ตึ้ง ตือ ดือ ดึ๊ง! ตึ้ง ตือ ดือ ดึ๊ง!
“อือ... เสียงอะไรวะ”ชายหนุ่มงัวเงียตื่นขึ้นมาเพราะเสียงอันไม่คุ้นเคย
“อ๋อ โทรศัพท์ใหม่นี่เอง ต้องไปอาบน้ำแล้วสิ” เย่เซวียนกดปิดการปลุกก่อนจะเดินไปอาบน้ำแต่งตัวให้เรียบร้อย
เขาหยิบชุดสีส้มขาวซึ่งเป็นยูนิฟอร์มของบริษัทส่งของและอาหารแห่งหนึ่งขึ้นมาสวมก่อนจะขึ้นจักรยานเสือภูเขาสีทองคันใหม่ ปั่นเต็มฝีเท้าไปยังที่ทำงานของตนเองด้วยความรวดเร็วถึงจะเป็นเวลาเช้ามืดอยู่ก็ยังสามารถพบเห็นผู้คนบนท้องถนนได้ประปราย
บ้างก็วิ่งออกกำลังบ้างก็เตรียมตัวเปิดร้านต่าง ๆ บ้างก็กำลังเดินทางไปทำงานแต่มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันก็คือ เมื่อเย่เซวียนปั่นจักรยานผ่านไปที่ใดทุกคนที่พบเห็นจะต้องหันไปมองเขาเป็นตาเดียวกัน
“จักรยานทองคำ?! ฉันตาฝาดไปรึเปล่า?” ชายชราคนหนึ่งที่กำลังกลับบ้านจากการไปตลาดกล่าวออกมาด้วยความสับสน
“น่าจะเป็นจักรยานสีทองเฉย ๆ นั่นแหละแต่ก็เท่จริง ๆ คงราคาแพงน่าดู”
“นั่นสิ จะมีใครมันบ้าเอาทองจริง ๆมาทำจักรยานกันเล่า”
ซึ่งแน่นอนว่าทุกคนก็ย่อมคิดเห็นเช่นนี้อยู่แล้วใช่ว่าที่ทุกคนคิดมันจะผิด แต่ก็ใช่ว่ามันจะถูกเพราะจักรยานทองคำของเย่เซวียนใช้เทคนิคการชุบทองคำแท้ที่ผิวชั้นนอกของจักรยานทั้งคันทำให้มันเป็นจักรยานทองคำจริง ๆ เพียงแค่ไม่ได้ใช้ทองคำในการทำทั้งหมดก็เท่านั้น
เพราะทองคำแท้100%มันไม่ได้มีความแข็งแรงเลย เหมือนพวกสร้อยทอง แหวนทองหรือเครื่องประดับต่าง ๆที่ทำจากทองถึงองค์ประกอบเกือบทั้งหมดจะเป็นทองแต่ก็ต้องมีธาตุอื่นผสมเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของมันด้วย
โดยที่ชายซึ่งเป็นเจ้าของจักรยานคันดังกล่าวไม่ได้รับรู้เลยสักนิดในหัวมีแต่เรื่องที่ต้องรีบไปทำงานก็เท่านั้น ถึงแม้เขาจะมีเงินมากมายแล้วก็ตามแต่เงินนั่นก็เป็นเงินจากคนอื่น ซึ่งถ้าไม่จำเป็นเขาจะไม่ใช้มันจะดีกว่า
ดังนั้นเย่เซวียนจึงเลือกที่จะยังไปทำงานส่งของและอาหารตามเดิมจนกว่าเขาจะทำธุรกิจหรือตั้งกิจการอะไรสักอย่างขึ้นมานั่นแหละ
...
“เฮ้ย! จักรยานทองคำ!”พนักงานชายคนหนึ่งที่ใส่ชุดสีส้มขาวของบริษัทเหม่ยฟาสอุทานออกมาด้วยความตกใจเขาเห็นว่ามีชายคนหนึ่งที่สวมชุดพนักงานเหมือนกันกำลังปั่นจักรยานทองคำสะดุดตาเข้ามายังที่จอดรถของพนักงานร้าน
“จักรยานเสือภูเขาซะด้วย คันนึงหลายแสนหยวนแน่ๆ” พนักงานชายอีกคนกล่าวตาม
“เอ๊ะ! นั่นใครกันโคตรหล่อเลยร้านเรามีพนักงานหน้าตาดีขนาดนั้นด้วยเหรอ ?”
“หล่อขนาดดารายังชิดซ้ายเลยนะแก! แล้วดูผิวสิ ขาวเนียนยิ่งกว่าตูดเด็ก เป็นพนักงานส่งของจริงไหมเนี่ยหรือมีดาราแอบมาถ่ายคอนเทนต์อ่ะ”
“มีตากล้องซุ่มอยู่ตรงไหนรึเปล่า ?ช่วยฉันมองหาหน่อยสิ”
“แต่ฉันคุ้น ๆ หน้าอยู่นะ จำไม่ได้ว่าเป็นใคร”
การมาถึงของเย่เซวียนทำให้เพื่อนร่วมงานแตกตื่นกันยกใหญ่ซึ่งความคิดเห็นของแต่ละคนก็จะต่างกันออกไปถ้าเป็นผู้ชายก็จะอึ้งในตัวจักรยานทองคำถ้าเป็นผู้หญิงก็จะสนใจว่าเขาเป็นใครเสียมากกว่า
แต่ที่น่าเศร้าก็คือไม่มีใครจำได้สักคนว่าเขาคือเย่เซวียน...พนักงานที่ทุกคนพากันดูถูกนินทานั่นเอง
ครึ่งหลัง
“สวัสดีครับไม่ทราบว่าคุณเป็นใครแล้วมาทำอะไรเหรอครับ ?”เจ้าหน้าที่ซึ่งคอยดูแลเรื่องการแจกจ่ายอุปกรณ์ของพนักงานกล่าวขึ้นมาเมื่อเห็นว่ามีชายหนุ่มหน้าตาดีผู้หนึ่งเดินมาหยุดตรงหน้าเขา
ชายคนนี้ก็เป็นพนักงานของที่นี่เหรอ? ทำไมเขาถึงจำไม่ได้กันนะว่าที่ร้านมีคนหน้าตาดีแบบนี้อยู่ด้วยหรือจะเป็นพนักงานแลกเปลี่ยนจากสาขาอื่นกัน ?
“ผมเย่เซวียนเองครับ จะมาขอยืมมอเตอร์ไซต์ไฟฟ้ากับกระเป๋าใส่พัสดุครับ” ชายหนุ่มกล่าวจบก็ยื่นบัตรพนักงานไปให้อีกฝ่ายเพื่อทำการลงบันทึกเอาไว้
บริษัทเหม่ยฟาสมีนโยบายที่ค่อนข้างจะเป็นมิตรกับคนยากจนที่ไม่มีรถเป็นของตัวเองพนักงานทุกคนสามารถยืมมอเตอร์ไซต์ไฟฟ้า ชุดยูนิฟอร์ม กระเป๋าใส่พัสดุของทางบริษัทได้ แต่ถ้าทำข้าวของเสียหายก็ต้องจ่ายค่าชดเชยเป็นสองเท่าเช่นกัน
ที่ผ่านมาเย่เซวียนก็มักจะมาทำเรื่องยืมอยู่ตลอดหลังเสร็จงานเขาก็นำสิ่งที่ยืมมาคืน
“หา!? เย่เซวียนไอ้เย่เซวียนแสนมืดมนคนนั้นอะนะ!” พนักงานชายซึ่งได้ยินสิ่งที่อีกฝ่ายกล่าวออกมาก็ตะโกนออกมาด้วยความตกใจ
“อะไรนะ! สุดหล่อคนนั้นคือเย่เซวียนเหรอ?!”
“บ้าน่า! แค่สองวันคนเรามันเปลี่ยนไปได้มากขนาดนี้เลยรึไงกัน??”
“แต่พอดูดี ๆแล้วมันก็มีเค้าโครงของไอ้เย่เซวียนอยู่นะ น่าจะไปตัดผมแล้วก็เสริมสวยอะไรแบบนั้นมารึเปล่า? ปกติมันชอบไว้ผมยาวปิดหน้า เนื้อตัวมอมแมมก็เลยมองไม่ค่อยออก”
“มันจะไปเอาเงินจากไหนไปเสริมสวยกัน! ต้องแอบขโมยเงินใครไปใช้แน่ ๆ ”
เพื่อนรวมงานที่ได้ยินเสียงตะโกนก็ตกใจกันไม่น้อยก่อนจะพากันรวมกลุ่มซุบซิบนินทาโดยไม่สนใจแม้แต่น้อยว่าเป้าหมายของการนินทาอย่างเย่เซวียนจะได้ยินหรือไม่
ในสายตาพวกเขาเย่เซวียนก็แค่พนักงานยาจกแสนมืดมนที่แต่ละวันเอาแต่ทำงานแล้วก็กลับบ้านเท่านั้น ไม่ว่าจะมีใครชวนไปกินข้าว ไปเที่ยวหรือชวนไปคาราโอเกะ เย่เซวียนก็ไม่ยอมไปด้วยทั้งนั้นแถมยังชอบยืมเงินคนนั้นคนนี้ไปทั่ว จนถึงทุกวันนี้ก็ยังคืนเงินไม่ครบเลยทำให้พนักงานแต่ละคนเริ่มปลีกตัวออกห่างและพากันบอยคอตเย่เซวียนทีละคนจนสุดท้ายทั้งที่ทำงานก็พากันไม่ชอบเย่เซวียนไปด้วย
ความจริงเย่เซวียนก็ไม่ได้อยากทำเช่นนี้เลยแต่เนื่องจากเขาไม่มีเงินจริง ๆ ไหนจะหนี้ธนาคาร ไหนจะหนี้นอกระบบทำให้ชายหนุ่มหาเงินมาคืนเพื่อนร่วมงานได้ไม่ครบทุกคนแต่เขาก็พยายามทำงานให้หนักขึ้นเพื่อหาเงินมาชดเชยให้ได้มากที่สุด
“อา.. ได้ ๆ นี่กุญแจมอไซต์กับกุญแจล็อคเกอร์ที่เก็บของ”หลังจากตั้งสติได้พนักงานชายที่ทำหน้าที่จดบันทึกสิ่งของที่พนักงานแต่ละคนขอยืมก็ยื่นกุญแจให้อีกฝ่ายไปสองดอก
“ขอบคุณครับ”เย่เซวียนรับกุญแจมาก่อนจะกล่าวขอบคุณ
“อ๊ะ! เดี๋ยวเย็นนี้ผมจะเอาเงินที่ยืมไปมาคืนให้นะครับขอโทษด้วยที่คืนล่าช้านะครับ”ในตอนที่จะเดินไปยังโซนเก็บอุปกรณ์เย่เซวียนก็นึกถึงคำพูดของเพื่อนร่วมงานก่อนหน้านี้ขึ้นได้เขาจำได้ว่าเขาติดหนี้พนักงานคนนี้อยู่ด้วยเช่นกันจึงกล่าวออกมา
“อืม.. นายไม่ต้องคิดมากหรอกค่อยทยอยใช้ก็ได้ฉันไม่ได้รีบร้อนอะไร”พนักงานชายคนนี้นับว่าเป็นเพียงหนึ่งในไม่กี่คนที่เห็นใจเย่เซวียนถึงแม้เย่เซวียนจะเคยมายืมเงินเขาอยู่หลายครั้งแต่เขาก็ไม่เคยต่อว่าอีกฝ่ายหรือขอเก็บดอกเบี้ยเลยแม้แต่น้อย
เขาได้ยินมาว่าอีกฝ่ายเป็นเด็กกำพร้าที่อยู่กับปู่เสียงสองคนแถมยังติดหนี้นอกระบบกับในระบบเพราะไปเซ็นยินยอมรับหนี้แทนปู่ของตัวเองทำให้ต้องลำบากอยู่ทุกวันนี้แต่ชายหนุ่มตรงหน้าของเขาก็ไม่เคยบ่นเรื่องนี้แม้แต่น้อย
“ครับ”เย่เซวียนที่ได้ยินคำตอบของอีกฝ่ายก็ยิ้มก่อนจะตอบรับสั้น ๆถ้าไม่ติดว่าเขาลืมกดเงินสดออกมาและแถวบ้านของเขาไม่มีธนาคารให้ถอนเงินเขาคงจะกดเงินสดติดมาด้วยแล้ว
“ไอ้ยาจก! ได้ยินว่าจะคืนเงินเปาหยุนเหรอวะ? ไปขโมยเงินใครมารึไงถึงมีปัญญาใช้หนี้ได้ ?”แต่ยังไม่ทันจะได้เดินไปไหนไกลก็มีเสียงที่เต็มไปด้วยความดูถูกดังขึ้นมาจากข้างหลังของเขา
เป็นชายร่างบึกบึนในชุดพนักงานส่งของผู้หนึ่งที่กำลังยืนกอดอกจ้องมองมายังเขาอยู่ชายคนนี้จ้องมองด้วยความดูถูกที่แสดงอยู่บนใบหน้าอย่างไม่ปิดบัง