สิบหน้านาทีต่อมาเราก็อยู่ที่ครัว ครัวเป็อาคารใต้ถุนที่อยู่แยกจากตัววังต่างหาก
พวกคนครัวดูใที่อยู่ๆ เ้าหญิงมุย กับขุนนางปรากฎตัวที่ครัว พวกเขาหมอบลงแนบพื้น
มีอุปกรณ์เป็เตาถ่าย หม้อดิน ที่นั่งเป็ตั่งทำจากไม้ไผ่ยกสูงจากพื้นดินประมาณสามสิบเิเ
“คีย์ช่วยผมหน่อย”
เด็กสาวเขาแพะพยักหน้า ผมคิดว่าเธอคงไม่มีสีหน้าอื่นนอกจากหน้าแบบไร้อารมณ์
“เอาผ้าใหม่ตัด ประมาณนี้ แล้วไปนึ่ง” สั่งให้คีย์ตัดผ้าหลายขนาด ทั้งผ้าพันแผล และผ้าสำหรับใช้งานอื่นๆ
“เข้าใจแล้วค่ะ” เธอรับคำสั่ง
ทีนี้เราจะได้ผ้าสะอาดที่ผ่านการฆ่าเชื้อสำหรับการพันแผล
“ใครก็ได้ ช่วยต้มน้ำอีกหม้อ แล้วเอาเกลือละลายน้ำได้มั้ยครับ อัตราส่วนเกลือ 1 ต่อ น้ำ 100 นะ”
ผมจำได้ว่าน้ำเกลือน่าจะอัตราส่วน 0.9%
“หา?” โชอ้ำอึ้ง เมื่อผมมองเธอ
ผมลืมไปว่าโชไม่น่าจะทำงานอะไรในครัวเป็
“ข้าทำเองค่ะ” เ้าหญิงมุยบอก ทำให้ทุกคนในครัวใกันใหญ่ แต่ดูเหมือนว่ามุยจะทำเองจริงๆ เอาเถอะ ผมเชื่อในการตวงของเธอมากกว่าให้คนครัวทำ
ทีนี้ส่วนที่ยากที่สุดคือการกลั่นแอลกอฮอล์ ผมคงต้องทำเอง
หลักการของการแยกสารคือ ความเข้าใจว่ามันมีสารหลายชนิดผสมกันอยู่ ซึ่งแต่ละชนิดจะมีจุดหลอมเหลว หรือจุดเดือดต่างกัน
กรณีของการกลั่นคือ ใช้จุดเดือดที่ต่างกัน แยกสารออกจากของเหลว
ตัวอย่างเช่น แอลกอฮอล์จะมีจุดเดือดต่ำกว่าน้ำ เมื่อต้มด้วยไฟอ่อน แอลกอฮอล์จะกลายเป็ไอก่อนน้ำ
ดังนั้นถ้าแยกไอของแอลกอฮอล์ออกมาได้ ก็จะทำให้ได้แอลกอฮอล์ที่บริสุทธิ์มีน้ำเจือปนน้อยลง จากนั้นก็แค่ทำให้มันเย็นเพื่อควบแน่นใส่ในพาชนะที่แยกจากน้ำในพาชนะเดิม
ปรกติจะเราจะต้มให้ไอแอลกอฮอล์ออกมาตามสายยาง หรือท่อแก้ว ย้ายไปอีกที่ และมาควบแน่นเป็ของเหลวใหม่ในอีกภาชนะหนึ่ง แต่ผมไม่มีเวลาสร้างอุปกรณ์ใหม่
ก็เลยกลั่นแบบเอาแบบหยาบๆ ก็แล้วกัน
ผมลองเทเหล้าลงไปในหม้อดิน และใส่ซึ้งทำจากไม้ไผ่สำหรับนึ่งข้าวลงไป
ใช้ไฟอ่อนมากๆ ขนาดที่ทำน้ำเดือดไม่ได้
เอาจานกระเบื้องใส่ใส่ผ้าที่ผ่านการฆ่าเชื้อเมื่อครู่วางในตระแกรงซึ้งไม่ไผ่ และเอาหม้อดินใส่น้ำอีกใบวางบนหม้อแรกแทนฝาปิด
ถ้าเป็ตามคาด ไอของแอลกอฮอล์จากเหล้าในหม้อล่างจะลอยผ่านตะแกรงขึ้นไป โดนก้นของหม้อใบบนซึ่งเย็นกว่าเพราะใส่น้ำอยู่ ทำให้มันควบแน่นตรงก้นหม้อ้า และจะหยดลงมาใส่จานกระเบื้องติดอยู่ในผ้า
ทีนี้ก็ลุ้นว่าจะได้ผลมั้ย
ผมเรียกแม่ครัวที่น่าจะคุ้นกับเตาถ่ายกว่ามาช่วย สั่งให้แม่ครัวใช้ไฟอ่อนมากๆ ห้ามให้น้ำเดือดเด็ดขาด ถึงจะเป็แม่ครัวผู้เชี่ยวชาญแต่ก็อดเครียดไม่ได้
ครู่หนึ่งเ้าหญิงมุยจึงละจากงานต้มน้ำเกลือที่ง่ายกว่ามาทำด้วยตัวเอง
ผ่านไปประมาณสิบห้านาที
ผมติดสินใจเปิดฝาออก
ผ้าชื้นใช้ได้ มีน้ำในจากอีกนิดหน่อย เมื่อดมกลิ่น รู้สึกได้ถึงกลิ่นเมาๆ
ลองจิบน้ำในจานกระเบื้องดู
มีรสของแองกอฮอล์ น่าจะระดับใกล้เคียงกับว็อดก้า
โอเค ใช้ได้ ใจจริงอยากกลั่นซ้ำให้ความบริสุทธิ์มากกว่านี้อีก แต่ถ้าไม่มีอุปกรณ์ที่เป็แก้วจะทำไม่ได้ มันจะระเหยหมด แบบนี้ก็คงจะพอใช้ได้บ้าง
แต่คำถามจะเคลื่อนย้ายยังไง ผมกลัวว่ามันจะระเหยเพราะไม่มีกล่องเก็บ
ตัดสินใจยกหม้อแบบนี้เข้าไปไว้ข้างท้องพระโรงแล้วกลั่นสดๆเลยดีกว่า
“ช่วยยกชุดหม้อนึ่งแบบนี้ไปที่ท้องพระโรงหน่อยครับ” ผมบอกคนงาน เพราะร่างกายของผมตอนนี้ไม่น่าจะทำเองไหว “เอาน้ำเกลือ กับผ้าที่นึ่งแล้วเข้าไปด้วย ระวังอย่าให้สกปรกล่ะ”
“ทำตามที่เขาบอก” เ้าหญิงสั่งการคนงาน
ภายในเวลา ไม่กี่สิบนาที คนงานจัดเตาหลายลูกไว้ข้างท้องพระโรง
พวกเขาใช้กระเบื้องและแผ่นไม้รองเตาไว้ ไม่ให้พื้นไม้เสียหาย
น้ำเกลือเย็นลงแล้ว กลายเป็น้ำเกลืออุ่นๆ ผมลองชิมดู น่าจะโอเค
ผมเอาผ้าที่นึ่งแล้ว โพกหัว และปิดปาก
คิดแล้วว่าอาจจะต้องมีผู้ช่วย ผมจึงเรียกคีย์ แต่ก็นึกขึ้นได้ว่าเขาของเธอทำให้เด็กสาวโพกผ้าลำบาก
“ข้าทำเองค่ะ” เ้าหญิงบอก
“แต่ว่า...”
“ถึงตาของข้าไม่ดี แต่ไม่เป็ปัญหาหรอกค่ะ”
ผมพยักหน้าเพราะไม่อยากให้เธอคิดว่าผมดูถูกเธอที่ตาไม่ดี
อีกครั้งที่ทุกคนรู้สึกใที่ผมใช้งานเ้าหญิง
แต่หลังจากนั้นผมพบว่าเป็การตัดสินใจที่ถูกมากที่เรียกให้เ้าหญิงเป็คนทำงานนี้
ผมตัดน้ำเกลือมาล้างมือตัวเอง ก่อนจะบอกให้เ้าหญิงทำบ้าง
“จากนี้ก่อนและหลังที่จะัักับคนที่มีแผลเืออกต้องล้างมือก่อนทุกครั้งนะครับ”
“ค่ะ” เ้าหญิงรับคำ
เพราะตาไม่ดี ตลอดกระบวนการมุยจึงมองดูสิ่งที่ผมทำอย่างใกล้ชิดมาก ใบหน้าของเธอแทบจะอยู่ห้างจากผมไม่ถึงสิบเิเ
ทั้งความที่เธอเป็เ้าหญิง และรูปลักษณ์ที่เป็เด็กสาวที่สวมชุดโบราณเปิดไหล่ของเธอ ทำให้ผมลำบากใจเล็กน้อย
โชมองอย่างไม่พอใจที่ผมเสียมารยาทแบบนี้
ผมพยายามไม่เสียสมาธิแล้วทำงานต่อ
ผมถอดเสื้อ้าของขุนหลวงออก แล้วเทน้ำเกลืออุ่นๆล้างแผล เอาคราบสกปรกออกจากแผล
ผมใช้ไม้ไผ่สองแท่งที่นึ่งแล้ว เป็ตะเกียบช่วยคีบชิ้นผ้าในการเช็ดล้างแผล
พวกสมุนไพรที่พอกอยู่ถูกล้างออกไป
เห็นหนองเละเทะมาก
ผ้าที่ใช้ล้างเป็สีคล้ำๆ ผมโยนมันทิ้งในกระโถน
ผมไม่รู้ว่าสมุนไพรพวกนี้มีฤทธิ์อะไร แต่น่าจะสกปรกทีเดียว
เอาล่ะ เมื่อแผลสะอาดจนเห็นเืแล้ว ทีนี้ก็เป็ทีของพระเอกของงานนี้
ผมใช้ตะเกียบที่นึ่งแล้ว คีบผ้าออกมาจากหม้อกลั่นแอลกอฮอล์ ผมเคยได้ยินคุณหนูบ่นว่าวิธีใช้แอลกอฮอล์ที่ถูกต้องคือการเช็ดรอบๆแผลเพราะมันจะไปทำลายโปรตีนของเนื้อเยื่อตรงแผล
แต่งานนี้ผม ไม่มั่นใจในความบริสุทธิ์ของแอลกอฮอล์ ผมไม่มีเบตาดีน เลยขอใส่ตรงๆเลยก็แล้วกัน
ขุนหลวงสะดุ้งเพียงเล็กน้อย เหล้ากลั่นที่ทาไปแห้งอย่างรวดเร็ว
โอเค ถือว่าใช้ได้ แอลกอฮอล์จะฆ่าเชื้อตอนมันแห้งนี่แหละ
เนื่องจากความบริสุทธิ์ของแอลกอฮอล์ไม่มาก ผมจึงใช้ผ้าอีกหลายชิ้นเช็ดซ้ำอีกหลายครั้ง และเช็ดรอบๆแผลด้วย
จากนั้นจึงนำผ้าพันแผลที่นึ่งตอนแรก และปล่อยไว้จนแห้งแล้ว พันแผลไว้
เป็อันเสร็จเรียบร้อย
ทำได้แค่ทำแผลง่ายๆเท่านั้นเอง
เอายังไงกับผ้าเปื้อนหนองดี? ไม่ไว้ใจการทำความสะอาดเท่าไหร่ ผมก็เลยโยนมันลงไปในกองไฟ
“เสร็จแล้วครับ” ผมบอก “จากนี้ก็ทำแบบนี้วันละสี่ครั้งก็แล้วกัน”
บอกตามตรงว่าไม่มั่นใจว่าจะรอดหรือเปล่า ขึ้นอยู่กับพลังใจแล้วแหละ ผมหวังว่าการทำแผลแบบนี้จะพอถ่วยเวลาได้นานพอที่ผมจะหาทางหนีได้ก่อน