ราชันย์ภาพยนต์

    ตอนที่ 18 เลือกสายวิชา

    ตอนที่ 18 เลือกสายวิชาหวังซินรู้สึกกระวนกระวายใจเป็นอย่างมาก ในตอนนั้นคิดแค่ว่าตัวเองจะเขียนบทละคร แต่ในยุคปี 1993 นี้ เครือข่ายอินเทอร์เน็ตก็ยังไม่พัฒนา การค้นหาข้อมูลส่วนบุคคลก็หายากมาก นี่จึงทำให้หวังซินอดเป็นกังวลไม่ได้เล็กน้อยบทละครในมือที่เขียนมาอย่างดีทำได้แค่พักเก็บไว้ชั่วคราว หลายวันมานี้เขาทุ่มความสนใจทั้งหมดไปกับการสอบถามเรื่องหลินชงตามบริษัทภาพยนตร์และโทรทัศน์หลังจากนั้นอีกหนึ่งสัปดาห์ หวังซินก็ยังไม่เจอที่อยู่ของหลินชง เมื่อไม่มีทางเลือก จึงทำได้แค่กลับไปสอบถามพ่อของตัวเองหวังเป่าหลงเป็นรองผู้อำนวยสถานีเคเบิลเมืองซีจิง ในด้านวงการของการถ่ายทำภาพยนตร์และโทรทัศน์นี้ ความสัมพันธ์ก็จะค่อนข้างกว้างขว้าง เมื่อหวังเป่าหลงได้ยินลูกชายถามถึงหลินชงผู้กำกับท่านนี้ เขาก็รู้สึกแปลกใจเล็กน้อย ในขณะที่อยู่ห้องรับแขก เขาจึงตำหนิหวังซินไปสองประโยค “ตอนนี้การไปโรงเรียนก็คือช่วงเวลาที่ดีในการทบทวนของแก ทำไมแกถึงชอบไปทำเรื่องที่ไม่มีประโยชน์กันนะ?”เมื่อได้ยินหวังซินพูดถึงหลินชง หวังเป่าหลงก็รีบตำหนิหวังซินไปหนึ่งยก“พ่อครับ ที่ผมตามหาหลินชงย่อมต้องมีธุระแน่นอนอยู่แล้วสิครับ” หวังซินพูดไม่ออกเล็กน้อย ทำไมถึงได้ถูกตำหนิอีกละ หรือว่าการตามหาหลิงชง เพื่อจะส่งบทละครของตัวเอง มันไม่ใช่เรื่องสำคัญงั้นเหรอ?“หลินชงคนนี้พ่อไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนเลย หรือว่าเขาดังมากเลยเหรอ?”คำตอบของหวังเป่าหลงทำให้หวังซินพูดไม่ออก และรับรู้ว่าการตามหาหลินชงจากทางพ่อนั้นจะต้องไม่มีหวังอย่างแน่นอนท้ายที่สุดแล้ว เขาก็ตรงไปที่ห้องทำงานของเริ้นเสี่ยวที่แผนกการผลิต เพื่อมาขอความช่วยเหลือจากเริ้นเสี่ยว ขั้นตอนการรับเข้าเป็นพนักงานของเริ้นเสี่ยวยังไม่เสร็จสมบูรณ์ แต่เมื่ออยู่ในแผนกการผลิตแล้ว สำหรับผู้กำกับที่มีชื่อเสียงในประเทศก็ยังพอที่จะรู้จักอยู่ เมื่อหวังซินพูดถึงหลินชง ก็อยากจะรู้ข่าวของหลินชงออกจากปากของเขา แต่น่าเสียดายที่เริ้นเสี่ยวก็ไม่เคยได้ยินชื่อของหลินชงคนนี้เช่นกันเมื่อไม่มีทางเลือก หวังซินจึงทำได้แค่นึกถึงความเป็นมาของหลินชงคนนี้อย่างละเอียดเท่านั้น จากนั้นค่อยคำนวณตามเวลาว่าปัจจุบันหลินชงกำลังทำงานในสายอาชีพไหนหลังจากที่เรื่อง Home With Kids เป็นที่นิยมในปีนั้น เขาก็เคยค้นหาข้อมูลของหลินชงคนนี้จากเว็บไซต์ป๋ายตู้ ลองนึกย้อนกลับไปอย่างละเอียด ก็นึกขึ้นมาได้ว่ามีคนหนึ่งที่มีความเกี่ยวข้องกับหลินชง“คุณอาเริ้นครับ คุณอาเคยได้ยินชื่อหลินเจาฮว่าคนนี้ไหมครับ?”ในเมื่อสืบข่าวหลินชงแล้วหมดหวัง ก็ได้แค่สืบข่าวพ่อของหลินชงเท่านั้นแล้วล่ะ“หลินเจาฮว่างั้นเหรอ?เธอหมายถึงหลินเจาฮว่าที่เป็นรองคณบดีของสถาบันศิลปะแห่งประชาชนเยี่ยนจิงน่ะเหรอ? ” เริ้นเสี่ยวก็สอบถามหวังซินด้วยความไม่แน่ใจเล็กน้อยเมื่อได้ยินภูมิหลังส่วนนี้ หวังซินก็รู้สึกดีใจ ซึ่งนึกไม่ถึงว่าพ่อของหลินชงในตอนนี้ก็คือรองคณบดีของสถาบันศิลปะเยี้ยนจิง “ใช่ใช่ใช่ครับ คนนี้แหละครับ คุณอาเริ้น ระบบในด้านคุณอา มีข้อมูลการติดต่อเขาไหมครับ?”นัยน์ตาทั้งสองข้างของหวังซินได้เปล่งประกาย ขอแค่หาเขาเจอ ต้นฉบับของตัวเองก็มีช่องทางจำหน่ายแล้ว“เหอะเหอะ ฉันจะไปมีข้อมูลการติดต่อของเขาได้ยังไงกันล่ะ? เสี่ยวซิน เธอถามถึงเขาทำไมเหรอ?”หลินเจาฮว่ากับหวังซินทั้งสองคนนี้แทบไม่มีอะไรให้เกี่ยวข้องกันเลย การจะติดต่อกับหลินเจาฮว่า จึงทำให้เริ้นเสี่ยวรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย  “เอิ่ม ไม่มีเรื่องอะไรหรอกครับ ผมเแค่เลื่อมใสในตัวเขา และอยากจะเขียนจดหมายถึงเขาเพื่อที่จะถามคำถามเชิงวิชาการสักหน่อยน่ะครับ” หวังซินพูดออกนอกประเด็นไปไกล เริ้นเสี่ยวจะเชื่อคำพูดของหวังซินได้อย่างไรกัน?แต่ว่าในเวลานี้เริ้นเสี่ยวก็ได้พูดไปว่า:“เธอก็รู้แล้วว่าเขาคือรองคณบดีสถาบันศิลปะ นี่ยังไม่ใช่ช่องทางการติดต่อเขาอีกงั้นเหรอ?”หวังซินตบหน้าผากของตัวเองเบา ๆ พอได้ละ นี่ตัวเองกำลังปล่อยไก่ตัวเบ้อเร่ออยู่เขารีบหันไปยิ้มให้กับเริ้นเสี่ยวด้วยความเก้ ๆ กัง ๆ แล้วจึงพุ่งตัวออกจากสถานีโทรทัศน์ไป และตรงไปยังที่ว่าการไปรษณีย์เขาเองก็ไม่รู้ที่อยู่ของสถาบันศิลปะแห่งประชาชนเยี่ยนจิง แต่การเขียนจดหมายให้กับหลินเจาฮว่า ขอแค่เขียนตำแหน่งของเขาลงไป ก็จะทำให้เขาได้รับจดหมายฉบับนี้อย่างแน่นอนตอนที่หวังซินอยู่ในที่ว่าการไปรษณีย์เขาก็ได้เขียนจดหมายหนึ่งฉบับ และได้ส่งบทละครตอนที่หนึ่งไปด้วยสิ่งที่เขียนลงไปในจดหมายเต็มไปด้วยความรู้สึกที่เสื่อมใสศรัทธาในตัวหลินเจาฮว่า และสุดท้ายก็ทิ้งที่อยู่ของตัวเองเพื่อใช้เป็นช่องทางในการติดต่อ นี่ถึงเป็นอันเสร็จสิ้นภารกิจ หลังจากที่ส่งจดหมายและบทละครไปแล้ว เรื่องราวต่อจากนี้จะพัฒนาไปทางไหน ก็ไม่ใช่สิ่งที่เขาจะสามารถควบคุมได้อีก ตอนนี้สิ่งที่เขาทำได้ทั้งหมด ก็แค่รอผลลัพธ์เท่านั้นการรอคอยผลลัพธ์มันช่างยาวนานมาก หลายวันมานี้หวังซินได้วางมือจากบทละคร และนั่งฟังบทเรียนสองสามวิชาอย่างสบายใจแต่พึ่งจะตั้งใจเรียนได้ไม่ถึงสองวัน ก็มีปัญหายากมาขัดขวางเขาเอาไว้ปัจจุบันหวังซินได้เรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ห้าแล้ว ซึ่งตอนนี้ทางโรงเรียนก็เริ่มมีการแบ่งห้องเรียน โดยแบ่งเป็นสายศิลป์และสายวิทย์จุดแข็งของหวังซินคือสายวิทย์ แต่ตอนนี้ในเมื่อตัวเองเลือกที่จะหารายได้จากการเขียนบทละคร ถ้างั้นก็จำเป็นจะต้องทิ้งสายวิทย์ไป ด้วยเหตุนี้จึงเลือกเข้าสายศิลป์สายศิลป์เป็นจุดอ่อนของเขามาโดยตลอด และถ้าไม่เลือกสายศิลป์แล้วล่ะก็ ในภายภาคหน้าเขาเองก็จะเข้าเรียนที่สถาบันภาพยนตร์ปักกิ่งและสถาบันศิลปะร่วมสมัยแห่งปักกิ่งได้ยากมาก ในเมื่อเลือกที่จะเขียนบทละครแล้ว เขาก็จะต้องเดินบนเส้นทางนี้ไปให้ถึงที่สุดถ้าคุณครูและพ่อแม่รับรู้ว่าได้เลือกในสิ่งที่ตัวเองมีจุดอ่อนไปแล้วล่ะก็ จะคิดกับเขายังไงกันนะ?ตัวเขาเองเดิมก็เรียนซ้ำชั้นอยู่แล้ว เมื่อก่อนพื้นฐานก็ไม่ดี ตอนนี้จู่ ๆ ก็เปลี่ยนมาเข้าสายศิลป์ที่เป็นจุดอ่อนนี้อีก ไม่รู้ว่าพ่อแม่และคุณครูจะคิดยังไงกับตัวเอง?“หวังซิน นายเตรียมจะเลือกสายไหน?”ภายในห้องเรียน เพื่อนร่วมชั้นที่นั่งข้าง ๆ มองหวังซินพร้อมกับสอบถามนี่นับว่าเป็นเด็กผู้หญิงที่สวยคนหนึ่ง สันคิ้วโค้ง ๆ ด้านล่างมีดวงตาสีดำอยู่คู่หนึ่ง ที่แสดงให้เห็นถึงความมีชีวิตชีวาลูกตาของเธอดำปี๋ ทำให้คนรู้สึกถึงความไร้เดียงสา และความสวยงามมาก สิ่งเดียวที่เป็นข้อเสียของเธอก็คือไม่ชอบยิ้ม เกือบตลอดทั้งปีที่จะไม่เห็นรอยยิ้ม แถมยังเป็นคนพูดน้อย หวังซินนั่งเรียนข้าง ๆ เธอมาหนึ่งภาคเรียนแล้ว นี่ถือเป็นครั้งแรกที่เธอเข้ามาคุยกับหวังซินก่อน นอกจากหวังซินจะรู้ว่าเด็กผู้หญิงคนนี้มีหน้าที่เป็นหัวหน้าห้องของชั้นเรียนแล้ว แม้กระทั่งชื่อของเด็กผู้หญิงคนนี้เองเขาก็ลืมแล้ว“อ้อ ฉันยังไม่รู้เลยนะ ตอนนี้ลำบากใจเลยล่ะ”หวังซินเกาท้ายทอยเบา ๆ ด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความรู้สึกยากที่จะเลือก“ฉันเลือกสายศิลป์ นายล่ะ?วิทยาศาสตร์ค่อนข้างเก่ง นายน่าจะเลือกสายวิทย์ใช่ป่ะ?”เด็กผู้หญิงที่นั่งเรียนข้าง ๆ มองหวังซินแล้วพูดอย่างจริงจัง เลือกสายวิทย์งั้นเหรอ?ถ้าก่อนหน้านี้ไม่ได้เขียนบทละคร แน่นอนว่าจะเลือกสายวิทย์โดยไม่ลังเลเลย แต่ตอนนี้ในเมื่อตัวเองเริ่มเขียนบทละครแล้ว ในด้านสำนวนของการเขียนก็จำเป็นต้องเพิ่มทักษะขึ้นอีก สายวิทย์ก็ไม่ใช่ตัวเลือกอันดับแรกของตัวเองแล้ว“นายคงจะไม่เลือกสายศิลป์ใช่ป่ะ?”หัวหน้าห้องมองเห็นท่าทีที่ลำบากใจเล็กน้อยของหวังซิน จึงถามด้วยสีหน้าที่ประหลาดใจเล็กน้อย“เหอะเหอะ ที่จริงฉันอยากจะเลือกสายศิลป์นะ”คำพูดของหวังซินทำให้เด็กผู้หญิงพูดไม่ออกนึกไม่ถึงว่าจะเลือกสายศิลป์จริง ๆ ทิ้งสายวิทย์แล้วเลือกสายศิลป์ นี่สมองคงมีปัญหาถึงได้เลือกแบบนี้สินะ?“หรือว่านายไม่รู้สึกว่าการเลือกสายวิทย์มันจะมีประโยชน์ต่อนายมากกว่างั้นเหรอ?”หัวหน้าห้องพูดกับหวังซินด้วยความประหลาดใจเป็นอย่างมาก“เอ๋ ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าควรเลือกยังไง ขอฉันคิดให้ดี ๆ ก่อนละกันนะ ไม่ว่ายังไงการเลือกสายก็ไม่ใช่เรื่องของวันนี้วันเดียว ให้ฉันได้พิจารณาดี ๆ สักหน่อยละกัน”เมื่อหวังซินพูดจบ ก็ไม่ได้สนใจหัวหน้าห้องคนสวยอีกต่อไป  แล้วเอาแต่นั่งอยู่ในที่ของตัวเอง ฟังเพื่อนนักเรียนรอบข้างเลือกสายวิชา แต่เขากลับเริ่มหลับตาเพื่อรวบรวมสมาธิหลังจากนั้นไม่นานหวังซินก็ส่งเสียงกรนออกมา นึกไม่ถึงว่าจะฟุบโต๊ะหลับไปแล้วเป็นเพราะว่าเขาพึ่งจะย้ายมาได้แค่หนึ่งภาคเรียน บวกกับปกติที่หวังซินชอบโดดเรียน คนในชั้นเรียนและคนที่สนิทกับเขาจึงมีไม่กี่คน ในขณะที่คนอื่นกำลังปรึกษาปัญหาของการเลือกสายวิชาอยู่ หวังซินกลับยิ่งหลับยิ่งสบายหลังจากที่เลิกเรียนในตอนบ่าย หวังซินก็ขอลาเพื่อเลี่ยงวิชาเรียนรู้ด้วยตนเองในตอนเย็นอีกครั้ง แล้วกลับบ้านมาครุ่นคิดถึงปัญหานี้แท้ที่จริงอ้างอิงตามประสบการณ์ในยุคหลังของตัวเอง ตอนนี้ไม่ว่าจะเลือกสายวิชาไหน ก็ไม่มีประโยชน์ทั้งนั้น ตามกระแสนิยมในการพัฒนาของโลกยุคหลัง สิ่งที่ปรับเข้ากับสังคมได้ก็คือคนที่เข้าใจเทคโนโลยีขั้นสูงพวกนั้นแม้ว่าสายวิทย์ในยุคนี้จะไม่เลวเท่าไหร่ แต่กระแสความนิยมก็แค่ชั่วคราวเท่านั้นสายศิลป์อย่างน้อยก็ยังสามารถปลูกฝังทัศนคติของตัวเองได้ ต่อให้แย่ที่สุดก็ยังสามารถเขียนบทละครนวนิยายต่อไปได้ เมื่อเปรียบกับภาพการณ์การพัฒนาของสายวิทย์แล้วนั้น ก็ดีกว่านั้นขึ้นมานิดนึงเมื่อหวังเป่าหลงและหวังจวนเลิกงานกลับมาถึงบ้านในตอนเย็น ก็ได้เห็นหวังซินจึงนึกไม่ถึงว่าจะกลับมาก่อนพวกเขา หวังเป่าหลงจึงรีบซักถามทันทีว่า :“วันนี้เกิดอะไรขึ้นทำไมถึงไม่เข้าเรียนวิชาเรียนรู้ด้วยตนเองล่ะ?”“การเรียนรู้ด้วยตนเองไม่มีประโยชน์อะไรครับ อะไรที่ควรเรียนผมก็เรียนไปหมดแล้ว แต่ว่าตอนนี้เจอกับปัญหายากอยู่อย่างหนึ่ง เลยอยากจะฟังความคิดเห็นของพ่อแม่สักหน่อยน่ะครับ”ที่หวังซินพูดออกไปแบบนี้ แท้จริงแล้วอยากจะหยั่งฟังน้ำเสียงของพ่อแม่เมื่อได้ยินว่าลูกชายเจอกับปัญหาที่ยาก หวังจวนและหวังเป่าหลงจึงให้ความสนใจไปที่ตัวของหวังซิน แล้วถามว่า :“เรื่องอะไรเหรอ?”“ก็คือว่าตอนนี้ในชั้นเรียนเริ่มแบ่งสายวิชาที่จะเรียนกันแล้วครับ วิทยาศาสตร์เองผมก็ค่อนข้างแน่น แต่พูดในทางตรงกันข้ามแล้ว ตอนนี้ผมมีความสนใจในสายศิลป์มากกว่าครับ พ่อกับแม่ให้คำแนะนำผมหน่อยสิครับ ว่าควรจะเลือกยังไงดี”เมื่อหวังซินพูดถึงปัญหาที่ยาก แต่มีท่าทีภายนอกตรงไหนที่แสดงให้เห็นถึงความลำบากใจกันนะ?เมื่อเห็นสีหน้าท่าทีที่ผ่อนคลายสบายใจของหวังซิน หวังเป่าหลงก็โมโหขึ้นมาทันที พร้อมพูดว่า :“ในสมัยที่พ่อเรียนตอนนั้นไม่มีการแบ่งสายวิทย์สายศิลป์อะไรทั้งนั้น ความต้องการของพ่อก็คือแกต้องเรียนให้ได้ดีทั้งสองอย่าง ในอนาคตสอบให้ติดมหาวิทยาลัยดังก็พอแล้ว ”เอาล่ะ นับว่าพ่อไม่มีความคิดเห็นใด ๆ งั้นแม่ก็คงไม่มีความคิดเห็นเหมือนกันตอนที่หวังซินกำลังตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่าจะเลือกสายศิลป์ โทรศัพท์บ้านก็ดังขึ้นมากระทันหัน หวังซินไม่รอให้พ่อแม่ถามให้มากความ จึงรีบวิ่งไปรับโทรศัพท์ก่อนเมื่อรับสายโทรศัพท์แล้ว ในสายเป็นเสียงผู้ชายคนหนึ่ง พูดด้วยน้ำเสียงที่ค่อนข้างสุขุมว่า:“สวัสดีครับ ใช่คุณหวังซินรึป่าวครับ?”“สวัสดีครับ ผมหวังซินเองครับ ไม่ทราบว่าโทรหาผมมีธุระอะไรรึเปล่าครับ?”บนโทรศัพท์ถึงแม้ว่าจะมีหมายเลขที่โทรเข้ามา แต่กลับไม่แสดงที่อยู่ หวังซินจึงไม่รู้ว่าใครเป็นคนโทรศัพท์มาหาตัวเอง“ผมคือหลินเจาฮว่า”เมื่อได้ยินเสียงในสายก็นึกไม่ถึงว่าจะเป็นหลินเจาฮว่า แม้ว่าหวังซินจะกลับมาเกิดใหม่อีกครั้งก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกประหม่าขึ้นมา“สวัสดีครับ รองคณบดีหลิน”“อืม จดหมายที่คุณส่งมาผมได้รับแล้วนะ บทละครก็อ่านเรียบร้อยแล้ว เป็นที่เรื่องที่แปลกใหม่เรื่องหนึ่งเลย ถือเป็นบทละครที่ไม่เลวเลย”คำพูดของหลินเจาฮว่า ทำให้ในใจของหวังซินเต็มไปด้วยความหวัง“แต่ว่าบทละครนี้ของคุณควรที่จะส่งให้ผู้กำกับในประเทศนะครับ ผมทำเกี่ยวกับการแสดง สายงานไม่ตรงกัน สำหรับบทละครนี้ของคุณผมก็ไม่สามารถช่วยอะไรคุณได้”คำพูดของหลินเจาฮว่า ทำให้ในใจของหวังซินรู้สึกตกใจเล็กน้อยใช่แล้ว หลินเจาฮว่าทำการแสดง ลูกสาวของเขาถึงจะเป็นผู้กำกับ และตอนนี้ก็เพิ่งจะปี 1993 หลินชงในตอนนี้อาจจะยังเรียนมหาวิทยาลัยอยู่ก็เป็นได้ แล้วมาอยู่ในวงการผู้กำกับได้ยังไงกันนะ?หลินเจาฮว่าที่อยู่ในสายโทรศัพท์ไม่ได้ยินหวังซินพูดนานแล้ว เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพูดว่า :“แต่ว่าผมรู้จักกับผู้กำกับอยู่หลายคน ผมสามารถเอาบทละครนี้ให้พวกเขาดูได้ คุณเอาที่อยู่ที่สามารถติดต่อได้ของคุณให้ผม ถึงเวลานั้นผมจะส่งข่าวให้คุณเองครับ”ในที่สุดก็มีวันนี้แล้ว สิ่งนี้ทำให้ในใจของหวังซินจุดประกายของความหวังขึ้นมาแต่ว่าตามสถานการณ์โดยทั่วไปแล้วตัวเองมักจะอยู่ที่โรงเรียน จึงรีบบอกที่อยู่ของโรงเรียนไปทันทีหลินเจาฮว่าคิดไม่ถึงว่าหวังซินจะยังเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ห้า หลังจากชื่นชมหวังซินไปหลายประโยค ก็วางสายโทรศัพท์ไป...