เดิมทีซูตงเฉินชื่นชอบศิลปะการต่อสู้และเบื่อหน่ายตัวอักษร เขาไม่รู้สิ่งใดเลยเกี่ยวกับประวัติศาสตร์เมื่อหลายพันปีก่อน อย่างไรก็ตาม นับั้แ่ก่อตั้งจวนอันกั๋วกง พวกเขาได้ผลิตผู้มีความสามารถที่ยอดเยี่ยมมากมาย อีกทั้งในจวนยังสร้างห้องหนังสือซึ่งสะสมตำราไว้เป็จำนวนมาก
ซูตงเฉินอยู่ในห้องหนังสือตามลำพัง ปล่อยให้ิญญาแห่งมิติเวลาสแกนตัวอักษรในตำราและภาพวาดทั้งหมดที่อยู่ข้างใน จากนั้นก็กลับไปศึกษาต่อที่ห้องหนังสือของตนเอง สิ่งตีพิมพ์และภาพวาดพู่กันต่างๆ รวมถึงตัวอักษรอื่นๆ ถูกสแกนออกมาอย่างรวดเร็ว ิญญาแห่งมิติเวลาได้แยกแยะบริบททางประวัติศาสตร์ของโลกนี้ตามวิธีการดั้งเดิมของกรมควบคุมอวกาศ
หลังจากบันทึกคำและรูปภาพที่จารึกไว้มากมาย ดูเหมือนิญญาแห่งมิติเวลาจะเปิดขึ้น "ท่านพ่อ ข้า้าชื่อ"
ซูตงเฉินไม่ได้คัดค้านการตัดสินใจของเขาที่้ามีความสัมพันธ์แบบพ่อกับลูก หลังจากครุ่นคิดครู่หนึ่งจึงเอ่ยว่า "เรียกว่าลั่วหลีแล้วกัน" เขามีลักษณะเป็น้ำที่กลายพันธุ์มาจากน้ำแข็ง และบุตรชายของเขาก็ต้องมีลักษณะนี้ด้วย ดังนั้นชื่อจึงมีคำว่าน้ำอยู่ด้านข้าง ส่วนคำว่า ‘หลี’ ออกเสียงเดียวกับคำว่าหลี ซึ่งรวมอยู่ในคำว่า ‘เยี่ยนหลี’ รูปคำนั้นคล้ายกัน ออกเสียงเหมือนกัน และมีรูปร่างคล้ายกัน ทว่าเขากลับไม่ตระหนักถึงมันแม้แต่น้อย
ลั่วหลีมีความสุขมาก เ้าอ้วนน้อยมีสามหัว มันกลิ้งตัวในมิติอวกาศ จากนั้นก็รายงานอย่างเป็ทางการว่า "ประวัติศาสตร์โลกก่อนหน้านี้เหมือนกับโลกต้นกำเนิดเดิม เป็่สิ้นสุดราชวงศ์ซ่งใต้ ในเวลานั้นมีการต่อต้านวีรบุรุษมองโกลผู้ยิ่งใหญ่ที่เข้ามารุกราน หรือก็คือฮ่องเต้ผู้ก่อตั้งประเทศในราชวงศ์นี้
จากการวิเคราะห์ข้อมูลที่มี เขาน่าจะเดินทางข้ามมิติเวลามาจากสมัยโบราณยุคกลาง อดีตชาติเกิดในตระกูลที่มีชื่อเสียง อีกทั้งยังเป็แม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ และบรรพบุรุษของเขาอยู่ทางเหนือของเมืองซานซี ดังนั้นแผ่นดินที่ตนเองต่อสู้และจึงมีชื่อว่า เป่ยจิ้น
เขาบังคับให้ราชวงศ์ซ่งใต้ที่อ่อนแอยอมจำนนต่อเขา และให้ฮ่องเต้ซ่งใต้สละราชสมบัติให้แก่เขา จากนั้นจึงนำกองทัพใต้ออกสู้รบไปยังดินแดนทางเหนือ ใช้เวลายี่สิบปีเพื่อขับไล่พวกทาร์ทาร์ออกไป และยึดดินแดนของเราคืน บทกวีที่เขาเขียนขึ้นไม่ได้มาจากการลอกเลียนแบบ ทว่าเป็สิ่งที่เขาแต่งขึ้นเป็ต้นฉบับ แสดงให้เห็นว่าเขามีพร์เป็อย่างยิ่ง
เขายังเขียนหนังสือโบราณหลังจากราชวงศ์ิเป็จำนวนมาก เช่น ‘ตำรารวมสมุนไพรไป่เฉ่า’ ‘ตำราวิทยาการโบราณเทียนกงไคอู้’ ‘ตำราการเกษตร หนงเจิ้งเฉวียนซู’ เป็ต้น จากประวัติ เขาไม่ได้เป็คนชั่วร้ายที่ข้ามมิติเวลามาอย่างแน่นอน ตำราหลายสิบเล่มล้วนมาจากความทรงจำของเขา ซึ่งทั้งหมดไม่มีข้อผิดพลาด นับว่าน่าทึ่งนัก
เขาไม่ได้เปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์อย่างรวดเร็วเกินไป เพราะเขายังคงเป็ฮ่องเต้ ไม่ใช่ประธานาธิบดี
หลังจากการก่อตั้งประเทศ เขาไม่ได้ปิดประเทศ ไม่มีนโยบายที่โง่เขลา เขาจำกัดการที่ดิน สนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจ ส่งเสริมนวัตกรรมทางเทคโนโลยี สร้างความเท่าเทียมกันของพลเรือนและทหาร ลงโทษข้าราชการที่ทุจริตอย่างรุนแรง เน้นความแตกต่างในการเคารพระหว่างอนุภรรยาและภรรยาเอก ให้ความสำคัญในการสืบสกุล... สรุปว่า มาตรการทั้งหมดของเขาบันทึกอยู่ใน ‘เจตจำนงของปฐมกษัตริย์’ และเป็พระราชโองการที่ทิ้งไว้บนกระถางสำริดหน้าตำหนักเฟิ่งเซียนก่อนสิ้นพระชนม์
เพียงคนรุ่นหลังไม่อกตัญญูและปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของเขา ประเทศชาติก็จะดีขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้ในปีที่สองร้อยเก้าสิบเจ็ดของราชวงศ์ มีฮ่องเต้สิบสามพระองค์ แม้การยึดครองบัลลังก์จะอันตรายอย่างยิ่ง ทั้งยังมีฮ่องเต้บางพระองค์ที่เข่นฆ่าพี่น้อง ทำร้ายลุงและอา ทว่าหลังจากขึ้นครองบัลลังก์และปฏิบัติตาม ‘เจตจำนงของปฐมกษัตริย์’ ก็นับว่าเป็ฮ่องเต้ที่ทรงพระปรีชาแล้ว
ครั้งหนึ่งมีการรุกรานอย่างหนักของชนเผ่าทางเหนือ และครั้งหนึ่งข้าราชบริพารพยายามแย่งชิงราชบัลลังก์จนเกือบทำลายประเทศ ทว่าอาศัยหนทางของปฐมกษัตริย์ที่เหลือไว้เพื่อแก้ไขความวุ่นวาย ฮ่องเต้ที่ทรงพระปรีชาจึงมีอำนาจและเจริญรุ่งเรืองอีกครั้ง
บ้านเมืองเจริญรุ่งเรืองจนถึงปัจจุบัน ฮ่องเต้ในสมัยนี้มีพระนามว่า หนานกงจวิ้น ปีนี้ทรงมีพระชนมายุห้าสิบสี่ชันษา... ดูเหมือนพระองค์ทรงโปรดปรานรัชทายาทหนานกงลวี่ ซึ่งถือกำเนิดจากฮองเฮามากที่สุด ในเมื่อเป็พระโอรสองค์โตของพระมเหสีเอก จึงมีชาติกำเนิดเหมือนกับพระองค์ อีกทั้งยังมีดวงชะตาที่ดี ดังนั้นพระองค์จึงสถาปนาให้หนานกงลวี่เป็รัชทายาท และขึ้นครองราชย์ในปีหน้า ดูเหมือนหนานกงจวิ้นไม่เคยคิดถึงโอรสคนอื่น พระองค์ตั้งใจอบรมเลี้ยงดูรัชทายาท ทว่าโชคไม่ดีที่รัชทายาทสิ้นพระชนม์อย่างกะทันหัน จึงทำให้พระองค์ประชวรหนักจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด
รัชทายาท พระชายารัชทายาท และพระนัดดาที่เพิ่งประสูติล้วนสิ้นพระชนม์พร้อมกัน หนานกงจวิ้นจึงทำการสังหารหมู่ ในปีนั้น ผู้คนทั้งในและนอกพระราชวังต่างเสียชีวิตหลายพันคน ผู้คนนับไม่ถ้วนจากที่ต่างๆ ถูกนำตัวมากักขังที่เมืองหลวง แผ่นดินเจิ่งนองไปด้วยเืราวกับสายน้ำ และผู้คนหลายหมื่นถูกเนรเทศไปยังดินแดนแห่งหมอกควันทางใต้หรือดินแดนอันหนาวเหน็บทางเหนือ ส่งผลให้ตระกูลใหญ่หลายตระกูลตกต่ำลง ตระกูลสูงศักดิ์หลายสิบตระกูลถูกยึดอำนาจ จนเกิดความตื่นตระหนกไปทั่ว นางสนมของฮ่องเต้องค์ก่อนก็ย้ายออกจากพระราชวัง โดยย้ายไปใช้ชีวิตเงียบๆ ที่สวนชิงอี๋ ทว่าความจริงแล้วเป็การควบคุมดูแลอย่างเข้มงวด ไม่อาจพบแม้แต่คนในครอบครัว ยิ่งไม่อาจพบกับคนนอก จนถึงวันนี้ องค์ชายรองเกือบสามสิบชันษาแล้ว ทว่าพระองค์ยังทรงปฏิเสธที่จะเป็รัชทายาท
“แหะ แหะ ดูสิ... " ลั่วหลียิ้มแปลกๆ "ข้าคิดว่าเขาเหมือนปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ิ จูหยวนจาง ในโลกต้นกำเนิด ไม่ว่าจะเป็บุตรชายคนโตของภรรยาเอก ซึ่งเป็รัชทายาทสิ้นพระชนม์ และตั้งหลานชายที่อ่อนแอเป็หวงไท่ซุน ไม่ว่าบุตรของผู้อื่นจะเก่งกาจอย่างไร จะต่อสู้อย่างกล้าหาญเพียงใด เขาล้วนไม่เห็นอยู่ในสายตา เพื่อสนับสนุนหวงไท่ซุนที่อ่อนแอและไร้เดียงสา เขาได้สังหารขุนนางขนานใหญ่ หากฮ่องเต้หนานกงจวิ้นพระองค์นี้มีความคิดแบบเดียวกัน พวกเราลองไปพูดกับเขาดูก็ได้... "
"ไม่ได้" ซูตงเฉินปฏิเสธทันที "ตอนนี้พวกเรายังไม่เข้าใจสถานการณ์ ดังนั้นจึงไม่ควรทำอันใดบุ่มบ่าม พระทัยของฮ่องเต้นั้นยากแท้หยั่งถึง จะให้เ้าวิเคราะห์ออกมาทันทีได้อย่างไรกัน? ตอนนี้นิ่งไว้ก่อนจะดีกว่า รอจนพวกเราเข้าใจสถานการณ์แล้วค่อยว่ากันใหม่"
"ก็ดี" ลั่วหลีไม่พูดอันใดอีก เขามองไปที่มิติส่วนตัวขนาดพกพา ก่อนจะปรับเพิ่มระดับมิติเวลา นอกจากนั้นเขาเองก็มีความ้าอย่างหนึ่ง "ท่านพ่อสามารถนำสมบัติล้ำค่ามากมายกลับมา ให้ข้าดูว่ามีสิ่งใดที่ข้าสามารถใช้ได้"
"อืม รอผ่านไปอีกสองวัน" ซูตงเฉินรู้ว่าลั่วหลี้าสร้างและปรับเพิ่มระดับขั้นของมิติเวลาส่วนตัวโดยเร็วที่สุด ความ้าของเขาก็มีเพียงเท่านี้ ดังนั้นซูตงเฉินต้องสนับสนุนเต็มที่อย่างแน่นอน “รอให้มีเวลาว่าง ข้าจะให้พวกเขาเปิดคลังเก็บของทั้งหมดในจวน เพื่อนำสิ่งของออกมาเล่นสักครั้งหนึ่ง”
ลั่วหลีหัวเราะคิกคักอย่างมีความสุข ทำให้ซูตงเฉินมีความสุขมาก "เ้าััได้ถึงคู่หูของข้าแล้วใช่หรือไม่? "
รอยยิ้มของลั่วหลีค่อยๆ จางหายไป และมีความไม่พอใจเล็กน้อย “ตอนนี้ยังไม่มี”
ซูตงเฉินครุ่นคิดครู่หนึ่ง คาดว่าอาจต้องรอให้เขาพบจุดเชื่อมต่อภารกิจก่อน จึงจะสามารถหาตัวเยี่ยนหลีพบ ในเมื่อเป็เช่นนี้ เขาก็ไม่คิดสิ่งใดมาก และปฏิบัติภารกิจของตนเองต่อ
หลังจากอ่าน ‘หมินซินสวินคาน’ ซึ่งเป็สิ่งพิมพ์กึ่งทางการในเดือนนี้แล้ว จึงวิเคราะห์พระประสงค์ของฮ่องเต้เกี่ยวกับการเลื่อนตำแหน่งและโยกย้ายขุนนาง ปรากฏการณ์ของดวงดาว การเก็บเกี่ยว ภัยพิบัติ เป็ต้น ซึ่งเขาเองก็มีความคิดอยู่ในใจ
นอกจากนั้น ผู้นำกองกำลังหลักทั้งสามในเมืองหลวง และผู้บัญชาการกองกำลังส่วนพระองค์ที่เปลี่ยนแปลงนั้น ล้วนเป็ผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับอำนาจขององค์ชายทั้งสาม ไม่ว่าจะเป็ฝ่ายต่อต้านราชวงศ์หรือฝ่ายของอดีตรัชทายาท เช่น ซิ่นกั๋วกงแห่งจวนซิ่นกั๋วกง ซึ่งเป็พระญาติของพระชายาอดีตรัชทายาท
ซูตงเฉินอ่านข้อมูลข่าวสารมากมายจนปวดหัว ทว่าก็ต้องอ่าน ยิ่งไม่อาจพลาดเบาะแสใดๆ ไปได้ และสิ่งเหล่านี้เป็พื้นฐานสำคัญในการค้นหาจุดเชื่อมต่อภารกิจที่เป็ภารกิจแรกของเขา
เขายุ่งอยู่ในหอตำราและห้องหนังสือ ส่วนหูซื่อก็ยุ่งเกินกว่าจะมาสนใจการกระทำของเขา
ซูตงเฉินย้ายทรัพย์สินส่วนตัวของตนเองไปที่อื่น และทรัพย์สินส่วนรวมที่ควรส่งมอบก็ถูกส่งไปที่จวนพร้อมกับพวกเขา หูซื่อได้ส่งคนสนิทไปมอบหมายการดูแลจัดการเื่ต่างๆ ให้กับลี่เฉวียน แม่นมเฉิง และคนอื่นๆ โดยบอกกล่าวอย่างชัดเจนจนถึงเวลาจุดตะเกียง
เมื่อหูซื่อเห็นเงินจำนวนมากในบัญชีก็รู้สึกตื่นเต้นนัก ในขณะนั้นจึงไม่ได้ถามเกี่ยวกับเื่สาวใช้ผู้งดงามทั้งสี่คน และไม่รู้ว่าเรือนของซูตงเฉินสามพ่อลูกนั้น ไม่ได้ใช้บ่าวรับใช้ที่หูซื่อส่งมา แม้แต่หญิงชราที่กวาดเรือนและสาวใช้ตัวเล็กๆ ล้วนเป็คนที่ซูตงเฉินนำกลับมาจากทางใต้ทั้งสิ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เรือนติดต่อกับภายนอก ข้อมูลอันใดก็ไม่อาจรั่วไหลออกไป จนกระทั่งลี่เฉวียนมาขอใบปลดจากทาสของสาวใช้ทั้งหลาย นางจึงคิดเื่นี้ขึ้นมาได้
ใน่สองปีที่ผ่านมา หูซื่อได้ยัดเยียดคนในเรือนหลายคนให้กับซูหนานเฉิน ใบปลดปล่อยทาสหลายใบของเหล่าอนุทั้งหลายล้วนอยู่ในมือของหูซื่อ เนื่องจากซูหนานเฉินเป็บุตรอนุ จึงไม่กล้าขัดคำสั่งของหูซื่ออย่างเปิดเผย เขาไม่อาจขอใบปลดปล่อยทาส และไม่้าแตะต้องหญิงสาวเ่าั้ ดังนั้นเขาจึงทำได้เพียงอยู่ไปวันๆ เรือนเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย ฮูหยินของเขาเกือบแท้งหลายครั้ง ทำให้เขาโกรธมาก ทว่าทำอันใดไม่ได้
ในวันแรกที่ซูตงเฉินกลับมา เขาได้ส่งคนไปรับหญิงสาวเ่าั้จากเรือนของซูหนานเฉิน โดยกล่าวกำชับว่า "ไม่อาจแพร่งพรายเื่ของพวกนาง และให้อนาคตที่ดีแก่พวกนาง" สาวงามเ่าั้ล้วนใจกล้าคิดการใหญ่ ทั้งการติดตามซื่อจื่อย่อมดีกว่าติดตามคุณชายรองที่เป็บุตรของอนุนับหมื่นเท่า ดังนั้นพวกนางทั้งหมดจึงเก็บข้าวของอย่างมีความสุข และรีบติดตามแม่นมเหวยไป
เรือนที่เดิมทีเต็มไปด้วยความวุ่นวาย กลับเงียบสงบได้อย่างแท้จริง
นางเฝิงร้องไห้ด้วยความดีใจ ขอบตาของซูหนานเฉินก็แดงก่ำเช่นกัน คนส่วนใหญ่ที่เหลืออยู่ล้วนเป็สหายที่นางเฝิงพามา ซึ่งถูกกดขี่อยู่ในจวนมานาน เพื่อปกป้องนางเฝิงและลูกๆ พวกเขาต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก ตอนนี้เมื่อซื่อจื่อกลับมา เมฆหมอกในเรือนพลันเลือนหายไปทันที กลายเป็ท้องฟ้าที่สดใส ทำให้พวกเขารู้สึกขอบคุณ และพวกเขาทั้งหมดก็ยืนอยู่ฝั่งซื่อจื่ออย่างแน่วแน่
หลังจากรับสาวใช้ที่งดงามและยังบริสุทธิ์เหล่านี้ไป เมื่อสอบถามชื่อแซ่ จึงรู้ว่าใบปลดปล่อยทาสทั้งหมดอยู่ในมือของหูซื่อ ดังนั้นลี่เฉวียนจึงไปที่โถงหลักและถามหูซื่อเกี่ยวกับใบปลดปล่อยทาสของสาวใช้เ่าั้
หูซื่อประหลาดใจมาก "คนเหล่านี้... ล้วนมาจากเรือนของคุณชายรองไม่ใช่หรือ? คุณชายใหญ่กำลังทำอันใด? "
ลี่เฉวียนไม่ลังเลและรายงานอย่างใจเย็นว่า "ซื่อจื่อเห็นท่าทางชม้ายชายตาของสาวใช้เหล่านี้แล้วรู้สึกหงุดหงิด จึงขอให้คุณชายรองนำออกไปขอรับ
คุณชายรองและซื่อจื่อเป็พี่น้องที่รักใคร่กัน พร้อมทำได้ทุกสิ่งเพื่อกัน คุณชายรองจึงมอบพวกนางให้ซื่อจื่อ ซึ่งการที่ซื่อจื่อกลับเมืองหลวงคราวนี้ ซื่อจื่อนำเหล่าองครักษ์ประจำกายมาด้วย และหลายคนมีอายุครบตามเกณฑ์แล้ว ทว่ายังหาฮูหยินที่เหมาะสมไม่ได้
ซื่อจื่อรักเหล่าทหารประดุจบุตรของตนเอง จึงคิดวางแผนให้พวกเขา พอดีมีสาวใช้อยู่หลายคน ทั้งพวกนางล้วนอยู่ในวัยที่ต้องแต่งงานแล้ว จึงจัดเตรียมอนาคตที่ดีไว้ให้พวกเขา โดยให้แต่งงานกับเหล่าองครักษ์ประจำกายเ่าั้
ในอนาคต เมื่อเหล่าองครักษ์เลื่อนตำแหน่ง เหล่าสาวใช้จะได้เป็ฮูหยินของขุนนาง หรืออาจเป็ฮูหยินของแม่ทัพก็ย่อมได้ นี่ไม่ดีกว่าอยู่ในเรือนของพวกเราหลายร้อยเท่าหรือ ในเมื่อแต่งงานเป็ฮูหยินใหญ่แล้ว ย่อมต้องปลดปล่อยพวกนางจากการเป็ทาส เพื่อไม่ให้องครักษ์ของซื่อจื่อถูกหยามเกียรติ”
หูซื่อโกรธจนหน้าเขียว มือและเท้าเย็นเฉียบ "เขา... เขากล้าดีอย่างไร... "
ลี่เฉวียนยังคงแย้มยิ้มด้วยความเคารพ “ทหารองครักษ์เหล่านี้ล้วนภักดีต่อซื่อจื่อ พวกเขาเต็มใจสละทรัพย์สินเงินทองและชีวิตของตนเองเพื่อซื่อจื่อ ซื่อจื่อจะช่วยจัดหาฮูหยินที่เอาใจใส่มาแต่งงานกับพวกเขา หรือให้หญิงสาวที่งดงามอ่อนโยนเป็รางวัลแก่พวกเขา เพื่อให้พวกเขาได้มีผู้สืบทอด นี่นับเป็เื่ที่สมควรแล้ว
นายท่านหลายรุ่นของจวนอันกั๋วกงเราก็เคยทำเช่นนี้ ฮูหยินสามารถถามเื่ราวเหล่านี้จากนายท่านได้ คิดว่านายท่านย่อมสนับสนุนซื่อจื่อให้จัดการเช่นนี้ขอรับ”
หูซื่อรู้สึกเคียดแค้นชิงชังเป็อย่างยิ่ง ทั้งยังสับสนครู่หนึ่ง ไม่รู้ว่าจะปฏิเสธอย่างไร ดังนั้นจึงต้องนำใบปลดปล่อยทาสของคนเ่าั้ออกมา
ลี่เฉวียนรับไว้และตรวจสอบความถูกต้อง จากนั้นก็โค้งคำนับและเดินออกไปด้วยความเคารพ
คืนนั้นหูซื่อเกิดล้มป่วย