บทที่ 8 สังหารผู้ฝึกยุทธ์
“ไปตายซะ!”
ชุยเซียวเห็นว่าม่านคุ้มกายแตกสลาย เขาเงื้อดาบในมือขึ้นอีกครั้ง ตั้งท่าจะปลิดชีพเด็กหนุ่มคนนี้ให้จบสิ้น จากนั้นค่อยแย่งของวิเศษมา
ขณะนั้นเอง จู่ ๆ หินิญญาขนาดเท่ากับเหรียญทองแดงจำนวนสี่ห้าก้อนก็ร่วงออกจากปกเสื้อของเจียงผิงอัน
หินิญญาสีใสแวววาวเปล่งประกายแสงอันอบอุ่นและอ่อนโยน
ชุยเซียวหรี่ตามอง
หินิญญา!
เด็กหนุ่มคนนั้นมีของล้ำค่าถึงเพียงนี้ด้วย!
สาเหตุที่แคว้นเปิดศึกในครั้งนี้ ก็เพื่อของสิ่งนี้!
เดี๋ยวก่อนนะ ทำไมรู้สึกเจ็บคอเหลือเกิน
เอ๊ะ? เหตุใดข้างหน้าจึงมีร่างไร้หัว...
ผิดแล้ว! นี่มันร่างของข้า!
หัวของข้าหลุดแล้ว!
ศีรษะของชุยเซียวร่วงหล่นกับพื้น ดวงตาเบิกโพลง เต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
เดิมทีเขาต้องเป็ฝ่ายชนะ แต่สุดท้าย กลับเป็เขาที่ต้องตายในศึกนี้
ในชั่วขณะที่เขาเห็นหินิญญา จิตพลันเกิดความหวั่นไหว และเจียงผิงอันก็ใช้โอกาสนั้นรวบรวมปราณิญญาทั้งหมดไว้ที่มือ สังหารได้สำเร็จรวดเดียว
เสียงของบรรดาทหารที่กำลังโห่ร้องด้วยความดีใจหยุดชะงักลง มองเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยสายตาตื่นตะลึง
ราวกับเวลาหยุดนิ่ง
ตู้ม!
ร่างไร้ศีรษะล้มลง ฝุ่นคลุ้งกระจาย
“นายกองตายแล้ว!”
“นายกองถูกฆ่าตายแล้ว!”
ทหารทั้งหลายที่เมื่อสักครู่ยังโห่ร้องดีใจพากันะโขึ้นหลังม้า หนีเตลิดเปิดเปิงด้วยความหวาดกลัว
ไม่ต้องสงสัยถึงความแข็งแกร่งของนายกอง กระทั่งเจอคนนับร้อยโอบล้อมก็ยังสามารถหนีออกมาได้อย่างสบาย
แต่… กลับพ่ายให้เด็กหนุ่มคนนี้!
พวกเขากลัวตาย ไม่กล้าอยู่ต่อแม้เพียงแค่ครู่ เพราะกลัวจะเหมือนกับนายกอง… หัวหลุดออกจากบ่า!
เจียงผิงอันหอบหายใจถี่แรง หัวใจเต้นดังโครมคราม หากพลาดเพียงนิด คนที่ตายอาจเป็ตน
เหตุการณ์ในครั้งนี้ให้บทเรียนแก่เขาสองข้อ
ข้อที่หนึ่ง หากยังไม่รู้ความสามารถที่แท้จริงของอีกฝ่าย ห้ามลงมือโดยเด็ดขาด เว้นเสียแต่ว่าจำเป็จริง ๆ
ข้อที่สอง อย่าได้ละโมบโลภมาก
เขาจดจำบทเรียนการมีชีวิตรอดสองข้อนี้จนขึ้นใจ เพื่อต่อไปจะได้ไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก
เขาไม่มีอาจารย์ ไม่มีคนคอยชี้แนะว่าต้องเดินเช่นใด ทุกอย่างล้วนต้องพึ่งพาตนเอง
เจียงผิงอันไม่อาจเสียเวลาได้อีกต่อไป จึงรีบค้นตัวนายกองผู้นี้ทันที
ไม่นานนักก็ค้นเจอตำราสองเล่มกับยาขวดหนึ่งที่เขียนกำกับว่าโอสถปราณโลหิต
ตำราสองเล่มนี้มีชื่อว่า เคล็ดปราณโลหิต กับ ดาบมายา
เขาไม่แน่ใจนักว่าเคล็ดปราณโลหิตคืออะไร ทว่าดาบมายาเขารู้แน่
เมื่อสักครู่ก่อนที่จะมีการต่อสู้ ทั้ง ๆ ที่เห็นกันอยู่ว่าสามารถต้านดาบของฝ่ายตรงข้ามได้แล้ว แต่ดาบของฝ่ายตรงข้ามกลับทะลุผ่านการทัดทานไปได้อย่างประหลาดและฟันลงบนเกราะคุ้มกันได้ทุกครั้ง
โอสถปราณโลหิตนี้ก็เช่นกัน ไม่รู้ว่าใช้สำหรับทำอะไร แต่เก็บเอาไว้ก่อน
เจียงผิงอันหยิบดาบคู่ใจของอีกฝ่ายขึ้นมาดูอย่างรวดเร็ว
ดาบเล่มนี้สีดำขลับตลอดทั้งเล่ม มีความกว้างสองนิ้วมือ ความยาวของมันเทียบได้กับความสูงของตนเอง คมดาบแคบ หากไม่ใช่เพราะมีลักษณะโค้งอยู่บ้างคงดูคล้ายกระบี่เสียมากกว่า
ทหารคนนี้มีกำลังการจู่โจมที่ดุดันถึงเพียงนั้น อย่างไรเสียส่วนหนึ่งคงเป็เพราะดาบเล่มนี้ ดาบทหารทั่ว ๆ ไปไม่อาจรับมือมันได้
ตอนนี้ไม่มีเวลาให้คิดตรึกตรองอย่างละเอียด เจียงผิงอันถือดาบ เก็บเงินหลายร้อยตำลึงที่อยู่บนศพม้าของอีกฝ่ายขึ้นมาแล้ววิ่งขึ้นเขาไป
เขาฆ่าคนของทางการเช่นนี้ อีกฝ่ายย่อมไม่ปล่อยตนไปแน่ ผู้ชายคนนี้เป็เพียงแค่นายกองคนหนึ่งในอำเภอผิงสุ่ยซึ่งมีทหารม้าเหล็กถึงสี่พันนาย อย่างไรเสียต้องมีผู้ที่แกร่งกว่าคนคนนี้อย่างแน่นอน
ด้วยระดับการฝึกตนของเขาในตอนนี้ ไม่อาจรับมือผู้ที่แกร่งกว่าได้ แม้แต่การโอบล้อมของทหารธรรมดาก็เกรงว่าจะเป็การยากที่จะรักษาชีวิตเอาไว้ได้
เจียงผิงอันมาถึงหน้าหลุมศพสองหลุมก็คุกเข่าลง น้ำตาเอ่อล้นไหลออกมา
“ท่านพ่อ ท่านแม่ ลูกต้องไปแล้ว”
“ตอนที่พวกท่านมีชีวิตอยู่มักจะสอนอยู่เสมอว่าให้ข้าเป็คนดี อย่าได้ก่อความเดือดร้อน ข้าพยายามแล้ว”
“แต่เวลาเช่นนี้ คนดีมีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน”
“ข้าจะไม่เป็คนดีพร่ำเพรื่ออีกแล้ว แต่ก็ไม่เป็คนชั่วที่ฆ่าคนไม่เลือกหน้าเช่นกัน”
“จากไปในครั้งนี้ ข้าไม่รู้ว่ายังจะมีชีวิตกลับมาจุดธูปให้พวกท่านได้อีกหรือไม่”
“หากชาติหน้ามีจริง ข้าขอเกิดเป็ลูกของพวกท่านอีก”
“หากว่าในโลกนี้มีเซียน ข้าจะก้าวเดินสู่หนทางเซียน จะชุบชีวิตให้พวกท่านฟื้นคืนชีพอีกครั้ง!”
“ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้าต้องไปแล้ว ข้าจะฆ่าทุกคนที่ทำให้พวกท่านต้องตาย!”
เจียงผิงอันโขกศีรษะสามทีอย่างแรง จากนั้นลุกขึ้นช้า ๆ
เหน็บดาบเล่มยาวติดหลังแล้วเช็ดน้ำตา เวลานี้สีหน้าของเขามุ่งมั่นจริงจังยิ่งกว่าหนใด
เรือนผมของเด็กหนุ่มสะบัดพลิ้ว สะพายห่อผ้าขึ้นไหล่ แบกดาบยาวก้าวเดินเข้าไปในป่าทึบที่มองไม่เห็นปลายทาง
หน้าหลุมศพสองหลุม ดอกไม้สีขาวเล็ก ๆ สองดอกที่เติบโตมาด้วยกัน โอนอ่อนผ่อนเอนเบา ๆ ไปตามแรงลม เหมือนดังพ่อแม่กำลังโบกมือเพื่ออำลาบุตรที่ต้องเดินทางไกล
แสงอาทิตย์อุทัยส่องผ่านหมู่แมกไม้ กระทบลงบนตัวเด็กหนุ่มที่เดินห่างออกไปเรื่อย ๆ คงไว้แต่ความรู้สึกเดียวดายและโดดเดี่ยว
ณ ภัตตาคารแห่งหนึ่งในอำเภอผิงสุ่ย
ชายวัยกลางคนกำลังกอดหยอกล้อหญิงสาวผู้เหนียมอายสองคน ตรงหน้าเต็มไปด้วยอาหารชั้นเลิศนานาชนิด และแต่ละอย่างมีราคาค่างวดมากมายจนชาวบ้านธรรมดาไม่อาจเอื้อมได้
“แม่ทัพใหญ่ เกิดเื่แล้วขอรับ!”
นายทหารสวมชุดเกราะวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา
สีหน้าของชายวัยกลางคนดุดันขึ้นในทันใด ลุกพรวดพราดะโเสียงดัง “แคว้นต้าเซี่ยบุกมาแล้วงั้นหรือ?”
“ไม่ใช่ขอรับ นางกองขั้นสองชุยเซียวโดนชาวบ้านไม่รักดีฆ่าตายขอรับ!” เฉินเซิงทหารที่นำเื่มารายงานตอบ
“ไอ้เวร ทำเอาข้าตกอกใหมด!”
ชายวัยกลางคนยกขาขึ้นถีบทหารคนนั้น ก่อนจะกลับไปนั่งดื่มกินพลางกอดสตรีทั้งสองต่อ
“แต่… ชุยเซียวเป็ผู้ฝึกยุทธ์ เทียบเท่ากับผู้ฝึกตนขอบเขตก่อปราณขั้นสาม เหตุใดชาวบ้านธรรมดาทั่วไปจึงสามารถฆ่าเขาได้?” ชายวัยกลางคนถามขึ้นด้วยความสงสัย
ทหารที่นำความมารายงานเล่าเื่ราวคร่าว ๆ ที่รับรู้มาให้ฟัง โดยเล่าเพียงเื่ที่สืบหาทหารที่หายตัวไปเท่านั้น ไม่พูดถึงเื่ที่รับเงินจากโจรป่ากับเื่ที่คิดจะยึดที่นาของชาวบ้านแม้แต่น้อย
“น่าสนใจไม่น้อย ยังเกี่ยวข้องถึงผู้ฝึกตนอีกด้วย ดูท่าทางน่าจะมีของวิเศษอยู่บ้าง”
ชายวัยกลางคนกินอาหารที่สาวงามคีบมาป้อนถึงปาก จากนั้นพูดน้ำเสียงราบเรียบ “ส่งนายกองขั้นสองคนอื่นไปจัดการกับไอ้เด็กนั่น ใครได้ของวิเศษไปขึ้นอยู่กับโชคของคนนั้น”
“วันนี้มีคนกล้าดีคิดต่อต้าน วันพรุ่งนี้ก็ต้องมีคนอื่นลุกขึ้นต่อต้านอีก ต้องใช้วิธีเชือดไก่ให้ลิงดู สั่งสอนคนเหล่านี้ให้รู้จักหลาบจำ”
เจียงผิงอันไม่ได้อยู่ในสายตาชายวัยกลางคนแม้แต่น้อย ทว่า… สำหรับทหารทั่ว ๆ ไปแล้ว ของวิเศษของเด็กหนุ่มถือได้ว่ามีแรงดึงดูดใจเป็อย่างมาก
และนอกจากนี้ จำเป็ต้องกำจัดเด็กหนุ่มคนนี้ เพื่อดับไฟฮึกเหิมของพวกที่คิดต่อต้านเ่าั้
“ขอรับ ท่านแม่ทัพ”
ทหารที่นำความไปรายงานถอยออกไปอย่างนอบน้อม เสียงหัวเราะอันเสนาะหูของหญิงสาวดังออกมาจากในห้องอีกครั้ง
นายกองขั้นสองทั้งหลายประจำอำเภอผิงสุ่ยได้ยินเื่นี้แล้ว แต่ละคนรู้สึกตื่นตัวกันมาก
วิถีแห่งการฝึกตน! นี่เป็สิ่งที่พวกเขาได้แต่ใฝ่ฝัน!
วิถีแห่งการฝึกตนล้ำค่ายิ่งนัก คนธรรมดาทั่วไปเช่นพวกเขาไม่อาจได้มาง่าย ๆ พวกเขาทำได้เพียงฝึกปราณโลหิตหรือขัดเกลากายาเท่านั้น
ทว่าการขัดเกลากายามีข้อจำกัดมาก อีกทั้งหากฝึกฝนหนักเกินไปจะมีผลกระทบต่ออายุขัย
แต่หากมีวิถีแห่งการฝึกตนอยู่กับตัว ก็จะสามารถเพิ่มพูนอายุขัยได้ยาวนานและแกร่งมากยิ่งขึ้น
เมื่อได้ยินทหารที่อยู่ในเหตุการณ์เล่าให้ฟังว่า สาเหตุที่เด็กหนุ่มคนนั้นสามารถฆ่าชุยเซียวได้ ทั้งหมดนี้ล้วนเป็เพราะมีหินสีขาวร่วงออกมาจากอกเสื้อ จึงเป็เหตุให้ชุยเซียวประมาทจนถึงแก่ความตาย
เช่นนี้แสดงให้เห็นแล้วว่าเด็กหนุ่มคนนั้นไม่แข็งแกร่งเลย!
พวกเขาเดาว่าหินสีขาวที่ร่วงออกมาน่าจะเป็หินิญญา ไม่เช่นนั้นชุยเซียวคงจะไม่หลงกลง่าย ๆ เช่นนี้
หินิญญานั้นล้ำค่า ต่อให้เป็คนธรรมดาทั่วไปที่ไม่ได้ฝึกตน แค่เพียงเก็บหินิญญาไว้กับตัวก็ยังสามารถแคล้วคลาดจากโรคร้ายได้ และยังมีคุณประโยชน์ทำให้มีชีวิตยืนยาวอีกด้วย
พลังต่อสู้ของเด็กหนุ่มด้อยกว่าชุยเซียว ทว่ามีวิถีแห่งการฝึกตน มีหินิญญา มีหยกคุ้มภัย และมีคลังศัสตราต้องประสงค์อยู่ใน
ของสี่ชิ้นข้างต้น ปรากฏขึ้นมาเพียงแค่ชิ้นใดชิ้นหนึ่งก็ควรค่าให้พวกเขาลงมือแย่งชิงแล้ว นับประสาอะไรกับโผล่ขึ้นมาทีเดียวสี่ชิ้น!
นายกองขั้นสองเหล่านี้ต่างก็ตื่นเต้นดีใจ ราวกับเจียงผิงอันเป็ลูกไก่ในกำมือของพวกเขาแล้ว
ทหารกลุ่มแล้วกลุ่มเล่าออกจากอำเภอผิงสุ่ยเพื่อมุ่งหน้าตรงไปยังหมู่บ้านต้าเหอ
แต่สิ่งที่พวกเขาไม่ทันสังเกตคือ เด็กหนุ่มอายุราวสิบสี่สิบห้ากำลังเฝ้ามองพวกเขาอย่างสงบที่หน้าประตูเมือง
ไม่มีใครคาดคิดว่าเด็กหนุ่มที่กำลังตามหา มาเหยียบถึงถิ่นของพวกเขาแล้ว