คราวนี้หลินเยว่ชิงคิดไม่ออกจริงๆ ว่าจะทำอย่างไร ได้แต่ก้มหน้าน้ำตาเริ่มคลอหน่วยขึ้นมา พลันคิดน้อยใจว่าของที่มารดาทิ้งไว้ดูต่างหน้าเพียงอย่างเดียวนั้นตนเองยังไม่มีปัญญารักษาเอาไว้ได้ ช่างไม่เอาไหนเสียจริง
จ้าวเลี่ยงเฟิ่งเริ่มจะทนไม่ได้กับการกระทำของของหลินเสี่ยวหรง นางอยากจะะโเข้าร่างหลินเยว่ชิงตอนนี้แล้วไปแย่งของจากมือหลินเสี่ยวหรงให้รู้แล้วรู้รอดไป จากนั้นก็สั่งสอนนางไปสักสองสามทีจะได้ไม่กล้ามารังแกกันอีก แต่คิดว่าหากทำอย่างนั้นหลินเยว่ชิงคงไม่พอใจแน่
“คืนให้ข้าเถอะ เครื่องมือปักผ้าพวกนี้เป็ของสำคัญของข้า” หลินเยว่ชิงพูดอีกครั้ง น้ำเสียงอ้อนวอนมากกว่าเดิม
“โถ...น้องสาวผู้น่าสงสารของข้า เหลือเพียงแต่ของดูต่างหน้ามารดาไม่กี่ชิ้น” หลินเสี่ยวหรงกล่าววาจาเยาะเย้ย
เท่านี้ยังไม่พอนางยังถากถางไปถึงมารดาของหลินเยว่ชิงอีก “ของของแม่เ้ามันก็ไร้ความหมายเหมือนกับแม่ของเ้านั่นแหละ หากแม่ของเ้าสำคัญจริงท่านพ่อจะหันมาสนใจท่านแม่ของข้าได้อย่างไร เ้าลองคิดดูสิว่าั้แ่แม่ของเ้าตายไปท่านพ่อเคยสนใจที่จะไปหาแม่ของเ้าที่ศาลบรรพชนหรือเปล่า แล้วท่านพ่อเคยสนใจลูกสาวที่เกิดจากนางบ้างหรือไม่ เ้าเองก็เหมือนแม่ของเ้า...ไร้ความหมาย”
วาจาเหยียดหยามครั้งนี้ทำเอาหลินเยว่ชิงถึงกับมีโทสะร้อนรุ่มขึ้นมา แววตาแข็งกร้าวฉายออกมาเป็ครั้งแรก มือทั้งสองกำแน่นซ่อนเอาไว้ภายใต้ชายผ้า ั้แ่เกิดมานางถูกปฏิบัติเช่นคนที่ไร้ความหมายเสมอมา สิ่งนี้เป็อันเข้าใจได้ แต่การที่มีคนมาเหยียดหยามมารดาของนางว่าเป็คนไร้ความหมายนั้นนางรับไม่ได้
จ้าวเลี่ยงเฟิ่งอยู่ข้างๆ ถึงกับขบกรามแน่น หลินเสี่ยวหรงผู้นี้จิตใจหยาบกระด้างกว่าที่นางคิดไว้มาก ไม่ต้องบอกก็เดาได้ว่ามารดาที่สั่งสอนนางมานั้นจะมีนิสัยเป็อย่างไร อยู่ที่สำนักศึกษาคิดริอ่านจะเป็คนสูงศักดิ์อย่างคนอื่นเขาแต่การกระทำและวาจากลับต่ำตมยิ่ง
แต่ว่าแววตาที่แข็งกร้าวของหลินเยว่ชิงเมื่อสักครู่กลับทำให้จ้าวเลี่ยงเฟิ่งเปลี่ยนสีหน้าเป็ดีใจขึ้นมา ถึงแม้ว่าจะเป็เพียงแค่ครู่เดียวแต่นี่ถือเป็การเริ่มต้นที่ดีที่หลินเยว่ชิงจะกลายเป็คนที่เข้มแข็งขึ้น นางเชื่อว่าแม่นางน้อยผู้นี้จะต้องยืนหยัดได้ในที่สุด
“ต้องทำอย่างไรเ้าถึงจะคืนให้” หลินเยว่ชิงถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ นางรู้ดีว่าหากของชิ้นใดตกไปอยู่ในมือของหลินเสี่ยวหรง การที่จะได้คืนนั้นมีโอกาสน้อยมาก ยิ่งของชิ้นนั้นเป็ของสำคัญของนางด้วยยิ่งแล้วใหญ่
หลินเสี่ยวหรงไม่ได้อยากคืนของให้หลินเยว่ชิงั้แ่แรกอยู่แล้ว ยิ่งบอกให้หาของมาแลกนั้นก็รู้อยู่ว่านางไม่มีทางหามาได้ แต่ว่ายังคงสนุกกับการกลั่นแกล้งอยู่จึงได้คิดหาข้อเสนอมาให้นางทำ
และแล้วก็ได้ข้อแม้ที่มั่นใจว่าหลินเยว่ชิงไม่มีทางทำได้เป็แน่
“เอาอย่างนี้ดีหรือไม่ พรุ่งนี้่เช้าพวกเราจะต้องสอบการบรรเลงกู่ฉิน หากเ้าทำคะแนนได้เป็อันดับที่หนึ่งในการสอบข้าจะคืนของพวกนี้ให้ หากเ้าทำไม่ได้ข้าก็จะทำลายมันทิ้งต่อหน้าเ้า”
ข้อแม้นี้ทำเอาหลินเยว่ชิงถึงกับหน้าเสีย การบรรเลงกู่ฉินเป็ศิลปะชั้นสูงที่รวมอยู่ในศาสตร์ทั้งสี่ อย่าว่าแต่กู่ฉินเลย นางไม่ถนัดศาสตร์ทั้งสี่เลยแม้แต่น้อย นี่ถือเป็ข้อแม้ที่นางคงไม่มีวันทำได้
ศาสตร์ทั้งสี่ประกอบไปด้วย ‘ฉิน’ มาจากกู่ฉินซึ่งก็คือพิณเจ็ดสาย ‘ฉี’ มาจากเหวยฉีคือหมากล้อม ‘ซู’ มาจากซูฝ่าคือการเขียนอักษร และ ‘ฮว่า’ คือศิลปะการวาดภาพ สตรีที่เข้าเรียนในสำนักบุปพา์นั้นจะได้เรียนศาสตร์ทั้งสี่ทุกคนั้แ่ปีแรก และจากนั้นจะเพิ่มระดับความยากและความเข้าใจในศาสตร์ที่มากขึ้น แต่สำหรับหลินเยว่ชิง ความรู้ของนางเป็เพียงระดับพื้นฐานเท่านั้นแม้จะอยู่ชั้นปีสุดท้ายแล้วก็ตาม นั่นเพราะนางไม่เคยสนใจที่จะเรียนเื่พวกนี้ั้แ่ต้น คิดเพียงว่าเรียนไปก็คงไม่อาจทำให้นางมีชีวิตที่ดีขึ้นไปกว่านี้แล้ว
“เหตุใดถึงได้ทำหน้าเช่นนั้นเล่า เ้าไม่มั่นใจหรือว่าไม่ฝีมือกันแน่” หลินเสี่ยวหรงเยาะเย้ย พูดแล้วก็อดที่จะรอให้ถึงวันพรุ่งนี้ไม่ได้ หลินเสี่ยวหรงคิดในใจว่าพรุ่งนี้คงได้ดูความอัปยศของหลินเยว่ชิงอีกครั้งเป็แน่ การสอบต่างๆ ที่มีขึ้น น้องสาวต่างมารดาผู้นี้ไม่เคยทำได้ดีนั้นเป็เื่ปกติ แต่นางอยากเห็นสีหน้ายามที่เสียของสำคัญไปโดยที่ไม่สามารถทำอะไรได้เลยมากกว่า คนอย่างหลินเยว่ชิงที่ไม่มีแม้แต่กู่ฉินเป็ของตนเองจะเอาความสามารถที่ไหนไปสอบให้ได้อันดับที่หนึ่ง อย่างนางน่ะหรือไม่ได้คะแนนเป็อันดับสุดท้ายก็ถือว่าดีมากแล้ว
ความคิดในใจของหลินเสี่ยวหรงทำให้นางยิ้มอย่างเราะร้ายออกมาอย่างไม่คิดปิดบัง
ในขณะที่หลินเยว่ชิงได้แต่ยืนทื่ออยู่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี จ้าวเลี่ยงเฟิ่งก็ส่งสายตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจมาที่นางแล้วพยักหน้าให้หนึ่งที หลินเยว่ชิงรู้ว่าความสามารถทางด้านนี้ของจ้าวเลี่ยงเฟิ่งนั้นจะต้องไม่ธรรมดาเป็แน่ รับรู้ได้จากวันที่ทำการแสดงร่ายรำในงานพิธีปักปิ่นจนหลินเสี่ยวหรงถึงกับโกรธแค้นที่ตนทำได้ดีกว่านั้นก็ทำให้นางมั่นใจขึ้นมา
“ได้...ข้าตกลง” หลินเยว่ชิงลั่นวาจาออกไป
คำตอบรับนี้ทำเอาหลินเสี่ยวหรงถึงกับผงะเพราะไม่คิดว่าหลินเยว่ชิงจะกล้าตกปากรับคำ ตอนแรกนางคิดแค่เพียงว่าหลินเยว่ชิงจะคุกเข่าแล้วกล่าวขอร้องอ้อนวอนนางให้คืนของเสียอีก ไม่คิดว่าจะใจกล้าถึงเพียงนี้ แต่ถึงจะใจกล้าอย่างไร ทุกอย่างมันก็คงไม่เปลี่ยนไปอยู่ดี
“ฮ่าๆๆๆ น้ำหน้าอย่างเ้าน่ะหรือ” หลินเสี่ยวหรงะเิเสียงหัวเราะออกมาแล้วเดินกลับเข้าห้องไปด้วยสีหน้ามีความสุข แล้วนางจะรอดูสีหน้าจนมุมของหลินเยว่ชิงอีกครั้ง
หลินเยว่ชิงกับจ้าวเลี่ยงเฟิ่งเดินกลับมาที่เรือนนอนของตนเองก่อนที่จะปิดประตูอย่างมิดชิดเพื่อไม่ให้ใครเห็นว่าตนเองกำลังพูดคุยกับิญญาอยู่ หลินเยว่ชิงนั่งลงที่เตียงส่วนจ้าวเลี่ยงเฟิ่งก็นั่งที่เก้าอี้ตรงโต๊ะริมหน้าต่าง
“พรุ่งนี้ข้าต้องทำอย่างไรบ้าง” หลินเยว่ชิงถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“เ้าไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น เพียงทำตัวตามปกติแล้วปล่อยให้เป็หน้าที่ของข้า” จ้าวเลี่ยงเฟิ่งบอกน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความกังวลใดๆ รอถึงวันพรุ่งนี้ นางรับรองว่าหลินเยว่ชิงจะต้องได้ของสำคัญคืนมาอย่างแน่นอน