การเกิดใหม่อีกครั้งของนักอัญเชิญอสูร

    ตอนที่ 28 ผลึกหินลึกลับ

    โรงเตี้ยมที่พักของหวังเหว่ย
            “ทำไมวันนี้ถึงมีกลุ่มคนยืนอยู่ที่หน้าโรงเตี้ยมนภามากมายนัก ?” 
            ผู้คนที่อยู่ในบริเวณโดยรอบโรงเตี้ยมนภาได้พูดคุยกัน จนได้ทราบถึงสาเหตุว่าหญิงสาวทั้งสามที่ต่อสู้ชนะสามอัจฉริยะของสถาบันอสูรหมีขาว ภายในลานประลองเมื่อวานนี้ ได้พักอยู่ภายในโรงเตี้ยมนภาแห่งนี้
           นักสู้ตัวแทนจากกลุ่ม อสูรหมีแดง กลุ่มอสูรหมีฟ้า กลุ่มอสูรหมีทอง กลุ่มห้าผู้เฒ่าและสถาบันอสูรหมีขาว ได้เข้าไปถามเถ้าแก่โรงเตี้ยมถึงเรื่องราวของหญิงสาวทั้งสามทีละกลุ่ม แต่ก็ได้รับคำตอบกลับมาเช่นเดียวกัน 
           ว่าพวกนางยังไม่ได้ออกมาจากห้อง มีเพียงผู้ดูแลของพวกนางที่ออกไปข้างนอกตั่งแต่เช้า และเมื่อพนักงานของโรงเตี้ยมได้ทำการเคาะประตูห้อง พวกนางก็ไม่ได้ออกมาเปิดประตูแต่อย่างใด 
           พนักงานของโรงเตี้ยมเมื่อได้ทราบว่าพวกนางเป็นนักสู้ที่มีฝีมือ จึงพากันคาดเดาว่าพวกนางอาจกำลังฝึกฝนพลังปราณอสูรอยู่ภายในห้อง ทำให้พนักงานของโรงเตี้ยมตัดสินใจไม่เข้าไปรบกวนพวกนางที่อาจกำลังฝึกฝนทักษะอยู่ภายในห้องพัก
           “อืม... พวกข้าตัวแทนของกลุ่มอสูรหมีแดงจะรอพบพวกนางอยู่ที่นี่ พวกเจ้าคนจากกลุ่มอสูรหมีฟ้าและกลุ่มอสูรหมีทองถ้าไม่อยากรอก็กลับกันไปก่อนเถอะ” 
           “พวกข้าตัวแทนจากกลุ่มอสูรหมีฟ้าได้พูดรึว่าไม่อยากรอ ว่าแต่ทำไมถึงได้มีหลายกลุ่มที่มาถึงที่นี่รวดเร็วนัก” 
           “พวกข้าตัวแทนจากกลุ่มอสูรหมีทองก็จะรออยู่ที่นี่เช่นกัน ว่าแต่กลุ่มของท่านห้าผู้เฒ่าก็จะรอพบพวกนางด้วยงั้นรึ” 
           “พวกข้าตัวแทนของท่านห้าผู้เฒ่าก็จะรออยู่ที่นี่เช่นกัน ใครอยากกลับก็กลับไป ถึงพวกเจ้ากลุ่มอสูรหมีแดงไม่พูดเช่นนั้นออกมา ทุกกลุ่มขั่วอำนาจที่มารอพบพวกนาง ก็ต้องการที่จะรอจนกว่าจะได้พบพวกนางกันอยู่แล้ว” 
           “ใช่แล้ว พวกข้าตัวแทนจากสถาบันอสูรหมีขาวก็จะรอพบพวกนางอยู่ที่นี่เช่นกัน”
           ในขณะที่นักสู้ตัวแทนจากกลุ่ม อสูรหมีแดง กลุ่มอสูรหมีฟ้า กลุ่มอสูรหมีทอง กลุ่มห้าผู้เฒ่าและสถาบันอสูรหมีขาวกำลังพูดคุยกัน หลี่เม่าก็ได้เดินทางมาถึงยังบริเวณใกล้กับโรงเตี้ยมนภาพร้อมกับผู้ติดตาม
           “คุณชายหลี่เม่าขอรับ มีกลุ่มคนมากมายหลายกลุ่มมารอพบพวกนาง พวกเราควรทำอย่างไรดีขอรับ” หนึ่งในผู้ติดตามของหลี่เม่าได้กล่าวกับหลี่เม่า
           “ข้าหลี่เม่าเมื่อมาถึงที่นี่แล้วก็จะรอพบพวกนางเช่นกัน” 
           “หลี่เม่าลูกเองก็มาที่นี่ด้วยรึ” ขณะที่หลี่เม่ากำลังพูดคุยกับผู้ติดตาม หลี่ซั่วเจ้าเมืองอสูรหมีเพลิงได้มาถึงยังโรงเตี้ยมนภาเช่นกัน
           “ท่านพ่อมาทำอะไรที่นี่หรือขอรับ” หลี่เม่ากล่าวถามด้วยความสงสัยเมื่อเห็นบิดาของตนเดินทางมายังโรงเตี้ยมนภาพร้อมผู้ติดตามด้วยตนเอง
           “อืม ข้าเองก็อยากชวนพวกนางมาเข้าร่วมกับตระกูลของเรา ถ้าพวกนางตกลงเข้าร่วมตระกูลของเรา ต่อไปเจ้าเองก็จะมีโอกาสได้ฝึกฝนทักษะต่อสู้ร่วมกับพวกนางเช่นกัน นี่ไม่ใช่เรื่องที่เจ้าต้องการหรอกรึ ?” 
           “ข้าเห็นด้วยกับความคิดของท่านพ่อขอรับ ไม่ว่าอย่างไรในวันนี้พวกเราต้องชวนพวกนางมาเข้าร่วมตระกูลของเราให้ได้ขอรับท่านพ่อ” 
           “อืม เราไปยืนรอพวกนางที่หน้าโรงเตี้ยมนภากันเถอะ”
           “ขอรับท่านพ่อ”
           หลังจากที่หลี่ซั่วและหลี่เม่าพูดคุยกันเสร็จเรียบร้อย หลี่ซั่วและหลี่เม่ารวมถึงผู้ติดตามของทั้งสอง ได้เดินเข้าไปยืนรอที่หน้าโรงเตี้ยมนภาร่วมกับตัวแทนจากกลุ่ม อสูรหมีแดง กลุ่มอสูรหมีฟ้า กลุ่มอสูรหมีทอง กลุ่มห้าผู้เฒ่าและสถาบันอสูรหมีขาว 
           ทำให้ตัวแทนของแต่ละกลุ่มที่มารอพบกับหญิงสาวทั้งสามอยู่ที่หน้าโรงเตี้ยมต่างตื่นตกใจ และรีบพากันคำนับหลี่ซั่วเจ้าเมืองอสูรหมีเพลิงเป็นการใหญ่ 
           หลี่ซั่วเจ้าเมืองอสูรหมีเพลิงได้มีท่าทีตอบรับการคำนับของกลุ่มคนที่คำนับตนอย่างยิ้มแย้ม
           หลี่เม่าได้เข้ามายืนอยู่ข้างๆหลี่ซั่วอย่างเงียบๆ จากนั้นทั้งสองรวมถึงผู้ติดตามได้ยืนทำสมาธิ เพื่อรอหญิงสาวทั้งสามคนออกมาจากภายในห้องพักของโรงเตี้ยม
    ณ โรงประมูลสินค้าของเมือง
           เมื่อใกล้ถึงเวลาบ่ายโมง หวังเหว่ยได้กลับมายังโรงประมูลสินค้าอีกครั้ง จากนั้นได้ยื่นบัตรสมาชิกให้กับพนักงานของร้าน เพื่อใช้สิทธิพิเศษของบัตรสมาชิกเข้าร่วมการประมูลสินค้าในที่นั่งธรรมดาโดยไม่เสียค่าธรรมเนียม 
           เมื่อพนักงานของร้านเห็นบัตรสมาชิก จึงได้มอบหน้ากากให้กับหวังเหว่ยเพื่อให้ใส่ปิดบังใบหน้าตามธรรมเนียมของโรงประมูลสินค้า 
           หลังจากที่หวังเหว่ยได้สวมหน้ากากเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พนักงานของร้านจึงได้มอบป้ายประมูลให้และได้นำทางหวังเหว่ยไปยังที่นั่งธรรมดาของโรงประมูลสินค้า
           "โรงประมูลแห่งนี้เล็กกว่าที่ข้าคิดเอาไว้มาก แต่ไหนๆก็มาแล้ว รอดูหน่อยแล้วกันว่ามีสินค้าที่น่าสนใจให้ประมูลบ้างหรือไม่" หวังเหว่ยได้คิดกับตนเองในใจ ขณะนั่งลงในที่นั่งธรรมดาของโรงประมูล
           เมื่อถึงเวลาใกล้บ่ายโมงตรง ที่นั่งธรรมดาภายในห้องประมูลได้มีคนเข้ามานั่งจนเกือบเต็ม หลังจากนั้นไม่นานนักได้มีหญิงสาวที่งดงามนางหนึ่ง ออกมาจากด้านหลังเวทีประมูลสินค้า และได้มายืนอยู่กลางเวทีประมูลสินค้าแห่งนี้
           “ยินดีที่ได้พบทุกท่านในวันนี้ ข้าเสวียนฉวี่ รับหน้าที่นำสินค้ามาให้พวกท่านประมูลกันเช่นเดิม ในวันนี้มีสินค้าหายากหลายอย่างที่น่าสนใจเจ้าค่ะ เรามาเริ่มต้นที่สินค้าชิ้นแรกของวันนี้กันเลย สินค้าชิ้นนี้มีชื่อว่า...”
           จากนั้นเสวียนฉวี่ ได้นำสิ่งของต่างๆ ออกมาให้ประมูลเช่นเม็ดยาสมุนไพรจากร้านค้าคฤหาสน์องครักษ์ที่กำลังมีชื่อเสียง อุปกรณ์ อาวุธและชุดเกราะระดับหายากและล้ำค่า หนังสือทักษะของนักอัญเชิญอสูรรวมถึงนักสู้ และสิ่งของต่างๆอีกหลากหลายชนิด 
           ในสิ่งของทั้งหมด มีสิ่งของบางชิ้นที่หวังเหว่ยให้ความสนใจเข้าร่วมประมูลอยู่บ้าง 
           “เครื่องประดับประเภทสร้อยคอที่ชำรุดเสียหาย ตอนนี้ราคาประมูลอยู่ที่ 10เหรียญทอง มีท่านใดต้องการประมูลเพิ่มอีกหรือไม่” เสวียนฉวี่ได้เอ่ยถามผู้คนภายในห้องประมูล
           “ข้า 15เหรียญทอง” ผู้มาร่วมประมูลคนหนึ่งได้ยกป้ายประมูลขึ้น
           “ข้า 18เหรียญทอง” ผู้มาร่วมประมูลอีกคนหนึ่งได้ยกป้ายประมูลขึ้น
           “ข้า 30เหรียญทอง” หวังเหว่ยได้ยกป้ายประมูลขึ้น
           “ฮืม เจ้าเด็กหน้ากากขาวนั่นเสนอราคาที่สูงอีกแล้ว” ชายวัยกลางคนสวมหน้ากากสีฟ้าอ่อนได้กล่าวขึ้น
           ทั่วทั้งห้องประมูลได้หยุดประมูลต่อในทันทีเมื่อหวังเหว่ยยกป้ายประกาศประมูลในราคา 30เหรียญทอง
           “อาวุธระดับล้ำค่าประเภทดาบที่ชำรุดเสียหายถูกประมูลไปในราคา 30เหรียญทอง”
           “อาวุธระดับพิเศษประเภทธนูที่ชำรุดเสียหายถูกประมูลไปในราคา 20เหรียญทอง”
           “อาวุธระดับพิเศษประเภทหอกที่ชำรุดเสียหาย...
           “ฮืม...” 
           “เครื่องประดับระดับล้ำค่าที่ชำรุดเสียหาย...”
           “อืม...” 
           “อุปกรณ์ระดับล้ำค่าที่ชำรุดเสียหาย...”
           “อีกแล้ว เจ้าเด็กน้อยหน้ากากขาวนั่นเสนอราคากับของที่ผุพังสูงมากอีกแล้ว” ชายวัยกลางคนสวมหน้ากากสีเขียวเข้มได้กล่าวขึ้น
           “คุณชายหน้ากากขาวท่านนี้ เลือกประมูลเอาแต่อุปกรณ์ที่ชำรุดเสียหาย ช่างเป็นคนที่แปลกพิกลจริงๆ” คุณชายสวมหน้ากากสีแดงได้กล่าวขึ้น  
           “นั่นสิ เจ้าเด็กหน้ากากขาวนั่นเป็นใครกัน พวกเจ้าพอจะรู้หรือไม่” คุณชายสวมหน้ากากสีน้ำเงินได้กล่าวขึ้น
           “ที่นี่มีกฎไม่เปิดเผยตัวตนในการเข้าร่วมประมูลยากนักที่จะคาดเดาถึงตัวตนได้” คุณชายสวมหน้ากากสีเขียวแดงได้กล่าวออกมาอย่างช้าๆ
           “ฮืม ข้าเองก็ไม่รู้เช่นกัน” คุณชายสวมหน้ากากสีเทา สวมใส่ชุดสีเทาผู้หนึ่ง ที่ชอบเก็บสะสมอุปกรณ์วิเศษโบราณได้กล่าวออกมาอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์
           “ข้าก็ไม่รู้ ใครจะไปรู้จักคนบ้าที่เลือกประมูลแต่ของที่ผุพังแบบนี้กันล่ะ” หญิงสาวเสียงอ่อนหวาน สวมใส่ชุดสีฟ้าขาว สวมหน้ากากสีชมพูอ่อน ได้กล่าวออกมา
           “ปล่อยให้เด็กนั่นประมูลของที่ผุพังไป เราหันมาสนใจอาวุธที่ใช้ประโยชน์ได้กันดีกว่าเจ้าค่ะคุณหนู” หญิงสาวนางหนึ่ง ที่นั่งอยู่ข้างหญิงสาวชุดสีฟ้าขาว หน้ากากสีชมพูอ่อน ได้กล่าวออกมาอย่างแผ่วเบา
           หลังจากนั้นหวังเหว่ยได้ประมูลอุปกรณ์ประเภทต่างๆเพิ่มอีกหลายชิ้น ซึ่งอุปกรณ์ที่หวังเหว่ยเลือกประมูลทั้งหมด ล้วนแต่เป็นของที่ชำรุดเสียหายไม่สามารถใช้การได้แล้วทั้งสิ้น
           เวลาผ่านไปหลายชั่วโมง ในที่สุดหวังเหว่ยก็ได้พบเจอกับสิ่งของที่ทำให้รู้สึกสนใจขึ้นมาจริงๆเข้าจนได้
           “ทุกท่าน สิ่งนี้คือผลึกหินลึกลับก้อนหนึ่ง ที่มีนักสู้ท่านหนึ่งได้พบเจอโดยบังเอิญภายในถ้ำที่อยู่ในป่าลึกทางเหนือของเมืองอสูรหมีเพลิง และไม่ว่าจะตรวจสอบหรือทดลองอย่างไร ทางผู้เชี่ยวชาญก็ไม่สามารถค้นหาความลับของผลึกหินลึกลับก้อนนี้ได้ ทางผู้เชี่ยวชาญได้บอกไว้แต่เพียงว่าผลึกหินลึกลับก้อนนี้ต้องมีความลับบางอย่างซุกซ่อนอยู่เป็นแน่”        
           “ผลึกหินลึกลับก้อนนี้นักสู้ท่านที่ค้นพบ ได้นำมาประมูลเพราะไม่สามารถค้นหาความลับของมันได้ ข้าจะเริ่มเปิดประมูลผลึกหินลึกลับก้อนนี้ที่ราคา 100เหรียญทองเจ้าค่ะ” 
           เสวียนฉวี่ได้อธิบายถึงที่มาของผลึกหินลึกลับจากนั้นก็ได้ขบคิดกับตัวเองในใจว่า
           “ผลึกก้อนหินที่ดูไร้ค่าแบบนี้ จะมีใครยอมเสียเงินซื้อหรือไม่กันนะ แต่ในเมื่อผู้ที่ต้องการนำมาประมูล บอกว่ามีความจำเป็นต้องนำผลึกก้อนหินชิ้นนี้มาประมูล เพื่อนำเงินไปจ่ายค่ารักษาบาดแผลที่เกิดจากสัตว์อสูร ข้าก็คงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากทำหน้าที่ของข้าให้ดีที่สุด”
           เวลาผ่านไปหนึ่งนาที ก็ยังไร้วี่แววของผู้ที่ต้องการจะประมูลผลึกหินลึกลับก้อนนี้ เสวียนฉวี่จึงได้รู้สึกแย่ยิ่งกว่าเดิม แต่ด้วยความเป็นมืออาชีพในการทำหน้าที่ของนาง เสวียนฉวี่จึงพยายามขบคิดหาวิธี เพื่อทำให้มีผู้สนใจประมูลผนึกหินลึกลับก้อนนี้
           “ทุกท่าน ผลึกหินลึกลับก้อนนี้มีที่มาที่ยังไม่สามารถตรวจสอบได้ ซึ่งไม่แน่อาจจะเป็นของวิเศษบางอย่างจากยุคโบราณ ถ้าท่านใดสนใจประมูลผนึกหินลึกลับก้อนนี้ สามารถยกป้ายเพื่อประมูลราคาได้เลยเจ้าค่ะ” 
           “ข้าประมูล 101เหรียญทอง” 
           หวังเหว่ยได้ยกป้ายขึ้นประมูลด้วยท่าทีเฉยเมย ราวกับว่ากำลังทำบางสิ่งที่ไม่ได้มีความสลักสำคัญอะไรเลย
           เสวียนฉวี่เมื่อได้เห็นท่าทีของหวังเหว่ยรวมถึงผู้เข้าร่วมประมูลคนอื่นภายในห้องประมูล ซึ่งมีท่าทีเมินเฉยสินค้าชิ้นนี้ จึงได้ถอนหายใจออกมาและจบการประมูลสินค้าชิ้นนี้ที่ 101เหรียญทอง ตามที่หวังเหว่ยได้ทำการยกป้ายประมูลขึ้น
           จากนั้นเสวียนฉวี่ได้นำสิ่งของที่น่าสนใจหลายอย่าง เข้ามาประมูลต่อเพื่อเรียกความสนใจของผู้เข้าร่วมประมูลในทันที
           เมื่อถึงเวลาสี่โมงเย็น การประมูลสินค้าได้จบลง หวังเหว่ยจึงได้เดินไปทางด้านหลังเวทีเพื่อทำการจ่ายเงินเป็นจำนวน 3,018เหรียญทอง และรับสิ่งของต่างๆหลายสิบสิบชิ้น ที่ประมูลได้รวมถึงหินลึกลับก้อนนั้นมาในทันที 
           หลายคนที่เดินตามหลังหวังเหว่ยมา ได้แอบพากันชำเลืองมองหวังเหว่ยเล็กน้อย เนื่องจากอยากรู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของคุณชายหน้ากากขาวผู้นี้
           จากนั้นหวังเหว่ยได้เก็บสิ่งของที่ประมูลมาได้เข้าไปภายในมิติแดนอสูร แต่สิ่งที่พนักงานของร้านและผู้คนโดยรอบได้เห็นคือ หวังเหว่ยได้เก็บสิ่งของที่ประมูลมาได้ เข้าไปภายในแหวนมิติ พนักงานของร้านรวมถึงผู้คนโดยรอบ จึงไม่ได้รู้สึกแปลกใจแต่อย่างใดกับภาพที่พบเห็น 
           จากนั้นหวังเหว่ยได้ไปยังห้องพิเศษที่ปลอดคน เพื่อคืนป้ายประมูลรวมถึงหน้ากากที่สวมใส่ให้กับทางร้าน หลังจากทำทุกอย่างเรียบร้อยหวังเหว่ยได้เดินออกมาจากโรงประมูลสินค้าในทันที
           ในขณะที่ออกมาจากโรงประมูลสินค้า หวังเหว่ยได้รู้สึกตัวว่ามีคนแอบลอบตามมา จึงได้ลองใช้ "ทักษะตรวจจับระยะไกล" พบว่ามีชายวัยกลางคนที่มีระดับเลเวล40 สองคน ได้แอบติดตามตนเองมา หวังเหว่ยจึงได้ใช้ "ทักษะวิชาตัวเบาอสูรเหินเวหา" เพื่อหาที่ลับตาคน หลังจากพบที่ลับตาคนแล้ว หวังเหว่ยได้กลับเข้าไปภายในมิติแดนอสูรทันที
           วูบ
           “หายไปแล้ว เจ้าหนุ่มนั่นหายไปได้อย่างไรกัน” 
           “ข้าว่า บางทีเจ้าหนุ่มนั่นอาจจะรู้ตัวแล้วว่าถูกพวกเราแอบสะกดรอยตามมา จึงได้หลบซ่อนตัว” 
           “อืม... ไม่ว่าอย่างไร เราต้องนำสิ่งของชิ้นนั้นไปมอบให้กับท่านอาจารย์ ตามที่ท่านได้สั่งมาให้ได้” 
           “เฮ้อ ถ้าไม่ติดว่าพวกเราเอาแต่อยู่ในหุบเขา ทำให้มีเงินติดตัวอยู่ไม่มากนัก พวกเราคงไม่ต้องมาทำเช่นนี้”
           ชายวัยกลางคนทั้งสองที่แอบสะกดรอยตามหวังเหว่ยมา ได้พูดคุยกันอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นทั้งสองได้เดินสำรวจบริเวณโดยรอบ ในจุดที่คาดว่าหวังเหว่ยได้หายตัวไป
    มิติแดนอสูร
           “นายท่านกลับมาแล้ว ท่านออกไปไหนมาหรือขอรับ อุปกรณ์ที่ชำรุดเสียหายพวกนี้คืออะไรหรือขอรับ” ราชาหมูอสูรเขี้ยวตันเฟิงเค่อได้กล่าวถามหวังเหว่ย
           “ฮ่า ฮ่า ก็ข้าเห็นพวกเจ้านอนหลับอยู่ด้วยกันอย่างสนิทสนมขนาดนั้น ข้าจะกล้ารบกวนพวกเจ้าได้อย่างไร อุปกรณ์ที่ชำรุดเสียหายพวกนี้ พวกเจ้าจัดวางเอาไว้สักที่หนึ่งเมื่อถึงเวลา ข้าจะมาจัดการกับอุปกรณ์ที่ชำรุดเสียหายพวกนี้เอง” หลังจากที่กล่าวจบหวังเหว่ยได้เก็บหินลึกลับเข้าไปภายในแหวนมิติ
           “ขอรับนายท่าน” ราชาหมูอสูรเขี้ยวตันเฟิงเค่อได้กล่าวกับหวังเหว่ย จากนั้น 3ราชาสัตว์อสูรร่างมนุษย์ได้ช่วยกันนำอุปกรณ์ที่ชำรุดเสียหาย ที่หวังเหว่ยนำเข้ามาภายในมิติแดนอสูรไปจัดเก็บไว้
           “นายท่านพูดเช่นนี้ หมายความเช่นไรเจ้าค่ะ” ฉิงเหม่ย เหม่ยหลิน เหม่ยจู ได้กล่าวถามหวังเหว่ยพร้อมกันอย่างเขินอายเล็กน้อย
           “ฮ่า ฮ่า แบบนั้นก็คือแบบนั้นยังไงล่ะ เอาล่ะ ข้าแค่ล้อพวกเจ้าเล่นอย่าได้คิดมากเลย มาเข้าเรื่องสำคัญกันดีกว่า พวกเรากำลังจะเดินทางไปยังป่าที่มีสัตว์อสูรอาศัยอยู่ใกล้ๆแถวนี้ เฟิงเป้าคราวที่แล้วเป็นเจ้าที่บอกข้าถึงเรื่องที่มีสัตว์อสูรอาศัยอยู่ใกล้ๆพื้นที่บริเวณนี้ เจ้าไม่จำเป็นต้องกลายร่างเป็นสัตว์อสูรกวางขาว แต่ให้ย่อขนาดลงให้เหลือ 2เมตร ข้าจะขี่หลังเจ้าเดินทางไปยังป่าที่มีสัตว์อสูรอาศัยอยู่”
           “ข้าทราบแล้วขอรับนายท่าน”
           หลังจากพูดจบราชาแมวป่าอสูรวายุเฟิงเป้า ได้ย่อร่างกายของตนจาก 5เมตร ลงเหลือ 2เมตร ตามที่หวังเหว่ยได้บอกในทันทีท่ามกลางความอิจฉาเล็กน้อยของราชาหมูอสูรเขี้ยวตันเฟิงเค่อและราชาหนูอสูรพงไพรเฟิงเฟย เนื่องจากราชาแมวป่าอสูรวายุเฟิงเป้า ถูกหวังเหว่ยเรียกใช้งานเป็นการส่วนตัว
           “พวกเจ้าตั้งใจฝึกฝนกันให้ดีล่ะ เมื่อไปถึงป่าที่มีสัตว์อสูรอาศัยอยู่ ข้าอาจจำเป็นต้องให้พวกเจ้าช่วยเหลือในการต่อสู้”        “พวกข้าทราบแล้ว ‘ขอรับ’ ‘เจ้าค่ะ’ นายท่าน” เฟิงเค่อ เฟิงเฟย ฉิงเหม่ย เหม่ยหลิน เหม่ยจู ได้กล่าวกับหวังเหว่ยอย่างพร้อมเพรียงกัน
           “ใช่แล้ว ข้าเกือบลืมไปเลย ด้านนอกมีใครบางคนแอบสะกดรอยตามข้ามา หลังจากข้าพาเจ้าออกไป ถ้าสองคนนั้นยังอยู่ เจ้าช่วยพาข้าไปหาสองคนนั้น ข้าต้องการรู้ว่าพวกนั้นมีเหตุผลอะไรถึงได้แอบตามข้ามา”
           “น้อมรับคำสั่งขอรับนายท่าน”
           หวังเหว่ยหลังจากได้ยินราชาแมวป่าอสูรวายุเฟิงเป้ากล่าวจบ จึงได้ขึ้นขี่หลังราชาแมวป่าอสูรวายุเฟิงเป้าและออกไปจากมิติแดนอสูรในทันที
           วูบ