สายตาลุ่มลึกแฝงไปด้วยการค้นหาถูกส่งไปยังเฟิงฮวา ก่อนที่ฝ่าบาทจะกล่าวต่อ
“ข้าเคยพบสตรีผู้หนึ่งเมื่อนานมาแล้ว นางช่วยรักษาอาการบาดเจ็บให้ข้าเพื่อเป็นการตอบแทนจึงมอบป้ายหยกล้ำค่าอันหนึ่งให้ไว้
แต่แล้วเมื่อไม่นานมานี้ก็บังเอิญพบว่าของสิ่งนั้นได้ถูกปล่อยขายออกไปในตลาดมืด
ซึ่งถ้านางเป็นคนทำแบบนั้นจริงๆก็ถือว่าช่างบังอาจยิ่งนัก”
น้ำเสียงที่เย็นเยียบขึ้นมาในประโยคสุดท้ายทำให้เฟิงฮวาขนลุกซู่ แม้สีหน้าจะมิได้มีการเปลี่ยนแปลงใดใดแต่ทว่าในใจกลับรู้สึกร้อนรนเป็นอย่างยิ่ง
‘นี่ข้า...ออกจากบ้านไม่ดูฤกษ์ยามหรืออย่างไรในบรรดาความโชคร้ายที่ประสบพบเจอมา มิมีเรื่องใดจะแย่ไปกว่าเรื่องนี้อีกแล้ว’เฮ้อ...นางลืมไปเสียสนิทเลยว่าต้องไปไถ่ถอนป้ายหยกคืน
เฟิงฮวารวบรวมความกล้าตอบกลับไปด้วยเสียงราบเรียบมิให้เผยพิรุธ “อ้อ เป็นเช่นนี้เองหรือ”
ชั่วขณะนั้นสายตาของนางพลันหรี่ลง...
อาวุธลับอันหนึ่งถูกยิงมาทางพวกเขาสองคนโดยมิทันตั้งตัวบุรุษสตรีทั้งคู่ตอบสนองโดยการเบี่ยงหลบไปได้อย่างหวุดหวิด
ชายชุดดำปรากฏตัวขึ้นประมาณยี่สิบกว่าคนและได้ทำการปิดล้อมพวกเขาเอาไว้
ฝ่าบาทเฟิงฮวา และองครักษ์ทั้งหมด ต่างอยู่ในท่าเตรียมพร้อมต่อสู้รัศมีความกดดันค่อยๆแผ่กระจายไปโดยรอบกำลังภายในสายหนึ่งของฝ่าบาทพุ่งเข้าไปกดดันศัตรูเบื้องหน้าแต่กลุ่มผู้มาเยือนกลับมิได้สั่นคลอนเท่าใดนักสิ่งนี้สร้างความชื่นชมให้คู่ต่อสู้ไม่น้อยเลยทีเดียว
‘พวกที่มา ฝีมือไม่เลวนี่’
ขณะที่กำลังหยั่งเชิงกันอยู่นั้นเองจู่ ๆเฟิงฮวาก็ตะโกนออกไป
"นี่…พวกเจ้าเป็นคนของลัทธิเสวียนอู่ ใช่หรือไม่"
หลังจากที่ได้ยินคำถามปฏิกิริยาชะงักเล็กน้อยเกิดขึ้นในกลุ่มชายชุดดำทันทีแม้จะเล็กน้อยแต่เฟิงฮวาก็จับสังเกตได้ทัน ทำให้นางมั่นใจว่า 'ไม่ผิดแน่'
สิ่งที่สงสัยตามมาก็คือจุดประสงค์ของคนเหล่านี้คืออะไรและเหตุใดถึงได้ตามติดไปทุกที่เป็นเงาตามตัวเช่นนี้
อีกอย่างคือพวกเขาต้องการจะเล่นงานใครกันแน่
ถ้าเป็นนาง...นางจะได้ต่อสู้กันให้ตายไปข้างหนึ่ง
แต่ถ้าเป็นฝ่าบาท...นางจะได้เอาตัวรอดไปได้อย่างปลอดภัยแหะๆ
ท่ามกลางความนิ่งเงียบจู่ ๆ ฝ่าบาทก็หันมากระซิบที่ข้างหู "หากพวกนั้นต้องการฆ่าข้าเจ้าก็มิต้องกังวล…เพราะถ้าข้าตาย ข้าจะให้องครักษ์ฝังเจ้าไปพร้อมกันด้วยเลย"ใบหน้าของเขาพลันปรากฏรอยยิ้มแฝงความโหดเหี้ยมขึ้นมามีหรือที่เขาจะไม่รู้ว่านางกำลังคิดอะไรอยู่ แค่เห็นแววตาก็เข้าใจแล้วนางอย่าหวังว่าจะได้หนีไปง่ายๆ
เฟิงฮวากลอกตามองบนใส่ฝ่าบาทไปหนึ่งที'นี่...ท่านเป็นบ้าไปแล้วหรือ'
จากนั้นก็หันไปประจันหน้ากับชายชุดดำต่อ
"ข้าต้องการพบประมุขของพวกเจ้า มีเรื่องบางเรื่องที่ต้องคุยกับเขา"นางพูดพร้อมกับยื่นจี้หยกสกุลลี่ออกไปข้างหน้า
หากเรื่องราชวงศ์ลี่และลัทธิเสวียนอู่ที่รู้มาเป็นเรื่องจริงจี้หยกนี้ย่อมต้องมีความสำคัญอย่างแน่นอน
เมื่อเห็นการกระทำของนางดังนั้นทุกสายตาขององครักษ์ที่มองมาต่างเต็มไปด้วยความสงสัย 'แม่นางเฟิงจะต้องการพบลัทธิเสวียนอู่ไปทำไมกันนะ'
แต่ปรากฏว่าหลังจากที่ชายชุดดำผู้เป็นหัวหน้าได้ยินคำพูดของเฟิงฮวาเขาก็ตอบรับออกมาด้วยเสียงอู้อี้ว่า “สามารถไปพบได้แค่คนเดียว”
เฟิงฮวาจึงหันไปสบตากับฝ่าบาทด้วยท่าทางจริงจัง
'ข้าจำเป็นต้องไปสะสางเรื่องนี้ด้วยตัวเองจริงๆ ท่านมิต้องเป็นห่วงข้าจะระวังตัว'
นางหันไปบอกกับชายชุดดำโดยมิสนใจสายตาคัดค้านของบุรุษด้านข้าง“พรุ่งนี้ยามเฉิน พวกเจ้ามารอข้าที่นี่ ข้าจะมาเพียงคนเดียว”
พอนางพูดจบชายชุดดำต่างก็กระโดดลอยหายไป จนมิเหลือร่องรอย
ณที่แห่งนั้น ทุกอย่างพลันกลับสู่สภาวะปกติยกเว้นบรรยากาศโดยรอบที่เยือกเย็นเพิ่มขึ้นมาหลายส่วน
ฝ่าบาทแสดงออกชัดเจนว่าโกรธนางอย่างมาก
ก็จะมิให้โกรธได้อย่างไร
ประการแรกนางจะไปพบประมุขลัทธิเสวียนอู่ตามลำพัง นี่ยังคิดว่าจะหนีรอดจากปากเสือได้อย่างนั้นหรือ
ประการที่สองนางมีเรื่องที่ปิดบังเขาอยู่ และไม่เห็นว่าเขาสำคัญพอที่จะบอกเล่าเสียด้วยซ้ำ
……………………….
ภายในห้องนั่งเล่นที่บ้านพักของเฟิงฮวา
เสี่ยวจูได้แต่ยืนดูคุณหนูของนางโต้เถียงกับบุรุษผู้สูงศักดิ์หน้าตาหล่อเหลาท่านหนึ่งส่วนคนอีกหลายคนที่ยืนอยู่ใกล้ๆบุรุษท่านนั้นเห็นจะเป็นผู้ติดตามกระมังรูปโฉมก็งามรองลงมาตามลำดับ
นางเองก็มิรู้จะถามเรื่องราวต่างๆจากใครดี
‘…เอ่อ คุณหนู ท่านสนิทสนมกับคนพวกนี้หรือ เหตุใดพาเข้ามาบ้านเยี่ยงนี้เล่า
เอ่อแล้ว…พวกเขาทั้งหมดเป็นใครกันหรือ ข้าต้องปฏิบัติตัวเช่นไรกัน’เสี่ยวจูได้แต่คิดแล้วก็ยืนเกาหัวอยู่แบบนั้น
ส่วนบทสนทนาของบุรุษสตรีทั้งสองก็มีเรื่องราวประมาณว่า
“เจ้าเอาตัวเองไปเสี่ยงแบบนี้ได้อย่างไร”
“มันเรื่องของข้าน่ะ เจ้าเฉิง”
“ข้าจะส่งคนคอยคุ้มกันเจ้า โดยมิให้พวกนั้นรู้ตัว”
“มิได้เด็ดขาด ข้าแจ้งไปแล้วว่าจะไปคนเดียว คำไหนคำนั้น”
“ 'คำไหนคำนั้น' มิจำเป็นต้องใช้กับทุกเรื่องเสมอไป”
“ข้าเป็นชาวยุทธ์ที่รักษาสัจจะ”
“แต่ข้ามิเห็นด้วย”
“มิเห็นด้วย ก็มิเป็นไร ใครบังคับท่านหรือ”
เหล่าองครักษ์ประเมินแล้วว่าสถานการณ์กำลังจะรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ พวกเขารีบพาตัวเองและเสี่ยวจูออกมาจากตรงนั้นดีกว่าปล่อยให้บุรุษสตรีสองท่านนั้นโต้ตอบกันตามสบาย
“บอกมา เจ้ามีเรื่องอะไรปิดบังอยู่กันแน่ เฟิงฮวา”
“ข้าจะบอกท่านในสักวันหนึ่ง แต่มิใช่ตอนนี้”
“หึ…มิบอกก็มิต้องไป ข้าจะกักขังเจ้าไว้ที่นี่”
“กักขังหรือ…เฉิงอี้ นี่มันตัวข้า ข้ามิใช่คนของท่าน วันนี้มิใช่ พรุ่งนี้มะรืนนี้ก็มิใช่ ท่านถือสิทธิ์อันใดมากระทำเช่นนี้” นางตะคอกใส่ฝ่าบาทอย่างโมโห
“สิทธิ์ที่ข้าเป็นฮ่องเต้ของแผ่นดินซานตงและข้าจะให้เจ้ามาเป็นสตรีของข้าตอนนี้เลย”
พูดจบฝ่าบาทก็คว้าข้อมือของเฟิงฮวาฉุดกระชากลากนางไปยังห้องด้านข้าง เฟิงฮวามิอาจต้านแรงบุรุษได้ยิ่งเป็นบุรุษที่กำลังโกรธถึงขีดสุดเช่นนี้ นางถูกเขาจับโยนไปบนตั่งนอนจากนั้นเขาก็คร่อมทับบนตัวนางพร้อมกับกดข้อมือไว้ทั้งสองข้าง
สายตาของเฟิงฮวาเต็มไปด้วยความผิดหวังขึ้นชื่อว่าผู้ชาย คงมิพ้นจะต้องถือตัวเองเป็นใหญ่ สุดท้ายก็ลงเอยเช่นนี้สินะ
ท่านอยากได้ร่างกายของข้านักหรือ...
อยากได้ก็เอาไปเลย...
แต่ท่านจะมิมีวันได้สิ่งอื่นใดจากข้าอีก...
ฝ่าบาทเห็นสายตาเช่นนั้นของนางเขาพลันหยุดชะงัก คำสัญญาที่จะมิแตะต้องนางจนกว่านางจะยินยอมได้หวนกลับมาเขาจึงค่อยๆขยับตัวออก พร้อมกับคลายมือที่ยึดเอาไว้
“ข้า…ขอโทษด้วยฮวาเอ๋อร์” เสียงหดหู่ของเขาเอ่ยขึ้นเบาๆ ก่อนที่ฝ่าบาทจะเดินออกจากห้องไป
เฟิงฮวาสงบนิ่งอยู่แบบนั้นในห้องเงียบๆ
จนเวลาผ่านไปเสี่ยวจูก็มาเคาะประตู
“คุณหนูเป็นอะไรหรือไม่เจ้าคะ”
มิมีเสียงตอบรับใดเกิดขึ้น
“คุณหนูข้าขอเข้าไปนะเจ้าคะ”
เมื่อเปิดประตูเข้ามาในห้องเสี่ยวจูก็ต้องตกใจกับภาพที่เห็น
เฟิงฮวานั่งตัวแข็งค้างมิได้ขยับเขยื้อนสายตาเหม่อลอย
นางดูล่องลอยจนไม่รู้แม้กระทั่งว่าเสี่ยวจูเข้ามาในห้องแล้ว
“คุณหนูเจ้าคะ…ฝ่าบาทกับผู้ติดตามกลับไปหมดแล้วเจ้าค่ะ”
ได้ยินดังนั้นเฟิงฮวาจึงหันหน้ามามองเสี่ยวจูช้าๆก่อนที่น้ำตาจะไหลพรั่งพรูเต็มสองแก้ม
เสี่ยวจูได้แต่ปลอบประโลมเจ้านายของนางมิรู้ว่าเหตุใดคุณหนูถึงได้เป็นเช่นนี้
หลังจากนั้นหนึ่งชั่วยามเฟิงฮวาถึงได้สงบลงนางต้องเตรียมตัวไปพบประมุขลัทธิเสวียนอู่พรุ่งนี้จึงสั่งเสี่ยวจูเอาไว้ว่าห้ามรบกวน แล้วเข้านอนด้วยความอ่อนเพลีย มิได้เอ่ยถึงเรื่องของฝ่าบาทอีกเลย