ตอนที่ 7
ภายในห้องทำงานของคุณชัยชิดผู้บริหารของโรงแรม ‘pinklove hotel’ ชายวัยกลางคนอายุราวห้าสิบตอนปลายกำลังนั่งหน้าตาเคร่งเครียดอยู่บนเก้าอี้ทำงาน ซึ่งตั้งอยู่กลางห้องสีผมขาวนั้นขึ้นแซมจนทั่วศีรษะ วงหน้านั้นซูบซีดดวงตาลึกโหลและเหม่อลอย
เขากำลังใช้ความคิดอย่างหนัก เมื่อย่างเข้าวันที่สามของการถูกทวงหนี้คิดจะหนีเอาตัวรอดก็นึกเป็ห่วงความยากลำบากที่จะเกิดขึ้นกับลูกสาวไปติดต่อเจรจาลับ หาคนมาประมูลโรงแรมของตน เพื่อนำไปใช้หนี้ภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ก็หายากเต็มทน แถมผลประกอบการใน่ไตรมาสหลังก็ติดลบส่วนหนึ่งก็มาจากการชักเงินก้อนทีละห้าล้านออกไปจ่ายในครั้งแรกๆแล้วมันก็เลยกลายเป็ติดพัน จนชักหน้าไม่ถึงหลัง
ถึงเวลานี้จำนวนเงินที่ติดลบกับบ่อนการพนันก็ปาเข้าไปสามสิบล้านตัวเลขมากมายขนาดนี้ ต่อให้หาคนมารับ่ธุรกิจโรงแรมต่อขายขาดทุนไปมากก็คงหามาใช้หนี้ไม่พอ
แล้ววันนี้ก็ครบสามวันตามที่เสี่ยพนมให้โอกาสเขาหาเงินทั้งหมดมาใช้หนี้ ไม่อย่างนั้นมันก็จะบวกเงินเข้าไปอีกห้าล้าน ถือเอาเป็ดอกทบต้นตัวเลขมันก็จะงอกเงยไม่รู้จบ
ในวันแรกที่เสี่ยพนมส่งลูกน้องมาทวงหนี้ถึงโรงแรมพวกมันทั้งขู่ฆ่า และหมายจะยึดโรงแรมแห่งนี้ไปขัดดอกเพราะเขาดันเผลอลงลายเซ็นเป็สัญลักษณ์ในใบซื้อขายให้พวกมันในวันที่เข้าบ่อนครั้งสุดท้าย แล้วหน้ามืดเพียงเพราะ้าเงิน
เขาเพิ่งรู้ตอนนี้เองว่าเขาไม่ใช่ผู้ชายมีดวงมีโชคทางอบายมุขอย่างที่คิดและมันก็สายเกินกว่าที่เขาจะเรียกเอาสิ่งทั้งหมดกลับคืนเขารู้ตัวว่าต้องเดินหน้าต่อ แต่หนทางก็ยังมืดแปดด้านมันกลัดกลุ้มจนนึกอยากจะดับสิ้นลมหายใจด้วยซ้ำ
แต่ก็ตัดไม่ขาดเมื่อนึกถึงชมพูรัก...หญิงสาวที่เติบโตมาทุกวันนี้โดยที่เขาเคยรับปากกับภรรยาก่อนตายว่าจะดูแลลูกสาวเป็อย่างดี
เขาใช้สุราดับทุกข์หวังจะเมาเพื่อลืม แต่มันก็กลืนกลบความทุกข์เพียงแค่วันต่อวัน เขาจึงฉุกคิดได้ว่านั่นไม่ใช่ทางออก และความตายที่คิดในครั้งแรกนั้น ก็ไม่ใช่หนทางเช่นกัน
กระบอกปืนขนาดสั้นถูกเก็บเข้าไปในลิ้นชักเมื่อ่เช้าที่เขามาถึงโรงแรม หลังจากไม่กลับบ้านมาสองคืนและไปไหนต่อไหนโดยไม่มีจุดหมาย จนไม่ได้หลับเต็มตาสักวัน
ตอนนี้ดวงตาโรยร่างกายเหนื่อยล้าเต็มทน แต่เมื่อเปิดโทรศัพท์ และได้ยินเสียงฝากข้อความของลูกสาวมันทำให้ความคิดชั่ววูบนั้นมลายหายสิ้น
เขารักลูกและลูกสาวก็รักเขาเช่นกัน
‘หนูรักพ่อนะคะ หนูรู้ว่าตอนนี้พ่อคงมีเื่ไม่สบายใจแต่หนูอยากให้พ่อเล่าให้หนูฟังบ้าง เผื่อว่าเราจะช่วยหาหนทางแก้ไขได้หนูเป็ห่วงพ่อนะคะ อย่าลืมโทรกลับหาหนูถ้าเปิดเครื่อง’
ประโยคเ่าั้จากเสียงพูดของชมพูรักที่ฝากข้อความไว้ เหมือนดั่งระฆังทองช่วยชีวิตทำให้ชายวัยกลางคนยับยั้งความคิดปลิดชีวิตนั้น
แต่ทีนี้จะทำอย่างไรต่อไป...คุณชัยชิดหยิบโทรศัพท์ต่อสายหาลูกสาว“ไปฝึกงานรึยังลูก”
“พ่อคะ พ่ออยู่ที่ไหนคะ หนูกับป้าหวานเป็ห่วงพ่อมาก”
ผู้เป็พ่อแสร้งหัวเราะเพื่อให้อีกฝ่ายสบายใจ“พ่ออยู่ที่โรงแรมนั่นล่ะ ลูกไม่ต้องเป็ห่วงนะเดี๋ยวตอนเย็นก็เจอกัน พ่อจะกลับไปกินข้าวที่บ้านกับหนู”
“จริงนะคะพ่อ...งั้นเดี๋ยวตอนเย็นเราเจอกัน”
วางสายลูกสาวไปแล้วแต่คุณชัยชิดก็ยังน้ำตาซึม...แล้วความคิดที่สว่างวาบเมื่อไม่กี่นาทีซึ่งแทรกเข้ามาเหมือนจะเป็แสงสว่างสุดท้าย ก็ทำให้เขาพอยิ้มออก
เขาต่อสายหาบุคคลคนหนึ่งทันทีคิดแต่ว่าจะต้องบากหน้าไปขอความช่วยเหลือจากเขาเท่านั้น
“นายท่านครับ ผมชัยชิดนะครับ ผมมีเื่จะรบกวนท่าน”
“รบกวนอะไรกันอยู่เรื่อยเลยวะ เื่เงินอีกสิท่าข้าก็ช่วยเอ็งมาไม่รู้ตั้งเท่าไหร่แล้วไม่ใช่เหรอของเดิมเอ็งก็ยังผ่อนชำระคืนข้าไม่หมดเลย”
เสียงทางปลายสายดุดันแต่คุณชัยชิดก็พูดเสียงอ่อน หวังให้คนที่เขาโทรหายอมช่วย “แต่รอบนี้มันหมายถึงธุรกิจโรงแรมของผมทั้งหมดเลยนะครับนายท่าน รวมถึงหุ้นที่นายท่านลงไว้ก็จะอันตรธานหายไปด้วย ถึงเวลานั้นผมก็ไม่รู้จะเอาปัญญาที่ไหนไปใช้หนี้”
คุณชัยชิดบอกตามตรงถึงหุ้นส่วนที่อีกฝ่ายลงขันไว้ถึงครึ่งหนึ่ง เมื่อครั้งเงินฝืดเคืองและคุณชัยชิดไปขอร้องให้มาร่วมลงทุน
“ตอนนี้ข้าอยู่หัวหิน เดี๋ยวกลับพรุ่งนี้่เย็นๆเอ็งรอไหวไหมล่ะ...ถ้าไหว ก็ไปพบข้าที่บ้านเหมือนเคย”
คุณชัยชิดโล่งอกทันทีที่ปลายสายพูดให้ความหวังแม้ว่าหนทางนั้นยังริบหรี่ ไม่รู้จะได้สมความปรารถนาหรือไม่ก็ตามแต่มนุษย์เราหากไม่มีหวังเสียเลย ก็เหมือนเราขังตนเองอยู่ในโลกมืด โดยไม่คิดจะก้าวไปไหนถ้าอย่างนั้นก็คงไม่มีสิทธิ์จะเรียกร้องอยากเห็นแสงตะวัน
แต่ความดีใจที่มีเพียงเสี้ยวเดียวก็หล่นวูบลงไปกองกับพื้น เมื่อประตูหน้าห้องทำงานถูกผลักออกพร้อมกับที่ชายฉกรรจ์ร่างสูงใหญ่สองคนยืนหลบฉากเข้าด้านข้างใบหน้าทั้งคู่เหี้ยมเกรียมจนคุณชัยชิดสะดุ้งวาบ
เขาจำได้แม่นยำว่าผู้ชายคู่นี้คือสองคนที่มาขู่อาฆาตเมื่อวันก่อน
แล้วคนที่เดินตามหลังมายืนกร่างมาดเข้มก็ไม่ใช่ใครอื่น...เสี่ยพนมนั่นเอง
.................................................