บทนำ
1.
“แฟร์!!!”
เสียงะโของพ่อปลุกให้ฉันตื่น น่าจะมีเหตุอีกแล้วคืนนี้
“แฟรี่...นอนหรือยังลูก เกิดเหตุขึ้นอีกแล้ว ที่หน้าร้านขายทองน่ะ รถมอเตอร์ไชค์ประสานงา กันตรงสี่แยกเร็วๆ เข้าลูกเดี๋ยวไม่ทัน ”
ฉันรีบะโผลุงลงจากเตียงสวมกางเกงขายาวกับเสื้อของมูลนิธิ อันนี้พิเศษ เพราะมูลนิธิของเราไม่มีเด็กผู้หญิงอยู่เลยสักคน งานนี้เป็งานแรก ของฉันที่จะปฏิบัติภารกิจ
พ่อเตรียมสตาร์ทรถฉันะโยัดตัวเองเข้าไปนั่งอย่างเร่งด่วน พ่อรีบออกรถทันทีไม่ลืมที่จะเปิดไฟไซเรนขอทางเพราะความสะดวกในการที่จะไปถึงจุดเกิดเหตุไห้ไวและปลอดภัยกับตัวเอง วันนี้แม่เข้าเวรที่โรงพยาบาลอีกตามเคย ไม่งั้น คงไม่อยากให้ฉันไปแน่ๆเพราะฉันเพิ่งอายุได้11ปี
เราไปถึงจุดเกิดเหตุ พ่อกับฉันรีบลงไปดูเด็กวัยรุ่น ที่ขับรถมอเตอร์ไซค์ประสานงากันกับคนแก่อายุราวๆ หกสิบ มีคนมุงดูอยู่เป็จำนวนมากคนแก่นั้นาเ็เพียงเล็กน้อย แต่เด็กวัยรุ่นที่ฉันเห็น เืเต็มตัวที่หน้าผากทางด้านซ้ายแตก แขนเหมือนจะพับได้ ที่ขาข้างหนึ่งงอ คงเ็ปมากแต่ยังมีชีวิต นอนหายใจรวยริน พ่อหันมามองหน้าฉัน แล้วพยักหน้า พ่อ้าให้ฉันให้มือที่มีพลังในการรักษา ทดสอบกับเด็กคนนี้เป็คนแรก ท่านะโบอกให้หน่วยกู้ชีพที่ เพิ่งมาถึงเคลื่อนย้ายผู้ป่วยก่อน
“ เด็กที่ได้รับาเ็ ยกใส่บอร์ดแล้วเอาขึ้นที่ท้ายรถของผมเลยครับ ผมจะพาเขาไปโรงพยาบาลเอง ”
ในรถของพ่อมีอุปกรณ์ช่วยเหลือครบทุกอย่าง เหมือนรถของหน่วยโรงพยาบาลเคลื่อนที่ รวมไปถึงครื่องตัดถ่างแต่ถ้าไม่แจ้งว่าผู้าเ็หรือผู้ที่เสียชีวิตติดอยู่ภายใน ไม่สามารถออกมาได้ ก็ไม่ต้องนำมาด้วย
“ คนแก่ให้ไปรถอีกคันหนึ่ง ”
พ่อหันไปบอกอาสาคนอื่น และหันมาพยักหน้าให้ฉัน
ฉันเดินเข้าไปหาเด็กชาย ที่นอนอยู่ท้ายรถกะบะ พร้อมกับกู้ชีพสองคน ที่นั่งประกบอยู่ท้ายกะบะด้วย
“ แฟร์มาช่วยพ่อทำงานค่ะ ” ฉันแนะนำตัว
พี่ชายทั้งสองคนพยักหน้ายิ้มให้อย่างเป็มิตรแต่เสียงเด็กวัยรุ่นที่ได้รับาเ็ร้องขึ้นมา ทำให้เราไม่ได้คุยอะไรกันมากนัก
ฉันคงต้องลองพิสูจน์ดู ว่า ตัวเองสามารถช่วยเด็กวัยรุ่น ตามที่หลวงตาบุญเคยบอกไว้ได้หรือไม่
ฉันวางฝ่ามือที่มีรูปพระจันทร์เสี้ยวของตัวเองไปที่บริเวณแขนของเด็กคนนั้น รีบหลับตาทำสมาธิ พร้อมกับอธิฐานจิต ขอให้เขาหายจากการเ็ปครั้งนี้ทันที
ที่กลางอุ้งฝ่ามือมีแสงสว่างเล็กๆวาบขึ้นมา ไม่มีใครสังเกตได้ ถ้าไม่จ้องมองจังๆ เด็กวัยรุ่นลืมตาขึ้นมามองฉันเขาสามารถพูดได้แล้ว
“ พี่เจ็บมากไหม ”
“ เมื่อกี้นี้เจ็บมากแต่ตอนนี้ ไม่เจ็บแล้ว”
ฉันช่วยให้เขาไม่รู้สึกเ็ปกับาแ แต่ไม่สามารถทำให้เขา หายจากการาเ็ได้ ทุกอย่างต้องได้รับการรักษา คนส่วนใหญ่ที่ตาย ก็เพราะทนพิษาแไม่ไหวนี่แหละ
“คราวหน้าพี่อย่าซิ่งอีกนะ ถ้าพี่เป็อะไรไป พ่อกับแม่คงเสียใจทำให้พ่อแม่เสียใจน่ะบาปนะ ”
ฉันยิ้มให้เขาอย่างใจดีพูดสอนเขาไปด้วย เขาพยักหน้าแบบมึนๆ
คำสอนของเด็กอย่างฉันคงซึมเข้าสมองเขาบ้างหรอกน่า
พี่กู้ภัยมองเด็กที่ได้รับาเ็แล้วใเพราะก่อนหน้านี้ เขาทำท่าเหมือนจะตายอยู่ร่อมร่อ ก่อนมองหน้าฉัน อย่างแปลกใจ
“ พี่เขาคงชาแผลน่ะเลยไม่เจ็บ ”
ฉันพูดถึงเด็กวัยรุ่นคนนี้ ให้พี่กู้ภัยฟัง เขาพยักหน้าเหมือนเข้าใจแต่เข้าใจหรือเปล่าไม่รู้ แต่ที่ฉันรู้คือ ฉันสามารถช่วยชีวิตพี่วัยรุ่นคนนี้ได้ ด้วยการทำให้เขาไม่เ็ปจากพิษของาแก่อนถึงมือหมอ ฝ่ามือของฉันสามารถช่วยคนได้จริง
หลังจากวันนั้นมีเด็กวัยรุ่นทั้งชายหญิง อายุมากกว่าฉัน มาขอเข้ามูลนิธิกันมากมายโดยมีฉันเป็ไอดอล พ่อบอกว่าให้ทำแบบฉันไม่ได้ เพราะพ่อแม่เขาไม่อนุญาตและเด็กเกินไป กลัวเสียการเรียน อุบัติเหตุไม่ได้เลือกเวลาเกิดได้ ”
พ่ออธิบายให้ฉันฟัง
“ แล้วพวกนั้นไม่พูดกันเหรอคะ ว่าทำไมทีแฟร์ยังทำได้ ”
“ พูดสิ แต่พ่อให้เหตุผลไปแล้วว่า เพราะแฟร์คือลูกพ่อเวลาออกเหตุแฟร์ไม่ได้ไปคนเดียว แฟร์มีผู้ปกครองไปด้วยนั่นคือ พ่อยินยอม วัยรุ่น เขาชอบเที่ยวกันมากกว่า แล้วก็กลัวที่จะเห็นศพกับาแที่มันไม่ค่อยจะน่าดูสักเท่าไหร่ วัยรุ่นส่วนใหญ่ อารมณ์ค่อนข้างร้อน บางครั้งอยากช่วยคนาเ็ ตัวเองก็รีบบางคนก็ขับรถย้อนศร จนโดนรถเฉี่ยวาเ็เองก็มีลูกพ่อเป็คนจิตใจดี...ใครจะว่ายังไงก็ช่างเถอะ แม้ทำแล้วคนไม่เห็นความดีแต่บนฟ้าท่านเห็นนะลูก ”
พ่อลูบหัวฉันอย่างเอ็นดูฉันเงยหน้าขึ้นมองบนฟ้ากับพ่อ ใช่สิ....ฟ้าคงกำลังมองฉันอยู่ ...ถึงได้ให้มือนี้ฉันมา เพื่อช่วยเหลือคน...
ฉันจะออกเหตุกับพ่อบ่อยครั้งบางครั้งฉันก็สามารถช่วยเขาได้ แต่บางครั้งถ้าไปไม่ทันเขาทนพิษาแไม่ไหวตายไปก่อนก็มี ที่รู้ๆ ฉันไม่สามารถช่วยคนที่เสียชีวิตแล้ว ให้ฟื้นได้แน่ล่ะถ้าทำได้ขนาดนั้น คนคงล้นโลกไปแล้ว และฉันอาจจะใช้ชีวิต แบบคนปกติไม่ได้ เหมือนที่หลวงตาบอกเอาไว้ ช่วยได้ก็ช่วย ช่วยไม่ได้ก็ปล่อยเขาไป สัตว์โลกย่อมเป็ไปตามกรรม
ชื่อฉันดังไปทั่วจังหวัดใครๆ ก็อยากเห็นหน้าสวยๆ ของฉัน ( ก็เกิดอุบัติเหตุสิ จะได้เห็นฉันทุกที่แหละ )แต่ไม่ค่อยมีใครได้เห็นฉันหรอก เวลาออกเหตุเดี๋ยวนี้ฉันใส่หมวกด้วย เพราะผมของฉันยาว เวลาทำงานจะได้ไม่เกะกะบวกสายตาของพวกผู้ชายที่คอยมองฉัน เพราะตอนนี้ ฉันโตเป็สาวอายุ18 และกำลังและจะเข้าไปศึกษาต่อในมหาลัยที่กรุงเทพเร็วๆ นี้
ฉันเป็เด็กกิจกรรม อาจารย์ขอความร่วมมืออะไรช่วยหมดทุกอย่าง ตอนกลางคืน ก็ยังตะเวนออกเหตุกับพ่อทุกครั้งยังคงปฎิบัติตัวเหมือนเดิม นั่งสมาธิทุกคืน เมื่อไหร่จะหายตัวได้ก็ไม่รู้ ( แอบหวัง) บางครั้งเหมือนได้ยินใครพูดแว่วๆ อยู่ข้างๆ หู แต่จับใจความไม่ได้
ในสมาธิยังคงมองเห็นใบหน้า ของเด็กผู้ชายคนนั้นเสมอคนที่ฉันเคยเห็นเขายืนร้องไห้ตรงจุดเกิดเหตุ บอกว่ากลัวผี ฉันจึงถอดสร้อยพระของตัวเองสวมให้เขาไป ป่านนี้คงเป็หนุ่มพอๆกับฉัน เราจะมีโอกาสได้เจอกันอีกครั้งไหมนะ...
หลังจากนั้นไม่กี่วัน พ่อถูกสั่งย้ายให้ไปทำงานที่กรุงเทพเพื่อเข้าไปรับตำแหน่งที่สูงกว่าเดิม แม่บอกว่าต้องให้พ่อไปก่อน แล้วให้ฉันไปอยู่กับพ่อเพื่อเรียนที่กรุงเทพ ส่วนแม่กำลังรอทำเื่ย้ายตามไปอยู่ในกรุงเทพด้วย เราจะได้ไม่ต้องแยกกัน แต่แค่รอเวลาที่จะอยู่ร่วมกันเท่านั้น
บ้านที่พ่อเข้าไปอยู่พ่อบอกว่า เป็บ้านของเพื่อนพ่อที่อยู่ติดกัน ที่เป็คนให้ทุนสนับสนุนมูลนิธิที่เราทำ
ท่านมีลูกชายสองคนคนโตชื่อว่าออกัส เพิ่งเรียนจบจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ มาหมาดๆคนเล็กรุ่นราวคราวเดียวกับฉันชื่อว่า เอพริลนี่คุณลุงต้องตั้งชื่อลูกตามเดือนเกิดแน่เชียว แต่น่ารักดี ...แต่เอ๊ะ!!เอพริล...เดือนเมษายนเขาเกิดเดือนเดียวกันกับฉันเลยนะ...
พ่อพาฉันกับแม่เดินผ่านประตูรั้วที่อยู่ติดกันเข้าไปทักทายคุณลุงคุณป้า เพื่อแนะนำให้ฉันกับแม่รู้จัก เราเดินผ่านโรงรถฉันสังเกตเห็นรถที่จอดเรียงรายในนั้น มีรถรถกู้ภัยจอดอยู่สองคัน งั้น..ถ้าฉันได้มาอยู่กับพ่อฉันก็ยังทำงานกู้ชีพ ได้เหมือนเดิมสินะ
คุณลุงกับคุณป้า ท่านนั่งรอเราอยู่ก่อนแล้วฉันยกมือไหว้ท่านอย่างสวยงาม ท่านยิ้มให้ดูมีเมตตา
“ นี่หรือจ๊ะ หนูแฟรี่ป้าได้เห็นตัวจริงซะที อยู่ที่ต่างจังหวัด แต่ชื่อเสียงดังมาไกลถึงกรุงเทพเลยนะ ”
ฮู้..ชื่อของฉันดังขนาดนั้นเชียวหรือ...แน่หละ!!เพราะฉันทำงานกู้ชีพร่วมกับพ่อั้แ่อายุสิบเอ็ดจนถึงอายุสิบแปด และคิดว่าจะทำแบบนี้ จนกว่าตัวเองจะตาย
ฉันยิ้มให้กับคำชมนั้นนิดหนึ่งตามมารยาท นั่งเรียบร้อยเป็ผ้าพับไว้ข้างๆ พ่อกับแม่
“ อีกสองเดือนยัยแฟรี่ก็จบค่ะภาขอฝากคุณพี่ช่วยดูแลด้วยนะคะ กว่าภาจะทำเื่ย้ายคงอีกหลายเดือน หรือไม่อาจรอเป็ปีต้องรอให้ที่โรงพยาบาลที่กรุงเทพ มีตำแหน่งว่างเสียก่อนน่ะค่ะ ”
“ ได้ค่ะเห็นแล้วพี่รู้สึกถูกชะตา เหมือนเคยทำบุญร่วมกันมาก่อน เห็นคุณเนื่องคุยให้ฟังว่าหนูแฟรี่ชอบเข้าวัด ทำบุญบ่อยๆใช่ไหมคะ ดีเลยอยู่กับป้า เราจะได้ไปวัดด้วยกันบ่อยๆป้าไม่มีลูกสาว ทุกวันนี้เวลาไปวัด ต้องชวนตาเอพริลไปด้วย ขานั้นเขาก็ชอบทำบุญส่วนตาออกัสน่ะ ขาอารมณ์ร้อน ชอบบู้ล้างผลาญ ปล่อยเขาไป ”
คุณป้าชื่นชมลูกชายทั้งสองคน ด้วยสายตาที่ภูมิใจ
“ เนื่องเราไปคุยกันในห้องดีกว่าปล่อยให้ผู้หญิงเขาคุยกันไปก่อน... เดี๋ยวผมมานะ ”
คุณลุงชวนพ่อเข้าไปคุยกันในห้อง ประโยคหลัง คุณลุงหันไปบอกคุณป้าด้วยคุณป้าพยักหน้า แล้วหันมาคุยกับแม่ต่อ
“ที่จริงพี่ไม่อยากให้หนูแฟรี่กับพ่อ แยกไปอยู่บ้านนั้นหรอก อยากให้มาอยู่ด้วยกันซะที่นี่เลยที่นี่กว้างขวาง พี่จะได้ไม่เหงา แต่คุณพุธสิ บอกว่ากลัวแฟรี่กับจะพ่ออึดอัด ...แล้วบ้านหลังนั้นก็ว่างอยู่พอดี...พี่ก็ตามใจเขา...จะได้อยู่กันอย่างสบายใจ”
“ ขอบคุณนะคะ ที่กรุณาเราแค่นี้ก็เป็พระคุณแล้วล่ะค่ะคุณพี่ ”
แม่กุมมือคุณป้า กล่าวขอบคุณอย่างมีมารยาท
“ หนูแฟรี่สอบตรงได้แล้วไม่ใช่เหรอ เห็นพ่อหนูบอกน่ะ รู้สึกจะอยู่มหาลัยเดียวกันคณะเดียวกันกับตาเอพริลเลยนะ ดีเลย จะได้ช่วยดูแลกันได้ ”
คุณป้าหันมาถามฉันฉันก็เพิ่งรู้วันนี้แหละว่า ฉันอยู่มหาลัยเดียวกัน กับลูกชายของคุณป้าที่ชื่อว่าเอพริล
“ ค่ะ...”
ฉันตอบสั้นๆ อย่างสงบเสงี่ยม
รู้สึกอึดอัด เหมือนไม่เป็ตัวของตัวเอง อยากพูด อยากถามอะไรมากกว่านี้แต่คำว่านางฟ้าผู้แสนสวยมันค้ำคอ
“ ท่าทางดูเรียบร้อย น่ารักหน้าตาน่าเอ็นดู ปากนิดจมูกหน่อย ผิวพรรณสวย โดยเฉพาะผม ยาวตรงสวยมากๆป้าขอจับหน่อยได้ไหม ”
คุณป้าโรคจิตป่ะเนี่ย อยู่ๆก็มาขอจับผมฉันเฉยเลย แต่ฉันก็คุกเข่าคลานเข้าไปหาท่านนะ ท่านลูบผมฉันและพูดไปด้วย
“ ผมนุ่มมาก มันขลับเส้นเล็กเหมือนไหม หายากนะคนที่ผมสวยแบบนี้..”
ฉันกราบขอบคุณ ไปที่ตักของท่านอย่างงาม โอ๊ย!!!ถ้าให้ฉันเรียบร้อยเป็ผ้าพับไว้อีกสักครึ่งชั่วโมงนะ...อกนางฟ้าะเิ
แน่....
“ คุณป้าขา...แฟร์ขอออกไปเดินเที่ยวรอบๆบ้านได้ไหมคะ ”
ฉันเงยหน้าขออนุญาตท่านท่านพยักหน้าให้อย่างอ่อนโยน
“ อย่าซนมากนะแฟร์เดี๋ยวเราต้องกลับแล้ว ”
แม่หันมาบอกฉัน เพราะท่านรู้ว่าฉันเป็คนขี้สงสัยกลัวเห็นอะไรแล้ว จะไปเรื่อยเปื่อย
“ ค่ะแม่... แฟร์รับรอง...จะไม่ซน”ถ้าไม่มีอะรทำให้สงสัย อันนี้คิดในใจ
ฉันกอดแขนท่านประจบ...ก่อนค่อยๆ คลานออกมา และลุกขึ้นเดินออกไปทันที
บริเวณบ้านของคุณลุงคุณป้ากว้างมากมีต้นไม้เล็กใหญ่ ร่มรื่น จัดสวนไว้อย่างสวยงาม มีน้ำตกจำลองอยู่ข้างบ้านไหลไปตามทางเล็กๆ ลงสู่สระที่มีกอบัวหลายสี กำลังออกดอก ชูช่อแข่งกันบานสะพรั่งถัดไปประมาณห้าสิบเมตร มีบ้านหลังเล็กน่ารักอยู่หลังหนึ่ง เป็บ้านชั้นเดียว ฉันเดินเข้าไปดูใกล้ๆรอบๆ บ้านมีสายน้ำไหล ก่อนถึงตัวบ้าน มีสะพานโค้งน้อยๆ ข้ามไป ข้างบ้านเป็ระเบียงนั่ง ใครช่างแต่งบ้านได้น่ารักขนาดนี้นะปลูกต้นไม้ที่เป็เถาวัลย์พันเลี้อยขึ้นไปทำเป็ซุ้ม ดูร่มเย็น ฉันเห็นดอกของต้นไม้เลื้อยต้นนี้กำลังออกดอก เป็ดอกสีขาวเหมือนดอกพุด แต่ใหญ่กว่ามากดอกมีลักษณะคล้ายถ้วยตอนปลายของดอกจะบานกว้าง เหมือนแตร ช่อหนึ่งมีหลายดอก กลิ่นหอมเหมือนดอกพุดถ้าฉันจำไม่ผิด ต้นนี้มีชื่อว่า ต้นหิรัญญิกา ฉันเดินดูข้างบ้าน มีต้นไม้ใหญ่ รอบๆลำต้นประดับด้วยต้นกล้วยไม้ป่า อยู่เต็มไปหมด กิ่งของลำต้นที่แผ่ออกยังผูกชิงช้าไว้นั่งได้อีก ถัดไปอีกนิด มีซุ้มคล้ายศาลาริมน้ำ ข้างหน้าศาลาเป็สระน้ำกว้างปลูกบัวไว้เป็หย่อมๆ บ้านนี้สระน้ำเยอะจัง หรือเป็เคล็ดของเขาก็ไม่รู้
ฉันเดินมานั่งที่ชิงช้าแกว่งตัวเองเบาๆ ฮำเพลงอย่างสบายอารมณ์ คิดโน่นคิดนี่เรื่อยเปื่อย วันหลังขอมานั่งที่นี่อีกดีกว่าวันนี้พอแค่นี้ก่อน ต่อไปคงได้สำรวจนานๆ เพราะต้องมาอยู่ใกล้ๆ ป่านนี้แม่คงรอหรือเป็ห่วงแล้ว
ขณะที่ตัวเองกำลังตัดสินใจลุกขึ้นจากชิงช้า เพื่อหันหลังจะกลับไปหาพ่อกับแม่ ก็ใ...
“ อุ๊ย!!!นายเป็ใครน่ะ ”
ผู้ชายคนหนึ่ง ยืนกอดอก...มองฉัน...ดวงตาของเขา ที่ฉันเห็นเป็ประกาย ก่อนเปลี่ยนไป
“ ฉันควรถามเธอมากกว่า...ว่าเธอเป็ใคร..แล้วถือดียังไงมานั่งชิงช้าของฉัน ”
เขาทำเสียงดุ หน้านิ่งมาก ไม่เข้ากับหน้าตาที่หล่อไม่เกรงใจใครนั่นเลยสักนิด
ฉันเชิดหน้าสวยของตัวเองขึ้นแล้วตอบออกไปอย่างถือดี
“ ก็ไม่เห็นเขียนป้ายบอกไว้นี่ ว่าห้ามนั่ง แต่ในเมื่อฉันนั่งไปแล้วนายจะคิดเท่าไหร่ล่ะ ”
ฉันมองตาคมนั่นไม่หลบ คำพูดของฉันเป็ผลให้เขาเดินเข้ามาใกล้ฉันมากขึ้น...เฮ้ย!!!ใกล้มากไปม้างงงง
เขาสูงกว่าฉันอยู่มาก รูปร่างสูงเพรียวผิวขาว หน้าคมเข้ม เขายืนมองหน้าฉันนิ่งไม่ตอบคำถามที่ฉันถามไปเมื่อครู่ แล้วจะมองหน้าฉันอะไรขนาดนี้วะ..
“ ทำไม!!!หน้าฉันเหมือนญาติฝ่ายไหนของนายหรือเปล่า...มองอยู่ได้ ”
ฉันสบัดหน้าเสมองไปทางอื่น มองกันขนาดนี้ฉันก็เขินเป็นะ
“ เธอ...คือใคร ”
เขาพูดเสียงอ่อนลง...กลัวฉันล่ะซี้ไม่แน่นี่นา..
“ ฉันออกมาจากต้นไม้ ชื่อว่า แฟรี่ แปลว่านางฟ้า อย่าลืมล่ะ ”
ฉันยักไหล่...ก่อนสะบัดผมเดินออกมาถูกหน้าเขาหรือเปล่าไม่รู้
ก่อนไปยังหันกลับไปยักคิ้วทำหน้าทะเล้นให้เขาอีก
ฉันไม่อยากต่อปากต่อคำกับเขามากนัก ไม่ใช่กลัวหรอกเพราะคิดได้ว่า เขาอาจจะเป็ลูกชายคนหนึ่งคนใด ของคุณป้ากับคุณลุงน่ะสิ ต่อไปต้องเจอกันบ่อยๆขืนไม่ชอบขี้หน้ากันั้แ่ตอนนี้ คุณลุงคุณป้ารู้เข้า คงลำบากใจ รวมไปถึงพ่อกับแม่ของฉันด้วย
ขากลับบ้าน ฉันกลับกับแม่สองคนคุณป้าสั่งให้คนขับรถที่บ้าน ขับรถมาส่งเราที่ต่างจังหวัด ท่านใจดี มีน้ำใจชนิดว่าหาได้ยาก ในสังคมปัจจุบัน
ก่อนรถออกฉันอดหันไปมองบ้านหลังนั้นไม่ได้ ไม่รู้ว่าตัวเองตาฝาดหรือเปล่า เพราะฉันเห็นเขาคนนั้น ยืนกอดอกพิงต้นหิรัญญิกา มองมาทางฉันเช่นกัน ฉันรู้สึกเหมือนเคยเห็นท่าทางแบบนี้และแววตาแบบนี้ ที่ไหนกันนะ ...
เห็นพ่อเล่าว่าคุณลุงให้พ่อเป็หัวหน้าศูนย์ของมูลนิธิกู้ภัยแห่งหนึ่ง มีคนเก่าลาออกไป ในกรุงเทพมีอุบัติเหตุ บ่อยกว่าต่างจังหวัด มีเกือบทุกคืน พวกอาสากู้ภัยต้องอยู่สลับเวรกันส่วนตอนกลางวันมีอีกชุดหนึ่ง พ่อจะเหนื่อยไหมนะ ฉันเป็ห่วง เพราะตอนกลางวัน ท่านต้องทำงานประจำอยู่ต่างจังหวัด อุบัติเหตุไม่ค่อยมีมากนัก ยังมีเวลาพักผ่อน แต่ฉันคิดว่าพ่อคงภูมิใจ ที่ได้ช่วยเหลือผู้คนมากมาย เพราะนี่คือจุดประสงค์ของท่านอย่างแท้จริง...
2.