ชายหนุ่มสบถลั่นออกมาด้วยความโมโห พร้อมกันนั้นก็ให้สัญญากับตัวเองว่า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เขาจะต้องฟันยัยเด็กบ้าคนนี้ให้ได้อย่างแน่นอน ไม่งั้นเขาคงนอนตายตาไม่หลับแน่ๆ
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
“หน้าไปโดนอะไรมาคะพี่สอง”
ปรารถนาถามขึ้นในระหว่างอยู่ร่วมโต๊ะอาหารเย็นพร้อมหน้ากันของทุกคนในครอบครัวอย่างเคย เมื่อสังเกตเห็นซีกแก้มด้านซ้ายของพี่ชายคนรองมีรอบปื้นแดงๆปรากฏให้เห็น
“รอยอะไรที่ไหนยัยสาม ตาฝาดไปหรือเปล่าเรา”
ปรานต์รีบดุน้องสาวเพื่อกลบเกลื่อนสถานการณ์อันน่าอับอายของตน เขาเองก็ลืมสำรวจตัวเองให้ดีก่อนที่จะเข้ามาตรงนี้ ไม่นึกว่าฝ่ามือของยัยเด็กนั้นจะทรงอิทธิฤทธิ์ถึงเพียงนี้ ยิ่งคิดก็ยิ่งแค้น คอยดูนะ เขาจะต้องหาทางแก้แค้นให้ได้
“จริงด้วย เป็รอยแดงๆปื้นใหญ่ๆ ซึ่งไม่น่าจะใช่ภูมิแพ้นะ ไปโดนอะไรมาหรือลูก”
คุณรสนารีบเข้ามาสังเกตใบหน้าบุตรชายอย่างใกล้ๆอีกคน
“เอ่อ คงเป็รอยจากที่ผมเดินชนขอบประตูนะครับคุณแม่”
“อุ้ย ชนขอบประตูทำไมเป็รอยแบบนี้”
คุณรสนาทำหน้านิ่วคิ้วขมวดขณะเพ่งมอง
“นั้นสิ พ่อก็ว่าไม่น่าจะใช่”
นายปพณกล่าวขึ้นมาอีกคนหลังจากที่พิจารณาด้วยสายตาอันแหลมคมแล้ว บุตรชายของเขามีผิวขาวใส ถ้าสังเกตดีๆ นอกจากจะเห็นรอบปื้นแดงๆแล้ว ยังจะเห็นรอยแดงอีกห้าเส้นต่อจากปื้นที่ขึ้นไปเป็เหมือนรูปฝ่ามือนั้นอีกด้วย
“จะรอยอะไรก็ช่างเถอะครับ มันคงไม่ร้ายแรงอะไรนัก เพราะผมก็ไม่ได้รู้สึกเจ็บ”
ปรานต์บอกปัดเพื่อให้ทุกคนเลิกสนใจรอยบนแก้มด้านขวาของตน
“ไม่เจ็บกาย แต่เจ็บใจหรือเปล่า”
ผู้เป็บิดาลากเสียงยียวนกวนประสาทมาอีก ด้วยประสบการณ์ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมานานกว่าหกสิบปี บวกกับรู้จักบุตรชายของตนดีทำให้เขาเดาออกได้ไม่ยากว่าอะไรเป็อะไร บุตรชายของเขาน่าจะถูกฝ่ามือพิฆาตของใครมา และเ้าของฝ่ามือนั้นก็ต้องไม่ใช่ผู้ชาย เพราะถ้าเป็ผู้ชายด้วยกัน บุตรชายเขาก็คงใส่ยับไปแล้ว คงไม่มาทำท่าอ้ำๆอึ้งๆอยู่แบบนี้หรอก
“คุณพ่อพูดอะไรครับ ผมไม่เห็นรู้เื่”
ชายหนุ่มว่าแล้วก็ลุกขึ้นเดินหนีไปดื้อๆ ขึ้นไปที่ห้องส่วนตัวของตน ไปส่องกระจก แล้วก็ได้เห็นรอยแดงที่ข้างแก้มตามที่ทุกคนได้กล่าวถึงจริงๆ
ฮึ ยัยเด็กนั้นร้ายกาจจริงๆทำเขาเสียหน้าขนาดนี้ เขาจะต้องเอาคืนอย่างสาสมแน่นอน
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
“พี่หนึ่งครับ ผมเบื่ออยู่ในออฟฟิตจัง มีงานให้ผมออกไปข้างนอกไหมครับ”
ปรานต์เดินเข้าไปถามพี่ชายด้วยความรู้สึกเบื่อจริงๆที่ผ่านมาเขาใช้ชีวิตอย่างอิสรเสรีมาโดยตลอด พอต้องมานั่งอยู่กับที่นานๆมันก็รู้สึกเบื่อ
“ไม่มี”
ปริญญ์ตอบน้องชาย เห็นสีหน้าท่าทางแล้ว เขาก็หวั่นใจจริงๆกลัวว่าน้องชายจะทนทำงานต่อไปได้ไม่นานอย่างที่ทุกคนในครอบครัววาดหวัง
“เฮ้อ”
ปรานต์ถอนใจแรงก่อนเดินไปนั่งลงบนโซฟาภายในห้องทำงานของพี่ชาย ผ่านไปครู่หนึ่งก็ทำท่าเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้
“ผมนึกออกแล้ว”
“อะไรเหรอ”
ปริญญ์ที่กำลังคร่ำเคร่งอยู่กับการทำงานได้หันไปถาม
“ผมว่าผมพาอัมภาวรรณออกไปนั่งรถเล่นดีกว่า”
“อัมภาวรรณเป็เด็กที่ตั้งใจทำงานมากน่ะ”
“แต่ถ้าผมอยากให้ไป เด็กนั้นก็ต้องไป”
ว่าแล้วหนุ่มผู้น้องก็เดินจากไปด้วยท่าทางอารมณ์ดีขึ้นมาเป็อย่างมาก คราวนี้คนที่ต้องถอนหายใจบ้างก็คือหนุ่มผู้พี่
“เฮ้อ”
ปรานต์เดินกลับเข้าไปในห้องทำงานของตนอีกครั้งและตรงไปที่โต๊ะทานของอัมภาวรรณ ซึ่งเด็กสาวกำลังคร่ำเคร่งอยู่กับการทำงาน ซึ่งงานส่วนใหญ่ของเธอก็รับต่อมาจากเลขาส่วนตัวของปริญญ์อีกที เพราะเธอยังเป็แค่นักศึกษาฝึกงานและคนที่เป็เ้านายโดยตรงของเธอในตอนนี้ก็ยังไม่ได้ลงมือทำงานอะไรเป็ชิ้นเป็อันเลย
“ฉันให้เวลาสามนาทีในการเตรียมตัวออกไปข้างนอกกับฉัน”
“ไปไหนคะ”
เด็กสาวเงยหน้าขึ้นถามอย่างแปลกใจ
“ไปไหนก็ช่าง นี่เป็คำสั่ง เธอไม่มีสิทธิ์ถาม”
“แต่ถ้ามันไม่เกี่ยวกับเื่งาน....”
“นี่เป็เื่งาน”
“ไม่เห็นท่านประธานบอก”
“นี่เธอ ที่นี่มีเ้านายกี่คน”
“แต่ว่า...”