คุณยายหวัง ลูบศีรษะทิงเสวี่ยเบาๆ ดวงตาฝ้าฟางฉายแววอ่อนโยนและเปี่ยมเมตตา พลางเอ่ยชม “ที่แท้หนูก็คือ ทิงเสวี่ย นี่เอง... เป็นเด็กผู้หญิงที่สวยน่ารักจริงๆ นะเนี่ย!”
หญิงชรารู้ดีว่าฉินหยวนเฟิงแทบไม่มีเพื่อนเล่นเลยในหมู่บ้านต้าเหอ พอหลานชายหาเพื่อนเล่นได้สักคน ท่านก็ดีใจมาก ยิ่งได้เห็นตัวจริงของเด็กหญิงตรงหน้า ที่ดูน่ารักและดีกว่าที่ฉินหยวนเฟิงคุยฟุ้งให้ฟังเสียอีก ท่านก็ยิ่งวางใจ แม้การคบเพื่อนจะไม่ใช่เรื่องใหญ่โตเหมือนการเลือกคู่ครอง แต่หากหลานชายไปคบหากับเด็กเกเรที่ท่านมองแล้วไม่ถูกชะตา หัวอกคนเป็นยายก็คงอดห่วงไม่ได้
หลังจากฉินหยวนเฟิงคุยกับทิงเสวี่ยได้ไม่กี่คำ เขาก็จำใจต้องเดินตามคุณยายจากไป แต่แววตาละห้อยที่เหลียวกลับมามอง บ่งบอกชัดเจนว่าเขายังอาลัยอาวรณ์ อยากจะอยู่เล่นกับทิงเสวี่ยและเด็กคนอื่นๆ ต่ออีกสักนิด
ทิงเสวี่ยอ่านสายตาของฉินหยวนเฟิงออกทะลุปรุโปร่ง เธอจึงรีบตะโกนชวน “นี่! นายอยากจะอยู่เล่นกับพวกเราต่ออีกหน่อยไหมล่ะ?”
“ได้เหรอ?” คำถามสั้นๆ ของฉินหยวนเฟิง ไม่รู้ว่ากำลังถามทิงเสวี่ยว่า ฉันเล่นกับพวกเธอได้ไหม? หรือกำลังหันไปขออนุญาตคุณยายว่า ผมขออยู่เล่นต่ออีกนิดได้ไหมครับ? กันแน่
“ได้สิ...” ทิงเสวี่ยและยายหวังตอบออกมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
ยายหวังหันกลับมามองหลานชายที่ยืนทำตาแป๋ว ท่านยิ้มให้อย่างใจดีแล้วอนุญาต “อยู่เล่นต่อเถอะลูก สนุกให้เต็มที่ ไว้ใกล้ถึงเวลาข้าวเที่ยงค่อยกลับนะ อย่าให้น้าสามต้องเป็นห่วง”
ฉินหยวนเฟิงพยักหน้าหงึกหงักรับคำอย่างจริงจัง
พอยายหวังเดินลับสายตาไปแล้ว ฉินหยวนเฟิงก็หันกลับมามองทิงเสวี่ยที่ยืนรออยู่ไม่ไกล แม้ที่นี่จะมีเด็กวัยเดียวกันวิ่งเล่นอยู่เต็มไปหมด แต่เขากล้าเข้าหาเพียงทิงเสวี่ยคนเดียว เพราะปมในใจที่กลัวว่าเด็กคนอื่นจะรังเกียจและกีดกันเขา เหมือนพวกเด็กเกเรที่หมู่บ้านต้าเหอ
ทิงเสวี่ยกวักมือเรียก “มานี่สิ... มาเล่นซ่อนแอบกัน!”
ฉินหยวนเฟิงพยักหน้าขัดเขิน แล้วเดินเข้าไปร่วมวง
ทิงเสวี่ยผายมือแนะนำฉินหยวนเฟิงให้ซูเจียหนิ รู้จัก “พี่เจียหนิง... นี่คือเพื่อนซี้ของฉัน ชื่อ ฉินหยวนเฟิง เขาอยู่หมู่บ้านเดียวกับฉัน พวกพี่ทำความรู้จักกันไว้นะ”
จากนั้นเธอก็หันไปแนะนำซูเจียหนิงให้ฉินหยวนเฟิงบ้าง
“นายชื่อฉินหยวนเฟิงใช่ไหม? นายเป็นเพื่อนซี้ของเสียวเสวี่ย ก็เท่ากับเป็นเพื่อนซี้ของฉันเหมือนกัน! ฉันชื่อซูเจียหนิง เป็นลูกพี่ลูกน้องของเสียวเสวี่ย ปีนี้อยู่ ป.2 แล้ว” ซูเจียหนิงเป็นเด็กมนุษยสัมพันธ์ดีเยี่ยมมาแต่ไหนแต่ไร เขาเดินเข้าไปตบไหล่ฉินหยวนเฟิงอย่างเป็นกันเอง แม้เขาจะอายุน้อยกว่าฉินหยวนเฟิงหนึ่งปี แต่ด้วยรูปร่างที่สูงใหญ่และแข็งแรงกว่า ทำให้ดูเหมือนเขาเป็นรุ่นพี่ที่คอยดูแลน้อง
ฉินหยวนเฟิงแนะนำตัวตอบกลับอย่างขัดเขิน
ซูเจียหนิงอาสาพาเพื่อนใหม่ไปแนะนำให้เด็กคนอื่นๆ ในกลุ่มรู้จัก ทุกคนต่างต้อนรับฉินหยวนเฟิงอย่างเป็นมิตร ไม่มีใครแสดงท่าทีรังเกียจ จากนั้นมหกรรมความสนุกก็เริ่มขึ้น ทั้งเล่นซ่อนแอบ วิ่งไล่จับ อีแร้งแย่งลูกไก่และตำรวจจับผู้ร้าย
ฉินหยวนเฟิงค่อยๆ ปลดปล่อยตัวเองจากความเกร็ง เขากลมกลืนกับเสียงหัวเราะและมิตรภาพของเพื่อนใหม่ได้อย่างรวดเร็ว นี่เป็นครั้งแรกในชีวิต... ที่เขาได้สัมผัสความสนุกของการมีเพื่อนเล่นอย่างแท้จริง
เวลาแห่งความสุขมักผ่านไปไวเสมอ ไม่นานก็ถึงเวลาอาหารกลางวัน เด็กๆ ต่างทยอยแยกย้ายกันกลับบ้าน ซูเจียหนิง ทิงเสวี่ย และฉินหยวนเฟิงก็ต้องบอกลากันเช่นกัน
แต่สิ่งที่ทำให้ทิงเสวี่ยประหลาดใจก็คือ บ้านน้าสามของฉินหยวนเฟิง ดันเป็นบ้านหลังเดียวกับที่เธอเพิ่งไปดูทีวีเมื่อคืน!
สามีของน้าสาวก็แซ่ซูเหมือนกัน เป็นลูกพี่ลูกน้องห่างๆ กับบ้านซูเจียหนิง แถมบ้านยังอยู่ใกล้กันมาก เดินแป๊บเดียวก็ถึงแล้ว
หลังจากแยกทางกันตรงทางแยกเล็กๆ ทิงเสวี่ยกับซูเจียหนิงมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออก ส่วนฉินหยวนเฟิงเดินไปทางทิศตะวันตก
ฉินหยวนเฟิงรีบจ้ำอ้าวกลับไปที่บ้านน้าสาว ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าบ้าน กลิ่นหอมยั่วน้ำลายของอาหารมื้อเที่ยงก็ลอยมาเตะจมูก บนโต๊ะอาหารกลางห้องโถง เต็มไปด้วยกับข้าวเลิศรสวางเรียงรายรอท่าอยู่แล้ว
ฉินหยวนเฟิงทักทายน้าสาวคนที่สามกับน้าเขย แล้วก็ไปล้างมือ
น้าสามของฉินหยวนเฟิงชื่อ หวังซิ่วเจวียน สามีชื่อ ซูเจียหมิง ทั้งคู่มีลูกสาวสองคน คนโตชื่อซูชิงชิง เรียนอยู่ชั้นมัธยมต้น ส่วนคนเล็กชื่อซูซานซาน อายุน้อยกว่าฉินหยวนเฟิงสองปี
ลูกสาวบ้านนี้หน้าตาน่ารักจิ้มลิ้มทั้งคู่ แต่เป็นเด็กเงียบๆ ไม่ค่อยพูดค่อยจา สองพี่น้องนั่งตัวตรง จ้องมองหน้าจอโทรทัศน์ตาไม่กะพริบ
ในจอนั้น... กำลังฉายละครชุดในตำนาน มังกรหยก ภาคก๊วยเจ๋ง 1983 ตัวละครอึ้งย้งที่สวมบทบาทโดยองเหม่ยหลิง ช่างแสนซน ฉลาดเป็นกรด และมีเสน่ห์แพรวพราว ใครเห็นเป็นต้องตกหลุมรัก ส่วนก๊วยเจ๋ เวอร์ชั่นหวงเย่อหัว ก็ดูซื่อบริสุทธิ์ จริงใจ และมั่นคง จนคนดูอดเอาใจช่วยไม่ได้
มังกรหยกเวอร์ชั่นนี้ถือเป็นผลงานขึ้นหิ้งระดับตำนาน ต่อให้อีกยี่สิบสามสิบปีข้างหน้าจะมีรีเมกออกมาอีกกี่เวอร์ชั่น ใส่เทคโนโลยีอลังการแค่ไหน ก็ไม่อาจลบภาพความประทับใจของเวอร์ชั่น 1983 นี้ไปได้ มันคือ รักแรก และ แสงจันทร์นวลผ่อง ในใจแฟนหนังจีนกำลังภายในตลอดกาล
ฉินหยวนเฟิงทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ ลูกพี่ลูกน้องทั้งสอง ดูทีวีไปได้สักพัก ก็ถึงเวลาตั้งโต๊ะกินข้าว
ระหว่างมื้ออาหาร ยายหวังเอ่ยถามหลานชาย “เป็นไงบ้าง? เล่นกับทิงเสวี่ยสนุกไหม?”
ฉินหยวนเฟิงรีบเคี้ยวข้าวตุ้ยๆ แล้วกลืนลงคอ ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “สนุกมากครับคุณยาย! ไม่ใช่แค่ทิงเสวี่ยนะ ยังมีซูเจียหนิงที่เป็นลูกพี่ลูกน้องเธอ แล้วก็เพื่อนๆ อีกตั้งหลายคนยอมให้ผมเล่นด้วยครับ”
ยามพูดถึงช่วงเวลาแห่งความสุขเมื่อครู่ ดวงตาของเด็กชายก็เป็นประกายระยับราวกับมีดาวนับล้านดวงซ่อนอยู่
ซูซานซานพอรู้ว่าลูกพี่ลูกน้องของเธอรู้จักซูเจียหนิง ก็พูดเสริมเสียงเบา “ซูเจียหนิงเขาเป็นอาเล็กของหนูค่ะเขาใจดีมาก ไม่เคยหวงของเล่นเลยสักนิด”
ฉินหยวนเฟิงพยักหน้าเห็นด้วย
หวังซิ่วเจวียนเห็นหลานชายมีความสุขผิดหูผิดตา ก็รีบเอ่ยปากชวน “หยวนเฟิง... ถ้าลูกชอบเล่นกับเพื่อนๆ ที่นี่ งั้นก็อยู่ต่ออีกสักสองสามวันสิ กลับไปที่นู่นก็เหงาเปล่าๆ ไม่มีเพื่อนเล่น”
น้าสาวทุกคนของฉินหยวนเฟิงรักและเอ็นดูเขามาก แต่เพราะน้าคนอื่นๆ แต่งงานไปอยู่ไกล มีเพียงน้าสาวคนที่สามคนนี้ที่บ้านอยู่ละแวกใกล้เคียง ฉินหยวนเฟิงจึงมีโอกาสแวะเวียนมาหาบ่อยกว่าใคร
ปกติเวลาถูกชวนให้อยู่ค้างคืน เขามักจะปฏิเสธเพราะเกรงใจ แต่ครั้งนี้... ฉินหยวนเฟิงกลับตอบตกลงแทบจะทันที
หลังมื้อเที่ยง ยายหวังขอตัวกลับไปก่อน ทิ้งฉินหยวนเฟิงให้พักอยู่ที่บ้านสกุลซูต่อ เด็กชายไม่รอช้า รีบขอให้ซูซานซานพาไปหาแก๊งเพื่อนใหม่ทันที
เด็กทั้งสี่คนรวมตัวกันเล่นสนุกอยู่ที่ลานหน้าบ้านของซูเจียหนิง
หลินชุ่ยอิงพอรู้กิตติศัพท์ว่าฉินหยวนเฟิงเป็นเด็กเรียนเก่งระดับหัวกะทิ แถมยังอยู่ชั้นสูงกว่าลูกชายเธอหนึ่งปี เกิดความคิดดีๆ ว่าจะวานให้เขาช่วยสอนการบ้านให้ซูเจียหนิงเสียเลย
ผลสอบปลายภาคที่ผ่านมา ซูเจียหนิงทำคะแนนได้แค่ 80 กับ 71 ทำเอาพ่อแม่ที่ตั้งความหวังไว้สูงลิ่วถึงกับกุมขมับ แถมโรงเรียนใกล้จะเปิดเทอมแล้ว แต่การบ้านปิดเทอมกองโต ซูเจียหนิงยังแทบไม่ได้แตะต้อง!
พอวกเข้าเรื่องเรียน ซูเจียหนิงก็หน้ามุ่ย ส่ายหัวดิก “โธ่แม่... ให้ผมเล่นกับฉินหยวนเฟิงก่อนเถอะครับ เรื่องการบ้านน่ะ ผมสัญญาว่าจะทำ ให้เสร็จทันส่งแน่นอน!”
หลินชุ่ยอิงกำลังจะอ้าปากบ่นต่อ ทิงเสวี่ยก็รีบแทรกขึ้นมาแก้สถานการณ์ “คุณป้าคะ... หนูเชื่อมือพี่เจียหนิงค่ะ เขาทำเสร็จทันแน่ๆ ที่สอบคราวนี้คะแนนตก ไม่ใช่เพราะพี่เขาหัวไม่ดีนะคะ แต่เพราะพี่เขาประมาทไปหน่อยแค่นั้นเอง หนูมั่นใจว่าเทอมหน้า พี่เจียหนิงต้องทวงคืนคะแนนเต็มร้อยกลับมาได้แน่ๆ ค่ะ เผลอๆ อาจจะคว้าเต็มร้อยมาทั้งสองวิชาเลยก็ได้นะคะ!”
หลินชุ่ยอิงเบ้ปาก “เหอะ! ถ้ามันสอบได้เต็มร้อยสองวิชาจริงนะ ฉันคงนอนหัวเราะจนสะดุ้งตื่นกลางดึกแน่ๆ”
คำพูดประชดประชันของแม่ บาดลึกเข้าไปในใจดวงน้อยๆ ของซูเจียหนิง แม่ครับ... ผมลูกแม่นะ ช่วยไว้หน้าผมต่อหน้าเพื่อนบ้างได้ไหม? ถึงผมจะเป็นเด็ก... แต่ผมก็มีศักดิ์ศรีลูกผู้ชายเหมือนกันนะ!
หลินชุ่ยอิงลอบมองฉินหยวนเฟิง เด็กคนนี้อายุมากกว่าลูกชายเธอปีเดียว แต่ตัวเล็กกว่าเห็นๆ ทว่ากลับเป็นถึง เทพเจ้าแห่งการเรียน ยิ่งมองก็ยิ่งถูกชะตาอย่างบอกไม่ถูก
เด็กชายคนนี้ไม่ใช่แค่เรียนเก่ง แต่หน้าตายังหมดจดเกลี้ยงเกลา น่ารักน่าเอ็นดู หลินชุ่ยอิงกล้าพูดได้เต็มปากว่าเห็นเด็กมาก็เยอะ แต่ยังไม่เคยเจอเด็กผู้ชายคนไหนที่ดูดีมีสง่าราศีขนาดนี้มาก่อน
เด็กๆ เล่นกันจนเหนื่อยหอบ ก่อนจะแยกย้ายกันกลับบ้านเมื่อตะวันตกดิน
ระหว่างมื้อเย็น หลินชุ่ยอิงถึงได้โอกาสถามทิงเสวี่ย “ตกลงว่าเจ้าหนูฉินหยวนเฟิงคนนั้น เป็นลูกพี่ลูกน้องของซานซานเหรอ? แล้วทำไมเมื่อก่อนป้าไม่เคยเห็นหน้าค่าตาเขาเลยล่ะ?”
ทิงเสวี่ยรีบอธิบาย “เขาเป็นเด็กขี้อายมาตลอดค่ะ ไม่ค่อยชอบสุงสิงกับคนแปลกหน้า ...แม่เขาเสียไปแล้ว ส่วนพ่อของเขา... ก็เป็นคนเลวคนหนึ่งค่ะ”
หลินชุ่ยอิงพยักหน้าช้าๆ “เรื่องนี้ป้าพอรู้มาบ้าง แม่ของซานซานเคยเล่าให้ฟัง ว่าน้องสาวของเธอเป็นผู้หญิงที่อาภัพ ลูกยังไม่ทันหย่านม ผัวก็แอบไปมีเมียน้อย ด้วยความที่กลัวทางบ้านจะเป็นห่วง เธอเลยก้มหน้าก้มตาอดทนมาตลอด ไม่นึกเลยว่าจะต้องมาจบชีวิตลงแบบนั้น... หยวนเฟิงเป็นเด็กดีแท้ๆ! น่าสงสารที่โชคชะตาเล่นตลกกับเขาจริงๆ”
พูดจบ หลินชุ่ยอิงก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ความเวทนาสงสารที่มีต่อฉินหยวนเฟิง
เมื่อก่อนเธอเคยคิดว่าทิงเสวี่ยน่าสงสารแล้วที่แม่ทิ้งไป แต่พอมาเทียบกับฉินหยวนเฟิง ทิงเสวี่ยยังถือว่าโชคดีกว่ามาก อย่างน้อยเธอก็ยังมีพ่อที่รักและเทิดทูนเธอดั่งแก้วตาดวงใจ แต่ฉินหยวนเฟิงล่ะ? ...เขามีใคร?
ทิงเสวี่ยพักอยู่ที่บ้านป้ารองจนครบห้าวัน ถึงได้เวลากลับบ้าน ระหว่างนั้น เธอมีโอกาสติดสอยห้อยตามป้ารองและซูเจียหนิงไปเยี่ยมบ้านป้าใหญ่หลินชุ่ยหงด้วย
บ้านของป้าใหญ่ตั้งอยู่ที่หมู่บ้านเกาไถ ซึ่งบังเอิญว่าเป็นหมู่บ้านเดียวกับบ้านเดิมของ หลิวกุ้ยหลาน แม่ของทิงเสวี่ย หรือพูดง่ายๆ ก็คือ... บ้านคุณยายแท้ๆ ของทิงเสวี่ยนั่นเอง
โชคยังดีที่บ้านของป้าใหญ่อยู่คนละฟากกับบ้านตระกูลหลิว ทิงเสวี่ยจึงไม่ต้องเสี่ยงดวงไปจ๊ะเอ๋กับญาติฝ่ายแม่ที่เธอไม่อยากเฉียดเข้าใกล้
ฐานะทางบ้านของป้าใหญ่หลินชุ่ยหง ไม่ได้มั่งคั่งอู้ฟู่เหมือนบ้านป้ารอง บ้านของเธอยังคงเป็นกระท่อมดินมุงฟางสามห้องนอน ที่พ่อแม่สามีสร้างให้เป็นเรือนหอ เครื่องใช้ไฟฟ้าเพียงชิ้นเดียวในบ้านคือ หลอดไฟ ที่ห้อยต่องแต่งอยู่กลางห้อง
หลินชุ่ยหงไม่ใช่คนเจ้าระเบียบรักความสะอาดเหมือนหลินชุ่ยอิง สภาพบ้านช่องทั้งในและนอกจึงดูรกรุงรัง ข้าวของวางระเกะระกะไม่เจริญหูเจริญตา
โบราณว่า... ถ้าคนเรารู้จักเก็บกวาดดูแลบ้านเรือน ต่อให้อยู่ในกระท่อมซอมซ่อ ก็เปลี่ยนให้เป็นวิมานแสนอบอุ่นได้ แต่ถ้าเป็นคนมักง่าย สกปรกซกมก ต่อให้อยู่ในตึกสูงระฟ้า สภาพก็คงไม่ต่างจากเล้าหมู
และหลินชุ่ยหง... จัดอยู่ในประเภทหลัง ต่างจากหลินชุ่ยอิงที่เป็นแม่บ้านแม่เรือน เนี้ยบทุกกระเบียดนิ้ว
เวลาไปบ้านป้ารอง ทิงเสวี่ยมักจะมีขนมนมเนยให้กินไม่อั้น ซูเจียหนิงก็ใจป้ำ ขนเสบียงส่วนตัวมาแบ่งน้องกินตลอด แต่พอมาบ้านป้าใหญ่... บรรยากาศช่างแตกต่างราวฟ้ากับเหว ของว่างรับแขกมีเพียงเมล็ดแตงโมคั่วกับลูกอมเม็ดแข็งๆ ราคาถูก
หวังฮุ่ย ลูกสาวคนโตของป้าใหญ่ ไม่ได้แสดงท่าทีกระตือรือร้นต้อนรับทิงเสวี่ยกับซูเจียหนิงสักเท่าไหร่ ผิดกับ หวังอวิ๋น ลูกสาวคนเล็ก ที่คอยมาเดินวนเวียนคลอเคลียไม่ห่าง
คงเป็นอานิสงส์จากลูกอมนมกระต่ายขาวเม็ดนั้นที่ทิงเสวี่ยเคยแบ่งให้ ทำให้หวังอวิ๋นรู้สึกสนิทใจกับพี่สาวคนนี้เป็นพิเศษ เด็กน้อยตักน้ำตาลทรายใส่แก้วน้ำเปล่า แล้วยื่นมาตรงหน้าทิงเสวี่ยอย่างเอาใจ “พี่สาวคะ... กินน้ำหวานสิคะ หวานอร่อยมากเลย”
ทิงเสวี่ยรับมาจิบ แล้วยิ้มตอบ “อื้ม... หวานชื่นใจจริงๆ จ้ะ”
เธอล้วงกระเป๋าหยิบลูกอมข้าวฟ่างที่ติดมือมาจากบ้านป้ารอง ยื่นให้หวังอวิ๋นสองสามเม็ด “เอ้านี่... กินสิจ๊ะ พี่รู้ว่าหนูชอบ”
“ว้าว! พี่สาวใจดีที่สุดเลย!” หวังอวิ๋นกำลูกอมไว้แน่นราวกับได้ทองคำ ดวงตาเป็นประกาย
ทิงเสวี่ยให้ของน้องต่อหน้าต่อตา หวังฮุ่ยที่นั่งอยู่แถวนั้นเห็นเข้าก็ตาขวาง “นี่ทิงเสวี่ย! เธอให้ลูกอมนังอวิ๋น แล้วส่วนของฉันล่ะ? ทำไมไม่เห็นให้บ้าง?”
นิสัยขอทานผู้ดีแบบนี้ของหวังฮุ่ย ทิงเสวี่ยไม่ได้เพิ่งเคยเจอครั้งแรก เธอจึงชินชาแล้ว เธอมองหน้าพี่สาวจอมงก แล้วตอบด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ “ฉันเหลือติดกระเป๋ามาแค่นี้ ก็ต้องให้น้องอวิ๋นก่อนสิ น้องเขายังเด็ก... หรือว่าเธอก็ยังคิดว่าตัวเองเป็นเด็กเล็กๆ เหมือนกัน?”
หวังฮุ่ย “…”
ยังไม่ทันที่หวังฮุ่ยจะหาคำมาโต้ตอบ ทิงเสวี่ยก็สวนกลับนิ่มๆ แต่เจ็บลึก “เกิดมาฉันยังไม่เคยเห็นพี่สาวบ้านไหนเป็นแบบนี้เลย ไม่รู้จักรักไม่รู้จักเสียสละให้น้องบ้างเลย พี่สาวบ้านอื่นเขามีแต่จะเก็บของอร่อย ของเล่นดีๆ ไว้ให้น้อง แต่เธอล่ะ? นอกจากจะไม่แบ่งให้น้องที่อายุน้อยกว่าตั้งหกเจ็ดปีแล้ว ยังจะมาแย่งขนมจากปากน้องอีก... ถามจริง ไม่อายบ้างเหรอ?”
หวังฮุ่ยอายุสิบสาม เริ่มแตกเนื้อสาวแล้ว เมื่อก่อนไม่เคยมีใครกล้ามาสั่งสอนเธอฉอดๆ แบบนี้ พอโดนเด็กแปดขวบด่ากราดเข้าให้ เธอก็หน้าชาทำตัวไม่ถูก ได้แต่สะบัดหน้า ฮึ! ใส่ แล้วเดินกระฟัดกระเฟียดหนีไป
เห็นพี่สาวโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ หวังอวิ๋นก็เริ่มหน้าเสีย เธอกระตุกแขนเสื้อทิงเสวี่ยยิกๆ “พี่สาวคะ... พี่ฮุ่ยโกรธแล้ว หนูว่า... หนูแบ่งลูกอมให้พี่เขาเม็ดหนึ่งดีกว่าค่ะ เดี๋ยวจะโดนตี”
ท่าทางหวาดระแวงของหวังอวิ๋น ทำเอาทิงเสวี่ยสะท้อนใจ “อวิ๋นอวิ๋น... ลูกอมพวกนี้พี่ตั้งใจให้หนูนะ ถ้าหนูกล้าเอาไปให้คนอื่น พี่จะไม่เล่นกับหนูอีกเลย คอยดู! ...แล้วก็ไม่ต้องกลัวพี่สาวโกรธด้วย พี่ไม่ได้จะยุให้หนูไปทะเลาะกับใคร แต่ของที่เป็นสิทธิ์ของหนู หนูไม่จำเป็นต้องยอมให้ใครหน้าไหนทั้งนั้น ถ้าจะมีใครต้องยอม... ก็ต้องเป็นคนเป็นพี่นั่นแหละ ที่ต้องหัดเสียสละให้น้องบ้าง!”
หวังอวิ๋นพยักหน้าหงึกหงัก เธอรีบยัดลูกอมเม็ดหนึ่งลงกระเป๋าเสื้อ ส่วนอีกเม็ดแกะเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ อย่างมีความสุข
ในขณะเดียวกัน ที่ในครัวหลังบ้าน หลินชุ่ยอิงกำลังกระซิบกระซาบถามพี่สาวด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “พี่คะ... วันก่อนที่บ้านเสียวเสวี่ย เห็นพี่โอกอากหนักมาก... ตอนนี้ดีขึ้นหรือยัง?”
หลินชุ่ยหงโยนฟืนเข้าเตา แก้เก้อ “อ๋อ... ฉันไม่เป็นไรแล้วล่ะ ไม่ต้องห่วงหรอก”
หลินชุ่ยอิงจับสังเกตแววตาหลุกหลิกของพี่สาว สัญชาตญาณผู้หญิงบอกว่าต้องมีอะไรในกอไผ่ “พี่คะ... อย่าบอกนะว่า พี่กำลังท้อง?”
คำถามแทงใจดำทำเอาหลินชุ่ยหงสะดุ้งโหยง ท่อนฟืนในมือร่วงหล่นพื้นดังตุ้บ “อิงจื่อ! อย่าพูดบ้าๆ นะ! เบาเสียงหน่อย! เธอไม่รู้หรือไงว่าช่วงนี้กฎหมายวางแผนครอบครัวมันเข้มงวดขนาดไหน!?”
“ฉันรู้น่ะสิคะว่ามันเข้มงวด! ถึงได้เป็นห่วงพี่อยู่นี่ไง! ฉันกลัวพี่จะคิดสั้นทำเรื่องโง่ๆ ลงไป สมัยนี้มันไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้วนะพี่ ถ้าเป็นตอนคลอดน้องอวิ๋นใหม่ๆ แล้วรีบมีต่อเลย ก็อาจจะแค่เสียค่าปรับไม่กี่หยวน แต่เดี๋ยวนี้... มันไม่ใช่แค่ปรับเงินแล้วจบนะ มันลามปามไปถึงญาติพี่น้อง เผลอๆ โดนจับ โดนรื้อบ้านช่องวอดวาย พี่คะ... พี่กับพี่เขยอย่าหาเรื่องใส่ตัวเลยนะ”
“เธอก็พูดง่ายสิ! ก็เธอมีลูกชายสมใจแล้วนี่!” หลินชุ่ยหงสวนกลับด้วยความอัดอั้นตันใจ น้ำเสียงเริ่มสั่นเครือ “ฉันกับพี่เขยเธอไม่มีลูกชายสืบสกุล... อีแก่ที่บ้านนั่น มันเคยเห็นหัวฉันที่ไหน? ทั้งที่ฉันกตัญญูรับใช้มันยิ่งกว่าสะใภ้คนไหนๆ แต่แค่เพราะฉันไม่มีลูกชายให้มัน... อีแก่นั่นมันก็เหยียบย่ำฉันจมดิน!”
คำระบายความในใจนี้ เท่ากับเป็นการยอมรับกลายๆ ว่าเธอกำลังตั้งท้องอยู่จริงๆ คำว่า อีแก่หนังเหนียว ที่หลุดออกมาจากปาก บ่งบอกถึงความคับแค้นใจที่มีต่อแม่สามีได้เป็นอย่างดี
ในบรรดาสะใภ้ตระกูลหวัง มีเพียงหลินชุ่ยหงคนเดียวที่มีแต่ลูกสาว เท่ากับว่าล้มเหลวในหน้าที่การผลิตทายาทสืบสกุล ในสายตาแม่ผัวหัวโบราณ... เธอจึงกลายเป็น คนไร้ค่า ต่อให้ทำดีแทบตาย ก็เสมอตัว
การไม่มีลูกชาย... ทำให้สามีของเธอต้องเดินก้มหน้าในหมู่บ้าน ไม่กล้าสู้หน้าพี่น้องคนอื่น ส่วนตัวเธอในฐานะเมีย... สถานะยิ่งตกต่ำย่ำแย่กว่าขี้ข้า
ในสมัยก่อน ถ้าเมียหลวงไม่มีลูกชาย สามียังหาข้ออ้างรับเมียน้อยมาผลิตทายาทได้ แต่ในยุคสังคมนิยมแบบนี้ แถมมีกฎหมายคุมกำเนิดค้ำคอ ครอบครัวสามีทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าการ โขกสับ และ กดดัน ลูกสะใภ้ที่ท้องไม่รักดี
ทั้งที่ความจริงทางวิทยาศาสตร์ก็บอกทนโท่ว่า... การจะได้ลูกหญิงหรือชาย มันอยู่ที่โครโมโซม Y จากฝ่ายชายต่างหาก แต่สุดท้าย... คนที่ต้องก้มหน้ารับกรรม ก็คือผู้หญิงอยู่วันยังค่ำ!