“พักต่อเถอะนะคะคุณหนู ” ลิลี่ร้องขณะพยายามฉุดรั้งผมไว้บนเตียง เธอดูจะกังวลกับาแผมมากจริงๆถึงอย่างนั้นผมก็รับความหวังดีของเธอไว้ไม่ได้หรอก
วันปฐมนิเทศได้ผ่านไปแล้วและตอนนี้คนอื่นในชั้นก็คงเตรียมตัวไปเรียนเวทย์มนต์ที่สนามฝึกกันหมดดังนั้นผมจะมามัวนอนพักด้วยอาการาเ็ปลอมๆนี่ไม่ได้หรอกถ้าอยากจะออกไปจากที่นี่ไวๆเป้าหมายในวันนี้ของผมคือหอสมุดของสถานศึกษาถึงจะมีพลังเวทย์น้อยมันก็ต้องมีวิธีสำหรับคนที่มีพลังเวทย์น้อยบ้างล่ะน่า
โดยการไปหอสมุดครั้งนี้ผมคิดว่าจะตั้งเป้าไปที่การหาเวทย์มนต์ที่กินพลังเวทย์น้อยและตำราสมุนไพรต่างๆเพื่อให้ผมสามารถเข้าไปล่าสัตว์หรือสัตว์ปีศาจที่ไม่แข็งแกร่งมากได้โดยเร็วเพราะจากที่ลองตรวจสอบเงินเก็บที่มีแล้วถ้าตระกูลตัดความสัมพันธ์ในตอนนี้คงเพียงพอให้ใช้ได้อีกไม่กี่สัปดาห์
และจากความทรงจำของผมผมจำได้ว่าไมร่าเป็นักเวทย์ขั้น 1 ดังนั้นตามหลักแล้วนักเวทย์ที่มีวงแหวนมานา 1วงแหวนต้องมีพลังพอที่จะล่าสัตว์ทั่วไปและสู้กับสัตว์ปีศาจระดับ Fได้ระดับหนึ่ง
ในโลกนี้มีการเรียกระดับของนักเวทย์เป็ขั้นอยู่8 ขั้นตามจำนวนวงแหวนมานาที่มีของนักเวทย์แต่ละคนโดยคนที่สามารถบรรลุเป็นักเวทย์ขั้นที่8 นั้นมีจำนวนน้อยมากจึงมักได้รับฉายาเพื่อแสดงความเคารพและยำเกรงในพลังของคนคนนั้น
ส่วนวงแหวนมานานั้นคือรูปร่างของพลังเวทย์ที่นักเวทย์ได้เก็บไว้ในร่างต่างจากนักบวชที่เก็บพลังศักดิ์สิทธิ์ไว้ในร่างทั้งร่างจนถูกบางคนเรียกว่าผู้มอบร่างกายให้กับเทพธิดานักเวทย์จะเก็บพลังเวทย์ที่ดูดซับมาไว้ที่หัวใจและเมื่อพลังเวทย์ถูกเก็บไว้มากพอมันจะควบแน่นเปลี่ยนเป็วงแหวนมานาขึ้นมา
“ คุณหนู แผลคุณหนูยังไม่หายดีเลยได้โปรดอย่าฝืนตัวเองเลยนะคะ ” ขณะที่ผมเตรียมตัวลิลี่ก็ยังคงบ่นอิดออดด้วยใบหน้าเศร้าๆแต่ผมก็ทำเป็ไม่สนใจมันบางทีอาจเพราะในเขตอาคารเรียนและหอสมุดนั้นเป็พื้นที่ที่ไม่อนุญาติให้คนทั่วไปผ่านเข้าออกทำให้ลิลี่ไม่สามารถติดตามผมไปได้จึงทำให้เธอดูกังวล
“ เอาน่ามันก็แค่ห้องสมุดเองไม่มีอันตรายอะไรหรอก ”ผมบอกเธอด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนพร้อมยื่นมือไปลูบหัว
“สัญญานะคะว่าจะปลอดภัยกลับมา ”
“ โธ่ฉันไม่ได้ไปสู้กับใครสักหน่อย ” ผมตอบลิลี่เพื่อให้เธอคลายกังวลก่อนจะเดินออกมาเงียบๆ
++ + + +
สถานที่ที่ถูกเรียกว่าหอสมุดนั้นคืออาคารสูงราวกับหอคอยที่ถูกสร้างมาจากหินล้วนๆมันทำหน้าที่เก็บหนังสือโดยไม่ว่าหนังสือเล่มนั้นจะเป็หนังสือแบบไหนก็ตามและยังมีเื่เล่าว่าในส่วนที่นักเรียนไม่สามารถเข้าไปใช้ได้มีผลลัพธ์จากการทดลองของสถานศึกษาและอุปกรณ์ที่ถูกเก็บกู้มาจากดันเจี้ยนเก็บเอาไว้อยู่
ในความทรงจำของไมร่าเธอมีโอกาสได้เข้ามาที่นี่เพียงครั้งเดียวเพราะเื่วุ่นวายมากมายที่เธอได้เจอในปีที่ผ่านมาถึงอย่างนั้นมันก็เป็สถานที่ที่ทำให้เธอประทับใจเป็อย่างมากจนผมเองยังััถึงความรู้สึกนั้นได้
แม้เขตที่เธอเข้าใช้ได้จะเป็เพียงเขตสำหรับนักเรียนทั่วไปแต่ก็เต็มไปด้วยหนังสือั้แ่นิทานก่อนนอนไปจนถึงงานวิจัยเื่นิทานก่อนนอนเื่นั้น
และไม่รู้ว่าเพราะตั้งใจจะเก็บรักษาหนังสือทุกเล่มที่ได้เข้ามาในนี้รึเปล่าทำให้หนังสือที่อยู่ภายในถูกร่ายเวทย์ไม่ให้ชำรุดไปตามกาลเวลาแต่ก็ไม่สามารถนำออกไปด้านนอกได้
ที่สำคัญการจะใช้งานบางพื้นที่ยังต้องได้รับอนุญาตก่อนบางพื้นที่ก็ต้องจ้ายด้วยแต้มเพื่อเข้าใช้งาน และหนังสือบางเล่มอาจต้องจ่ายแต้มซ้ำอีกรอบเพียงเพื่อเปิดอ่านมัน
โชคดีที่หนังสือที่เป็ความรู้พื้นฐานต่างๆไปจนถึงระดับกลางบางส่วนจะอยู่ในโถงกลางที่เปิดให้นักเรียนของสถานศึกษาได้ใช้งานโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
ผมก้าวเข้าไปในประตูด้วยความประหม่าเล็กน้อยสิ่งที่ได้พบนั้นเป็เพียงห้องโล่งๆที่มีเพียงหญิงชราคนหนึ่งกำลังนั่งหลับตาอยู่ด้านหลังโต๊ะและคบไฟที่คอยให้ความสว่างตามผนังหิน
“ หมวดเวทย์มนต์ที่ใช้พลังเวทย์น้อยและหมวดสมุนไพรค่ะ” ผมบอกหญิงชราเธอพยักหน้าแล้วยื่นมือลงไปใต้โต๊ะไม่นานก็ส่งแผ่นไม้ชิ้นหนึ่งมาให้ผม
แผ่นไม้นี้มันคือบัตรที่จะพาผู้ถือไปยังชั้นเป้าหมายโดยหากไม่มีบัตรนี้แล้วยังทำการใช้ประตูเวทย์มนต์ด้านหลังหญิงชราจะถูกบังคับออกจากอาคารแล้วไม่สามารถเข้าไปได้อีกเป็เวลา1 วัน
ทันทีที่ผ่านประตูเวทย์มนต์เข้ามาเบื้องหน้าผมก็กลายเป็ห้องโถงขนาดใหญ่ทันทีในห้องโถงนี้มีชั้นหนังสือมากมายแม้แต่บนพื้นก็ยังมีหนังสือตั้งเรียงเอาไว้แม้จะดูรกไปบ้างแต่เพราะเวทย์มนต์ที่ถูกร่ายไว้ทำให้นอกจากหนังสือไม่อาจถูกนำออกไปด้านนอกได้ยังไม่อาจออกไปจากหมวดของมันเองได้ด้วย
หลังจากผมเดินไล่ไปตามชั้นหนังสือมากมายในที่สุดผมก็มาถึงหมวดที่้าทว่าเวทย์มนต์ที่ใช้พลังเวทย์ไม่มากส่วนใหญ่จะเป็เวทย์มนต์ที่มีพลังไม่มากจึงมักถูกพัฒนาให้นำมาใช้ในชีวิตประจำวันจำพวกเวทย์มนต์ทำให้ผมนุ่มลื่นเวทย์มนต์เปลี่ยนสีผม
ถึงอย่างนั้นหลังจากค้นที่หมวดนี้มานานผมก็เจอหนังสือที่น่าจะพอมีประโยชน์เกี่ยวกับเวทย์เสริมพลังกายมาเล่มหนึ่งผลลัพธ์ของมันก็ตามชื่อคือมันจะทำให้มีพละกำลังมากขึ้นเล็กน้อยแน่นอนว่าตัวมันเองก็ถูกเรียกว่าเป็เวทย์ในชีวิตประจำวันเช่นกันเพราะมันมักถูกใช้ในการแบกของหนักโดยคนที่ไม่ถนัดเวทย์ลอยตัวเท่านั้น
พละกำลังที่เพิ่มขึ้นจากเวทย์เสริมพลังนี้แม้ไม่ได้โดดเด่นมากมายนักโดยถ้าจะวัดจากตัวของผมให้เห็นภาพก็คือจะทำให้จากแรงของคุณหนูอายุ20 กลายเป็แรงพอๆกับผู้ชายชาวบ้านทั่วไปที่อายุพอๆกัน
แล้วปกติผู้ชายชาวบ้านทั่วไปก็พอจะสู้ตัวต่อตัวกับสัตว์ปีศาจระดับFไหวดังนั้นก็คงจะไม่ผิดนักที่ว่านักเวทย์ขั้น 1สามารถจัดการกับสัตว์ทั่วไปและสัตว์ปีศาจระดับ F ได้
แต่ระหว่างที่เข้าป่าผมก็สามารถเก็บสมุนไพรที่เจอตามทางมาขายหรือขอร้องอาจารย์ลูออนให้ปรุงยาให้แบบที่นางเอกทำก็ได้ยังไงดูจากนิสัยของอาจารย์แล้วก็คงไม่ทำให้เฉพาะนางเอกหรอก ดังนั้นก็น่าจะแก้ปัญหาเื่การเงินไปได้ระดับหนึ่งถ้าผมใช้เวทย์เสริมพลังได้และพอรู้จักสมุนไพรบ้าง
และที่สำคัญวิธีฝึกเวทย์นี้ไม่ได้ยากเลยแม้แต่น้อยโดยเวทย์นี้จะเน้นไปที่การควบคุมพลังเวทย์เพื่อไปเสริมความสามารถของกล้ามเนื้อแม้ในหนังสือจะบอกว่ามันค่อนข้างยากในการจะควบคุมเวทย์มนต์แบบนั้นแต่ผมคิดว่าด้วยความสามารถในการควบคุมเวทย์มนต์ของไมร่าน่าจะไม่มีปัญหาในจุดนี้
ปัญหาจริงที่ผมเจอกลับเกิดขึ้นหลังจากเดินเข้าไปยังโซนหนังสือสมุนไพรที่นั่นมีคนอื่นกำลังยืนอ่านหนังสือเล่มหนาอยู่ระหว่างชั้นคนเดียวเงียบๆ
เคนเดลคือชื่อของหมอนั่นที่ผมรู้จักเขาเป็พิเศษนั้นไม่ใช่เื่แปลกเลย เขาเป็ 1ในราชวงจากต่างแดนที่ได้เข้ามาเรียนที่บริลฮานี้ตามสนธิสัญญา 4อาณาจักรแม้เขาจะเป็เอลฟ์ที่ไม่จำเป็ต้องศึกษาเวทย์มนต์ก็ตาม
โดยปกติเอลฟ์นั้นจะใช้วิชาที่เรียกว่าศาสตร์แห่งภูตเป็การยืมพลังของภูติที่ได้ทำสัญญาด้วยและไม่ค่อยชอบใจพวกคนที่มีพลังเวทย์ในร่างไม่ต่างจากพวกภูตเท่าไรนักดังนั้นเอลฟ์ที่อยู่ในในโรงเรียนเวทย์มนต์แบบนี้จะมีอารมณ์แบบไหนคงไม่ต้องเดินเข้าไปคุยเพื่อหาคำตอบนั้นเลยด้วยซ้ำ
ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังเป็1 ในเป้าหมายที่สามารถจีบได้ของนางเอกเช่นเคยเอลฟ์หนุ่มและหญิงสาวที่จากดินแดนของตนมาไกลแม้เธอจะมีพลังเวทย์ที่เขาไม่ชอบนักเช่นเดียวกับคนอื่นแต่เพราะสนใจอะไรหลายๆอย่างเหมือนกันทำให้ความรักของพวกเขาค่อยๆผลิบานอย่างมั่นคง
และจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ของทั้งสองนั้นอยู่ในห้องสมุดในชั้นหนังสือหมวดสมุนไพรนั่นเอง
ผมจำฉากของนางเอกที่อยู่มาวันหนึ่งเกิดสนใจในเื่สมุนไพรเพราะยาของอาจารย์ลูออนจึงมาหาข้อมูลเพิ่มเติมและได้พบว่าเอลฟ์หนุ่มเองก็สนใจด้านนี้เช่นกันจากนั้นทั้งสองก็ช่วยกันค้นคว้าเื่เื่สมุนไพรยามว่างอย่างมีความสุข
ภาพนางเอกและเคนเดลที่หันหลังพิงกันขณะคุยเื่สมุนไพรเป็ภาพที่เห็นแล้วทำให้คนเล่นอดยิ้มตามไม่ได้ตามแบบฉบับของเกมจีบทั้งหลายถึงแม้ตอนนี้พอผมจะยิ้มไม่ออกเพราะถ้าพวกเขามาจีบกันที่นี่ผมคงหมดหวังเื่สมุนไพรไปเลย
ผมไม่อยากโดนจั่วหัวว่าหญิงสาวคลั่งแค้นไม่เลิก แม้ฟื้นจากความตายยังไม่ลดความอิจฉา อะไรพวกนี้อีกหรอกนะ
แต่มันก็ยังไม่แน่บางทีพวกนางเอกอาจไม่เลือกรูทนี้ก็ได้
ผมภาวนาอย่างนั้นและตัดสินใจว่าวันนี้จะแอบหลบอยู่หลังชั้นหนังสือไม่ไกลมากคอยมองสถานการณ์ห่างๆไปก่อนโดยหวังว่านางเอกจะไม่เข้ามาจีบกันโดยระหว่างนี้ก็คอยเปิดหนังสือรอบตัวศึกษารอไปแม้จะเป็เนื้อหาที่กระจัดกระจายและไม่ละเอียดเท่าหนังสือที่ได้อยู่บนชั้นแต่ก็ดีกว่าไปวุ่นวายกับพวกตัวหลักล่ะนะ
หลังจากผ่านมานานสุดท้ายวันนี้ก็จบลงที่ผมไม่ได้แตะหนังสือหมวดสมุนไพรบนชั้นเลยเพราะเ้าเอลฟ์บ้านั่นไม่ยอมออกห่างจากหนังสือหมวดสมุนไพรพวกนั้นเลยหนังสือด้านล่างก็มีแต่ทฤษฎีการใช้กับพวกการศึกษาสมุนไพรชนิดต่างๆแต่ผมจะไปอ่านรู้เื่ได้ยังไงถ้าไม่รู้จักมาก่อนว่าสมุนไพรมันมีอะไรบ้างน่ะ
สุดท้ายผมก็ยอมแพ้แล้วเลือกเดินกลับไปยังห้องพักใน่บ่ายเพราะไม่อยากกลับไปเจอพวกตัวปัญหาระหว่างทางถึงอย่างนั้น...
“ ต้องเป็เื่เข้าใจผิดแน่ๆที่คุณหนูถูกไล่ออกจากตระกูล! พวกคุณช่วยรอฉันยืนยันข่าวก่อนซักสัปดาห์ไม่ได้เลยรึยังไง ”เสียงลิลี่โวยวายจากหน้าห้องพักของผมบอกสิ่งที่ผมกำลังจะเจอได้เป็อย่างดี
ถึงจะรู้อยู่แล้วก็เถอะว่าถ้าออกจากตระกูลแล้วมันน่าจะมีผลอะไรตามมาแต่ก็ไม่คิดเลยว่าทางบริลฮาจะเคลื่อนไหวเร็วขนาดนี้ฟังจากเสียงแล้วเป็การไล่ออกจากที่พักอย่างนั้นสินะ แม้ผมเองจะไม่ติดอะไรแต่จะปล่อยให้โวยวายแล้วเป็จุดสนใจเกินไปก็ไม่ได้ด้วยสิ
“พอแล้วล่ะลิลี่ ” ผมส่งเสียงออกไปเบาๆแต่ก็ทำให้ลิลี่สะดุ้งเพราะไม่รู้ว่าผมมาอยู่ด้านหลังแล้ว
“ทางสถานศึกษาให้ฉันย้ายไปที่ไหนหรอ ” ผมถามพนักงานที่กำลังทำสีหน้าหนักใจดูเขาคงกังวลว่าจะทำยังไงถ้าสุดท้ายผมไม่ยอมย้ายออกพวกเบื้องบนสั่งเขามายังไงกันนะถึงได้ดูกังวลขนาดนี้
“ คะ...คือตึกพักรวมทางตะวันตกครับ ” พนักงานชายคนนี้ตอบอย่างลังเล แต่คำตอบของเขาก็ทำให้ผมประหลาดใจอยู่เหมือนกันเพราะไม่คิดว่าผมจะได้ย้ายไปที่นั่น
“ค่อนข้างไกลเลยนะ จะขนของไปยังไงดีเนี่ย ”
“ ดะเดี่ยวผมช่วยขนมันไปเองครับ ” ผมที่เอ่ยออกมาด้วยท่าทางกลุ้มใจอยู่ๆพนักงานคนนี้ก็เสนอตัวออกมาผมยิ้มให้กับท่าทางของเขา โชคดีที่เขาไม่ปล่อยผ่านเพราะความจริงแล้วผมก็ไม่อยากไปที่นั่นโดยมีผู้หญิงแค่สองคนเหมือนกัน
ตึกพักรวมทิศตะวันตกนั้นคือตึกพักที่ถูกลืมจากทางสถานศึกษาโดยเป็ที่รวมพวกนักเรียนทุนแต่มีพื้นเพไม่ดีนักโดยมาจากทั้งสลัมสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า ไปจนถึงพวกที่เป็ทาสทุกคนทั้งชายและหญิงจะถูกส่งมาพักรวมกันที่นี่
“ ไม่ใช่อย่างนี้สิคะคุณหนูทำไมยอมรับง่ายๆแบบนี้ล่ะคะ แล้วก็ตึกพักรวมนั่นมันก็... ” ลิลี่โวยวายด้วยท่าทางเหมือนโลกจะแตก
“ เอาน่าตอนนี้ฉันไม่ได้เป็คุณหนูแล้วนะความจริงลิลี่ไม่ต้องมารับใช้ฉันแล้วก็ได้เพราะยังไงฉันก็ไม่มีค่าจ้างให้ลิลี่อีกแล้ว” ผมบอกไปด้วยน้ำเสียงปกติขณะเก็บของใช้ที่จำเป็พอลองดูดีๆของใช้จำเป็ของไมร่าก็ไม่ได้มีมากอย่างที่คิดเลยนะ
“ คุณหนูทำไมถึงไล่ฉันไปง่ายๆอย่างนี้ล่ะคะ!! ” ลิลี่ร้องประทวงเสียงดัง เธอทำหน้าเหมือนกำลังจะร้องไห้เลย
“เอาน่าฉันไม่ได้ไล่ไปไหนสักหน่อยก็แค่บอกเอาไว้ถ้าลิลี่ยังอยากอยู่ด้วยกันต่อฉันก็ไม่ห้ามหรอกลิลี่ไม่จำเป็ต้องยึดติดกับฉันหรอกนะ ” ผมถอนหายใจเบาๆก่อนจะเดินไปลูบหัวลิลี่อย่างอ่อนโยนใจจริงผมไม่อยากให้เธอมาอยู่ใกล้ผมแบบนี้เลย
การเคลื่อนไหวครั้งนี้คงตั้งใจจะบีบให้ผมลาออกเองเพราะไม่อยากจ่ายเงินค่าผิดสัญญาให้ทางตระกูลแบล็กวูฟแต่ก็ไม่อยากเก็บผมไว้ให้มีปัญหาในสถาบันรึเปล่านะหรืออาจจะมีบางคนใช้อำนาจเพื่อกลั่นแกล้งโดยเฉพาะ
ช่างเถอะไม่สำคัญหรอกว่าจะมาจากเหตุผลไหนเพราะอย่างน้อยก็ดีกว่าไม่มีที่ซุกหัวนอน ถึงอย่างนั้นสารภาพตามตรงจากเมื่อก่อนที่ผมเคยคิดว่าจะออกจากโรงเรียนนี้ไปเงียบๆโดยไม่รบกวนอะไรตัวเกมแต่ตอนนี้คงต้องลองคิดดูอีกทีซะแล้ว
++ + + +
ผมมองไปยังอาคารไม้สองชั้นที่ถูกคลุมด้วยไม้เลื้อยทั้งหลังลานหน้าอาคารที่ควรจะเตียนเรียบก็เต็มไปด้วยหญ้าที่เติบโตขึ้นสูงจนเกือบมิดหัวเว้นไว้เพียงทางเดินแคบๆขนาดพอให้คนเดินได้โดยสะดวกเท่านั้น
ที่นี่มันแย่กว่าที่ผมคิดไว้มากไม่ต้องพูดถึงการที่ไม่ได้แยกชายหญิงในหอพักแล้วแต่สภาพอาคารที่ชำรุดหลายส่วนจนมองเป็ตึกสำหรับพักแทบไม่ได้จนพนักงานชายที่ถือกระเป๋าให้ผมมองผมอย่างทำตัวไม่ถูก
“ผมว่าบางทีเราควรจะรอฟังข่าวอย่างที่คุณสาวใช้ว่า ” เขาเอ่ยออกมาอย่างกล้าๆกลัวๆดูแล้วเขาเองก็คงไม่อยากให้ผู้หญิงสองคนมาอยู่ในที่แบบนี้เหมือนกัน
เอี๊ยดยังไม่ทันที่ผมจะได้ตอบอะไรพนักงานคนนั้นประตูอาคารเบื้องหน้าก็ถูกดันเปิดออกโดยใครชายคนหนึ่งเขากำลังคุยกับเพื่อนที่ตามมาด้านหลังด้วยท่าทางมีความสุขแต่ทันทีที่หันมาสบตากับพวกผมก็หยุดกึกไปทันที
“พวกชนชั้นสูงมีธุระอะไรที่นี่ ” เขาแยกเขี้ยวถามออกมาท่าทางระวังตัวความไม่สบายใจฉายอยู่บนใบหน้าของเขาอย่างชัดเจน
“ ฮะๆชนชั้นสูงอะไรกันเข้าใจผิดแล้ว ฉันเป็สามัญชนธรรมดาเหมือนพวกนายนั่นแหละ พอดีทางสถาบันมีคำสั่งมาเลยต้องมาอยู่ที่นี่ั้แ่วันนี้เป็ต้นไป” ผมตอบชายคนนั้นไปพร้อมรอยยิ้มธุรกิจที่ดูเป็มิตร
“ เธอคิดว่าฉันโง่ขนาดที่จะไม่รู้จักคนที่ได้เป็คู่หมั้นเ้าชายของประเทศเลยหรอกลับไปซะเถอะเพราะที่นี่ไม่เหมาะกับชนชั้นสูงหรอก ” เขาตอบด้วยเสียงที่ดังขึ้น
“ นั่นสินะการถอนหมั้นก็ยังไม่ได้มีการประกาศอย่างเป็ทางการจริงๆถึงอย่างนั้นความจริงที่ว่าตอนนี้ฉันโดนไล่ออกจากตระกูลแล้วก็ไม่ได้เปลี่ยนไปเพราะฉะนั้นตำแหน่งของฉันที่นายรู้มันก็เป็แค่อดีตเท่านั้นตอนนี้ฉันก็เป็แค่สามัญชนไม่มากและน้อยไปกว่านั้นถ้านายเข้าใจแล้วยังไงก็รบกวนพาไปที่ห้องพักหน่อยก็ดีนะ ”ผมบอกชายหนุ่มคนนั้นด้วยท่าทางสบายๆแม้จะไม่มีประโยชน์เพราะเขาจะดูยอมรับไม่ได้และไม่ยอมเปิดทางจากประตูเช่นเดิม
ก็เข้าใจได้ล่ะนะว่าในโรงเรียนนี้พวกเขาใช้ชีวิตในสถานะไหนแม้ผมจะไม่ได้ต่างกับพวกเขาเท่าไรนักแต่เขาก็คงระแวงและไม่เชื่อผมหรอกถึงอย่างนั้นผมก็จะปล่อยให้เื่ไม่คืบหน้าแล้วจบที่ไปนอนข้างถนนไม่ได้เหมือนกัน
“ถ้าอย่างนั้นขอรบกวนหน่อยนะ ” ผมไม่สนใจแล้วเดินฝ่าเข้าไปด้านในอาคารขณะที่สองคนนั้นถอยกรูดด้วยความใ
สภาพด้านในนี้ไม่ได้ดีกว่าด้านนอกเลยแผ่นไม้กระดานที่ผุจนเหมือนจะหักได้ทุกเมื่อ โอ๊ะ..ตรงนั้นมีต้นไม้ต้นเล็กๆโตด้วย อย่างน้อยก็โชคดีที่่นี้ไม่ใช่หน้าฝนเลยน่าจะพอมีเวลาซ่อมแซมห้อง
“นี่เธอเข้ามาตามใจชอบแบบนี้ได้ยังไง อย่างที่คิดพวกชนชั้นสูงอย่างเธอมีแผนอะไรอยู่ใช่ไหม”
เฮ้อ~ผมถอนหายใจยาวๆออกมา ก็ยังดีที่แม้จะไม่ได้เป็มิตรอะไรมากนักแต่ก็ไม่ได้ถึงขั้นจะทำร้ายกันแต่เป็แบบนี้มันก็น่ารำคาญอยู่เหมือนกันนะ จะว่าไปแล้วเพื่อนเขาหายไปนี่นา ไปตามคนอื่นมารึเปล่านะ
มีเสียงตึงตังอย่างที่ผมคิดไม่นานก็มีคน 9 คนเดินลงบันไดมา แต่แค่ 9 คนนี่มันน้อยไปหน่อยไหมถ้าเทียบกับเงินสนับสนุนส่วนนี้ที่ทางอาณาจักรบริจาคบางทีคงหายเข้ากระเป๋าพวกเ้าหน้าที่ไประหว่างทางแน่ๆ
“เธอ้าอะไร ” หญิงสาวที่ดูโตที่สุดเดินออกมายืนต่อหน้าผม คือไม่ใช่ว่าร่างกายเธอโตกว่าหรอกเพราะพวกเขาและผมก็อายุ19-20 กันทั้งนั้น แต่ผมหมายถึงบรรยากาศที่เธอปล่อยออกมามันทำให้รู้สึกเหมือนเธอเป็พี่สาวของทุกคนในนี้
“ฉันถูกไล่ออกจากตระกูลดังนั้นทางโรงเรียนได้จึงได้ตัดสินว่าฉันไม่มีสิทธิ์ที่จะอยู่ที่พักเก่าอีกต่อไปจึงได้จัดให้ย้ายมาอยู่ในตึกพักแห่งนี้” ผมบอกเธอเหมือนกับที่บอกกับชายหนุ่มคนนั้น
แต่ต่างกับชายคนนั้นที่เธอนิ่งเงียบหลังจากได้ฟังสายตาของเธอจ้องเข้ามาในดวงตาผมราวกับกำลังค้นดูว่าสิ่งที่ผมบอกเธอนั้นเป็ความจริงมากน้อยแค่ไหนแต่สุดท้ายหลังจากเงียบไปซักพักเธอก็เปิดปากขึ้น
“ที่นี่คงไม่สะดวกสำหรับชนชั้นสูงแบบคุณนักแต่ถ้าคุณยังยืนยันว่าจะพักที่นี่ก็เลือกห้องว่างได้ตามสบายพวกเราไม่มีบริการด้านอาหารหรือด้านอื่นๆซักอย่างดังนั้นขอให้ดูแลตัวเองด้วย ” สุดท้ายเธอก็เอ่ยอนุญาตผมแม้คนอื่นด้านหลังเธอจะมีสายตาไม่ค่อยเห็นด้วยบ้างแต่ก็ไม่มีใครพูดอะไรออกมาอีก
“ ขอบคุณ ”ผมยิ้มตอบออกไปสั้นๆก่อนจะเดินเข้าไปด้านในโดยมีลิลี่ตามไปติดๆส่วนพนักงานชายก็ขอตัวกลับไปด้วยท่าทางสองจิตสองใจ
หลังจากเดินเลือกไปหลบไม้ที่ผุไปนานพอสมควรผมได้ห้องที่ดูน่าจะพอพักได้ที่สุดมาสองห้องทั้งผมและลิลี่จึงได้ช่วยกันทำความสะอาดจนในที่สุดก็เสร็จก่อนดวงอาทิตย์จะลับขอบฟ้าได้ไม่นานผมจึงพักการจัดของไว้ก่อนแล้วเตรียมตัวทำสิ่งที่ตั้งใจว่าจะทำั้แ่ออกจากห้องสมุด
ผมเริ่มการฝึกเวทย์เสริมพลังตามวิธีที่อ่านมาจากห้องสมุดอย่างช้าๆขับเคลื่อนพลังเวทย์ไปตามกล้ามเนื้อในร่างกายแล้วเก็บมันกลับมาเพราะมันไม่จำเป็ต้องใช้พลังเวทย์มากเท่าไรทำให้ผมสามารถฝึกมันซ้ำๆได้หลายรอบกว่าพลังเวทย์ผมจะหมด
ทว่าไม่รู้ว่าเป็เพราะพลังเวทย์ที่มีน้อยของผมหรือเป็ผลข้างเคียงของเวทย์เสริมพลังนี้อยู่แล้วทุกครั้งหลังจากการใช้เวทย์นี้ผมจะรู้สึกว่าร่างกายล้าผิดปกติและเมื่อผมฝึกจนพลังเวทย์ของผมหมดก็ปวดกล้ามเนื้อจนขยับตัวไม่ได้แม้แต่นิดเดียว
ร่างกายที่ขยับไม่ได้ของผมได้แต่มองไปบนเพดานไม้ผุๆขณะคิดไปว่าทางเลือกที่ผมเลือกนี้มันถูกแล้วรึเปล่านะบางทีถึงผมจะไม่ได้ลำบากทำเื่เหล่านี้ก็อาจพอจะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้เหมือนกัน...
‘ไม่สิแบบนี้แหละดีแล้ว เพราะตอนนี้เราไม่รู้สึกเสียใจกับทางเลือกนี้เลยยังไงล่ะ’ ผมตอบความคิดฟุ้งซ่านของตัวเองในใจขณะหลับตาลงเพื่อัักับความสงบยามค่ำคืน
++ + + +
ชั้นล่างของอาคารไม้เก่าๆแห่งหนึ่งชายหญิงทั้ง 10 คนกำลังมองกันด้วยท่าทางเคร่งเครียดพวกเขารู้ดีถึงกฎที่ไม่จำเป็ต้องมีเขียนไว้และปฏิบัติตามกฎนั้นมาอย่างดีเพื่อให้สามารถจบจากที่แห่งนี้ไปได้โดยไม่พบปัญหาหรือเจออันตราย
ใช้ชีวิตอยู่อย่างคนไร้ตัวตนและยอมรับทุกการกระทำจากคนที่เหนือกว่าคือสิ่งที่พวกเขาจำใจต้องทำตาม แต่มาวันนี้แม้ไม่อยากแต่สิ่งที่จะทำให้การอยู่อย่างไร้ตัวตนของพวกเขาจบลงก็ได้ปรากฏขึ้นราวกับพายุแม้ไม่อยากยอมรับแต่พวกเขาก็ไม่สามารถทักท้วงใดๆได้ต่อเื่นี้
ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ยังหวังให้มีซักทางที่จะใช้ชีวิตอย่างเงียบๆต่อไปได้
“นี่เจ๊ยอมรับมันง่ายๆแบบนั้นได้ยังไง หลังจากนี้เ้าพวกนั้นมันตั้งใจจะทำอะไรอีกก็ไม่รู้” ชายหนุ่มเอ่ยออกมาด้วยท่าทางหนักใจถึงแม้เขาจะรู้เหตุผลของหญิงสาวดีแต่ก็อดที่จะพูดออกมาไม่ได้
“ถึงอย่างนั้นเราก็ไม่มีสิทธิ์จะไล่เธอไปจากที่นี่หรอก ในตอนนี้พวกนายก็คิดว่าเธอไม่มีตัวตนแล้วใช้ชีวิตตามปกติต่อไปก็แล้วกันส่วนเื่จำเป็อื่นๆที่เธอต้องรู้เดี่ยวฉันจะบอกเธอเอง ” หญิงสาวบอกทุกคนด้วยท่าทางหนักใจไม่แพ้กันถ้าเป็ไปได้เธอก็ไม่อยากเสี่ยงให้ทุกคนต้องเจอโชคร้ายมากขึ้นเหมือนกัน
“ พวกเราจะไม่เป็อะไรใช่ไหม” หญิงสาวอีกคนถามขึ้นท่ามกลางความเงียบ
“ อืม พวกเราไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับเธอสักหน่อยพวกเราไม่เป็ไรหรอก ” เธอตอบคำถามนั้นด้วยรอยยิ้มก่อนที่ทุกคนจะแยกย้ายไปยังห้องตัวเองด้วยบรรยากาศที่หนักอึ้ง
++ + + +
1ปีมาแล้วที่ข้าได้มายังอาณาจักรแห่งนี้ เมื่ออยู่ที่นี่ไม่เคยมีซักวันที่ข้าจะไม่รู้สึกถึงความอึดอัดของพลังเวทย์เหม็นเน่าพวกนั้นมันเป็สิ่งที่ทำให้ข้ารู้สึกสุดจะทนจริงๆถึงอย่างนั้นข้าได้แต่บอกตัวเองทุกวันให้อดทดอีกนิดมันเป็ครั้งแรกเลยที่ข้ารู้สึกได้ถึงความยาวนานของระยะเวลา 1 ปีหลังจากใช้ชีวิตอยู่มานาน
แต่วันนี้มันพิเศษกว่าปกติในตอนที่ข้าแยกตัวเข้าไปศึกษาสมุนไพรใน่ที่เพื่อนร่วมห้องกำลังฝึกวิชาเวทย์มนต์ตามปกตินั้นข้าก็ััได้ถึงบรรยากาศที่อบอุ่นคล้ายยามที่ข้าได้เข้าไปยังเขตของโบสต่างๆทว่ามันอ่อนโยนและทำให้สบายใจกว่ามาก
ข้าขลุกอยู่ที่นั่นจนเกินเวลาที่ควรออกไปนานเท่าไหร่ไม่อาจทราบได้จนเมื่อรู้ตัวอีกทีความรู้สึกอบอุ่นนั้นก็ได้หายไปแล้ว
มันเป็ความเสียดายที่เหมือนกับว่าข้าได้พลาดของสำคัญไปหนึ่งชิ้นถึงอย่างนั้นข้าก็รู้สึกว่าข้าจะได้พบสิ่งที่ทำให้ข้ารู้สึกแบบนั้นอีกครั้งในสักวันแน่