ท่ามกลางความมืดและเสียงเครื่องปั่นไฟดังหึ่งเอริคขับรถไปบนถนนดินพื้นขรุขระทำให้รถเอียงโยกบ้างขณะที่ขับ แสงสลัวจากโคมไฟข้างทางเริ่มถี่ขึ้นเมื่อเข้าใกล้ตัวตึกข้างทางที่รถแล่นผ่านเป็ป่าโปร่ง
ต้นไม้ได้รับการดูแล ถึงต้นใหญ่แต่ไม่รก และสามารถมองเห็นตัวตึกชัดขึ้นใหญ่ขึ้นเมื่อรถแล่นเข้าใกล้
เบื้องหน้าเห็นลิบ ๆ ตรงกำแพงรั้วมีคนเดินสวนกันไปมาสองถึงสามคน
แต่ละคนถือปืนยาวอยู่ในมือแบบพร้อมที่จะลั่นไกได้ทุกเมื่อหากมีสิ่งใดผิดปกติเกิดขึ้น
เอริคขับรถไปด้วยใบหน้าที่เฉยนิ่งแต่ในใจกลับตรงกันข้าม เขาไม่อยากมีชีวิตที่เหมือนไร้ค่าเช่นนี้ ทุกอย่างที่ผ่านมาและกำลังผ่านไปล้วนแล้วแต่น่ากลัว น่าขยะแขยง ไร้ศีลธรรมเขาไม่อยากคิด ไม่อยากนึกถึงมันอีกแล้ว แต่
“ปึก” ชายหนุ่มทุบกำปั้นตัวเองลงหน้าปัดรถมือเจ็บ แต่น้อยกว่าเจ็บใจ เจ็บใจที่ไม่สามารถทำอะไรให้ดีกว่านี้ เจ็บใจที่ไม่สามารถทำได้แม้กระทั่ง ’หนี’ ไปจากที่นี่ เวลาท้องฟ้าเป็สีดำและมืดเช่นนี้เอริคกลับรู้สึกว่าจิตใจคนดำมืดยิ่งกว่า มืดเสียจนมองไม่เห็นและหลงลืมไปว่าชีวิตคนอื่นก็มีค่าไม่น้อยไปกว่าชีวิตตนเองเขาอยากให้ดอกเตอร์เกื้อรู้สึกแบบนั้น
เอริคขับรถมาจนถึงกำแพงรั้วของตึกใหญ่ยามใดที่เงยหน้าขึ้นมอง เงาดำทะมึนของตัวตึกดูราวกับอสูรร้ายผู้ไม่เคยปรานีใครชายหนุ่มขับรถเลี้ยวไปจอดไว้ริมกำแพงรั้ว แล้วลงจากรถเดินตรงไปยังผู้ชายถือปืนคนหนึ่งซึ่งยืนอยู่หน้าประตูรั้ว
“เชิญครับ” ชายผิวดำคล้ำมากกว่าเอริคขยับปากที่มีหนวดเคราดกดำกล่าวเชื้อเชิญเอริคด้วยเสียงสุภาพพร้อมกับเปิดประตูรั้วที่เป็เหล็กทึบตลอดทั้งบานให้กว้างออก แล้วมองตามหลังคนสำคัญของ ’นายใหญ่’ เดินผ่านเข้าไปด้านใน
ขณะกำลังเดินเกือบถึงประตูกระจกของตึกสีขาวสูงสี่ชั้นเอริคมองไปยังลานจอดรถด้านหน้าของตึก นึกในใจ วันนี้ดอกเตอร์ไม่มีแขก
เอริคเดินไปถึงด้านหน้าของตึกประตูกระจกสีเข้มเนื้อหนาบานใหญ่สองบานเป็ปราการป้องกันคนบุกรุกด้วยระบบนิรภัยที่ทันสมัยมีกล่องสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดเท่ากล่องบุหรี่ติดอยู่ตรงกลางของกล่องมีตัวเลขั้แ่ศูนย์ถึงเก้าและตัวอักษรภาษาอังกฤษั้แ่เอถึงแซดบนสุดของกล่องมีปุ่มสองปุ่มขนาดเท่าหัวไม้ขีดไฟ ปุ่มหนึ่งไม่มีสีไม่มีแสง ในขณะที่อีกปุ่มเป็แสงไฟสีแดงสว่างจ้า ส่วน่ล่างของกล่องเป็แถบแม่เหล็กขนาดกว้างประมาณหนึ่งนิ้ว
เอริคกดเลขรหัสบนกล่อง สักพักไฟสีแดงก็ดับไฟสีเขียวจากอีกปุ่มสว่างขึ้นแทนที่พร้อมกับเสียง “กิ๊ก” ดังเบาและสั้น เอริคผลักประตูกระจกเข้าไปด้านในเขารู้รหัสผ่านดีจึงเข้ามาได้อย่างง่ายดายและคนที่รู้รหัสผ่านก็มีเพียงเขาและดอกเตอร์เท่านั้น คนอื่นรวมทั้งพวก ’เสื้อขาว’ ล้วนแต่ต้องใช้การ์ดที่ทำไว้ให้เฉพาะคน
เมื่อเอริคเข้ามาด้านในตัวตึกได้ ประตูกระจกสีเข้มก็กลับมาปิดกันแนบสนิทเหมือนเดิมไฟสีแดงที่กล่องรหัสหน้าประตูก็สว่างขึ้นแทนที่ไฟสีเขียวคราวนี้ประตูสามารถกั้นระหว่างภายในตัวตึกกับภายนอก ให้ตัดขาดจากกันได้โดยไม่อาจมีผู้ใดเล็ดลอดผ่านประตูบานนี้สำเร็จแม้จะยิงด้วยปืนเพราะกระจกของประตูบานนี้กันะุได้อีกด้วย
ตัวตึกด้านในทาสีขาวควันบุหรี่เป็สีขาวที่ออกขาวหม่นอมเทากับพื้นปูกระเบื้องสีขาวรับกับสีผนังตึกทำให้มองแล้วตึกทั้งหลังดูสวยงามบริสุทธิ์ตรงข้ามกับเื่ราวที่เกิดขึ้นจริงภายใน
ตลอดทางที่เอริคเดินจะมีพวกเสื้อขาวเดินสวนเป็ระยะแต่ไม่มากพวกเสื้อขาวที่น่าสงสาร หรือพวกเสื้อขาวที่น่าอิจฉาบางครั้งเขารู้สึกสงสารที่คนพวกนี้มีชีวิตเหมือนไม่มีชีวิตพวกเสื้อขาวเป็คนที่ไม่เหมือนคน ไม่มีความรู้สึก ไม่มีอารมณ์ ไม่มีความคิดทุกอย่างที่ทำคือการได้รับ ‘คำสั่ง’ เท่านั้น คิดอีกทีบางทีพวกเสื้อขาวก็น่าอิจฉา คนพวกนี้ไม่รู้จักคำว่าเ็ป ไม่รู้จักคำว่าเสียใจ หากเขาเลือกได้ เขาอาจเลือกที่จะเป็พวกเสื้อขาวมันอาจจะดีกว่าการที่เขาเป็เสมือนมือขวาของดอกเตอร์ อาจจะดีกว่าจริง ๆ
เอริคเดินจนสุดทางเดินในตัวตึกด้านในสุดคือลิฟต์ที่เขาใช้อยู่เป็ประจำ ชายหนุ่มกดปุ่มลิฟต์เปิดออกอย่างง่ายดายคล้ายรอคอยการมาของเขาเอริคก้าวออกจากลิฟต์เมื่อลิฟต์มาหยุดอยู่ตรงชั้นที่สี่ ชั้นของดอกเตอร์เอริคเดินผ่านห้องหลายห้องซึ่งมีประตูกระจกสีขาวขุ่นคล้ายห้องของโรงพยาบาลจนเกือบสุดทางเดินจนมาถึงห้องดอกเตอร์เกื้อ มีชายฉกรรจ์รูปร่างใหญ่โตหน้าตาดุดันถือปืนยาวนั่งเฝ้าประตูอยู่หน้าห้องโดยเมื่อเอริคมาถึงชายคนที่นั่งอยู่ก็ลุกขึ้นยืนโค้งคำนับก่อนจะนั่งลงที่เดิม
“ก๊อก ก๊อก” เอริคเคาะประตูห้อง เสียง “เชิญ” ดังลอดประตูออกมาเอริคผลักประตูเข้าไปด้านใน
ดอกเตอร์เกื้อคือชายวัยกลางคนรูปร่างผอมสูง ผมสีดอกเลามีสีดำแซมบ้างประปรายเขายืนกอดอกริมหน้าต่างบานใส ข้างโต๊ะทำงานมองออกไปนอกหน้าต่างทั้งที่มีแต่ความมืด
เอริคเดินเข้ามายืนจนเกือบชิดโต๊ะทำงานโดยไม่ยอมนั่งเก้าอี้ที่มีไว้ให้และยืนนิ่งไม่พูดอะไร
ดอกเตอร์เกื้อหันหลังกลับมามองชายหนุ่มตรงหน้าเขานั่งลงตรงเก้าอี้ทำงานตัวใหญ่ เอนหลังพิงเบาะหนังสีดำเป็มันปลาบซึ่งสูงท่วมหัว ประสานสายตาเ็าของเอริค
“แกจะไม่นั่งก่อนเหรอ” ดอกเตอร์เกื้อถามชายหนุ่ม
“ไม่” เอริคตอบเสียงราบเรียบ
“เอ้า ไม่นั่งก็ไม่นั่ง” ดอกเตอร์เกื้อพูดเสียงกระแทกกระทั้น
“ดอกเตอร์มีอะไรจะใช้ผมก็ว่ามา” สายตาเอริคยังคงนิ่ง และไร้อารมณ์ใด บนใบหน้าชายหนุ่ม
ดอกเกอร์เกื้ออ่อนใจในท่าทางของเอริคไม่เคยสักครั้งที่เขารู้สึกว่าเอริคอยู่ ‘ข้าง’ เขาหรือเป็ ‘คน’ของเขา เอริคทำตามคำสั่งของเขาทุกอย่างก็จริงแต่ก็เหมือนไม่ค่อยเต็มใจหรือทำแบบฝืนใจ เมื่อไหร่เอริคจะเข้าใจสักทีว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาทำที่ผ่านมาจนกระทั่งตอนนี้ เขาทำเพื่ออะไรและเพราะอะไร
“พรุ่งนี้เช้าแกไปกรุงเทพเอายาล็อตใหม่ไปให้คุณธเนศ วันเวลาและสถานที่ รายละเอียดทั้งหมดอยู่ในซองนี้แล้ว” ดอกเตอร์เกื้อพูดจบก็โยนซองจดหมายขนาดกลางสีน้ำตาลลงบนโต๊ะทำงานเอริคเอื้อมมือไปหยิบซองงานแล้วนำมาใส่ในกระเป๋าเสื้อสีขาวตัวยาวที่สวมอยู่ชายหนุ่มเหลือบตามองชายสูงวัยตรงหน้าแวบหนึ่งแล้วกลับหลังหันก้าวเท้ากำลังจะเดินออกไป แต่แล้วก็ต้องชะงักหยุดกึกเมื่อมีเสียงของดอกเตอร์ดังขึ้นข้างหลังว่า
“ทำไมแกไม่เคยเข้าใจฉันบ้าง”
เอริคเม้มริมฝีปากมือสองข้างที่ซุกอยู่ในกระเป๋าเสื้อสีขาวตัวยาวกำแน่นชายหนุ่มชายหางตาเอี้ยวหัวเพียงนิดเดียวคล้ายจะหันกลับมาแต่แล้วก็ไม่เขาสาวเท้าเดินผลักประตูออกจากห้องไป
“เฮ้อ” ลับร่างเอริคดอกเตอร์เกื้อถอนหายใจด้วยความหนักใจ ชายสูงวัยที่ยังคงกระฉับกระเฉงเอนหลังพิงพนักเก้าอี้เขามองไปยังรูปถ่ายในกรอบบานใหญ่ที่ตั้งอยู่บนโต๊ะทำงาน แล้วโยกตัวมาด้านหน้าเอื้อมมือไปคว้ากรอบรูปบนโต๊ะทำงานเข้าดูใกล้ ๆ
ในรูปคือหญิงสาวชาวต่างชาติที่มีใบหน้าสวยงามวงหน้าเรียว ปากบาง คิ้วเข้มหากแต่เส้นคิ้วเรียงเป็ระเบียบได้รูปโดยเฉพาะจมูกโด่งรั้นตรงปลายเชิดขึ้นนิดหน่อยมองโดยรวมแล้วละม้ายคล้ายกับเอริคอยู่มากเธอมีผมสีน้ำตาลเข้มและสีของดวงตาที่เป็สีเดียวกับเส้นผมรอยยิ้มสดใสของหญิงสาวในรูปทำให้ดอกเตอร์เกื้อรู้สึกดีจนยิ้มออกมาพร้อมกับพึมพำคนเดียวว่า
“เอริก้า ผมคิดถึงคุณ”
ดอกเตอร์เกื้อวางรูปไว้บนโต๊ะทำงานตามเดิมเขาลุกขึ้นแล้วเดินออกจากห้องทำงานของตัวเองไปยังห้องข้าง ๆ ห้องที่ไม่มีใครเฝ้าอยู่หน้าห้อง ห้องที่มีกล่องนิรภัยติดอยู่ตรงประตูซึ่งดอกเตอร์กดรหัสด้วยความชำนาญก่อนผลักประตูเปิดเข้าไปเมื่อมีเสียงดัง ’กิ๊ก’ และปุ่มไฟเขียวสว่างขึ้น
ดอกเตอร์เดินเข้ามาในห้องที่มีกลิ่นดอกไม้หอมอบอวลและเย็นฉ่ำเป็ห้องที่เขาตกแต่งจัดทำเป็พิเศษเขาจะดูแลห้องนี้ด้วยตัวเองโดยไม่เคยให้ใครได้เข้ามา แม้แต่เอริค
ผนังห้องติดวอลเปเปอร์โทนสีชมพูอ่อน ลวดลายดอกไม้ดอกเล็กของวอลเปเปอร์ที่ฉาบจนทั่วทุกมุมของห้องช่วยทำให้ห้องดูอบอุ่นเฟอร์นิเจอร์ของห้องนี้เป็สไตล์ยุโรปที่แบบและสีเข้ากันเป็ชุด ไม่ว่าจะเป็โซฟาโคมไฟ รวมทั้งพรมที่ปูพื้นห้อง กึ่งกลางค่อนไปทางท้ายห้องคือเตียงทรงยุโรปตัวใหญ่เสาสูงทั้งสี่ของเตียงเป็เสาที่ได้รับการฉลุขัดกลึงจนสวยงามรองรับผ้าลูกไม้สีชมพูอ่อนที่ห้อยระย้าลงมาคลุมขอบเตียงทั้งสี่ด้านจนเกือบถึงพื้น
ดอกเตอร์เกื้อเดินเข้าไปจนเกือบชิดขอบเตียงเขาแหวกผ้าลูกไม้เนื้อนุ่มเบาพลิ้วที่แขวนระโยงไว้กับเสาเตียงรวบขึ้นไปเหน็บเข้ากับตะขอของเสาเตียงเปิดเผยสิ่งที่อยู่เื้ัผืนผ้าบนเตียงหรู
สีเหลืองนวลจากดวงจันทร์ลอดผ่านกระจกใสของหน้าต่างเข้ามาฉาบบนใบหน้าของสาวสวยชาวต่างชาติที่นอนนิ่งหายใจอ่อนรวยรินบนที่นอนหนานุ่มสาวสวยคนนี้ คือคนคนเดียวกันกับรูปบนโต๊ะทำงานของดอกเตอร์เกื้อคนที่ดอกเตอร์เกื้อเรียกชื่อเธอว่า เอริก้า
ดอกเตอร์เกื้อสาวเท้าเข้าไปนั่งบนขอบเตียงมองร่างที่นอนเป็เ้าหญิงนิทราด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความรักรำพึงว่า
“เ้าหญิงของผมตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาความรักที่ผมมีต่อคุณไม่เคยเปลี่ยนแปลงหรือลดน้อยลงไปเลย เ้าหญิงของผมยอดรักของผม” เขายกมือที่ขาวซีดแต่ยังคงอุ่นอยู่ของเธอขึ้นมาจุมพิตไปบนหลังมือแ่เบาจากนั้นยกมือของเธอทาบไปกับแก้มของตนเอง
“เอริก้าผมรักคุณผมยอมทำทุกสิ่งทุกอย่างไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็สิ่งผิดหรือชั่วร้ายแค่ไหน ผมก็จะทำถ้าหากมันจะทำให้คุณตื่นขึ้นมา ตื่นขึ้นมาพูดมาอยู่กับผมเหมือนเดิม ตื่นขึ้นแล้วกลับมาเป็สุดที่รักของผมอีกครั้งผมยอม ผมจะทำทุกอย่างเพื่อคุณ เอริก้า รอผมอีกหน่อยนะ อีกไม่นาน อีกไม่นาน ผมสัญญา”
ดอกเตอร์เกื้อพูดกับหญิงสาวที่นอนหลับตาพริ้มคนนี้ด้วยเสียงอ่อนโยนหากเธอรับรู้ได้ เธอคงเป็ผู้หญิงที่มีความสุขที่สุดคนหนึ่ง ที่ได้รับความรักจากผู้ชายคนหนึ่งอย่างเต็มเปี่ยม
รักตลอดเวลาและรักหมดใจ
++++++++++++++++++++++