ตำนานยอดหญิงซูเจิน

    เจรจา 4

            “อ๊ากกกกก!”      

            พลังที่พุ่งเข้าไปแทรกซึมเข้าไปในทุกๆอณูร่างกายของเหลียงจือมันเข้าไปชอนไชดึงเอาพิษเย็นยะเยือกออกมาจากร่างกายโดยตรง ของเหลวสีดำใสกลิ้งไปมาอยู่ในพลังที่ห่อหุ้มมันไว้พิษที่ถูกดึงออกไปถูกดึงใส่ขวดหยกที่ซูเจินหยิบออกมาวางไว้พลังของนางห่อหุ้มมันอย่างระมัดระวัง ทำให้พิษไม่แพร่กระจาย

            จากนั้นก็สลับกับส่งพลังไปสลายฤทธิ์ของโอสถตะวันทองไปทีละนิดทุกครั้งที่พลังไร้รูปของซูเจินเคลื่อนตัวทำหน้าที่ของมัน จะเรียกเสียงร้องครวญครางจากการเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสของเหลียงจือได้ตลอดเวลาเหลียงจือกัดริมฝีปากตัวเองจนได้กลิ่นคาวเลือด

            เจ็บ!

            การให้นางถอนพิษให้แบบนี้เป็นการตัดสินใจที่ผิดมหันต์เขาเจ็บจะตายอยู่แล้ว!

            ซูเจินรู้ตัวเองมานานแล้ว ว่านางจิตไม่ปกติหน่อยๆยิ่งเห็นอีกคนร้องอย่างเจ็บปวด นางยิ่งมีความสุข ช่างน่าแปลกจริงๆซูเจินเลียริมฝีปากล่างของตัวเองพลังที่ส่งเข้าไปดึงพิษออกมาค่อยๆรุนแรงขึ้นทีละน้อย

            ผ่านไปราวสามเค่อ ก็เข้าสู่ขั้นตอนสุดท้ายคือการกรุยเส้นชีพจรและเส้นพลัง รีดเอาพิษที่อยู่ในนั้นออกมาให้หมด ซูเจินบอกได้เลยว่าในขั้นนี้เหลียงจือจะต้องรู้สึกเจ็บยิ่งกว่าที่ผ่านมาเสียอีก

            ซูเจินผ่อนจังหวะลงให้โอกาสเหลียงจือได้หายใจให้เต็มปอดอยู่ครู่หนึ่งเหลียงจือนั้นคิดว่าได้ถอนพิษเสร็จแล้ว เขาถอนหายใจเฮือกอย่างโล่งอกทว่าเวลาต่อมาก็ต้องเผชิญกับความจริงซูเจินใช้ตอนที่เขาเผลอทะลวงกรุยเส้นทางทีเดียวอย่างรวดเร็ว

            “อะ...” เหลียงจือตาเหลือกขึ้นเจ็บปวดรุนแรงจนไม่สามารถอ้าปากร้องได้ ลูกตาดำค่อยๆหลุบหายเข้าไปในเปลือกตาแล้วชายหนุ่มก็ล้มทิ้งตัวลงไปด้านข้าง

            ซูเจินรีบเก็บพิษเย็นยะเยือกปิดฝาขวดหยกเอาไว้อย่างแน่นหนาก่อนจะเก็บมันเข้ากำไลมิติ พิษเย็นยะเยือกถือว่าเป็นของดีนางจะทำใจทำลายมันทิ้งได้อย่างไร

            ซูเจินลุกขึ้นยืนมองคนที่สลบไปอยู่ข้างเตียงแล้วส่ายหน้าสลบไปซะแล้ว...

            เห็นแก่มโนธรรมในใจ ซูเจินลงมือจัดท่านอนให้เขาทั้งยังห่มผ้าให้อีกด้วยนางปัดมือสองสามครั้งแล้วก็เดินออกจากห้องไป

            เงยมองท้องฟ้าที่เริ่มมองเห็นดวงดาวอยู่ตรงทางเดินครู่หนึ่งเสี่ยวไป๋มัวทำอะไรอยู่นะ

             

            “คุณหนูของข้ามาขอพบคุณหนูเฟยหยาตามจดหมายที่ได้นำมาเมื่อวาน”จือเหลียงบอกแก่คนที่อยู่หน้าประตูจวนของตระกูลน่าหลัน

            “เช่นนั้นคุณหนูของเจ้าก็คือคุณหนูเฉินใช่หรือไม่?”

            “ใช่แล้ว”

            “พวกเราได้รับคำสั่งมาแล้วเชิญคุณหนูเฉินด้านในเลยขอรับ สาวใช้ตรงนั้นจะนำพวกท่านไปยังเรือนรับรองที่คุณหนูใหญ่รออยู่”พวกเขาเปิดประตูออกกว้าง ที่ด้านในมีสาวใช้ยืนรออยู่แล้วคนหนึ่ง

            “เชิญคุณหนูเฉินทางด้านนี้เจ้าค่ะ”นางย่อตัวให้แก่ซูเจิน แล้วนำทาง

            ซูเจินได้กลิ่นอ่อนๆของสมุนไพรหลากหลายชนิดที่ลอยมากับสายลมผ่านมาสักพักมองเห็นสวนสมุนไพรได้จากไกลๆทางด้านซ้ายสมแล้วที่เป็นตระกูลที่เชี่ยวชาญและทำการค้าเกี่ยวกับโอสถ พวกเขามีการเพาะปลูกสมุนไพรกันเองเสียด้วย

            แต่คงใช้เวลาและการลงทุนไม่ใช่น้อยกว่าจะสามารถเพาะปลูกสมุนไพรขึ้นมาได้สักอย่างสมุนไพรส่วนมากมักจะขึ้นในสภาพแวดล้อมเฉพาะหากต้องการเพาะปลูกก็ต้องใช้ทั้งเวลาและความใส่ใจอย่างถึงที่สุด

            จวนสกุลน่าหลันนับว่าใหญ่โต นอกจากนั้นยังมีผู้คนที่อยู่ในจวนค่อนข้างมากโรงเรือนและเรือนน้อยใหญ่เรียงรายอยู่เต็มพื้นที่ซูเจินเดินตามสาวใช้ในจังหวะไม่ช้าไม่เร็ว สายตาสอดส่ายไปตลอดทาง

            “ถึงแล้วเจ้าค่ะ คุณหนูได้รอท่านอยู่ด้านในแล้ว” สาวใช้นางนั้นเดินหลบด้านข้างแล้วย่อกายให้ก่อนจะจากไป

            ซูเจินกับจือเหลียงเดินเข้าไปด้านในเห็นน่าหลันเฟยหยานั่งรออยู่ก่อนแล้ว อีกฝ่ายเห็นนางมาถึงแล้วก็รีบวางจอกชาลงลุกขึ้นแล้วเดินเข้ามาหา

            “แม่นางเฉินเจ้ามาแล้ว”

            “เจ้าค่ะ ขอบคุณคุณหนูน่าหลันที่ยอมมาพบข้า”ซูเจินกล่าว

            “เจ้าพูดอะไร ข้ายังติดหนี้เจ้าอยู่ข้าไม่ลืมหรอกเจ้ามีอะไรอยากให้ข้าช่วยก็ว่ามาเถอะ” น่าหลันเฟยหยาบอกนางผายมือเชิญให้ซูเจินมานั่งลงยังเก้าอี้

            ซูเจินนั่งแล้ว แน่นอนว่าจือเหลียงก็ได้นั่งลงด้วยน่าหลันเฟยหยาได้จัดเก้าอี้ไว้ให้เขาเช่นกัน ซูเจินรู้สึกดีกับอีกฝ่ายมากขึ้นเล็กน้อย

            “อย่างนั้นข้าจะไม่อ้อมค้อมข้าอยากให้เจ้าช่วยให้ข้าได้พบผู้นำตระกูลของเจ้าข้ามีข้อเสนอเรื่องธุรกิจเล็กน้อยข้าเห็นว่าเป็นโอกาสดีหากเราจะได้ทำการค้าร่วมกัน”

            “ทำการค้าร่วมกัน?” น่าหลันเฟยหยาย่นคิ้วเข้าหากันตระกูลของนางทำการค้าที่เกี่ยวกับโอสถและสมุนไพรเป็นหลักหากนางหมายจะร่วมการค้าจริงก็คงเป็นไม่พ้นสองเรื่องนี้

            ทว่าเรื่องนี้ออกจะน่าหนักใจอยู่เรื่องการเข้าพบท่านปู่ไม่ใช่ปัญหา อย่างไรท่านปู่ก็เอ็นดูนางมากอยู่แล้วแต่การจะให้เข้าพบเรื่องธุรกิจกับคนที่ไม่รู้ประวัติอะไรนี่มันออกจะ...

            “ไม่ได้หรือ?”ซูเจินเห็นสีหน้าลำบากใจของอีกฝ่ายก็ถามขึ้น

            น่าหลันเฟยหยามองอีกคนแล้วถอนหายใจ “ได้ก็ได้อยู่แต่ท่านปู่อาจจะโมโหได้ เจ้าแน่ใจหรือว่าข้อเสนอของเจ้าจะทำให้เขาสนใจได้?”

            “เรื่องนี้อย่าได้ห่วง ข้าแน่ใจว่าเขาจะต้องสนใจแน่โดยเฉพาะช่วงนี้แล้วด้วย” ซูเจินบอกยิ้มๆน่าหลันเฟยหยาเห็นนางยืนยันอย่างนั้นก็พยักหน้า

            “หากเจ้าว่าอย่างนั้นก็ได้”นางก็ไม่รู้หรอกว่าอีกฝ่ายจะพูดเรื่องอะไรแต่ในเรื่องนี้ให้ท่านปู่จัดการเอาเองก็แล้วกันนางเพียงมาขอให้ได้เข้าพบท่านปู่เท่านั้น เรื่องนี้ถือว่าไม่มากเกินไป อีกฝ่ายก็เป็นคนช่วยชีวิตนางเอาไว้เสียด้วย

            “อย่างนั้นข้าสามารถพบเขาได้เมื่อไหร่?”ซูเจินถาม

            “ตอนนี้เลยก็ได้ วันนี้ท่านปู่อยู่ที่จวนพอดีท่านพ่อกับท่านลุงเองก็อยู่พร้อมหน้า มาเถอะข้าจะพาเจ้าไปเอง” น่าหลันเฟยหยาบอก

             

            “ท่านปู่อยู่ด้านในหรือไม่?”น่าหลันเฟยหยาถามคนที่ยืนอยู่หน้าประตูห้อง

            “คุณหนูใหญ่” พวกเขาคำนับแก่นาง“อยู่ด้านในขอรับ”

            “เช่นนั้นเข้าไปแจ้งให้ข้าหน่อย ว่าข้ามาหา”

            “ได้ขอรับ” ชายคนหนึ่งเปิดประตูเข้าไปด้านในครู่หนึ่งก่อนจะเดินออกมา“นายท่านบอกให้ท่านเข้าไปได้ เชิญขอรับ”

            “อืม” น่าหลันเฟยหยาพยักหน้ารับรู้“พวกเจ้ารอข้าตรงก่อนนะ เดี๋ยวข้าไปบอกท่านปู่เรื่องของเจ้าก่อน”

            “ไม่ต้องรีบ” ซูเจินบอกแล้วยืนรออยู่ที่เดิมโดยยังมีรอยยิ้มอยู่เช่นเดิม

            ไม่นานนักน่าหลันเฟยหยาก็เดินออกมาประตูที่ถูกปิดอยู่ถูกเปิดออกกว้าง มีชายวัยกลางคนผู้หนึ่งเดินตามหลังนางออกมาด้วย

            “สหายของเสี่ยวหยาหรือ?”

            “ใช่แล้วเจ้าค่ะแม่นางเฉินนี่คือท่านลุงของข้าเอง” น่าหลันเฟยหยาแนะนำ

            “อ่อ ยินดีที่ได้รู้จักเจ้าค่ะ ข้าเฉินซูซู”ซูเจินย่อกายให้อีกฝ่ายพร้อมกับจือเหลียง เขาพยักหน้ารับ

            “เข้าไปด้านในเถอะ งั้นลุงไปก่อนนะ”ประโยคแรกเขาพูดกับพวกนาง ส่วนประโยคหลังเขาพูดกับน่าหลันเฟยหยา

            “พวกเจ้าคงต้องเข้าไปตามลำพังนะเรื่องเจรจาการค้าท่านปู่ไม่ชอบให้ข้าอยู่ฟังด้วยเท่าไหร่”

            “ไม่เป็นไร อย่างไรก็ขอบใจเจ้ามาก”ซูเจินตอบกลับอย่างเข้าใจ 

            “อืม”

            เมื่อเข้ามาด้านในก็จะมีชายชราคนหนึ่งนั่งอยู่นอกจากนั้นยังมีชายวัยกลางคนที่หน้าตาคล้ายกับคนที่เดินออกไปอยู่ไม่น้อยให้เดาคนผู้นี้คงเป็นบิดาของน่าหลันเฟยหยา  

            “เชิญนั่ง” เสียงทรงอำนาจของชายชราดังขึ้นบ่าวชายมีอายุที่อยู่ด้านในเพียงคนเดียวจัดแจงที่นั่งให้กับพวกนางทั้งสอง

            ซูเจินย่อกายลงเคารพผู้อาวุโสกว่าอย่างมีมารยาท“คำนับท่านเจ้าบ้านทั้งสอง ข้าเฉินซูซู ผู้น้อยมารบกวนแล้วเจ้าค่ะ”

            “ไม่เลยๆ เสี่ยวหยาบอกว่าสหายของนางต้องการเจรจาธุรกิจมาเป็นตัวแทนของตระกูลหรือเจ้าจะเจรจาเองเล่า?” ชายชราถามขึ้นใบหน้ายิ้มแย้ม

            ซูเจินนั่งลงจิบชาที่ถูกบ่าวชรารินให้อึกหนึ่งก่อนจะวางจอกลง“ไม่ว่าอย่างไหนก็เหมือนกันเจ้าค่ะ”

            “หืม...อย่างนั้นแล้วเจ้าอย่างจะเจรจาเรื่องอะไร?”