หลันเยวี่ยอยากจะขุดเหอโส่วอูต้นนี้กลับบ้านเหลือเกินแต่ทั้งเธอและถิงถิงไม่ได้นำเครื่องมือสำหรับขุดมาด้วย
ถิงถิงรู้จักเหอโส่วอูดีพอเห็นต้นที่อยู่ตรงหน้าก็ถึงกับน้ำลายสอ "พี่ถิงถิงรู้ว่าเหอโส่วอูขายได้ราคา เราเอากลับบ้าน แล้วให้พ่อเอาไปขายที่ตลาดกัน"
หลันเยวี่ยพยักหน้า"ก็ได้อยู่ แต่เราไม่มีเครื่องมือขุดนี่สิของก็อยู่ตรงนี้ไม่ได้หนีไปไหนหรอก เดี๋ยวพรุ่งนี้เราค่อยมาขุดกันใหม่นะ"
ถิงถิงรู้ว่าทำได้แค่นั้นจริงๆแต่ก็ยังกลัวว่าจะมีคนมาขุดไปเสียก่อน เลยเอาหญ้ามาคลุมไว้
ภาพเ่าั้ในสายตาหลันเยวี่ยไม่ได้ทำให้รู้สึกว่าถิงถิงไร้เดียงสาเลย แต่กลับรู้สึกว่าน้องสาวน่ารักเป็พิเศษ
น้องสาวที่น่ารักขนาดนี้ชาติก่อนเธอไม่รู้จักทะนุถนอมกลับดันทุรังวิ่งเข้าเมืองเพื่อเอาหน้าไปซบฝ่าเท้าเย็นๆ ของคนอื่น
กว่าสองสาวจะลงจากเขาก็เลยเวลากินข้าวกลางวันไปนานแล้ว
หูฉางหมินก็กลับมาถึงบ้านพร้อมกับแป้งที่โม่เสร็จแล้วเช่นกัน
ในเวลานี้ชาวบ้านไม่ได้ซื้อแป้งสำเร็จรูปกินกันแต่จะนำข้าวสาลีของตัวเองไปโม่ที่โรงโม่ในหมู่บ้าน
แป้งที่ได้จะมีสีคล้ำแต่กินแล้วได้กลิ่นหอมของข้าวสาลี
มันก็ใช่ว่าทุกคนจะมีเงินกินบะหมี่ได้ทุกวันส่วนใหญ่ยังคงกินแป้งจี่ที่ทำจากข้าวโพด หรือวัววัวโถว [1]ที่ทำจากข้าวโพดและมันเทศเป็อาหารหลักอยู่
ปกติบ้านหูฉางหมินจะกินแป้งจี่หรือวัววัวโถวแทบจะไม่ค่อยได้กินบะหมี่
พอหลันเยวี่ยกลับมาพวกเขาก็แบ่งบะหมี่ให้หลันเยวี่ยกิน
ส่วนตัวเองกับถิงถิงยังคงกินแป้งจี่
พอเห็นสามีไปโม่แป้งเสร็จแล้วจ้าวหงเหมยก็รีบลงมือเตรียมทำแป้งทอดต้นหอม เพราะรู้ว่าหลันเยวี่ยชอบกิน
ยุคนี้ยังไม่มีเตาอบไฟฟ้าการทำแป้งทอดต้องทำในกระทะ หากคุมไฟไม่ดี อาจจะไหม้ได้
ขณะที่จ้าวหงเหมยทำแป้งทอดต้นหอมแผ่นที่สองเสร็จหลันเยวี่ยกับถิงถิงก็กลับมาถึงบ้าน
หลันเยวี่ยได้กลิ่นหอมของแป้งทอดต้นหอมโชยมาแต่ไกล
พอมาถึงบ้านหลันเยวี่ยก็เห็นแม่ที่ยังอยู่เดือน กำลังพลิกแป้งทอดในกระทะอยู่ จึงรีบเข้าไปช่วย"แม่ เดี๋ยวหนูทำเอง"
"เยวี่ยเยวี่ย ลูกไปล้างมือก่อนแล้วมากินข้าวเถอะ" จ้าวหงเหมยไม่ยอมส่งตะหลิวในมือให้ลูกสาว
เมื่อไม่มีทางเลือกหลันเยวี่ยจึงต้องไปล้างมือกับถิงถิง
เตาอีกด้านหูฉางหมินก็กำลังผัดกับข้าว
ผัดบวบใส่ไข่นั่นเอง
พอจ้าวหงเหมยนำแป้งทอดแผ่นที่สองออกจากกระทะหูฉางหมินก็ผัดกับข้าวเสร็จพอดี
ตอนนี้ถิงถิงนำเหลียนเฉียวที่เก็บมาจากบนเขาไปตากแดดเรียบร้อยแล้ว
พอเห็นสองสาวนำเหลียนเฉียวกลับมาเยอะขนาดนี้หูฉางหมินก็แปลกใจ "พวกลูกไปเอามาทำไมเยอะแยะ?"
ถิงถิงรีบตอบ"พี่บอกว่าตากแห้งแล้วขายได้เงิน พ่อคะ จริงหรือเปล่า?"
หูฉางหมินมองไปยังลูกสาวคนโตที่กำลังเช็ดมืออย่างไม่อยากจะเชื่อ"เยวี่ยเยวี่ย ลูกอยู่ในเมืองมาตลอด รู้เื่พวกนี้ได้ยังไง?"
หลันเยวี่ยอธิบาย"หนูเคยเห็นคนรับซื้อของพวกนี้ในเมืองค่ะ ราคาก็ดีด้วย พ่อคะถ้าบ้านเรามัวแต่ทำไร่ทำนาอย่างเดียว ชีวิตก็คงลำบากไปตลอดเราต้องหาทางทำเงินจากที่อื่นด้วย"
หูฉางหมินได้ยินลูกสาวพูดก็ยิ่งคิดว่ามีเหตุผล"เยวี่ยเยวี่ย สมแล้วที่เรียนหนังสือมา และได้เห็นโลกกว้างสิ่งที่ลูกพูดมาถูกต้องแล้ว บ้านเราอยากมีชีวิตที่ดีขึ้นจะมัวแต่ทำไร่ทำนาอย่างเดียวไม่ได้"
หลังจากหยุดไปครู่หนึ่งหูฉางหมินก็พูดต่อ "เหลียนเฉียวขายได้จริงๆถ้าจำไม่ผิด ตลาดใหญ่ในตำบลของเราก็มีคนรับซื้อนะ เหมือนจะจินละแปดเก้าเหมา"
หลันเยวี่ยแย้ง"พ่อคะ เราไม่ไปขายที่ตำบลแต่เอาไปขายที่อำเภอหรือในเมืองดีกว่าค่ะ ราคามันจะสูงกว่านี้อีกเดี๋ยวหนูกับถิงถิงกินข้าวกลางวันเสร็จแล้ว จะไปเก็บเหลียนเฉียวบนเขาต่อค่ะ จริงสิเราเจอเหอโส่วอูต้นนึงด้วย ดูท่าทางน่าจะมีอายุหลายปีแล้ว"
ลูกสาวคนโตที่กลับมาจากในเมืองคนนี้ไม่เพียงแต่รู้จักเหลียนเฉียว แต่ยังรู้จักเหอโส่วอูอีกเื่นี้ทำให้หูฉางหมินต้องถึงกับมองลูกสาวใหม่
ขณะที่ทั้งสี่คนกำลังจะนั่งลงกินข้าวกลางวันคนอื่นในตระกูลก็มาเยือน
คนที่มาหาคือลูกชายคนรองของบ้านอารองหูหูเจี้ยนผิง ซึ่งเป็ฝาแฝดกับหูหลิงหลิง
ยังไม่ทันจะเข้ามาถึงลานบ้านหูเจี้ยนผิงก็ะโขึ้น "ลุงครับ ป้าครับแม่ผมเป็ลม ช่วยไปดูหน่อย!"
พอได้ยินว่าสะใภ้รองหูเป็ลมสองสามีภรรยาหูฉางหมินก็รีบลุกขึ้นจากเก้าอี้
ตอนนี้หูเจี้ยนผิงก็มาถึงหน้าห้องโถงแล้ว
"เจี้ยนผิง เกิดอะไรขึ้น? แม่ของเธออยู่ดีๆจะเป็ลมได้ยังไง?" จ้าวหงเหมยรีบถาม
ถึงแม้เธอจะไม่ถูกกับสะใภ้รองหูแต่พอได้ยินว่าคนปกติเป็ลมไป ก็อดเป็ห่วงไม่ได้
หูเจี้ยนผิงวิ่งมาคงจะเหนื่อยมาก แม้จะหยุดแล้วก็ยังหอบหายใจ "ผมก็ไม่รู้เหมือนกันแม่กำลังทำอาหารกลางวันอยู่ดีๆ ก็เป็ลมไป พ่อกับพี่ชายก็ไม่อยู่บ้านผมกับหลิงหลิงกลัวมาก"
ถึงแม้ในเวลาปกติหูเจี้ยนผิงจะดูเหมือนไม่กลัวอะไรแต่ตอนนี้พอเห็นแม่เป็ลมไป ก็หวาดกลัวสุดขีด
เพราะยังไงหูเจี้ยนผิงก็ยังเป็แค่เด็กอายุสิบสองสิบสามเท่านั้น
เพราะบ้านอยู่ใกล้กันที่สุดพอเกิดเื่ หูเจี้ยนผิงจึงคิดถึงบ้านลุงเป็ที่แรก
ถึงแม้เมื่อวานทั้งสองบ้านจะทะเลาะกันนิดหน่อยแต่พอได้ยินว่าสะใภ้รองหูเป็ลมไป สองสามีภรรยาหูฉางหมินก็ไม่กล้าละเลย
ถึงแม้จ้าวหงเหมยจะยังอยู่เดือนแต่ก็รั้นจะตามสามีไปดูด้วย
หลันเยวี่ยรีบห้ามมารดา"หูเจี้ยนผิง ในเมื่ออาสะใภ้เป็ลมไปนายมาหาพวกเรามันก็ไม่ได้ช่วยอะไรนะ รีบไปตามหมอที่สถานีอนามัยมาสิ"
หูฉางหมินรีบหันไปสั่งหูเจี้ยนผิง"พี่สาวเธอพูดถูก เจี้ยนผิงรีบไปเชิญลุงหวังที่สถานีอนามัยมาดูอาการแม่เธอเร็ว"
หมู่บ้านซิ่วสุ่ยมีสถานีอนามัยแค่แห่งเดียวหมอในสถานีอนามัยแซ่หวัง สุขภาพของชาวบ้านในละแวกนี้อยู่ในความดูแลของเขา
หูเจี้ยนผิงหันหลังเตรียมตัววิ่งออกไปเชิญหมอหวังทันที
จากนั้นหูฉางหมินก็เตรียมตัวไปดูอาการที่บ้านอารองหู
ตอนที่หูฉางหมินมาถึงแม่เฒ่าหูกับสะใภ้สามหูที่รู้ข่าวก็มาถึงแล้วเช่นกัน
สะใภ้รองหูเป็ลมในครัวตอนนี้หูหลิงหลิงกับแม่เฒ่าหูและสะใภ้สามหูช่วยกันหามไปนอนบนตั่งแล้ว
พอหูฉางหมินมาถึงแล้วเห็นว่าแม่กับสะใภ้สามก็อยู่ด้วยเขาก็ไม่กล้าอยู่ต่อ ในห้องมีแต่ผู้หญิงเขาเป็ผู้ชายคนเดียวอยู่ตรงนี้มันกระอักกระอ่วน
แม่เฒ่าหูยังโกรธเื่หลานสาวคนเล็กอยู่ตอนนี้ก็ยังไม่หายโมโห พอเห็นหูฉางหมินจึงยังทำหน้าไม่พอใจ
หูหลิงหลิงเห็นว่าย่าดูเหมือนจะโกรธลุงเธอกลอกลูกตามองไปมา ก่อนจะพูดออกมาอย่างระมัดระวัง "ย่าคะ แม่หนูสุขภาพดีมาตลอด อยู่ๆ ก็เป็ลมไปต้องเป็เพราะที่ยัยหมูตอนบ้านคุณลุงแช่งไว้นั่นแหละค่ะ"
"หลิงหลิง มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?" แม่เฒ่าหูรีบซักถาม
หูหลิงหลิงรวบรวมถ้อยคำแล้วพูดต่อ"ยัยหมูตอนบ้านคุณลุงบอกว่าหน้าผากแม่หนูหมองคล้ำ่นี้คงมีเคราะห์ร้าย แล้วเธอยังจะชวนหนูพนันด้วย"
"อยู่ดีๆ หูหลันเยวี่ยจะแช่งแม่แกทำไม?" แม่เฒ่าไม่ใช่คนโง่เธอไม่ชอบบ้านหลันเยวี่ยก็จริงแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะยอมให้ใครใช้ตนเป็เครื่องมือ
เชิงอรรถ
[1]วัววัวโถว (窝窝头) อาหารชนิดหนึ่งที่ทำจากแป้งข้าวโพดชนิดหยาบมีลักษณะเป็โคน ตรงก้นเป็หลุม กินเป็จานหลักเช่นเดียวกับหมั่นโถว