จี๋ฮ่าวรีบเดินหาซื้อของใช้จำเป็นหลายอย่างทันที เพราะก่อนหน้านี้ตนเองได้สร้างเรื่องราวเอาไว้ไม่น้อย คาดว่าอีกไม่นานผู้คนจะเริ่มแห่กันมาสืบเรื่องราวของตนไม่ช้าก็เร็ว
แต่แล้วนางก็ต้องแปลกใจเมื่อได้พบเข้ากับโอสถวิเศษหลายชนิดที่นางไม่เคยรู้จักมาก่อน วางขายอยู่เต็มตลาด คุณสมบัติของโอสถเหล่านี้จะช่วยฟื้นฟูอาการบาดเจ็บและพลังภายในได้ทันทีหลังจากที่กินมันลงไป
เมื่อสอบถามพ่อค้าก็ได้ความว่า โอสถเหล่านี้เป็นสูตรเฉพาะจากนักผจญภัย แสดงให้เห็นว่าคนเหล่านี้ช่างมีวิทยาการความรู้ที่ก้าวหน้ายิ่งนัก จึงเลือกซื้อเอามาไว้ศึกษาและเก็บไว้ใช้บางส่วน
ระหว่างนั้น สายตาก็เหลือบไปเห็นขอทานผู้หนึ่ง มีรูปร่างสูงพอ ๆ กับตนเอง จึงยกยิ้มขึ้นพร้อมกับนึกแผนการบางอย่างได้ขึ้นมา
นางเดินเข้าไปหาขอทานคนนั้นและบอกว่าตนเองเป็นหมอดูดวง สามารถมองเห็นว่าในภายภาคหน้าขอทานผู้นี้จะมีอนาคตไกล ขอเพียงแค่ให้เขาแอบเดินทางออกจากเมืองในยามค่ำคืน อย่าให้ผู้ใดพบเห็นเด็ดขาด ให้มุ่งหน้าไปยังเมืองเยี่ยนจิงที่อยู่ไกลออกไปหลายร้อยลี้ก็จะพบกับโชคลาภ
ตอนแรกเขาก็ยังทำท่าเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่จี๋ฮ่าวกลับมอบเงินและซื้ออาหารบางส่วนให้กับเขาแล้วกล่าวไปว่า “ที่จริงเมื่อคืนข้าได้นิมิตฝันเห็นเจ้าแม่หนี่ว์วา นางบอกว่าหากพบกับเจ้าโปรดจงเอื้อเฟื้อแก่เขา เพราะในชาติที่แล้วเขาเป็นคนดีมีบุญวาสนามาก และเขาจะได้พบกับวาสนาที่เมืองเยียนจิง..”
เพียงแค่ประโยคเดียว จากที่เขาไม่ค่อยเชื่อถือ ก็เปลี่ยนเป็นเชื่อสนิทใจ พลางยกมือไหว้ขอบคุณจี๋ฮ่าว ก่อนจะคุกเข่าก้มลงกราบฟ้าดินและร้องขึ้นว่า “ขอบคุณเจ้าแม่หนี่ว์วา ขอบคุณเจ้าแม่หนี่ว์วา”
ในช่วงที่ขอทานกำลังผงกหัวอยู่นั้นก็ไม่ทันสังเกตุ จี๋ฮ่าวได้ใช้ท่าร่างหายตัวไปราวกับภูติผี ทำให้ขอทานผู้นั้นเข้าใจผิดว่านางเป็นเซียนสวรรค์ลงมาประทานพรให้แก่ตน จึงได้ก้มลงกับพื้นโขกศีรษะไปสามครั้งถ้วน พลางกล่าวสรรเสริญ เรียกนางว่า
“ขอบคุณท่านเซียน ขอบคุณท่านเซียน!”
จี๋ฮ่าวที่แอบมองอยู่ไกล ๆ ก็อดขำไม่ได้ ก่อนจะร่ายมนต์ปกป้องเขาจากศาสตร์ทำนาย และกลับมาร่ายให้กับตนเองอีกครั้ง
“เอาล่ะ กับดักอันแรกก็สำเร็จแล้ว ได้แล้วเวลาเดินทางสักที..” จี๋ฮ่าวหันซ้ายมองขวาคราหนึ่ง ก่อนจะเดินออกมาจากมุมถนน ตรงไปยังจุดให้บริการรถม้า ที่อยู่ออกไปไม่ไกลนัก
“ชิดในหน่อย ชิดในหน่อยค้าบ นั่งแถวละสามคนค้าบ” เสียงเด็กหนุ่มผู้หนึ่งกำลังยืนโบกไม้โบกมือตะโกนเรียกหาผู้โดยสารจี๋ฮ่าวเห็นจึงเดินเข้าไปแล้วถามว่า “หนุ่มน้อย รถคันนี้จะไปที่ไหนเหรอ?”
เด็กหนุ่มหันมาเห็นก็ต้องตกตะลึงไปชั่วขณะ เห็นเป็นหญิงแต่งตัวงดงาม แม้จะปิดบังใบหน้าเอาไว้ แต่เขาก็เดาได้ว่านางจะต้องงดงามอย่างแน่นอน
“พี่สาว ท่านจะไปไหนเหรอครับ?” เด็กหนุ่มยิ้มแย้มถามกลับอย่างเป็นมิตร
“ข้าต่างหากที่ถามเจ้าว่ารถคันนี้จะไปที่ใด...” จี๋ฮ่าวตอบกลับ ทำให้เด็กหนุ่มเขินอายเพราะตนเองมัวแต่มองอีกฝ่ายจนลืมฟังไปเสียสนิท
“ขอโทษครับ เอ่อ.. คือว่ารถคันนี้เป็นรถทัวร์ไปที่เมืองจงกั๋วเพื่อชมการแสดงจากคณะละครเหลียนจื่อ แต่ว่า...”
“มัวแต่อ้ำอึ้งอยู่นั่นแหละ มีอะไรก็พูดมา” จี๋ฮ่าวทนไม่ไหวเลยเอ่ยถามไปพลางควานหาเหรียญไปพลาง
เด็กหนุ่มได้ยินเสียงเหรียญกระทบกัน ก็รีบเงยหน้าขึ้นมามอง เห็นว่าอีกฝ่ายทำท่าจะหยิบเหรียญมาให้ตนเองเป็นค่าเปิดปาก เขากลัวว่าสตรีผู้นี้จะเข้าใจผิด จึงรีบโบกมือปฏิเสธ
“ไม่ใช่นะพี่สาว ข้าไม่ได้หมายถึงเช่นนั้น เพียงแต่คนที่จะไปชมจำเป็นต้องซื้อตั๋วเสียก่อน และตั๋วที่ว่าก็ขายหมดไปแล้วด้วย ตอนนี้พวกเราเพียงแค่รอให้คนมาครบก็เท่านั้น”
“อ๋อ...” จี๋ฮ่าวหยักหน้าเป็นเชิงเข้าใจ ลอบมองขึ้นไปบนรถม้า เห็นว่าที่นั่งเหลือว่างอีกอีกที่พอดี
“ช่างเถอะ แล้ววันนี้มีรถม้าเหลืออีกหรือไม่ ข้าอยากจะจ้างเสียหน่อย” จี๋ฮ่าวถามขึ้น เพราะหันไปมองดูแล้ว เหลือรถม้าอยู่เพียงคันเดียวที่กำลังรอคนไปเมืองจงกั๋ว
“ข้าขอโทษด้วยพี่สาว วันนี้ผู้คนเหมารถไปชมละครกันจนหมดเลย เห็นทีข้าเองก็จนปัญญา” เด็กหนุ่มยิ้มหน้าเจื่อน
“เฮ้อ ต้องเดินเท้าหรือนี่” จี๋ฮ่าวบ่นขึ้นมา ก่อนจะหันหน้าไปขอบคุณเด็กหนุ่ม
“ไม่เป็นไร เช่นนั้นก็ขอบใจเจ้ามาก”
แต่ก่อนที่จี๋ฮ่าวจะหันหลังเดินจากไป เด็กหนุ่มก็รีบทักขึ้นว่า “เดี๋ยวก่อนพี่สาว!”
จี๋ฮ่าวหันหน้ากลับมามอง เห็นเด็กหนุ่มรีบเดินเข้ามาหาตนเอง
“พี่สาวจะไปที่ไหนเหรอ เพื่อว่ารถของเราผ่านทาง หากท่านไม่ถือ ก็นั่งข้างคนขับติดไปกับรถก็ได้”
“โอ้! ได้รึ?” จี๋ฮ่าวได้ยินเช่นนั้นก็เบาใจไม่น้อย
“ได้แน่นอน ว่าแต่ท่านจะไปที่ไหนเหรอครับ?” เด็กหนุ่มยิ้ม
“ข้าจะไปหมู่ตึกบัณฑิตน่ะ” จี๋ฮ่าวตอบ
เด็กหนุ่มทำหน้าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดว่า “ที่นั่นก็ไกลจากนี้ไม่น้อย หากเดินเท้าอาจต้องใช้เวลาเป็นสัปดาห์...”
“เอาเช่นนี้ก็แล้วกัน หากท่านไม่ถือ เช่นนั้นก็ติดรถไปกับเรานี่แหละ เพราะหมู่บ้านจงกั๋วอยู่กึ่งกลางระหว่างทางไปสำนักหมู่ตึกบัญฑิตพอดี เช่นนั้นท่านก็จะได้พักผ่อนระหว่างทางด้วย ท่านว่าดีหรือไม่?”
เด็กหนุ่มนางด้วยความกระตือรือร้น หากไม่ตาบอดนักก็เห็นว่าเขาอยากให้ตนเองไปด้วยกัน
จี๋ฮ่าวได้ยินดังนั้นก็คิดอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะตอบตกลง “ก็ได้ เช่นนั้นค่าเดินทาง?”
“ไม่ต้อง ๆ เดี๋ยวข้าจะไปคุยกับท่านลุงให้ก็แล้วกัน” เด็กหนุ่มรีบโบกมือปฏิเสธ ก่อนจะคว้ามือจี๋ฮ่าววิ่งตามเขาไป
‘เอ๋ ไอ้หมอนี่! มือไวใจถึงเกินไปหรือเปล่า!’
จี๋ฮ่าวมีโทสะเล็กน้อย เดิมตนเองก็ไม่ชอบให้ใครมาแตะเนื้อต้องตัวมากนัก แต่เห็นแก่ที่เด็กหนุ่มอาสาเป็นธุระให้ จึงทำเป็นเฉยเมยไปเสีย
เมื่อได้เด็กหนุ่มเป็นธุระให้ ลุงของเขาที่เป็นคนขับก็พยักหน้าให้อย่างใจดี หลังจากนั้นก็มีคนมาขึ้นจนครบแล้ว ทั้งหมดก็ออกเดินทางทันที ซึ่งเป็นเวลาบ่ายกว่าแล้ว
ระหว่างทางเด็กหนุ่มและลุงของเขาก็ได้ชวนจี๋ฮ่าวพูดคุย ทำให้ทราบว่าเด็กหนุ่มคนนี้มีชื่อว่า เทาเทา เป็นเด็กกตัญญู มาจากหมู่บ้านเหอไหลที่ห่างไกล และมาทำงานหาเงินกลับไปเลี้ยงดูมารดาของตนเอง ส่วนลุงคนขับแท้จริงแล้วไม่ใช่ลุงของเขา แต่เป็นคนขับที่รับจ้างเทาเทาเข้าทำงาน เพราะเห็นว่าหน่วยก้านดี นิสัยก็ไม่เลว
แต่เมื่อนั่งไปได้สักพัก จี๋ฮ่าวก็รู้สึกวิงเวียน พะอืดพะอมขึ้นมา แถมยังเจ็บก้นอีกด้วย เพราะเขาขับรถโครงเครงตลอดเวลา แถมยังมีเสียงเจื้อยแจ้วของเทาเทาไม่หยุดปาก
หากไม่ติดว่าอีกฝ่ายเป็นธุระให้ติดรถมาด้วยโดยไม่คิดเงิน ตนเองคงตวาดด่าให้หุบปากไปแล้ว นั่นจึงทำให้นางได้แต่นั่งทนฟังไป จนกระทั่งถึงหมู่บ้านจงกั๋ว
จี๋ฮ่าวไม่รู้ว่าตนเองนั่งรถมานานเท่าไหร่แล้ว แต่เห็นเป็นเวลาเย็นมากจนเกือบจะค่ำมืด
ทันทีที่เห็นทางเข้าหมู่บ้าน ทราบว่าหมู่บ้านแห่งนั้นก็คือที่หมาย ตนเองจึงรีบกระโดดลงจากรถ แล้ววิ่งหาโคนต้นไม้ข้างทางอวกทันที ก่อนจะได้ยินเสียงคนอื่น ๆ ที่อยู่บนรถ ต่างก็กระโดดออกตามกันมายืนอวกอยู่ไม่ไกลเช่นกัน
จี๋ฮ่าวใช้แขนเสื้อเช็ดปาก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาทำตาลอย หันไปมองที่ลุงคนขับ เห็นเขายืนหัวเราะชอบใจอยู่ไม่ไกล ทำเอาคนหมั่นไส้ไม่น้อย
“ห่วยแตก” จี๋ฮ่าวมองค้อนไปทีหนึ่ง ก่อนจะเดินไปรวมกับทุกคน ตามเสียงเรียกของเทาเทา และสาบานว่าจะจำหน้าลุงคนนี้เอาไว้ ไม่ขึ้นรถเขาอีกแน่
เด็กหนุ่มเทาเทารีบพาผู้โดยสารทุกคนเข้ามาพักที่โรงเตี๋ยมแห่งหนึ่งของหมู่บ้าน โชคดีที่มีห้องว่างพอดี จี๋ฮ่าวจึงได้ห้องพักมาห้องหนึ่ง ราคาทั้งหมด 10 เหรียญเงินต่อหนึ่งคืน รวมอ่างอาบน้ำและอาหารเช้าแล้ว
เทาเทาบอกกับทุกคนก่อนจะปล่อยให้แยกกันไปพักประมาณ 1 ชั่วโมง แล้วให้ลงมารวมกันด้านล่าง เพื่อไปชมการแสดงในที่ที่จัดเอาไว้ ก่อนที่ทางโรงเตี๊ยมจะให้เสี่ยวเอ้อนำทางไปยังห้องของแต่ละคน
จี๋ฮ่าวเดินตามเสี่ยวเอ้อไปพลางก็สำรวจไปพลาง พบว่าที่แห่งนี้แม้จะดูเรียบง่ายธรรมดา แต่ก็มีถึง 3 ชั้น และแต่ละชั้นจะมีห้องพักเรียงติดกันเป็นทรงสี่เหลี่ยมจตุรัส เว้นที่ว่างตรงกลางเอาไว้ ทำให้ดูคล้ายกับระเบียง สามารถมองลงไปเห็นชั้นล่าง ที่เป็นทั้งที่รับรองแขกและที่ทานอาหารในเวลาเดียวกัน
เสี่ยวเอ้อที่พาจี๋ฮ่าวขึ้นมาเป็นผู้ชาย ตลอดทางเขามีท่าทางแปลก ๆ ชอบหันมามองตนเองอยู่เสมอ จนกระทั้งมาถึงหน้าห้องที่ชั้น 3 เป็นห้องที่ดูกว้างขวางและเป็นส่วนตัวกว่าสองชั้นแรกมาก แต่นางก็ไม่เข้าใจว่าทำไมตนจ่ายเงินเท่ากับผู้อื่น เหตุใดถึงได้ห้องทำเลดีนัก
ทว่าทันทีที่เสี่ยวเอ้อเปิดประตูห้องพัก ด้านในก็ยังดูดีกว่าที่เห็นจากภายนอกเสียอีก เพราะภายในห้องค่อนข้างกว้างขวางและมีพื้นที่ใช้สอยพอสมควร แม้จะพูดไม่ได้ว่าใหญ่โตมาก แต่ก็พอเหลือเฟือสำหรับการเข้าพักเพียงลำพัง
เสี่ยวเอ้อหันมายิ้มให้กับจี๋ฮ่าวก่อนจะแนะนำตัวเองว่า “ข้าน้อยชื่อตงกวน หากแม่นางมีอะไรที่ขาดเหลือหรือต้องให้เราเตรียมการ โปรดแจ้งข้าน้อยล่วงหน้าสักนิด ข้าจะรีบบริการให้อย่างดี..”
“อ่า..” จี๋ฮ่าวพยักหน้าตอบแบบตัดบทไป แล้วปิดประตูเข้ามาในห้อง
นางวางสัมภาระที่ซื้อมาทั้งหมดลง ก่อนจะใช้พลังจิตสำรวจโดยรอบ เมื่อมั่นใจแล้วว่าไม่มีผู้ใดแอบฟังหรือหลบซ่อนอยู่ นางจึงหยิบถุงวิเศษที่ยึดมาจากซินหยูและฉินซินทั้งหมด 4 ถุง วางลงบนเตียงและเปิดออกดูทันที
ถุงแรกเป็นโอสถจักรพรรดิ์ปราชญ์มีอยู่เต็มถุง ทันทีที่เปิดออกมา กลิ่นหอมของมันก็ทำให้นางสั่นไปทั้งกายและใจ แต่นางก็ยังไม่มั่นใจว่ายาเม็ดนี้จะมีผลข้างเคียงหรือไม่ จำเป็นที่จะต้องหาหนูทดลองสักคนมาใช้ให้นางดูก่อน
จากนั้นนางก็เปิดถุงที่สองออกมาดู ทำนางหัวใจแทบวาย สติวูบหายไปชั่วขณะ นางแทบไม่อยากจะเชื่อสายตาของตนเองเลย เพราะภายในถุงที่สองนี้คือ <โอสถบัวสวรรค์100ปี> จำนวนมหาศาลเต็มถุงเช่นกัน
ทำให้มือไม้นางสั่นไปหมดจนยากจะควบคุม เป็นอาการที่นางตื่นเต้นดีใจจนสุดขีด จนจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ถึงขนาดที่ว่าไม่รู้ว่าตนเองในตอนนี้กำลังทำอะไรอยู่กันแน่
ต้องบอกก่อนว่าปกติโอสถบัวหิมะสวรรค์ คือหนึ่งในสุดยอดโอสถที่แม้แต่เซียนก็ไม่กล้าปฏิเสธ เป็นเม็ดยาที่มีขนาดเท่านิ้วหัวแม่มือ มีลักษณะเป็นแสงสีทองและเปล่งประกายเรืองรอง
โอสถชนิดนี้คือเมล็ดที่อยู่ภายในดอกบัวสวรรค์ โดยปกติจะเติบโตตามแหล่งธรรมชาติที่มีพลังจิตวิญญาณอย่างหนาแน่นเท่านั้น เพราะมันจะดูดซับพลังจิตวิญญาณจากธรรมชาติเพื่อมาหล่อเลี้ยงตนเอง ยิ่งดูดซับนานปีเท่าไหร่ก็ยิ่งทรงพลังมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งสังเกตุได้จากสีของมัน เริ่มต้นตั้งแต่เป็นสีขาวขุ่นไปจนกระทั่งเกิดเป็นแสงสีทองเปล่งประกาย
อายุขั้นต่ำของมันที่สามารถนำมาใช้ได้คือ 50 ปี สีของมันก็จะเป็นสีขาวขุ่นคล้ายกับไข่มุกและจะค่อย ๆ ใสสว่างเปล่งประกายไปตามจำนวนอายุของมัน อีกทั้งยังหาพบได้ยาก จนเรียกได้ว่าต้องพกวาสนาไว้อย่างเต็มเปี่ยมเท่านั้นถึงจะเสาะหามันได้พบ
คุณสมบัติของมันจะช่วยหนุนเสริมพลังให้กับผู้ที่ทานมันลงไป คล้ายกับการเพิ่มตบะหรือพลังจิตให้กับตนเองตามจำนวนปีของบัวหิมะสวรรค์ โดยข้ามหลักการฝึกฝนหรือการนั่งเข้าฌาณ ที่จะเป็นการเก็บเกี่ยวประสบการณ์และใช้ระยะเวลาและปัญญาของตนเองนึกคิดจนตกผลึกออกมา
เพราะเหตุนี้เองมันถึงได้ถูกเรียกว่าเป็นบัวหิมะสวรรค์ เป็นความสามารถที่ไม่สมควรมีอยู่บนโลกอย่างแท้จริง
‘ทำไมพวกเขาถึงได้ครอบครองของล้ำค่าจำนวนมากเหล่านี้ได้กัน???’
‘หรือว่านี่คือความลับที่แท้จริงของนักผจญภัย?’
จี๋ฮ่าวเองก็คิดไม่ตก....
แน่นอนว่าตนเองนั้นตื่นเต้นและดีใจมากที่ได้พวกมันจำนวนมากมาครอบครอง แถมอายุของพวกมันก็ 100 ปีขึ้นไปทั้งสิ้น แต่ทว่าในขณะเดียวกันนางเองก็กลัวจับใจเหลือเกิน เพราะนั่นหมายความว่านักผจญภัยเหล่านี้ สามารถเติบโตได้อย่างไร้ขีดจำกัด
คิดไปคิดมา เหงื่อก็ใหลท่วมกาย
นางถอดผ้าคลุมหน้าออกหายใจอีกครั้ง และตระหนักได้ว่าเหตุใดพวกจ้าวเฟิงถึงทำทุกวิถีทางเพื่อหามาตนและขอให้คัดลอกเคล็ดวิชานิรวาณไป
“หากพวกเขามีโอสถเหล่านี้ไม่จำกัด แต่ขาดเพียงแค่เคล็ดวิชาเพื่อนำไปฝึกฝน….เช่นนั้น!!!”
เมื่อจี๋ฮ่าวคิดได้เช่นนี้ นางก็เริ่มเข้าใจแล้ว และรู้สึกกลัวนักผจญภัยขึ้นมาในทันที
“ที่แท้พวกมันก็ทำวิถีทางเพื่อแย่งชิงเคล็ดวิชามาฝึกฝน หากมีคนไม่ระวังขึ้นมาและพวกเขาได้ครอบครองยอดเคล็ดวิชาใด ๆ เข้า….ไม่อยากจะคิดเลยว่าโลกนี้จะพบกับจุดจบเช่นไร”
ทันทีที่จี๋ฮ่าวเริ่มตระหนักได้ถึงความจริงอันโหดร้ายนี้ นางมั่นใจเหลือเกินว่า ต่อให้เป็นคนดีมากแค่ไหน ตราบใดทีมีอำนาจมากจนเกินไปและไม่สามารถควบคุมกิเลสของตนเองได้ เมื่อนั้นโลกทั้งใบก็จะตกอยู่ในความโกลาหลทันที…..