กร๊อง…แกร๊ง…
เ้าหน้าที่ท่าทางเฉื่อยชาสยายผมสีดำยาวไปด้านหลัง พลางหยิบดาบไม้สองเล่มออกจากมาจากกล่องเก็บอุปกรณ์ฝึกต่อหน้านักเรียนใหม่ที่เข้ามายังโรงยิมของอคาเดมี่ มีเสาเหล็กทรงกระบอกขนาดพอ ๆ กับเสาตึกตั้งตระหง่านด้านหลังของเขา นี่คือคาบเรียนที่แกเร็ต เ้าหน้าที่ระดับ A+ ต้องรับผิดชอบ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เหล่านักเรียนพัฒนาทักษะการใช้ริงเกียร์ในคาบเสริมทักษะการต่อสู้
“อย่างที่ทุกคนเห็น นี่คือดาบไม้ทั่ว ๆ ไป” เขาชูมันขึ้นให้นักเรียนเห็น ก่อนจะโยนอันหนึ่งไปให้นักเรียนชายตัวโตที่อยู่ตรงหน้า “เธอชื่ออะไรรึ นักเรียน?”
“โมนาร์ท…” ท่าทางไร้มารยาทของนักเรียนใหม่ตอบครูฝึกห้วน ๆ
“โมนาร์ท…ฉันอยากให้เธอช่วยออกมาด้านหน้าเสาเหล็กนี่หน่อย” ทั้ง ๆ ที่แกเร็ตพูดด้วยน้ำเสียงอันเป็มิตร แต่อีกฝ่ายกลับส่งสายตาไม่พอใจ กระนั้นก็ยังทำตามคำสั่งแต่โดยดี
“ทีนี้… ลองใช้ ‘ดาบไม้’ นี่ …ฟันแท่งเหล็กนี้ให้ขาดซิ”
“ห่ะ…?” โมนาร์ทขึ้นเสียง “บ้ารึเปล่า? แท่งไม้โกโรโกโสแบบนี้ จะไปตัดแท่งเหล็กหนาขนาดนี้ได้ยังไง?”
คำสั่งของแกเร็ตทำให้นักเรียนใหม่ต่างชะงักไปตาม ๆ กัน พวกเขาเริ่มซุบซิบกันยกใหญ่เพราะไม่มีทางที่วัตถุที่มีความหนาแน่นน้อยอย่างท่อนไม้จะสร้างความเสียหายในกับวัตถุที่มีความหนาแน่นสูงอย่างเหล็กได้ หากวัตถุทั้งสองเข้าปะทะกัน ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นก็ไม่น่าแปลกใจที่ไม้จะหักเป็เสี่ยง ๆ โดยไม่อาจทำอะไรแท่งเหล็กได้เลย
“ไม่ลองก็ไม่รู้หรอกนะ…” แกเร็ตยิ้มอย่างมีเลศนัย “ถ้างั้น…ฉันจะสาธิตให้ดูก่อนก็แล้วกัน”
แกเร็ตเดินไปที่เสาเหล็กอีกอันใกล้ ๆ ถือดาบไม้ด้วยมือขวา จับปลายดาบอย่างมั่นคง ตัวคมดาบเปล่งแสงน้ำเงินระเรื่อ ก่อนจะตวัดมันขึ้นจากด้านล่างอย่างรวดเร็ว
ฉับ!
ตึง! เคร้ง… เคร้ง…
ทุกคนในโรงยิมต่างอ้าปากค้าง เสาเหล็กที่สูงเท่าหัว ถูกตัดกลางท่อนอย่างง่ายดาย รอยตัดนั้นเรียบเนียนราวกับเนยที่ถูกตัดด้วยมีดอันคมกริบ
“ตาเธอแล้ว … โมนาร์ท” เขาหันไปหาคู่สนทนา พลางวางดาบไม้ไว้บนบ่าอย่างสบายอกสบายใจ
“ชิ…รู้แล้วน่า…ที่ทำได้เพราะใช้พลังจากริงเกียร์ใช่ไหมล่ะ” เขาถือดาบมั่น มีออร่าสีแดงแผ่จากมือที่เขาสวมริงเกียร์ รอบข้างมีเสียงเชียร์จากเหล่านักเรียนคอยให้กำลังใจอยู่ด้านหลังเนือง ๆ จังหวะนั้นเอง เขาฟาดดาบเต็มแรงเข้ากลางเสาเหล็ก
โผล๊ะ!
ดาบของโมนาร์หักเป็สองท่อน
“ก็อย่างที่เห็นว่า-” แกเร็ตเริ่มอธิบาย ก่อนจะถูกหยุดด้วยเสียงตะคอกอันดังลั่น
“โถ่เว้ย! ดาบของแกมันดีกว่าของฉันใช่ไหมล่ะ!” โมนาร์ทปาดาบที่หักลงพื้น ก่อนจะใช้เท้าขยี้มันซ้ำ “ไม่งั้นฉันก็คงตัดมันได้เหมือนที่แกทำล่ะว่ะ!”
“ถ้าเธอคิดอย่างนั้น ก็ลองดูอีกทีสิ…” แกเร็ตตอบอย่างเฉยชา แล้วโยนดาบไม้ที่อยู่ในมือให้โมนาร์ท เขาไม่รอช้า ครั้งนี้เขาจับดาบอย่างมั่นคงด้วยสองมือ ริงเกียร์ของเขาเปล่งแสงอย่างบ้าคลั่ง เขาก็ฟาดมันเข้ากับแท่งเหล็กอันเดิมอีกครั้ง
โผล๊ะ!
ดาบไม้ของโมนาร์ทแตกเป็เสี่ยงๆ
“เห็นไหม…ดาบนี่ไม่ได้มีทริคอะไรทั้งนั้นแหละ” แกเร็ตพูดกับโมนาร์ทที่ดูท่าทางจะยอมแพ้แล้ว “สิ่งที่แตกต่างในการตัดของเธอกับฉัน ก็ง่ายนิดเดียว…เธอใช้ริงเกียร์นิ้วโป้งเสริมพลังร่างกาย ทำให้การฟาดนั้นรุนแรง … แต่ความรุนแรงนั้นไม่สามารถตัดเหล็กได้…เธอต้องใช้พลังริงเกียร์นิ้วกลางเสริมพลังอาวุธเท่านั้น ถึงจะเปลี่ยนดาบไม้ธรรมดาให้กลายเป็ดาบตัดเหล็กแบบฉัน”
“วันนี้ฉันจะสอนบทเรียนการใช้ริงเกียร์นิ้วกลางเพื่อเสริมพลังอาวุธที่พวกเธอใช้ แต่… ก่อนอื่นเลย ในที่นี้มีใครรู้บ้าง ว่าริงยูสเซอร์อย่างพวกเราจะสังหารริงเกอร์ได้ยังไง?”
ทุกคนต่างมองหน้ากันอย่างสงสัย เพราะการจะสังหารริงเกอร์ ก็คงไม่ต่างกับการฆ่ามนุษย์ แค่ทำให้าเ็ เืไหล ทำให้ขาดอากาศ ทำลายอวัยวะภายใน ตัดหัว ก็น่าจะฆ่าได้ไม่ยากเย็น
“หากพวกเธอกำลังวางแผนฆาตกรรมริงเกอร์แบบที่มนุษย์ใช้ฆ่ากันเอง ฉันว่าเธอคิดมากไปแล้ว” แกเร็ตหัวเราะ “นั่นเพราะ วิธีที่จะฆ่าริงเกอร์นั้น ง่ายนิดเดียว…”
“แค่เอาแหวนมนตราออกจากร่างกายของริงเกอร์ แค่นั้นริงเกอร์ก็ตายแล้วล่ะ”
นักเรียนในชั้นต่างมองหน้ากัน
“สรุปก็คือ…แต่ถอดมันออกจากนิ้วของริงเกอร์งั้นหรือครับ?”
“ฮ่าฮ่า ไม่มีริงเกอร์ตนไหนในโลกยอมให้เธอดึงแหวนออกหรอก เพราะปราศจากพลังเวทมนตร์ของแหวน ชีวิตของพวกเขาก็จะสลายทันที” แกเร็ตอธิบาย “พวกเราต้อง ‘ตัด’ แขนข้างที่ริงเกอร์สวมแหวนมนตรา ถ้าทำได้ ริงเกอร์ก็จะตายทันที”
“ม… มันง่ายแค่นี้เองหรอ… แต่ตัดแขนข้างที่มีริงเกอร์เนี่ยนะ?”
“ใช่แล้ว…แต่มันติดที่ว่าไม่ได้ตัดง่ายเหมือนกับร่างกายมนุษย์อย่างเรา ๆ น่ะสิ” แกเร็ตหยุดความคิดทุกอย่างของเหล่านักเรียน “ริงเกอร์ทุกตนมีพลังเวทมนตร์ปกคลุมอยู่ทั่วร่าง พูดง่าย ๆ ก็คือ พวกเขาสวม ‘ชุดเกราะล่องหน’ไว้นั่นแหละ เราเรียกเกราะมนตรานั้นว่า‘การ์ดน่า [Guardna]’”
“ต่อให้ใช้ดาบเหล็กฟัน ยิงด้วยะุ ก็ไม่อาจทำอะไรการ์ดน่าของริงเกอร์ได้” แกเร็ตอธิบายต่อ “และถ้าเทียบความแข็งแกร่งของการ์ดน่า ก็แข็งแกร่งพอ ๆ กับเหล็กกล้าชั้นดีเชียวล่ะ… ดาบหรือของมีคมทั่วไปไม่อาจฟันแทงเข้าได้ ะุทั่วไปไม่อาจทะลุได้…แต่ว่า”
ฉึบ…
ปัง! ปัง! ปัง!
ครูฝึกคว้าปืนแล้วกระหน่ำยิงท่อนเหล็กทะลุเป็รูกลวงโบ๋
“ด้วยพลังเวทมนตร์ของริงเกียร์นิ้วกลาง เราสามารถจัดเรียงโมเลกุลของอาวุธในมือใหม่ ให้มันหนาแน่นขึ้น แข็งแกร่งขึ้น และสั่นพ้องเพื่อเพิ่มศักยภาพการทะลุทะลวงได้”
“ถ้าเธอเชี่ยวชาญการใช้ริงเกียร์นิ้วกลาง ใช้พลังมนตราจนทำให้ดาบไม้ธรรมดานี่ตัดท่อนเหล็กนี่ได้ล่ะก็ เธอก็สามารถใช้อาวุธของARPD สร้างาแบนร่างกายของริงเกอร์ได้ไม่ยาก” ครูฝึกพูด “ฉันใช้เวลา 2สัปดาห์เท่านั้นก็สามารถทำได้แล้ว”
“พวกเธอก็พยายามเข้านะ” เมื่อพูดจบ เขาก็เรียกให้นักเรียนแต่ละคนหยิบดาบไม้และประจำท่อนเหล็กของตนเพื่อเริ่มฝึกควบคุมริงเกียร์ จากนั้นเขาก็เดินออกมานั่งตรงอัฒจันทร์ของโรงยิม สังเกตการณ์นักเรียนทุกคนจากมุมสูงข้างคลอเดียที่นั่งดูั้แ่แกเร็ตเริ่มสอน
“อย่าพูดให้ความหวังเ้าพวกนี้นักสิ แกเร็ต” คลอเดียพูด “นายที่เป็อัจฉริยะด้านการใช้ริงเกียร์ ยังใช้เวลาถึงสองสัปดาห์… เ้าโง่พวกนี้ ต่อให้ใช้เวลาฝึกฝนเป็เดือน ๆ อาจจะยังสร้างรอยบาดให้แท่งเหล็กไม่ได้ด้วยซ้ำ”
“แหะ ๆ งั้นหรอ…” แกเร็ตเกาหัว “แต่ฉันว่า…มันต้องมีสักคนในนี้ล่ะน่าที่ทำมันได้เร็วกว่าฉัน …ดูตัวอย่างเช่นสาวน้อยคนนั้นสิ… จับดาบไม่ทันไร แท่งเหล็กก็เริ่มมีรอยบาดแล้ว”
ฉับ! ฉับ! ฉับ!
แกเร็ตชี้นักเรียนหญิงตัวเล็กคนหนึ่งที่ทำท่าเหมือนร่ายรำดาบอย่างงดงามกับเสาเหล็ก
“อ่า…เธอคือวีโอเลต สกายเรสเซอร์ … เด็กกำพร้าจากสถาบันวิจัยริงเกอร์…” คลอเดียพูด “แค่ดูก็รู้แล้วว่าเธอคือตัวท๊อปของรุ่นอย่างไม่ต้องสงสัย ถ้าเชื่องกว่านี้สักหน่อย เธอคงเป็เ้าหน้าที่ในอุดมคติขององกรณ์เชียวล่ะ”
“โฮ่โฮ่… แปลกใจจริง ๆ ที่เธอถึงกับอวยเด็กคนนี้ด้วยตัวเอง …” แกเร็ตพิงหลังกับบันได ก่อนจะเริ่มบทสนทนาเรื่อยเปื่อยกับเพื่อนร่วมงาน “ได้ข่าวว่าเธอยึดริงเกียร์สองวงจากนักเรียนคนนึงด้วยนี่นา… นั่นไม่โหดร้ายไปหน่อยหรอ?”
“แล้วนักเรียนคนหนึ่งที่พยายามจะฆ่านักเรียนอีกคน ไม่โหดร้ายรึไง? ยึดริงเกียร์แค่สองวงยังเบาเบาะไปเสียด้วยซ้ำ …ถ้าเบื้องบนรู้เข้า คงจะถึงขั้นไล่ออก ไม่ก็ขังลืมเลยล่ะ” คลอเดียเถียง
“หึหึ เธอยากให้โอกาสสินะ” แกเร็ตพยักหน้า “เธอก็ทำท่าใจร้ายกับเด็ก ๆ พวกนี้เกินไปนะคลอเดีย…ทั้ง ๆ ที่ห่วงพวกเขาขนาดที่ตามดูตลอดเวลาถึงแม้ไม่ใช่คาบเรียนของตัวเอง ทำไมเธอไม่ลองแสดงความห่วงใยอยากตรงไปตรงมากับพวกเขาสักหน่อยล่ะ?”
“หึหึ…นายคิดว่าฉันควรทำอย่างนั้นหรอ?” คลอเดียยิ้ม “อย่างนี้แหละดีแล้ว…เพราะฉันไม่รู้ว่าชีวิตของฉันจะยืนยาวถึงเมื่อไหร่ ถ้าเกิดทำดีกับพวกเขามาก ๆ เข้า แล้ววันที่ฉันตายไประหว่างปฏิบัติภารกิจ…”
“เ้าพวกนี้จะไม่เสียใจแย่รึไง”
“หึหึ งั้นหรอ…” แกเร็ตหัวเราะ “จะว่าไป หนุ่มผมเทาคนนั้นก็ใช่ย่อยนะ …ทำความเสียหายได้พอกับสาวน้อยคนนั้นเลย”
ตึง!
เลเวียร์ฟาดดาบไม้ใส่แท่งเหล็กเข้าอย่างแรง จนสร้างรอยบาดลึกกว่าใครในรุ่น
เพื่อนคนอื่นที่เริ่มเหนื่อยล้ากับการฟาดฟันแท่งเหล็กไร้เทียมทานเริ่มออกเดินดูผลงานของเพื่อนคนอื่น ๆ แต่แล้วก็มาหยุดที่แท่งเหล็กของเลเวียร์ที่ดูสะบักสะบอมกว่าใคร ถึงจะอยากเข้าไปคุยด้วย แต่เมื่อนึกถึงเื่ที่เกิดขึ้นเมื่อเช้า มันคงจะดีกว่าถ้าพวกเขาเว้นระยะห่างจากสกายเรสเซอร์คนน้อง รวมถึงคนพี่ด้วย จึงทำให้รอบตัวของวีโอเลตและเลเวียร์ไร้ผู้ชม กระนั้นก็ยังมีบางคนคอยจับตาดูพวกเขาอยู่เนือง ๆ
“เลเวียร์กับวีโอเลตนี่สุดยอดจริง ๆ เลยนะ…” โรมที่ฝึกอยู่เสาเหล็กข้าง ๆ พูดขึ้นลอย ๆ อย่างอิจฉา
“เอ่อ คุณโรมคะ”
โรมหันไปหาต้นเสียงของหญิงสาวข้างหลัง สาวผมแดงลอนยาว แซนดี้ ที่เพิ่งไปเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วกลับมาเรียนต่อสะกิดเรียกเขา
“โอ้ แซนดี้” โรมทักทาย “เธอโอเคแล้วหรอ? าแพวกนั้นน่ะ?”
“เอ่อ…ช่างมันเถอะค่ะ แหะ ๆ” แซนดี้ตอบอย่างเกรงอกเกรงใจ “ฉันมีเื่จะขอร้องคุณโรมหน่อยได้ไหมคะ?”
“ขอร้อง? เื่อะไรล่ะนั่น?”
“ช่วยหยุดคุณเลเวียร์ให้เลิกฝึกทีได้ไหมคะ?” เธอขอร้อง
“หยุดเลเวียร์? ทำไมล่ะ?” โรมเลิกคิ้วขึ้น “เขาก็ทำได้ดีเลย แถมดูกำลังสนุกอยู่ด้วยสิ…”
“ฉัน…ได้กลิ่นคาวเืจากคุณเลเวียร์ค่ะ” เธอพูด “เพราะแหวนมนตราของฉันเป็แหวนอสุรา พอได้กลิ่นเืแล้วมันทำให้ฉันรู้สึกไม่สบายเนื้อสบายตัวน่ะค่ะ”
“เื?” โรมสงสัยว่าเธอกำลังพูดเื่อะไรอยู่ “เอ่อ…ไม่ใช่ว่าเธอได้กลิ่นคาวเืของตัวเองก่อนหน้านี้หรอกหรอ?”
“ฉันมีพลังของสุนัขจิ้งจอกจากแหวนมนตราค่ะ ประสาทดมกลิ่นของฉันไม่เคยพลาด กลิ่นนี้โชยมาจากคุณเลเวียร์แน่นอนค่ะ…” แซนดี้อธิบาย “ตอนนี้คุณเลเวียร์กำลังาเ็อยู่…คุณโรมต้องหยุดเขานะคะ!”
“อ…เอ่อ… งั้นหรอ” ถึงจะไม่มั่นใจสิ่งที่เธอพูดมาเต็มร้อย แต่เมื่อคิดว่าแซนดี้เองคงมั่นใจพอสมควร ไม่งั้นคงไม่มาขอร้องให้เขาช่วย นั่นเพราะหลังจากเหตุการณ์เมื่อเช้า แซนดี้คงไม่อยากเข้าใกล้เลเวียร์ ผู้เป็พี่ชายของวีโอเลตเท่าไรนัก โรมจึงวางดาบพิงเสา แล้วเดินตรงดิ่งไปหาหนุ่มผมเทา
“ล …เลเวียร์… ” โรมทักเพื่อนที่กำลังยุ่งกับการฝึกอยู่ “ฉันว่า… นายควรหยุดพักก่อนนะ”
ตึง! ฉับ!
“มีอะไรรึเปล่าโรม?” เขาเหล่ตามอง ถามโรมขณะที่ยังคงฟันแท่งเหล็กนั้นไปเรื่อย ๆ
“ก… ก็ นายาเ็อยู่ไม่ใช่หรอ?”
คำพูดจากปากโรมทำให้เลเวียร์ชะงัก ก่อนจะหยุดอยู่เฉย ๆ
“นายมองออกด้วยหรอ” เลเวียร์หัวเราะเบา ๆ เขาวางดาบพิงเสาเหล็ก ด้ามจับชะโลมด้วยเกร็ดสีแดงแห้งแกร๊ก หนุ่มผมเทาค่อย ๆ หงายหน้ามือขึ้นมาดู ถุงมือสีดำที่ปกคลุมนั้นถูกเฉือนเป็แนวยาว เืไหลชโลมทั่วจนเป็สีแดงส้มจนไม่อาจเห็นลายมือ แผลเหวอะราวกับถูกคัดเตอร์คมกริบกรีดไปมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“น… นี่นายาเ็ขนาดนี้เชียวหรอ!?” ทีแรกโรมนึกว่าอาการาเ็ของเลเวียร์นั้นเพียงแค่เล็กน้อย แต่นี่กลายเป็ว่าแผลลึกจนน่าใที่เขากลับไม่แสดงสีหน้าความเ็ปออกมาแม้แต่น้อย
“แหะ ๆ พอไม่มีริงเกียร์นิ้วโป้งช่วยลดแรงสะท้อนจากดาบนี่มันลำบากจริง ๆ นั่นแหละ” เขาเอ่ย พยายามอ้าหุบมือตัวเองเพื่อััความเ็ปจากาแ “อึก…นี่มันแย่กว่าที่ฉันคิดไว้อีกนะเนี่ย”
ริงเกียร์นิ้วโป้งถือเป็เกราะสำหรับริงยูสเซอร์ ซึ่งไม่ได้มีไว้เพื่อลดทอนความเสียหายจากศัตรูอย่างเดียว แต่ยังช่วยสมานแผลอ่อน ๆ และลดทอนอาการาเ็จากแรงสะท้อนจากอาวุธของตัวเองไปในตัว หากใช้ริงเกียร์นิ้วกลางโดยปราศจากริงเกียร์นิ้วโป้ง ก็เหมือนกำลังถือมีดดาบที่ไม่มีด้ามจับ ทุกครั้งที่มันเชือดเฉือนเป้าหมายก็จะบาดมือไปในตัวด้วย
“ฉันว่านายไปห้องพยาบาลกันก่อนเถอะ เลเวียร์”
“ฉันทำอย่างนั้นไม่ได้หรอก…” หนุ่มผมเทาปฏิเสธ แล้วหันไปมองที่วีโอเลตที่กำลังฟาดดาบไม้กับแท่งเหล็กของตัวเอง “ถ้าวีรู้ว่าฉันาเ็…เธอก็จะยิ่งโทษตัวเองมากกว่านี้อีก”
“ต…แต่ว่า…”
“ฉันไม่เป็ไรหรอก” เขาเดินไปหยิบดาบเปื้อนเือีกครั้ง แต่รอบนี้เลเวียร์ไม่อาจกลั้นความรู้สึกเจ็บแสบที่มือได้เหมือนเมื่อครู่ “ขอบคุณที่เป็ห่วงนะโรม”
“...” โรมรู้สึกหงุดหงิดกับความดื้อรั้นกับเพื่อนคนนี้ เขาทำได้แค่พยักหน้าแล้วถอยออกไป
ตึง!
อึก… ต้องอดทนเข้าไว้
ฉับ!ฉึบ!
อึก…เจ็บ…
ตึง!
ชิ…รู้แล้วน่า…อีกแค่สามสิบนาทีก็จะจบคาบแล้ว…อดทนหน่อยสิ…มือของฉัน
แต่ละนาทีของเลเวียร์ที่กำดาบและฟันแท่งเหล็กนั้นผ่านไปอย่างเชื่องช้า ทุกครั้งที่ดาบกระทบกับแท่งเหล็ก มันส่งแรงสะท้อนกลับมาที่มือ เชือดเฉือนเหมือนถูกเส้นลวดบาดซ้ำไปซ้ำมา ถึงเจ็บจนแทบทนไม่ไหว แต่เขาไม่อยากให้วีโอเลตที่ฝึกอยู่ที่เสาใกล้ ๆ สังเกตอาการผิดปกติของตัวเองได้ จึงได้แต่กัดฟันและฝึกต่อไปเรื่อย ๆ อย่างนั้น
ชิ้ง! เคร้ง!
ตึง!
“พี่คะ?”
“ว… วี!?” เลเวียร์สะดุ้งโหยงจนดาบหล่นลงพื้นเพราะจิตของเขากำลังหมกมุ่นกับความเ็ปที่มืออยู่
“ทท ทำไมมาอยู่นี่ล่ะ!? ธ..ธ เธอ ไม่ฝึกต่อแล้วหรอ วี?” เขาปั้นหน้ายิ้มพูดกับเธอ ข้างหลังเธอคือเพื่อนตัวโตคนเดิมที่เข้ามาถามเขาก่อนหน้านี้
“ร…โรม!? นาย…!?”
“อย่างที่คุณโรมบอกจริง ๆ ด้วย…” วีโอเลตขัดคอเลเวียร์ เธอคุกเข่าตรวจสอบด้ามดาบของพี่ชายเธอที่หล่นพื้นเมื่อครู่ “พี่นี่…ดื้อด้านจริง ๆ นะคะ… ทั้งที่าเ็ก็ยังทนฝึกอยู่อย่างนี้”
“ไปห้องพยาบาลกันเถอะค่ะ…”
“พูดอะไรอย่างนั้นวี…ฉันไม่เป็ไรจริ-” เลเวียร์อ้าปากค้าง เส้นเสียงของเขาหยุดลงเมื่อเห็นใบหน้าอันแสนเศร้าสร้อยกับหยดน้ำตาที่ร่วงผล๋อยของน้องสาวตัวเอง
“ฮึก …ฮึก… ได้โปรดเถอะค่ะ พี่คะ…” วีโอเลตสะอื้น “อย่าให้วี…รู้สึกผิดไปมากกว่านี้เลย…”
“นะคะ…”