ่ายักษ์---"

    "ศักดิ์ศรีมันกินไม่ได้หรอกนะทุกคน ความจริงมันจบลงตั้งแต่ที่พวกเราต้องยื้มแรงท่านเอสเทอมาช่วยแล้ว จริงไหม? "

    "...เดียวกระผมต่อสายให้ ช่วยรอสักครู่ครับ"



    สถานการณ์ของฝ่ายวัลคิรี่สีดำกำลังเลวร้ายมากขึ้น



    กองยานสำรวจที่มีมากถึงหนึ่งร้อยลำของเธอ ปัจจุบัน ได้เหลือเพียงแค่ครึ่งเดียวจากที่มี

    กองทัพเหล็กเกล็ดเขียวที่กำลังบินลอดออกมาจากรูหนอน ก็เริ่มมีจำนวนมากขึ้น จนทำให้เธอเป็นฝ่ายที่ถูกโจมตีกลับ

    แล้วยังถูกกองทัพของคนแคระผู้มาใหม่ เข้ากดดันจากทางด้านท้ายของกองทัพ



    “จาก [พรุน-ราชันนักสู้] ขอสั่งให้ยกเลิกภารกิจ ทุกคน จงถอยทัพเดียวนี้”

    เธอไม่ยอมให้มีคนเสียสละไปมากกว่านี้ เพียงเพื่อช่วยคนที่ไม่รู้จัก

    เป้าหมายหลักของเธอ มีเพียงแค่การสำรวจโลกในรูเท่านั้น



    “แม่ทัพ [การ์เวอร์ บาต] อาวุธโจมตีกองยานศัตรูพร้อมยิงแล้วครับ! ”

    แต่ทว่าแม่ทัพของกองกำลัง [ไฟเออร์กิน] ยังคงมองว่าศัตรูของเขายังมีความปรารถนาที่จะสู้ต่อไป



    “เตรียมโจมตีกองยานของพวกเอเลี่ยน! ”

    รอยแยกของผิวป้อมปราการเคลื่อนที่ เริ่มปิดกลับลงไป พร้อมกับที่มีรอยแยกใหม่ปริแตกออกมา

    สิ่งที่ปรากฏออกมาจากรอยแยกใหม่ คือปืนใหญ่จำนวนสิบกระบอก ที่มีหัวกระสุนเป็นฉมวกสีขาวยาวสิบเมตรบรรจุเอาไว้



    “ยิง! ”

    เสียงคำรามลั่นของการ์เวอร์ ดังลอดผ่านหนวดเคราสีขาวที่ฟ่องฟูขึ้นหนาทึบของเขา

    เกิดเสียงลั่นคำรามของปืนใหญ่ดังกังวาล พร้อมกับที่มีประกายไฟฟ้าระเบิดแตกกระตายเป็นวงกว้างออกมาจากท้ายกระบอกปืน



    ฉมวกยักษ์สีขาว พุ่งทะยานขึ้นท้องฟ้าด้วยแรงระเบิดของสนามแม่เหล็กไฟฟ้าอย่างรุนแรง

    มันถูกอาบด้วยพลังงานสายฟ้าแรงสูง แหวกตัดอากาศจนเห็นเป็นเส้นสีขาวแยกสองสาย



    *เปรี๊ยง! *

    ฉมวกอาบสายฟ้าทั้งสามสิบนัด วิ่งทะลุผ่านม่านบาเรียแสงสีฟ้าของกองยานปลากระเบน วิ่งทะลุผิวเกราะหนาราวกับเป็นการเจาะแผ่นกระดาษ จมพวกมันที่พยายามบินหนีอย่างไร้ความปราณี ทำให้พวกมันทิ้งดิ่งลงสู่พื้นดิน



    ยานที่ถูกจมลงจากการโจมตีครั้งนี้ มีมากถึง 10 ลำ และยังสามารถเจาะปีกขวาของยานธงที่ถูกเอสเทอคอยเฝ้าระวังปกป้อง จนเห็นเป็นรูกว้างน่ากลัว



    "ไม่จริง! "

    ท่ามกลางยานที่ร่วงหล่น มียานของคณะ [แขก] ที่เป็นความหวังของเธอรวมอยู่ในนั้นด้วย



    ในเวลาเดียวกันกับที่กองยานถูกโจมตี หน่วยภาคพื้นดินก็เริ่มโหมยิงกระสุนรังสีใส่ป้อมปราการเคลื่อนที่ทั้งสาม



    “หืม? เจ้าพวกนี้มันสร้างอาวุธปืนเลเซอร์ให้เป็นรูปร่างดาบกับหอกหรอกหรือเนี่ย? มีรสนิยมไม่เลวเลยนี่หว่า ฮ่ะ♫ ฮ่ะ♬ ฮ่ะ♫ ฮ่ะ♬ ฮ่ะ♫ ฮ่ะ♪”

    การ์เวอร์หัวเราะชอบใจ

    เพราะอาวุธส่วนตัวของเขาก็สั่งทำพิเศษในลักษณะนั้นด้วยเช่นกัน



    คลื่นแสงรังสีความร้อนสูงจากฝ่ายวัลคิรี่สีดำ วิ่งกระทบผิวของปราการเคลื่อนที่ ก่อนจะแตกสลายหายไป โดยไม่อาจสร้างรอยแผลแม้แต่รอยไหม้ให้เกิดขึ้นมาได้

    "ฮ่ะ♫ ฮ่ะ♬ ฮ่ะ♫ ฮ่ะ♬ ฮ่ะ♫ ฮ่ะ♪ ต่อหน้าเส้นใยโลหะพิเศษของพวกเรา อาวุธใด ๆ นั้นล้วนแต่ไร้ค่า! จงสำนึกเสียใจในโลกแห่งวิญญาณที่โสมมไปซะเจ้าพวกป่าเถื่อน! "



    รังสีมิอาจแผดเผาทะลุผ่าน

    ระเบิดมิอาจทะลวงทำลาย

    ความร้อนกับความเย็นมิอาจทำลาย

    แม้แต่กระสุนปืนใหญ่ที่เปี่ยมไปด้วยพลังงานจลน์ ก็มิอาจเทียบเทียม

    นี่คือความพิเศษของเผ่าพันธุ์คนแคระ ผู้มีเทคนิคและเทคโนโลยี่การขึ้นโลหะเป็นอันดับหนึ่งของจักรวาลแห่งนี้

    ไม่เกราะใด ที่ทำลายยากเท่าเกราะจากฝีมือของเผ่าพันธุ์นี้อีกแล้ว



    "เตรียมใช้ธรณีสูบระลอกสอง เป้าหมายให้เล็งไปที่คนตัวใหญ่ ๆ ผิวสีเขียวสวมเกราะสีดำ มันต่อสู้เก่ง คงอยู่ระดับไม่ต่ำกว่านายกองแน่นอน"

    จะตีงูให้ตายต้องตีที่หัว

    การ์เวอร์ไม่สนใจห่าฝนลำแสงที่โจมตีเข้ามา แล้วสั่งให้โจมตีสวนกลับไป

    เพราะว่าเขาไม่มีความจำเป็นต้องไปใส่ใจการโจมตีของศัตรูแม้แต่น้อยนิด



    "ยิง! "

    เป็นอีกครั้งที่เสียงหวีดเสียดแก้วหูดังขึ้นไปทั่วสนามรบ

    แผ่นดินถูกแยกออกเป็นครั้งที่สอง พร้อมกับสูบกองทัพของวัลคิรี่สีดำให้จมหายลงไป



    "ทุกคน! "

    วัลคิรี่สีดำเริ่มแสดงสีหน้าเจ็บปวดออกมาเป็นครั้งแรกให้เห็น

    ด้วยฝีมือที่เก่งกาจ จึงทำให้เธอสามารถกระโดดไต่ธรณีสูบขึ้นมาจากหุบเหวได้

    แต่ลูกน้องของเธอไม่อาจปีนกลับขึ้นมา เหมือนอย่างที่เธอทำ



    ชุดเกราะของชาวดาวไดม่อน คือชุดเกราะเสริมพละกำลัง ที่มีแนวคิดจากการเลียนแบบข้อดีของทุกสรรพชีวิตมารวมเข้าด้วยกัน

    ภายใต้ผ้าสีเทา คือเส้นใยที่เลียนแบบลักษณะของกล้ามเนื้อของสิ่งมีชีวิตที่เปี่ยมไปด้วยพละกำลัง

    หมวกเกราะ เลียนแบบการรับรู้ที่ว่างของสัตว์ที่มีความไวต่อสรรพสิ่ง

    มีปีกที่เลียนแบบรูปลักษณ์มาจากสัตว์

    มีแม้แต่อวัยวะใช้เวทมนตร์ ที่เลียนแบบมาจากอวัยวะควบคุมธรรมชาติของเผ่าภูติ



    เสริมความสามารถพื้นฐาน เชื่อมเข้ากับคลื่นสมองให้เป็นหนึ่งเดียวกับผู้สวมใส่ เพื่อแสดงศักยภาพเหนื่อสามัญสำนึกออกมา เหมือนอย่างที่วัลคิรี่สีดำแสดงออกมาให้เห็น

    แต่ทว่า ด้วยความคิดที่ต้องพึ่งทักษะของผู้สวมใส่เป็นหลัก ดังนั้นสำหรับคนที่ไม่อาจดึงศักยภาพของชุดออกมาใช้งานได้สูงสุด ก็ไม่ต่างอะไรไปจากไก่ได้พลอย



    แผ่นดินที่สั่นไหว ทำให้สมดุลการยืนไร้ซึ่งความมั่นคง

    ร่างขนาดสามเมตรของเผ่ายักษ์จำนวนมาก ต่างทยอยร่วงหายไปในรอยแยกของผืนป่าดงดิบ พร้อมกับส่งเสียงกรีดร้องโหยหวนดังกังวาล

    กำแพงสูงสีน้ำตาลที่ถูกยกขึ้นสูงเข้าล้อมซ้ายกับขวา ช่างไม่ต่างอะไรไปจากฝ่ามือแห่งความตายที่กำลังพุ่งเข้าประกบ เพื่อบดขยี้พวกเธอ

    มีเพียงแค่หนึ่งในสิบของกองทัพ ที่มากความสามารถพอจะกระโดดปีนกลับขึ้นมาได้อีกครั้ง



    "... หน่อย! "

    วัลคิรี่สีดำกัดฟันตัวเองจนเลือดไหลกลบปาก

    เธอละทิ้งกำแพงไม้ตรงหน้า แล้วหันหลังวิ่งใส่ป้อมปราการทั้งสามที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงด้านหลังของกองทัพ



    แหวนที่ประทับตรงนิ้วนาง เริ่มบิดผันแปรปรวนสะสมพลังงาน

    ดาบสีดำในมือ เริ่มถูกกระตุ้นจนส่องเป็นประกายแสงสีฟ้า

    พลังงานที่บ้าคลั่ง กำลังถูกเร่งอนุภาควนเวียนรอบดาบดำ จนถึงจุดวิกฤติที่มิอาจควบคุมต่อไปได้

    ดวงตา ได้ถูกย้อมด้วยเลือดจนกลายเป็นสีเขียวเข้มคล้ำ

    เส้นเลือดตามร่างกายปูดโปนน่ากลัว

    วัลคิรี่สีดำผู้งดงาม ได้กลายเป็นดั่งเทพายักษ์จากอเวจี



    "ฮ่ะ♫ ฮ่ะ♬ ฮ่ะ---"

    แม่ทัพ การ์เวอร์ บาต หยุดหัวเราะ

    หนวดที่ยาวเฟิ้มกลบปาก กำลังสั่นสะท้านด้วยความตื่นตระหนก



    ผิดกับเหล่าลูกน้องของเขา ที่กำลังหัวเราะร่วนต่อพฤติกรรมที่ดูโง่เขลาของเธอ

    "ยัยนั่นคิดจะทำบ้าอะไรวะ? ฮ่ะ♫ ฮ่ะ♬! วิ่งเข้าชนป้อมปราการ [ไฟเออร์กิน] ด้วยดาบแบบนั้น ได้ตายเปล่าแน่~"

    "มันไม่ได้เรียนรู้เลยสินะ ว่าอาวุธของพวกมันทำอะไรเกราะป้อมปราการของพวกเราไม่ได้"

    "ฮ่ะ♫ ฮ่ะ♬ ฮ่ะ♫ ฮ่ะ♬ ฮ่ะ♫ ฮ่ะ♬! ช่างเป็นชาวต่างดาวที่โง่---"



    "สั่งปืนใหญ่ฉมวกทุกกระบอก ยิงไปที่ยัยนั่นเดียวนี้! "



    การ์เวอร์ บาต ตะคอกเสียงดังจนเลือดกระอักไหลออกจากลำคอ

    จะปล่อยให้เธอคนนั้นเหวี่ยงดาบไม่ได้เด็ดขาด

    ประสบการณ์ชีวิตร่วม 110 ปี ของเขากำลังร่ำร้องเตือน จนหนวดเคราลุกชูตั้งชันสูง



    เสียงบรรจุฉมวกสีขาวดังสะท้อนขึ้นไปทั่วป้อมปราการ

    ปลายปากกระบอกทั้งหมดหันเล็งไปที่จุดเล็ก ๆ บนพื้น



    ระยะห่างระหว่างวัลคิรี่สีดำกับป้อมปราการเคลื่อนที่อยู่ที่ราว 500 เมตร

    เป็นระยะที่ดาบที่ยาวเพียงสองเมตรไม่มีวันยื่นไปถึง

    ไม่ว่าใครในเวลานั้น ต่างก็มองเห็นภาพอนาคต ที่จุดสีดำนั้น ถูกบดขยี้ไม่เหลือแม้แต่เศษซาก

    แต่มีเพียงหนึ่ง ที่กลับรู้สึกยังคงสั่นสะท้านไปด้วยความหวาดกลัว

    เขาคนนั้นคือแม่ทัพ [การ์เวอร์ บาต]



    และแล้วสิ่งที่เขาหวาดกลัวก็กลายเป็นจริง

    จุดสีดำนั้น ฉับพลันได้ส่งแสงสีน้ำเงินขึ้นท้องฟ้า

    แสงนั้นยาวขึ้นสูงทะลุมวลเมฆ

    มันเป็นแสงพลังงานที่ถูกปลดปล่อยออกมาจากดาบดำของเธอ



    ก่อนที่ฉมวกจะถูกยิงออกไป

    ก่อนที่ใครจะได้ทันรู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้น

    แสงที่ว่าก็จักทิ้งตัวลงมา ดั่งเสาที่ค้ำจุนโลกถูกโค่นลงใส่ผืนดิน

    เป้าหมายของเสาแสงนั้น คือป้อมปราการที่มีขนาดใหญ่ที่สุด

    ป้อมของแม่ทัพ [การ์เวอร์ บาต] ผู้นั้น

    คล้ายกับเรื่องTower Defense War Era ที่คุณอ่าน