ณ เมืองเกงจิ๋ว ชัวฮูหยินครั้งก่อนสมคบคิดกับชัวมอ วางแผนฆ่าเล่ากี๋แต่ไม่สำเร็จ พอเล่ากี๋รู้ตัวก็ขอความช่วยเหลือจากขงเบ้งเล่าปี่ แล้วย้ายตัวเองออกไปอยู่ ณ เมืองกังแฮ อีกทั้งทหารแลประชาชนก็สนิทชิดเชื้อรักใคร่ ด้วยนิสัยมีน้ำใจกตัญญูของเล่ากี๋ ครั้นจะคิดการสังหารอีกก็คงทำได้ยาก
"พี่ท่าน บัดนี้เล่าเปียวแก่ชรามากแล้ว อีกทั้งโรคภัยรุมเร้า น้องคิดว่าอีกไม่นานคงสิ้นอายุขัยเป็แน่" ชัวฮูหยินแอบนัดแนะชัวมอผู้มีศักเป็พี่เข้ามาหารือความเป็ไปในภายภาคหน้า
"ข้าว่าเ้าเล่าเปียวคงยกตราตั้งให้เล่ากี๋ลูกคนโตขึ้นนั่งเมืองเกงจิ๋ว ด้วยเพราะตามประเพณีนั้นหากมีบุตรหลายคน บุตรคนโตจะได้รับก่อน หากเรารอให้เล่ากี๋ได้นั่งเมืองเสมือนเรานั่งรอความตาย มีหรือที่มันจะปล่อยเราพี่น้องให้รอดความวิบัติไปได้" ชัวมอกุมขมับตริตรอง
"ถ้าเช่นนั้นเราควรทำอย่างไรเล่า จะวางยาพิษมันก็รู้ตัว จะส่งคนไปลอบฆ่า มันก็หนีไปอยู่เสียเมืองกังแฮ"
"เอาอย่างนี้...."
ชัวมอกวักมือเรียกให้น้องสาวเอียงหูมารับฟังแผนการ
ม่านแพรถูกลมต้องพลิ้วไหวระริกเหมือนแผ่นน้ำกว้างโดนละลอกลมก่อระลอกคลื่นเคลื่อนขยับไปมาหวับๆ
"ท่านมิหิวข้าวบ้างหรืออย่างไร" เย่อิงออกมาจากครัว ในมือถือหมั่นโถวลูกโตมายื่นให้ ผมรับไว้แต่โดยดี แต่อีกมือยังง่วนกับหน้าหนังสือ แผ่นกระดาษบางเบาขยับไปตามแรงนิ้ว ผมเปิดหน้าแล้วหน้าเล่า เล่มแล้วเล่มเล่า มีแต่กลศึก ยุทธวิธี ทั้งของซุนวู ซุนปิน เจียงจื่อหยา ตำราอื่นก็มีแต่ของยุคชุนชิวซึ่งก็หนีไม่พ้นการทหารและการปกครอง มีบ้างที่แตกต่างแต่ก็เกี่ยวกับลัทธิเต๋าและลัทธิขงจื้อเป็หลัก นอกนั้นก็เป็บทละครของคนยุคโบราณ
"เย่อิง เมื่อก่อนขงเบ้งชอบทำพิธีอะไรแปลกๆ บ้างหรือเปล่า อย่างเช่นการเชิญิญญา ไม่ก็สวดมนต์ลัทธิอะไรพวกนั้น"
"ไม่เลย ส่วนใหญ่จะศึกษาตำรายุทธศาสตร์ การปกครอง ดูตำรานรลักษณ์ ศาสตร์ดวงดาวและอี้จิง นอกนั้นมิเห็นจะสนใจสิ่งใด"
มันต้องมีบ้างสิน่า ไม่งั้นจะย้ายิญญาคนอื่นมาสิงอยู่ในร่างตัวเองได้ยังไง สุมาเต๊กโชก็ไม่พูดไม่บอกอะไร เย่อิงก็รู้ไม่มาก คนรู้เื่ที่สุดก็ตายไปแล้ว หนังสือที่อุตส่าห์ลากมาก็ไม่ได้เื่สักเล่มเดียว เปิดเจอแต่การทหารจนแทบจะจำได้อยู่แล้ว
"ท่านเปิดตำรับตำราได้กว่าครึ่งแล้ว พอจะเจอสิ่งที่ท่าน้าบ้างหรือไม่" เย่อิงขยับชิดเข้ามานั่งอยู่ข้างๆ เอามือบางนิ้วเล็กหยิบเปิดหนังสือดูบ้าง
"ไม่เจอเลย ไม่มีบันทึกไว้เลย มีแต่เื่ทหารกับคุณธรรม"
"ที่ใกล้เคียงก็มิมีบ้างเลยหรอ"
"มีแต่เทพเ้าหนี่วา นี่แหละแฟนตาซีที่สุดละ"
"ข้ามิเข้าใจ แฟนอะไรของท่าน?"
ใบหน้าเย่อิงเวลาสงสัย ดูแล้วเหมือนเด็กอยากรู้อยากเห็น มองทีไรน่าแกล้งทุกที
"รู้มั้ยเย่อิง ในอนาคตเกวียนจะเป็เหล็กแล้วก็ไม่ต้องใช้ม้าลากอีก"
"เช่นนั้นมันก็หนักและเคลื่อนไปไหนไม่ได้"
"ไม่เลยๆ มันไปได้เร็วมาก เร็วกว่าม้าเป็ร้อยเท่าเลย" ก็เครื่องยนต์ร้อยแรงม้ามีอยู่ถมเถ
"ท่านโกหกข้า ั้แ่เื่ท่อนเหล็กลอยบนฟ้า ขนส่งผู้คน" เย่อิงทำหน้านิ่วเชิงจะงอน
"เื่จริงนะ คนในอนาคตอยู่ไกลกันครึ่งโลกแต่ก็ยังคุยกันได้" เย่อิงเอาข้อศอกเท้าโต๊ะ มือนั้นก็เท้าคางนิ่งฟัง
"ท่านชอบพูดเพ้อเจ้อ แต่มันก็ทำให้ข้าสนุก" เย่อิงหัวเราะออกมาเบาๆ ผมพึ่งรู้ว่าเย่อิงนั้นเป็คนมีเพื่อนน้อย ถึงแม้ทางบ้านจะพอมีฐานะอยู่บ้างแต่ด้วยรูปลักษณ์ของเธอที่ไม่เหมือนคนอื่นจึงเป็ที่วิจารณ์ของชาวบ้านทั่วไปว่าอัปลักษณ์ คนก็ไม่กล้าเข้าใกล้ ผิวสีแทนของเย่อิงแตกต่างอย่างมากกับผิวขาวเหลืองของคนแถบนี้ ผมสีบรอนด์ทองก็ยิ่งประหลาดเข้าไปกันใหญ่ ยิ่งเวลาโดนแดดจะสะท้อนเป็สีแดงเรื่อๆ ต้องแสงออกมา ชาวบ้านรอบข้างเลยกีดกันรังเกียจไม่ยอมให้ลูกหลานเข้าใกล้
โชคดีที่อาจารย์สุมาเต๊กโชไม่รังเกียจผู้มีปัญญา เย่อิงเลยได้อ่านได้ศึกษา ทำให้พอคลายเหงาลงไปได้บ้าง สำนักคันฉ่องวารีเองก็ไม่ไกลจากบ้านของเธอ ถึงจะมีผู้เล่าเรียนไม่มากแต่ก็ล้วนแล้วแต่เป็ปราชญ์ผู้มีปัญญาของแผ่นดิน อย่างขงเบ้ง บังทอง ก็ได้ชื่อว่า ฮกหลงฮอองซูผู้หยั่งรู้ดินฟ้า ชีซี ซุยเป๋ง โจ๊ะก๋งหยวน เบงคงอุย ก็ล้วนเลิศด้วยปัญญาทั้งสิ้น
"หากว่าท่านมิอาจจะกลับไปได้..." เย่อิงอ้ำอึ้ง หน้าแดงออกระเรื่อ ไม่รู้ในจิตในใจคิดสิ่งใดอยู่
"นั่นสิ ข้าเองยังไม่เคยคิดเื่นี้มาก่อน" ถ้าหากเป็อย่างนั้นจริงจะทำยังไงดี ต้องติดอยู่ในยุดที่ไม่มีไฟฟ้า น้ำประปา ไม่มีโค๊กกิน ไม่มีน้ำวิตามินดื่ม แต่คิดไปคิดมาถ้ากลับไปไม่ได้จริงๆ ก็อาจจะดีก็ได้ ไม่ต้องเรียน ไม่ต้องหางานทำ ไปเป็ลูกจ้างหรือไม่ก็ตกงานหางานทำไม่ได้ ตกอับ กลับบ้าน โดนคนดูถูก ถ้าเป็อย่างงั้นสู้อยู่เป็ขงเบ้งให้คนอื่นยกย่องเชิดชูแบบนี้ไม่ดีกว่าหรอ
แววตาเปล่าเปลี่ยว ในหัวโล่งโพลน ถึงยังไงตอนนี้ก็ต้องหาทางไปก่อน ถ้ามีวิธีก็ดีไปถ้าไม่มีก็เลยตามเลยอยู่ที่นี่ต่อไป เพราะถึงยังไงอยู่แบบนี้ก็ไม่ได้แย่ซักเท่าไหร่ ดีเลยอีก
ที่สำคัญมีสาวน้อยน่ารัก ทำงานบ้าน ทำกับข้าว ดูแลปัดกวาดเช็ดถู ยิ่งกว่าฝันไปซ่ะอีก อีกหน่อยเวลาผ่านไปคงต้องจำใจเป็ผัวเป็เมียกันไปจริงๆ ถ้างั้นต้องรีบวางแผนมีลูกก่อน จะเอากี่คนดีน้าาาา....
"ท่าน? คิดอะไรอยู่หรือ?"
"อ๋อ เปล่าๆ ไม่มีอะไร พอดีกำลังคิด...เอ่อ....คิด..."
เสียงเอะอะวิ่งเข้ามาท่าทางตื่นของนายทหารยาม ทั้งลนลานและตระหนกจนเสียงสั่นพูดตะกุกตะกัก
"ท่านขงเบ้งๆ แย่แล้วๆ แฮหัวตุ้นยกทัพสิบหมื่นออกจากฮูโต๋ตรงมาที่ซินเอี๋ยแล้ว ท่านเล่าปี่ให้ข้ามาตามท่านไปปรึกษาโดยด่วน"
แหม มาได้จังหวะพอดี
"เอาล่ะ ไปๆ พาข้าไปเร็วเข้า"
ห้องโถงไม่เล็กไม่ใหญ่ถัดจากห้องรับรองของเรือนเล่าปี่ มันไม่โอ่โถงมากมายนักเพราะเมืองซินเอี๋ยเล็กจ้อย เป็ได้แค่ที่ซุกหัวหนุนนอนยามยากลำบากเท่านั้น เมื่อมีโอกาสก็ค่อยหาหนทางยึดขยายเข้าเมืองใหญ่
ั้แ่เล่าปี่ได้ที่ปรึกษาใหญ่ก็ปฏิบัติดั่งเป็อาจารย์ มอบด้วยของดีมิได้ขาด เอาอกเอาใจทั้งของร้อนของเย็นมาให้ จนเตียวหุยและกวนอูมีความงึงง้อยน้อยใจว่าแก่เล่าปี่
"พี่ใหญ่ ขงเบ้งนั้นอายุยังไม่เข้าสามสิบ อ่อนกว่าท่านเสียอีก เหตุใดถึงคำนับขงเบ้งเหมือนเป็อาจารย์เช่นนี้" เตียวหุยฉุนเฉียวขึ้นเมื่อเห็นท่าทีที่เล่าปี่ปฏิบัติต่อขงเบ้งที่กำลังย่างเดินเข้ามา
"น้องทั้งสองไม่รู้อะไร ตัวข้านั้นจะว่าไปเสมือนปลาอยู่บนดินดอนเกลือกดิ้นรนไปมา ซึ่งได้ขงเบ้งมาเหมือนข้าได้ลงมาถึงน้ำ ได้แหวกว่ายมีชีวิต น้องทั้งสองมิรู้ความก็อย่าพึ่งพูดเลย แม้นรู้ไปถึงขงเบ้งจะน้อยใจเอาได้"
กวนอู เตียวหุยถอยออกมาปล่อยให้เล่าปี่เข้ารับขงเบ้งแต่ผู้เดียว
"พี่รองดูสิ พี่ใหญ่เอาอกเอาใจแต่เ้าขงเบ้ง เปรียบตัวเองเหมือนปลา เปรียบขงเบ้งเหมือนน้ำ ข้าศึกบุกมาคราวนี้ มันน่าจะให้น้ำออกไปรับศึกดูบ้าง จะได้รู้ว่าเป็อย่างไร หึ!" เตียวหุยแลตากระแนะกระแหนไปยังคนหนุ่มข้างเล่าปี่
"ก็นั่นน่ะสิ พี่เองก็กลุ้มใจยิ่งนัก" กวนอูว่า
"ข้าว่านะพี่ใหญ่ การคราวนี้เราทำเป็นิ่งเสีย ให้ขงเบ้งถือดาบออกสู้รบลองฝีมือดูซักครั้ง พี่ใหญ่จะได้เลิกมัวเมาเ้าคนดีแต่พูดนั่นเสียที"
"ขงเบ้งอวดตัวว่ามีปัญญา พี่เองก็อยากจะรู้นักว่าหากไม่มีแม่ทัพอย่างเราจะใช้ปัญญาทำสิ่งใดได้" กวนอูเองก็มีอารมณ์เช่นเดียวกับเตียวหุย แต่ด้วยเกรงใจพี่คนโตอย่างเล่าปี่ จึงไม่ว่าอะไรเอะอะไป เป็แต่กระซิบคุยกันกับเตียวหุยแค่สองคน จูล่งยืนฟังอยู่ข้างๆ ได้แต่ส่ายหัวไม่รู้จะห้ามปรามยังไงด้วยวัยน้อยกว่า แลบุคคลทั้งสองก็ใช่ผู้อันพึงจะห้ามปรามเอาได้
เล่าปี่ กวนอู เตียวหุย จูล่ง รวมถึงเหล่าที่ปรึกษาพากันเข้าร่วมประชุมกันโดยพร้อมเพรียง นั่นเพราะทัพแฮหัวตุ้นมาศึกคราวนี้ใหญ่หลวงสาหัสนัก กองทหารสิบหมื่นเทียบกันแล้วกับทหารในเมืองซินเอี๋ยแค่ไม่กี่พัน หากเข้าปะทะกันแล้วเหมือนเอาไข่ไปกระแทกหินมีหรือที่จะไม่บรรลัยลง
"ท่านอาจารย์บัดนี้โจโฉให้แฮหัวตุ้นยกทัพนำทหารกว่าสิบหมื่นยกลงมาแล้ว การคราวนี้หนักหนานัก ท่านอาจารย์โปรดจงคิดอ่านวางแผนแก้ไขเถิด" เล่าปี่เดือดเนื้อร้อนใจเร่งเร้าให้โอมในร่างขงเบ้งคิดหาทางรอด
แววตาจับจ้องรวมมาที่คนคนเดียว
ที่ผมเอง...
เื่คราวนี้จะให้หนียังไงก็คงไม่พ้น อีกอย่างถ้าหากไม่คิดหาวิธีแล้วมีหวังมอดม้วยมรณาไปก่อนจะหาวิธีกลับบ้านได้แน่ๆ
จำได้คลับคล้ายคลับคลาว่าในหนังสือสามก๊กฉบับแปลไทย ขงเบ้งใช้ข้อได้เปรียบอะไรซักอย่างระหว่างทางที่จะมาถึงเมืองซินเอี๋ย แต่เอ....
มันอะไรหว่าาาาา
อ๋อ!!!
"ท่านเล่าปี่ แผนการนั้นข้ามีแล้ว เพียงแต่จะได้ผลมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับท่านเล่าปี่"
"ขึ้นอยู่กับข้างั้นหรือ อย่างไรกัน?"
"ท่านให้อำนาจข้ามากแค่ไหน แผนก็มีผลมากเท่านั้น"
เล่าปี่มองหน้าผมอย่างลังเล เดินวนไปมารอบครึ่งก็หยุดกึก หันไปสั่งทหารให้เชิญกระบี่อาญาสิทธิ์กับตราตั้งเอามามอบให้ขงเบ้งแล้วประกาศว่า บรรดาทหารผู้ใหญ่ผู้น้อยทั้งปวง ให้อยู่ในการบังคับบัญชาของขงเบ้งทั้งสิ้น แม้มีผู้ใดขัดขืนไม่ยอมทำตามคำสั่งของขงเบ้งก็จะให้ลากตัวมาตัดศีรษะเสีย
เตียวหุยได้ยินคำเล่าปี่ว่าอย่างนั้นก็คุยกับกวนอูว่า "พี่รอง ตอนนี้พี่ใหญ่ให้อาญาสิทธิ์แก่ขงเบ้งแล้ว เราควรจะทำอย่างไรดี"
"น้องพี่ ตอนนี้ขงเบ้งมีกระบี่และตราตั้ง ทั้งพี่ใหญ่ก็เข้าข้างสนันสนุน หากขงเบ้งมีบังคับบัญชาเราก็อย่าเพิ่งขัดขืน ลองทำตามดูซักครั้ง เราจะได้เห็นความคิดขงเบ้ง หากมีการผิดพลาดขึ้นมาเมื่อนั้นเราค่อยหาเื่จัดการทีหลัง" กวนอูแจ้งแก่น้องคนเล็ก
"ถ้างั้นก็เอาตามพี่รองว่า" เตียงหุยฮึดฮัดกระฟัดกระเฟียด ปริมแจะปากอยากดวดสุราลงคอแก้อาการขุ่นหัวใจ
ทหารสองนายกางแผนที่แผ่นใหญ่ให้ผมดู มันเป็แผ่นกระกาษเก่าๆ แผ่นที่ไม่ละเอียดนักแต่ก็พอดูออกมาตรงไหนเป็ูเา ตรงไหนเป็ป่า ต้นไหนเป็เมือง เส้นทางที่ทัพแฮหัวตุ้นยกมา ถ้าใช้เส้นทางหลักก็จะตรงเข้าสู่ตัวเมืองซินเอี๋ยได้ทันที ด้านหน้าเมืองมีกำแพงพอชะลอเวลาได้ แต่ถ้าจะให้รับศึกใหญ่ๆ คงจะต้านทานไม่ไหว มีหวังตายห่าเป็ผีเฝ้าเมือง
หนีดีไหมหว่า?
หนีไปไหนล่ะ ถ้าหนีพวกเล่าปี่ก็ต้องสู้เพียงลำพัง คนน้อยสู้คนมากเท่ากับะโเข้ากองไฟ อีกอย่างทั้งสุมาเต๊กโชและเบาะแสที่จะนำให้กลับบ้านได้ก็ยังอยู่แถวๆ นี้
มีแต่จะต้องสู้เท่านั้น และต้องเอาให้รอดด้วย
นี่ๆ
ผมกวักมือเรียกทหารคุมแผนที่เข้ามาถาม
"ตำบลทุ่งพกบ๋องก่อนถึงเมืองซินเอี๋ยเนี้ย ข้างขวามีสันเขาอีสัน ข้างซ้ายมีป่าชื่อป่าอันหลิม ถูกต้องตามแผนที่นี้มั้ย" ผมถามนายทหารที่ชำนาญแผนที่ พร้อมกับชี้ไล่ลงไปตามจุดให้เขาดูอย่างชัดเจนบนแผนที่ผืนใหญ่
"ถูกต้องขอรับ" ทหารหนุ่มพยักหน้ารับ แล้วถอยออกไปกุมแผนที่ต่อ
"ถ้าเป็อย่างนี้ก็ตรงตามหนังสือ" ผมพำพัมกับตัวเองแต่เสียงมันดังออกมานิดหน่อยทำให้เล่าปี่ที่ยืนอยู่ข้างๆ ได้ยินจนเกิดความสงสัย
"หนังสืออะไรหรือท่านอาจารย์" ผมปฎิเสธเสียงแข็ง
"หนังสืออะไร๊ ไม่มี๊ ข้ากำลังคิดแผนอยู่ และตอนนี้ก็คิดออกแล้ว" ผมหัวเราะลั่นออกมาเหมือนกำลังดูตลกแก๊งสามช่า มันเสียมารยาทนิดหน่อยแต่ดูเหมือนคนอื่นจะไม่ใส่ใจเท่าไหร่ โดยเฉพาะเล่าปี่ที่ท่าทางจะกังวลกับแผนของผมเป็อย่างมาก ซึ่งแน่นอนว่าตัวผมเองก็กังวลไม่แพ้เล่าปี่เช่นเดียวกัน