บทที่9 มวลสารแห่งพระเ้าและความลับที่บิดเบี้ยวสัจธรรม
หลินเฟิงยืนกอดอกนิ่ง ปลายปากกาในมือจิ้มที่ปลายคางอย่างใช้ความคิด
” ยุคคาร์บอนิเฟอรัส เป็ยุคที่เผ่าพันธุ์แมลงตัวใหญ่ แต่ก็ไม่คิดว่าพวกมันจะใหญ่ได้ขนาดนี้ “
สายตาของเขายังคงจับจ้องไปยังความโกลาหลในป่าดิบชื้น ที่ซึ่งเหล่าแมลงั์กำลังครองอำนาจอยู่บนจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร
“โดยเฉพาะเ้าตัวนั้น...”
หลินเฟิงพึมพำขณะมองไปที่อสุรกายตัวหนึ่งที่กำลังโอบพันรอบต้นไม้ั์ราวกับเ้าที่
มันคือสิ่งมีชีวิตที่มีขานับร้อยดูคล้ายตะขาบั์ ทว่าความน่ากลัวของมันนั้นอยู่เหนือกว่าตะขาบทั่วไปมหาศาล
เกราะเหล็กกล้า เปลือกหลังที่เหมือนกระดองเต่าที่ซ้อนกับเป็ชั้นๆ แข็งแกร่งและหนาแน่นราวกับเหล็กกล้าที่ไม่มีสิ่งใดทะลวงได้
รอบข้างลำตัวยังมีเปลือกที่ยืดขยายออกมาเป็หนามแหลมคมนับไม่ถ้วน เหมือนกับ รั้วลวดหนามเดินได้
มีพละกำลังมหาศาลที่พร้อมจะฉีกกระชากทุกสิ่งให้เป็ชิ้นๆ ราวกับขากรรไกรทะลวงพิภพ
วิธีการล่าของมันนั้นโเี้และเืเย็นสุดๆ ทุกครั้งที่มันจู่โจมเหยื่อ มันจะใช้ลำตัวที่ยาวเหยียดพันรอบตัวเป้าหมายให้แน่นที่สุด ในวินาทีนั้น หนามแหลมรอบตัวจะทิ่มแทงเข้าสู่ร่างของเหยื่อจากทุกทิศทางเหมือนกับเข็มนับพัน ปลิดชีพเหยื่อได้อย่างรวดเร็ว
หลินเฟิงมองดูภาพนั้นด้วยความทึ่งผสมหวาดหวั่น นี่ไม่ใช่แค่แมลงตัวหนึ่ง แต่มันคืออาวุธาทางชีวภาพที่ธรรมชาติรังสรรค์ขึ้นมาเพื่อเป็ "าา" แห่งป่าั์แห่งนี้อย่างแท้จริง
ซึ่งถูกบันทึกในชื่อ ” ตะขาบเกราะหนามร้อยิญญา “
“ ดูเผินๆ เหมือนจะโกง เทียบได้กับรถถังไร้เทียมทาน!! “
“ อัดค่าสถานะพลังป้องกันกันซะจนเต็มหลอด แต่ดันผูกชีวิตไว้กับบัฟออกซิเจนซะงั้น... ”
“ถ้าวันไหนสภาพอากาศเปลี่ยนแค่นิดเดียว ไอ้เกราะสุดเท่นั่นแหละจะรัดพวกแกตายคากระดอง... “
” ยังต้องวิวัฒนาการอีกเยอะ ถ้าพวกมันไม่สูญพันธุ์ไปซ่ะก่อนนะ! ”
หลังจากที่เหล่าแมลงั์ครองบัลลังก์เ้าป่าอยู่นานนับล้านปี ในที่สุดกงล้อแห่งวิวัฒนาการก็หมุนมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อเหล่าสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำที่เฝ้ารอโอกาสอยู่ใต้เงาของสายน้ำ ได้พัฒนาปอดและิัจนกลายเป็ "สัตว์บกที่แท้จริง"
พวกมันก้าวเท้าขึ้นสู่ผืนดินด้วยพละกำลังมหาศาลและขนาดที่ทัดเทียมกับแมลงั์ กลายเป็คู่ปรับที่สมน้ำสมเนื้อและ "กินกันไม่ลง" อย่าง อสูรปราการเหล็ก ที่เดินสี่ขาทว่าหางของมันกลับเหมือนใบเลื่อยที่คมกริบ การตวัดหางเพียงครั้งเดียว ต้นไม้ใหญ่โดยรอบก็ถูกฟันขาดขาดครึ่งในคราเดียว …ทว่าที่เรียก อสูรปราการเหล็กนั้นเพราะพวกมันตัวใหญ่และทึกิัของมันเหนียวและเกาะหนาบนหลังของมันก็ทดทาน เปรียบเสมือนปราการเหล็กที่เดินได้
การเผชิญหน้าระหว่าง จักรวรรดิแมลงเกราะเหล็ก และ เหล่าอสุรกายสัตว์บกกลุ่มแรก ได้เปลี่ยนป่าดิบชื้นที่เคยสงบสุขให้กลายเป็สมรภูมิเืที่ไม่มีวันจบสิ้น
“พวกมันสู้กัน... โดยไม่สนกฎเกณฑ์อะไรเลยงั้นเหรอ?”
หลินเฟิงจ้องมองภาพการเข่นฆ่าผ่านนิมิตด้วยความรู้สึกที่เริ่มเปลี่ยนจากความทึ่งเป็ความโกรธเกรี้ยว การต่อสู้ที่รุนแรงและยืดเยื้อนี้ไม่ได้นำมาซึ่งวิวัฒนาการที่ก้าวะโอย่างที่เขาคาดหวัง แต่มันกลับทำให้โลกจำลองที่เขาบรรจงสร้างต้องเสียหายพังทลายลงทุกวินาที ผืนป่าั์ถูกถอนรากถอนโคน ูเาถูกทำลาย และระบบนิเวศกำลังเข้าสู่ภาวะล้มละลายเพราะไม่มีใครยอมก้มหัวให้ใคร
าระหว่างเผ่าพันธุ์ยังคงดำเนินต่อไปอย่างยาวนานนับแสนปี จนกระทั่งบรรยากาศในโลกจำลองเริ่มตึงเครียดถึงขีดสุด...
หลินเฟิงกำหมัดแน่นด้วยความกดดันที่สะสมมาตลอดสี่วันของการสร้างสรรค์
เขากำลังรอคอย... รอคอย "บางสิ่ง" ที่จะมาหยุดความโกลาหลนี้ลงเสียที ก่อนที่เขาจะหมดความอดทนและ "ล้างกระดาน" ทุกอย่างด้วยน้ำมือของพระเ้าเอง!
ในขณะที่หลินเฟิงกำลังจดจ่ออยู่กับการสร้างอารยธรรมในสวนเอเดน...
ตัดภาพกลับมาที่โลกแห่งความจริง ภายในห้องวิจัยลับที่มืดสนิท มีเพียงแสงไฟสีส้มสลัวจากโคมไฟตั้งโต๊ะดวงเล็ก ที่สาดส่องลงบน "ตู้กระจกนิรภัย" กลางห้อง
ถังเยี่ยน ชายหนุ่มร่างท้วมผู้เป็อัจฉริยะแห่งยุค กำลังนั่งจ้องมองบางสิ่งที่อยู่ภายในตู้กระจกนั้นด้วยสายตาที่เบิกกว้าง ร่างกายของเขาสั่นสะท้าน เหงื่อเย็นเยียบไหลซึมลงมาตามกรอบหน้า
สิ่งที่อยู่ตรงหน้าเขาคือ "ดิน"... ดินเพียงหยิบมือที่หลินเฟิงขโมยมาจากมิติปริศนา แต่มันไม่ใช่ดินธรรมดา เพราะพื้นผิวของมันกำลังขยับและเปลี่ยนแปลงรูปร่างอยู่ตลอดเวลา ราวกับว่ามันมีชีวิต!
“ดินนี่มัน... เป็ไปไม่ได้...” ถังเยี่ยนครางออกมาด้วยเสียงแหบพร่า สายตาจดจ้องไปที่หน้าจอประมวลผลที่กำลังขึ้นตัวเลขค่ามวลสารที่พุ่งทะลุขีดจำกัดของเครื่องวัด
“ดินแค่หนึ่งกำมือ... แต่กลับมีมวลสารและความหนาแน่นเทียบเท่ากับดาวเคราะห์ทั้งดวง!! “
” หลินเฟิง... นายไปเอาของพรรค์นี้มาจากนรกขุมไหนกัน? บนโลกของเราไม่มีทางมีสิ่งนี้อยู่แน่ๆ!”
สมองระดับอัจฉริยะของถังเยี่ยนประมวลผลอย่างบ้าคลั่ง เขาตระหนักได้ทันทีว่านี่ไม่ใช่แค่วัตถุประหลาด แต่มันคือ
"สารตั้งต้นของชีวิต (The Catalyst of Genesis) มันเต็มไปด้วยอนุภาคที่ทรงพลังจนสามารถแทรกซึมเข้าไปกระตุ้น DNA ของสิ่งมีชีวิตใดๆ ก็ตาม ให้เกิดการ วิวัฒนาการ หรือ กลายพันธุ์ แบบก้าวะโข้ามขีดจำกัดนับล้านปี... ภายในเสี้ยววินาที! “
ภาพจินตนาการอันน่าสยดสยองแล่นเข้ามาในหัวของเขา หากดินปริศนานี้มีปริมาณมากกว่านี้อีกเพียงนิดเดียว และบังเอิญตกลงสู่พื้นดินของโลกมนุษย์... สิ่งมีชีวิตทั้งหมด ั้แ่แบคทีเรียยันสัตว์ใหญ่ จะกลายพันธุ์กลายเป็อสุรกายที่ฉีกกฎเกณฑ์ทุกอย่างของธรรมชาติ!
ถังเยี่ยนผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้ เขาส่ายหน้าอย่างแรงพลางเดินวนไปวนมาในห้องแคบๆ พยายามสูดลมหายใจเพื่อตั้งสติ
“ไม่ได้... เื่นี้จะให้ใครรู้ไม่ได้เด็ดขาด! ถ้ารัฐบาลหรือพวกใต้ดินรู้เข้า โลกของเราต้องถึงคราววิบัติแน่!”
เขาหันขวับไปมองตู้กระจกอีกครั้ง แววตาเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นและเร่งรีบ
“ฉันต้องรีบกลับไปหาหลินเฟิง! ต้องบอกให้เขารู้ว่าสิ่งที่เขาถืออยู่... มันสามารถบิดเบี้ยวและเปลี่ยนกฎเกณฑ์ของโลกใบนี้ได้ทั้งใบ!”