***เวลา 9:20 น. ตามเวลาโลกมนุษย์
กองทัพคนแคระห์ปรากฏตัว
ที่ตรงนั้น มันมีบางสิ่งกำลังผุดขึ้นมาจากผืนดินของป่า
พวกมันแต่ละคันมีขนาดกว้างใหญ่มากกว่ายี่สิบเมตร
ตัวถังของยานมีลักษณะเป็นทรงกลมผิวด้าน ที่มีลวดลายเป็นเส้นแมวข่วนยาววิ่งขนานอยู่บนผิวทรงกลมสีเงินนั้น
ถ้ามองเพียงผิวเผิน จะเข้าใจว่ามันถูกสร้างขึ้นจากการนำเส้นผมของสตรีมาถักถอขึ้นรูปเข้าด้วยกัน
แต่ความจริง มันคือแร่โลหะผสมแบบพิเศษของคนแคระ ที่ตีมันให้เป็นเกลียวเชือก แล้วนำมันมาถักทอเข้าด้วยกันเป็นผิวหุ้มป้อมปราการเคลื่อนที่ของพวกเขา
ป้อมปราการทรงกลม ถูกขับเคลื่อนด้วยโซ่หนามแหลมสีดำ
โซ่หนามนั้น จะพันอยู่รอบฐานหนึ่งเส้น กับรอบตัวมันเองอีกสองเส้นในลักษณะทรงกากบาท
มันเป็นสายโซ่ที่แข็งแกร่งหาใครเทียบเทียม
แม้แต่ชั้นหินผาของภูเขาสูง ก็ยังไม่อาจขวางกั้นเส้นทางของมันได้
[ป้อมปราการเคลื่อนที่-ไฟเออร์กิน] นั่นคือนามของมัน
จำนวนที่ผุดขึ้นจากผืนดิน มีด้วยกันทั้งสิ้น 3 ป้อมปราการ โดยมีป้อมปราการตรงกลาง ที่มีขนาดใหญ่กว่าเพื่อนถึง 1.5 เท่า
หนึ่งป้อมปราการต่อ 350 ชีวิต 3 ป้อมปราการ 1050 ชีวิต
เป็นจำนวนที่มากจนน่ากังขา ว่าเป็นทีมที่มาเพื่อเพียงให้การช่วยเหลือจริงหรือไม่?
"ใต้ปฐพีนี้ ไม่มีใครจักเอาชนะพวกเราได้! ฮ่ะ♫ ฮ่ะ♬ ฮ่ะ♫ ฮ่ะ♬ ฮ่ะ♫ ฮ่ะ♪! กองทัพ [ไฟเออร์กิน] โจมตี! "
พริบตาที่กองทัพใหม่มาปรากฏตัวขึ้นในสนามรบ การโจมตีก็เริ่มต้นขึ้นในทันที
สายโซ่ที่พันรอบป้อมปราการเริ่มหยุดหมุน พร้อมกับแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินที่หยุดนิ่งลงไป
วินาทีต่อมา ผิวของป้อมปราการก็ฉับพลันแตกตัวออก คล้ายดั่งเปลือกไข่ที่ถูกนกกะเทาะออกมาลืมตาดูโลก
สิ่งที่ปรากฏออกมาจากรอยแยกจำนวนมากนั้น คือเครื่องจักรประหลาดทรงกลมแปดเหลี่ยมด้านเท่า
เจ้าวัตถุประหลาดนั้น กำลังส่งเสียงหวีดแรงสูงออกมา ก่อนจะเกิดเป็นคลื่นกระแทกวิ่งพล่านกระจายออกไปรอบตัว
การคำนวณของคลื่นที่ถูกคิดวิเคราะห์มาเป็นอย่างดี ได้ลั่นชั้นเปลือกแผ่นดินให้แยกออกจากกัน
แผ่นดิน--- ณ จุดที่กองกำลังของวัลคิรี่สีดำยืน จักกลายเป็นผืนปฐพีสูบในบันดล
รอยแยกที่มีความลึกมากกว่าตึกสูงสามสิบชั้น กว้างสิบเมตร และยาวเท่ากับสนามฟุตบอลสองสนามวางเรียงต่อกัน ได้จักเปิดออกสูบซึ่งทุกสิ่งให้จมหายลงไป
“เหวอ!?! ”
“อะไรกันเนี่ย! ”
“ทะ--- ท่านขุนนางพรุน! ”
กองกำลังภาคพื้นดินของวัลคิรี่สีดำ ที่กำลังสาดกระสุนรังสี เข้าโจมตีใส่กลุ่มสตรีเผ่านิมป์ ได้ถูกจับแยกออกด้วยการโจมตีของป้อมปราการเคลื่อนที่ทั้งสาม
กองทัพมากกว่าครึ่งของเธอ ถูกทำให้หายไปภายในพริบตาเดียวเท่านั้น
“ฮ่ะ♫ ฮ่ะ♬ ฮ่ะ♫ ฮ่ะ♬ ฮ่ะ♫ ฮ่ะ♪! กระจอก! กระจอกยิ่งนัก! ดูซะไอพวกงี่เง่าเผ่าเอลฟ์! การช่วยเหลือมันต้องทำให้เด็ดขาดแบบนี้ต่างหาก! ฮ่ะ♫ ฮ่ะ♬ ฮ่ะ♫ ฮ่ะ♬ ฮ่ะ♫ ฮ่ะ♪”
ผู้บัญชาการของ [ไฟเออร์กิน] ที่นั่งติดมาด้วย กำลังหัวเราะร่วนอยู่ภายในห้องบัญชาการที่เต็มไปด้วยเผ่าคนแคระหนวดเฟิ้มจำนวนมาก
“...”
วิลคิรี่สีดำหยุดฟันโจมตีกำแพงไม้ของสตรีกุหลาบแดง แล้วเบนหางตาไปมองหายนะที่เกิดขึ้นกับกองทัพสำรวจของเธอ
"ช่วยต่อสายถึงท่านผู้กล้าภูติ [เอสเทอ] ที"
ด้วยเหตุนี้ เธอจึงตัดสินใจติดต่อกลับไปที่ยานแม่ เพื่อร้องหาความช่วยเหลือ
"ไม่ได้ครับ ตอนนี้ท่านเอสเทอกำลังช่วยกางม่านพลังคุ้มกันยานอยู่ ถ้าส่งลงไป ยานธงได้จมแน่นอนครับ"
แต่ดูท่าจะไม่ได้ง่ายอย่างที่เธอคิด
"... งั้นช่วยต่อสายคณะ [แขก] ให้ที"
"แต่ว่าท่านขุนนางพรุน แบบนั้นมันจะเป็นการเสียศักดิ์ศรีของพวกเราเผ่ายักษ์---"
"ศักดิ์ศรีมันกินไม่ได้หรอกนะทุกคน ความจริงมันจบลงตั้งแต่ที่พวกเราต้องยื้มแรงท่านเอสเทอมาช่วยแล้ว จริงไหม? "
"...เดียวกระผมต่อสายให้ ช่วยรอสักครู่ครับ"
สถานการณ์ของฝ่ายวัลคิรี่สีดำกำลังเลวร้ายมากขึ้น
กองยานสำรวจที่มีมากถึงหนึ่งร้อยลำของเธอ ปัจจุบัน ได้เหลือเพียงแค่ครึ่งเดียวจากที่มี
กองทัพเหล็กเกล็ดเขียวที่กำลังบินลอดออกมาจากรูหนอน ก็เริ่มมีจำนวนมากขึ้น จนทำให้เธอเป็นฝ่ายที่ถูกโจมตีกลับ
แล้วยังถูกกองทัพของคนแคระผู้มาใหม่ เข้ากดดันจากทางด้านท้ายของกองทัพ
“จาก [พรุน-ราชันนักสู้] ขอสั่งให้ยกเลิกภารกิจ ทุกคน จงถอยทัพเดียวนี้”
เธอไม่ยอมให้มีคนเสียสละไปมากกว่านี้ เพียงเพื่อช่วยคนที่ไม่รู้จัก
เป้าหมายหลักของเธอ มีเพียงแค่การสำรวจโลกในรูเท่านั้น
“แม่ทัพ [การ์เวอร์ บาต] อาวุธโจมตีกองยานศัตรูพร้อมยิงแล้วครับ! ”
แต่ทว่าแม่ทัพของกองกำลัง [ไฟเออร์กิน] ยังคงมองว่าศัตรูของเขายังมีความปรารถนาที่จะสู้ต่อไป
“เตรียมโจมตีกองยานของพวกเอเลี่ยน! ”
รอยแยกของผิวป้อมปราการเคลื่อนที่ เริ่มปิดกลับลงไป พร้อมกับที่มีรอยแยกใหม่ปริแตกออกมา
สิ่งที่ปรากฏออกมาจากรอยแยกใหม่ คือปืนใหญ่จำนวนสิบกระบอก ที่มีหัวกระสุนเป็นฉมวกสีขาวยาวสิบเมตรบรรจุเอาไว้
“ยิง! ”
เสียงคำรามลั่นของการ์เวอร์ ดังลอดผ่านหนวดเคราสีขาวที่ฟ่องฟูขึ้นหนาทึบของเขา
เกิดเสียงลั่นคำรามของปืนใหญ่ดังกังวาล พร้อมกับที่มีประกายไฟฟ้าระเบิดแตกกระตายเป็นวงกว้างออกมาจากท้ายกระบอกปืน
ฉมวกยักษ์สีขาว พุ่งทะยานขึ้นท้องฟ้าด้วยแรงระเบิดของสนามแม่เหล็กไฟฟ้าอย่างรุนแรง
มันถูกอาบด้วยพลังงานสายฟ้าแรงสูง แหวกตัดอากาศจนเห็นเป็นเส้นสีขาวแยกสองสาย
*เปรี๊ยง! *
ฉมวกอาบสายฟ้าทั้งสามสิบนัด วิ่งทะลุผ่านม่านบาเรียแสงสีฟ้าของกองยานปลากระเบน วิ่งทะลุผิวเกราะหนาราวกับเป็นการเจาะแผ่นกระดาษ จมพวกมันที่พยายามบินหนีอย่างไร้ความปราณี ทำให้พวกมันทิ้งดิ่งลงสู่พื้นดิน
ยานที่ถูกจมลงจากการโจมตีครั้งนี้ มีมากถึง 10 ลำ และยังสามารถเจาะปีกขวาของยานธงที่ถูกเอสเทอคอยเฝ้าระวังปกป้อง จนเห็นเป็นรูกว้างน่ากลัว
"ไม่จริง! "
ท่ามกลางยานที่ร่วงหล่น มียานของคณะ [แขก] ที่เป็นความหวังของเธอรวมอยู่ในนั้นด้วย
ในเวลาเดียวกันกับที่กองยานถูกโจมตี หน่วยภาคพื้นดินก็เริ่มโหมยิงกระสุนรังสีใส่ป้อมปราการเคลื่อนที่ทั้งสาม
“หืม? เจ้าพวกนี้มันสร้างอาวุธปืนเลเซอร์ให้เป็นรูปร่างดาบกับหอกหรอกหรือเนี่ย? มีรสนิยมไม่เลวเลยนี่หว่า ฮ่ะ♫ ฮ่ะ♬ ฮ่ะ♫ ฮ่ะ♬ ฮ่ะ♫ ฮ่ะ♪”
การ์เวอร์หัวเราะชอบใจ
เพราะอาวุธส่วนตัวของเขาก็สั่งทำพิเศษในลักษณะนั้นด้วยเช่นกัน
คลื่นแสงรังสีความร้อนสูงจากฝ่ายวัลคิรี่สีดำ วิ่งกระทบผิวของปราการเคลื่อนที่ ก่อนจะแตกสลายหายไป โดยไม่อาจสร้างรอยแผลแม้แต่รอยไหม้ให้เกิดขึ้นมาได้
"ฮ่ะ♫ ฮ่ะ♬ ฮ่ะ♫ ฮ่ะ♬ ฮ่ะ♫ ฮ่ะ♪ ต่อหน้าเส้นใยโลหะพิเศษของพวกเรา อาวุธใด ๆ นั้นล้วนแต่ไร้ค่า! จงสำนึกเสียใจในโลกแห่งวิญญาณที่โสมมไปซะเจ้าพวกป่าเถื่อน! "
รังสีมิอาจแผดเผาทะลุผ่าน
ระเบิดมิอาจทะลวงทำลาย
ความร้อนกับความเย็นมิอาจทำลาย
แม้แต่กระสุนปืนใหญ่ที่เปี่ยมไปด้วยพลังงานจลน์ ก็มิอาจเทียบเทียม
นี่คือความพิเศษของเผ่าพันธุ์คนแคระ ผู้มีเทคนิคและเทคโนโลยี่การขึ้นโลหะเป็นอันดับหนึ่งของจักรวาลแห่งนี้
ไม่เกราะใด ที่ทำลายยากเท่าเกราะจากฝีมือของเผ่าพันธุ์นี้อีกแล้ว
"เตรียมใช้ธรณีสูบระลอกสอง เป้าหมายให้เล็งไปที่คนตัวใหญ่ ๆ ผิวสีเขียวสวมเกราะสีดำ มันต่อสู้เก่ง คงอยู่ระดับไม่ต่ำกว่านายกองแน่นอน"
จะตีงูให้ตายต้องตีที่หัว
การ์เวอร์ไม่สนใจห่าฝนลำแสงที่โจมตีเข้ามา แล้วสั่งให้โจมตีสวนกลับไป
เพราะว่าเขาไม่มีความจำเป็นต้องไปใส่ใจการโจมตีของศัตรูแม้แต่น้อยนิด
"ยิง! "
เป็นอีกครั้งที่เสียงหวีดเสียดแก้วหูดังขึ้นไปทั่วสนามรบ
แผ่นดินถูกแยกออกเป็นครั้งที่สอง พร้อมกับสูบกองทัพของวัลคิรี่สีดำให้จมหายลงไป
"ทุกคน! "
วัลคิรี่สีดำเริ่มแสดงสีหน้าเจ็บปวดออกมาเป็นครั้งแรกให้เห็น
ด้วยฝีมือที่เก่งกาจ จึงทำให้เธอสามารถกระโดดไต่ธรณีสูบขึ้นมาจากหุบเหวได้
แต่ลูกน้องของเธอไม่อาจปีนกลับขึ้นมา เหมือนอย่างที่เธอทำ
ชุดเกราะของชาวดาวไดม่อน คือชุดเกราะเสริมพละกำลัง ที่มีแนวคิดจากการเลียนแบบข้อดีของทุกสรรพชีวิตมารวมเข้าด้วยกัน
ภายใต้ผ้าสีเทา คือเส้นใยที่เลียนแบบลักษณะของกล้ามเนื้อของสิ่งมีชีวิตที่เปี่ยมไปด้วยพละกำลัง
หมวกเกราะ เลียนแบบการรับรู้ที่ว่างของสัตว์ที่มีความไวต่อสรรพสิ่ง
มีปีกที่เลียนแบบรูปลักษณ์มาจากสัตว์
มีแม้แต่อวัยวะใช้เวทมนตร์ ที่เลียนแบบมาจากอวัยวะควบคุมธรรมชาติของเผ่าภูติ
เสริมความสามารถพื้นฐาน เชื่อมเข้ากับคลื่นสมองให้เป็นหนึ่งเดียวกับผู้สวมใส่ เพื่อแสดงศักยภาพเหนื่อสามัญสำนึกออกมา เหมือนอย่างที่วัลคิรี่สีดำแสดงออกมาให้เห็น
แต่ทว่า ด้วยความคิดที่ต้องพึ่งทักษะของผู้สวมใส่เป็นหลัก ดังนั้นสำหรับคนที่ไม่อาจดึงศักยภาพของชุดออกมาใช้งานได้สูงสุด ก็ไม่ต่างอะไรไปจากไก่ได้พลอย
แผ่นดินที่สั่นไหว ทำให้สมดุลการยืนไร้ซึ่งความมั่นคง
ร่างขนาดสามเมตรของเผ่ายักษ์จำนวนมาก ต่างทยอยร่วงหายไปในรอยแยกของผืนป่าดงดิบ พร้อมกับส่งเสียงกรีดร้องโหยหวนดังกังวาล
กำแพงสูงสีน้ำตาลที่ถูกยกขึ้นสูงเข้าล้อมซ้ายกับขวา ช่างไม่ต่างอะไรไปจากฝ่ามือแห่งความตายที่กำลังพุ่งเข้าประกบ เพื่อบดขยี้พวกเธอ
มีเพียงแค่หนึ่งในสิบของกองทัพ ที่มากความสามารถพอจะกระโดดปีนกลับขึ้นมาได้อีกครั้ง
"... หน่อย! "
วัลคิรี่สีดำกัดฟันตัวเองจนเลือดไหลกลบปาก
เธอละทิ้งกำแพงไม้ตรงหน้า แล้วหันหลังวิ่งใส่ป้อมปราการทั้งสามที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงด้านหลังของกองทัพ
แหวนที่ประทับตรงนิ้วนาง เริ่มบิดผันแปรปรวนสะสมพลังงาน
ดาบสีดำในมือ เริ่มถูกกระตุ้นจนส่องเป็นประกายแสงสีฟ้า
พลังงานที่บ้าคลั่ง กำลังถูกเร่งอนุภาควนเวียนรอบดาบดำ จนถึงจุดวิกฤติที่มิอาจควบคุมต่อไปได้
ดวงตา ได้ถูกย้อมด้วยเลือดจนกลายเป็นสีเขียวเข้มคล้ำ
เส้นเลือดตามร่างกายปูดโปนน่ากลัว
วัลคิรี่สีดำผู้งดงาม ได้กลายเป็นดั่งเทพายักษ์จากอเวจี
"ฮ่ะ♫ ฮ่ะ♬ ฮ่ะ---"
แม่ทัพ การ์เวอร์ บาต หยุดหัวเราะ
หนวดที่ยาวเฟิ้มกลบปาก กำลังสั่นสะท้านด้วยความตื่นตระหนก
ผิดกับเหล่าลูกน้องของเขา ที่กำลังหัวเราะร่วนต่อพฤติกรรมที่ดูโง่เขลาของเธอ
"ยัยนั่นคิดจะทำบ้าอะไรวะ? ฮ่ะ♫ ฮ่ะ♬! วิ่งเข้าชนป้อมปราการ [ไฟเออร์กิน] ด้วยดาบแบบนั้น ได้ตายเปล่าแน่~"
"มันไม่ได้เรียนรู้เลยสินะ ว่าอาวุธของพวกมันทำอะไรเกราะป้อมปราการของพวกเราไม่ได้"
"ฮ่ะ♫ ฮ่ะ♬ ฮ่ะ♫ ฮ่ะ♬ ฮ่ะ♫ ฮ่ะ♬! ช่างเป็นชาวต่างดาวที่โง่---"
"สั่งปืนใหญ่ฉมวกทุกกระบอก ยิงไปที่ยัยนั่นเดียวนี้! "
การ์เวอร์ บาต ตะคอกเสียงดังจนเลือดกระอักไหลออกจากลำคอ
จะปล่อยให้เธอคนนั้นเหวี่ยงดาบไม่ได้เด็ดขาด
ประสบการณ์ชีวิตร่วม 110 ปี ของเขากำลังร่ำร้องเตือน จนหนวดเคราลุกชูตั้งชันสูง
เสียงบรรจุฉมวกสีขาวดังสะท้อนขึ้นไปทั่วป้อมปราการ
ปลายปากกระบอกทั้งหมดหันเล็งไปที่จุดเล็ก ๆ บนพื้น
ระยะห่างระหว่างวัลคิรี่สีดำกับป้อมปราการเคลื่อนที่อยู่ที่ราว 500 เมตร
เป็นระยะที่ดาบที่ยาวเพียงสองเมตรไม่มีวันยื่นไปถึง
ไม่ว่าใครในเวลานั้น ต่างก็มองเห็นภาพอนาคต ที่จุดสีดำนั้น ถูกบดขยี้ไม่เหลือแม้แต่เศษซาก
แต่มีเพียงหนึ่ง ที่กลับรู้สึกยังคงสั่นสะท้านไปด้วยความหวาดกลัว
เขาคนนั้นคือแม่ทัพ [การ์เวอร์ บาต]
และแล้วสิ่งที่เขาหวาดกลัวก็กลายเป็นจริง
จุดสีดำนั้น ฉับพลันได้ส่งแสงสีน้ำเงินขึ้นท้องฟ้า
แสงนั้นยาวขึ้นสูงทะลุมวลเมฆ
มันเป็นแสงพลังงานที่ถูกปลดปล่อยออกมาจากดาบดำของเธอ
ก่อนที่ฉมวกจะถูกยิงออกไป
ก่อนที่ใครจะได้ทันรู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้น
แสงที่ว่าก็จักทิ้งตัวลงมา ดั่งเสาที่ค้ำจุนโลกถูกโค่นลงใส่ผืนดิน
เป้าหมายของเสาแสงนั้น คือป้อมปราการที่มีขนาดใหญ่ที่สุด
ป้อมของแม่ทัพ [การ์เวอร์ บาต] ผู้นั้น