โฉมงามสามลิขิต

    บทที่ 53 ขอพบประมุขลัทธิ

            สายตาลุ่มลึกแฝงไปด้วยการค้นหาถูกส่งไปยังเฟิงฮวา ก่อนที่ฝ่าบาทจะกล่าวต่อ

            “ข้าเคยพบสตรีผู้หนึ่งเมื่อนานมาแล้ว นางช่วยรักษาอาการบาดเจ็บให้ข้าเพื่อเป็นการตอบแทนจึงมอบป้ายหยกล้ำค่าอันหนึ่งให้ไว้

            แต่แล้วเมื่อไม่นานมานี้ก็บังเอิญพบว่าของสิ่งนั้นได้ถูกปล่อยขายออกไปในตลาดมืด

            ซึ่งถ้านางเป็นคนทำแบบนั้นจริงๆก็ถือว่าช่างบังอาจยิ่งนัก”

            น้ำเสียงที่เย็นเยียบขึ้นมาในประโยคสุดท้ายทำให้เฟิงฮวาขนลุกซู่ แม้สีหน้าจะมิได้มีการเปลี่ยนแปลงใดใดแต่ทว่าในใจกลับรู้สึกร้อนรนเป็นอย่างยิ่ง

            ‘นี่ข้า...ออกจากบ้านไม่ดูฤกษ์ยามหรืออย่างไรในบรรดาความโชคร้ายที่ประสบพบเจอมา มิมีเรื่องใดจะแย่ไปกว่าเรื่องนี้อีกแล้ว’เฮ้อ...นางลืมไปเสียสนิทเลยว่าต้องไปไถ่ถอนป้ายหยกคืน

     

            เฟิงฮวารวบรวมความกล้าตอบกลับไปด้วยเสียงราบเรียบมิให้เผยพิรุธ “อ้อ เป็นเช่นนี้เองหรือ”

            ชั่วขณะนั้นสายตาของนางพลันหรี่ลง...

            อาวุธลับอันหนึ่งถูกยิงมาทางพวกเขาสองคนโดยมิทันตั้งตัวบุรุษสตรีทั้งคู่ตอบสนองโดยการเบี่ยงหลบไปได้อย่างหวุดหวิด

            ชายชุดดำปรากฏตัวขึ้นประมาณยี่สิบกว่าคนและได้ทำการปิดล้อมพวกเขาเอาไว้

            ฝ่าบาทเฟิงฮวา และองครักษ์ทั้งหมด ต่างอยู่ในท่าเตรียมพร้อมต่อสู้รัศมีความกดดันค่อยๆแผ่กระจายไปโดยรอบกำลังภายในสายหนึ่งของฝ่าบาทพุ่งเข้าไปกดดันศัตรูเบื้องหน้าแต่กลุ่มผู้มาเยือนกลับมิได้สั่นคลอนเท่าใดนักสิ่งนี้สร้างความชื่นชมให้คู่ต่อสู้ไม่น้อยเลยทีเดียว

            ‘พวกที่มา ฝีมือไม่เลวนี่’

     

            ขณะที่กำลังหยั่งเชิงกันอยู่นั้นเองจู่ ๆเฟิงฮวาก็ตะโกนออกไป

            "นี่…พวกเจ้าเป็นคนของลัทธิเสวียนอู่ ใช่หรือไม่"

            หลังจากที่ได้ยินคำถามปฏิกิริยาชะงักเล็กน้อยเกิดขึ้นในกลุ่มชายชุดดำทันทีแม้จะเล็กน้อยแต่เฟิงฮวาก็จับสังเกตได้ทัน ทำให้นางมั่นใจว่า 'ไม่ผิดแน่'

     

            สิ่งที่สงสัยตามมาก็คือจุดประสงค์ของคนเหล่านี้คืออะไรและเหตุใดถึงได้ตามติดไปทุกที่เป็นเงาตามตัวเช่นนี้

            อีกอย่างคือพวกเขาต้องการจะเล่นงานใครกันแน่

            ถ้าเป็นนาง...นางจะได้ต่อสู้กันให้ตายไปข้างหนึ่ง 

            แต่ถ้าเป็นฝ่าบาท...นางจะได้เอาตัวรอดไปได้อย่างปลอดภัยแหะๆ

            ท่ามกลางความนิ่งเงียบจู่ ๆ ฝ่าบาทก็หันมากระซิบที่ข้างหู "หากพวกนั้นต้องการฆ่าข้าเจ้าก็มิต้องกังวล…เพราะถ้าข้าตาย ข้าจะให้องครักษ์ฝังเจ้าไปพร้อมกันด้วยเลย"ใบหน้าของเขาพลันปรากฏรอยยิ้มแฝงความโหดเหี้ยมขึ้นมามีหรือที่เขาจะไม่รู้ว่านางกำลังคิดอะไรอยู่ แค่เห็นแววตาก็เข้าใจแล้วนางอย่าหวังว่าจะได้หนีไปง่ายๆ

            เฟิงฮวากลอกตามองบนใส่ฝ่าบาทไปหนึ่งที'นี่...ท่านเป็นบ้าไปแล้วหรือ'

            จากนั้นก็หันไปประจันหน้ากับชายชุดดำต่อ

            "ข้าต้องการพบประมุขของพวกเจ้า มีเรื่องบางเรื่องที่ต้องคุยกับเขา"นางพูดพร้อมกับยื่นจี้หยกสกุลลี่ออกไปข้างหน้า

            หากเรื่องราชวงศ์ลี่และลัทธิเสวียนอู่ที่รู้มาเป็นเรื่องจริงจี้หยกนี้ย่อมต้องมีความสำคัญอย่างแน่นอน

     

            เมื่อเห็นการกระทำของนางดังนั้นทุกสายตาขององครักษ์ที่มองมาต่างเต็มไปด้วยความสงสัย 'แม่นางเฟิงจะต้องการพบลัทธิเสวียนอู่ไปทำไมกันนะ'

     

            แต่ปรากฏว่าหลังจากที่ชายชุดดำผู้เป็นหัวหน้าได้ยินคำพูดของเฟิงฮวาเขาก็ตอบรับออกมาด้วยเสียงอู้อี้ว่า “สามารถไปพบได้แค่คนเดียว”

     

            เฟิงฮวาจึงหันไปสบตากับฝ่าบาทด้วยท่าทางจริงจัง

            'ข้าจำเป็นต้องไปสะสางเรื่องนี้ด้วยตัวเองจริงๆ ท่านมิต้องเป็นห่วงข้าจะระวังตัว'

            นางหันไปบอกกับชายชุดดำโดยมิสนใจสายตาคัดค้านของบุรุษด้านข้าง“พรุ่งนี้ยามเฉิน พวกเจ้ามารอข้าที่นี่ ข้าจะมาเพียงคนเดียว”

            พอนางพูดจบชายชุดดำต่างก็กระโดดลอยหายไป จนมิเหลือร่องรอย

            ณที่แห่งนั้น ทุกอย่างพลันกลับสู่สภาวะปกติยกเว้นบรรยากาศโดยรอบที่เยือกเย็นเพิ่มขึ้นมาหลายส่วน

            ฝ่าบาทแสดงออกชัดเจนว่าโกรธนางอย่างมาก

            ก็จะมิให้โกรธได้อย่างไร

            ประการแรกนางจะไปพบประมุขลัทธิเสวียนอู่ตามลำพัง นี่ยังคิดว่าจะหนีรอดจากปากเสือได้อย่างนั้นหรือ

            ประการที่สองนางมีเรื่องที่ปิดบังเขาอยู่ และไม่เห็นว่าเขาสำคัญพอที่จะบอกเล่าเสียด้วยซ้ำ

     

            ……………………….

            ภายในห้องนั่งเล่นที่บ้านพักของเฟิงฮวา

            เสี่ยวจูได้แต่ยืนดูคุณหนูของนางโต้เถียงกับบุรุษผู้สูงศักดิ์หน้าตาหล่อเหลาท่านหนึ่งส่วนคนอีกหลายคนที่ยืนอยู่ใกล้ๆบุรุษท่านนั้นเห็นจะเป็นผู้ติดตามกระมังรูปโฉมก็งามรองลงมาตามลำดับ

            นางเองก็มิรู้จะถามเรื่องราวต่างๆจากใครดี

            ‘…เอ่อ คุณหนู ท่านสนิทสนมกับคนพวกนี้หรือ เหตุใดพาเข้ามาบ้านเยี่ยงนี้เล่า

            เอ่อแล้ว…พวกเขาทั้งหมดเป็นใครกันหรือ ข้าต้องปฏิบัติตัวเช่นไรกัน’เสี่ยวจูได้แต่คิดแล้วก็ยืนเกาหัวอยู่แบบนั้น

     

            ส่วนบทสนทนาของบุรุษสตรีทั้งสองก็มีเรื่องราวประมาณว่า

     

            “เจ้าเอาตัวเองไปเสี่ยงแบบนี้ได้อย่างไร”

            “มันเรื่องของข้าน่ะ เจ้าเฉิง”

            “ข้าจะส่งคนคอยคุ้มกันเจ้า โดยมิให้พวกนั้นรู้ตัว”

            “มิได้เด็ดขาด ข้าแจ้งไปแล้วว่าจะไปคนเดียว คำไหนคำนั้น”

            “ 'คำไหนคำนั้น' มิจำเป็นต้องใช้กับทุกเรื่องเสมอไป”

            “ข้าเป็นชาวยุทธ์ที่รักษาสัจจะ”

            “แต่ข้ามิเห็นด้วย”

            “มิเห็นด้วย ก็มิเป็นไร ใครบังคับท่านหรือ”

     

            เหล่าองครักษ์ประเมินแล้วว่าสถานการณ์กำลังจะรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ พวกเขารีบพาตัวเองและเสี่ยวจูออกมาจากตรงนั้นดีกว่าปล่อยให้บุรุษสตรีสองท่านนั้นโต้ตอบกันตามสบาย

     

            “บอกมา เจ้ามีเรื่องอะไรปิดบังอยู่กันแน่ เฟิงฮวา”

            “ข้าจะบอกท่านในสักวันหนึ่ง แต่มิใช่ตอนนี้”

            “หึ…มิบอกก็มิต้องไป ข้าจะกักขังเจ้าไว้ที่นี่”

            “กักขังหรือ…เฉิงอี้ นี่มันตัวข้า ข้ามิใช่คนของท่าน วันนี้มิใช่ พรุ่งนี้มะรืนนี้ก็มิใช่ ท่านถือสิทธิ์อันใดมากระทำเช่นนี้” นางตะคอกใส่ฝ่าบาทอย่างโมโห

            “สิทธิ์ที่ข้าเป็นฮ่องเต้ของแผ่นดินซานตงและข้าจะให้เจ้ามาเป็นสตรีของข้าตอนนี้เลย”

            พูดจบฝ่าบาทก็คว้าข้อมือของเฟิงฮวาฉุดกระชากลากนางไปยังห้องด้านข้าง เฟิงฮวามิอาจต้านแรงบุรุษได้ยิ่งเป็นบุรุษที่กำลังโกรธถึงขีดสุดเช่นนี้ นางถูกเขาจับโยนไปบนตั่งนอนจากนั้นเขาก็คร่อมทับบนตัวนางพร้อมกับกดข้อมือไว้ทั้งสองข้าง

            สายตาของเฟิงฮวาเต็มไปด้วยความผิดหวังขึ้นชื่อว่าผู้ชาย คงมิพ้นจะต้องถือตัวเองเป็นใหญ่ สุดท้ายก็ลงเอยเช่นนี้สินะ

     

            ท่านอยากได้ร่างกายของข้านักหรือ...

     

            อยากได้ก็เอาไปเลย...

     

            แต่ท่านจะมิมีวันได้สิ่งอื่นใดจากข้าอีก...

     

            ฝ่าบาทเห็นสายตาเช่นนั้นของนางเขาพลันหยุดชะงัก คำสัญญาที่จะมิแตะต้องนางจนกว่านางจะยินยอมได้หวนกลับมาเขาจึงค่อยๆขยับตัวออก พร้อมกับคลายมือที่ยึดเอาไว้

            “ข้า…ขอโทษด้วยฮวาเอ๋อร์” เสียงหดหู่ของเขาเอ่ยขึ้นเบาๆ ก่อนที่ฝ่าบาทจะเดินออกจากห้องไป

     

            เฟิงฮวาสงบนิ่งอยู่แบบนั้นในห้องเงียบๆ

            จนเวลาผ่านไปเสี่ยวจูก็มาเคาะประตู

            “คุณหนูเป็นอะไรหรือไม่เจ้าคะ”

     

            มิมีเสียงตอบรับใดเกิดขึ้น

            “คุณหนูข้าขอเข้าไปนะเจ้าคะ”

     

            เมื่อเปิดประตูเข้ามาในห้องเสี่ยวจูก็ต้องตกใจกับภาพที่เห็น

            เฟิงฮวานั่งตัวแข็งค้างมิได้ขยับเขยื้อนสายตาเหม่อลอย

            นางดูล่องลอยจนไม่รู้แม้กระทั่งว่าเสี่ยวจูเข้ามาในห้องแล้ว

            “คุณหนูเจ้าคะ…ฝ่าบาทกับผู้ติดตามกลับไปหมดแล้วเจ้าค่ะ”

            ได้ยินดังนั้นเฟิงฮวาจึงหันหน้ามามองเสี่ยวจูช้าๆก่อนที่น้ำตาจะไหลพรั่งพรูเต็มสองแก้ม

            เสี่ยวจูได้แต่ปลอบประโลมเจ้านายของนางมิรู้ว่าเหตุใดคุณหนูถึงได้เป็นเช่นนี้

            หลังจากนั้นหนึ่งชั่วยามเฟิงฮวาถึงได้สงบลงนางต้องเตรียมตัวไปพบประมุขลัทธิเสวียนอู่พรุ่งนี้จึงสั่งเสี่ยวจูเอาไว้ว่าห้ามรบกวน แล้วเข้านอนด้วยความอ่อนเพลีย มิได้เอ่ยถึงเรื่องของฝ่าบาทอีกเลย