ตั้งแต่คืนนั้นจนถึงตอนนี้ ฉางหลิวหลีก็ไม่เคยย่างกรายไปที่หอฮวาหลันอีกเลย
จริงดังคำพูดที่ว่า ความลับไม่มีในโลกย่างเข้าเดือนที่สี่ อาการแพ้ท้องของนางก็หนักขึ้นทุกวัน แม่นมจางสังเกตุเห็นความผิดปกติจึงรีบมารายงานแม่ทัพฉางกงให้ทราบ
“อะไรนะแม่นมจาง ปกติแม้หลิวหลีจะเป็นคนดื้อเงียบ แต่นางก็ไม่เคยทำให้ข้าต้องหนักใจเลยสักครั้ง ที่เจ้าพูดมาเจ้าแน่ใจหรือ” แม่ทัพฉางกงยังไม่เชื่อนัก
“แน่ใจเจ้าค่ะ แต่บ่าวยังไม่ได้ถามคุณหนูให้ชัดเจน รีบมาแจ้งท่านแม่ทัพก่อน บางทีอาจเป็นเรื่องที่นางไม่อยากพูดถึงก็ได้เจ้าค่ะ” จางเหมี่ยนตอบ
“เจ้าไปตามเสี่ยวเป่ามาพบข้า ข้าจะถามนางด้วยตัวเอง”
“เจ้าค่ะท่านแม่ทัพ”
เสี่ยวเป่ามาถึงแม่ทัพฉางกงก็รีดเอาความจริงจากนางจนหมด เสี่ยวเป่าเองก็เล่าทั้งน้ำตา
“เป็นความผิดของบ่าวเองเจ้าค่ะ บ่าวดูแลคุณหนูไม่ดีเอง ทำให้คุณหนูต้องได้รับความอัปยศเช่นนี้ ท่านแม่ทัพโปรดลงโทษเสี่ยวเป่าเถิดเจ้าค่ะ” ฉางกงทั้งโกรธและเสียใจ
“เจ้ากลับไปได้แล้ว” พอเสี่ยวเป่าออกมาฉางกงก็รีบนำเรื่องสำคัญนี้ไปหารือกับอดีตแม่ทัพใหญ่ฉางผิงผู้เป็นพ่อ
“ท่านพ่อลูกคิดว่าเราไม่ควรเก็บเด็กไว้วันหนึ่งหลิวหลีต้องออกเรือน เด็กคนนี้จะทำให้นางลำบากได้ขอรับ”ฉางกงออกความเห็น
“เรื่องนี้ให้ข้าคิดดูก่อน ยังไงเสียเด็กคนนี้ก็ถือว่าเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของตระกูลฉาง อีกอย่างหากเราทำเช่นนั้นข้ากลัวว่าหลิวหลีนางจะไม่ยอม ข้าไม่อยากทำร้ายนางอีก แค่นี้หลานของข้าก็เจ็บปวดมากพอแล้ว”
“แล้วเราควรทำอย่างไรดีขอรับ ไหนจะสัญญาหมั้นหมายกับตระกูลเมิ่งอีก พวกเขาจะยอมรับหลิวหลีหรือขอรับ”
“เรื่องนั้นข้าจะจัดการเอง ขอเพียงเราแสดงความจริงใจ ฮูหยินผู้เฒ่าไม่ใช่คนใจแคบนางคงเข้าใจพวกเรา ตอนนี้เจ้าออกไปก่อน ตามโม่เสวียนเข้ามาพบข้า”
“ขอรับท่านพ่อ”
เพียงครู่เดียวโม่เสวียนคนสนิทของแม่ทัพผู้เฒ่าก็มาถึง
“โม่เสวียนเจ้าไปสืบให้ละเอียดว่ามันผู้ใดเป็นคนทำร้ายคุณหนูรอง ได้ตัวแล้วจับเป็นมาให้ข้า ข้าอยากรู้เหมือนกันว่ามันเป็นใครมันช่างกล้านัก”
“ขอรับนายท่าน” นานแล้วที่โม่เสวียนไม่ได้เห็นสายตาเช่นนี้ของแม่ทัพใหญ่สายตาที่พร้อมสังหารศัตรูได้ทั้งกองทัพ
เมื่อปกปิดไม่ได้อีกต่อไป ฉางหลิวหลีจำเป็นต้องบอกความจริงให้ฮูหยินและแม่ทัพฉางกงได้รับรู้
“เป็นลูกที่ทำลายชื่อเสียงของตระกูลฉาง” นางร้องไห้เหมือนจะขาดใจ
“ไม่เป็นไรนะไม่เป็นไร ไม่ใช่ความผิดของเจ้าเสียหน่อย” ฮูหยินปลอบหลิวหลี
“เจ้าคิดหรือยังว่าจะทำเช่นไรกับเด็กในท้อง” ฉางกงถามบุตรสาว
“คำขอของลูกอาจจะมากเกินไป แต่ลูกขอเก็บเด็กคนนี้ไว้ได้หรือไม่เจ้าคะ อย่างน้อยเขาก็ไม่ได้มีความผิดอะไร”
“หลิวหลีหากเจ้าตัดสินใจว่าจะเอาเด็กไว้นับจากนี้สายตาทุกคู่จะจับต้องมาที่เจ้าเจ้าจะทนได้หรือ หากวันข้างหน้าเจ้าเจอคนที่ดีเขาจะยอมรับเจ้าได้ไหม เจ้าอย่าลืมข้อนี้” ฉางกงบอกบุตรสาวด้วยความห่วงใย
“ลูกตัดสินใจแล้วเจ้าค่ะ ถ้าป็นดังเช่นที่ท่านพ่อว่า ลูกก็พร้อมที่จะอยู่ดูแลท่านปู่ท่านพ่อ และฮูหยินที่จวนฉางไปตลอดชีวิตโดยไม่ออกเรือน แต่จะให้ลูกทำลายเด็กคนนี้ลูกทำไม่ลงจริงๆเจ้าค่ะ”
ฉางกงรู้จักบุตรสาวของตัวเองดี หากนางได้ตัดสินใจแล้ว ยากนักที่จะเปลี่ยนความคิดของนาง
“เอาล่ะเมื่อเจ้าตัดสินใจดีแล้วพ่อก็ไม่ขัดข้อง ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าความสุขของลูก” ท่านแม่ทัพลูบหัวบุตรสาวด้วยความสงสาร
“หลังจากนี้ข้าก็ฝากฮูหยินดูแลนางและเด็กในท้องของนางด้วย” ฉางกงหันไปพูดกับภรรยา
“เป็นหน้าที่ของข้าอยู่แล้วท่านแม่ทัพไม่ต้องเป็นห่วง สำหรับข้าหลิวหลีนางก็เหมือนลูกสาวที่ข้าคลอดออกมา ข้าจะดูแลนางให้ดีที่สุดเจ้าค่ะ”
“ขอบใจเจ้ามากฮูหยิน”
“แล้วเรื่องสัญญาหมั้นหมายกับตระกูลเมิ่งล่ะเจ้าคะ” ฮูหยินฉางถามสามี
“เรื่องนั่นท่านพ่อจะเป็นคนจัดการเองพวกเจ้าไม่ต้องกังวล”
“หลิวหลีเจ้าก็ไปพักผ่อนเถอะ”
ฮูหยินฉางบอก
“เช่นนี้นลูกขอตัวนะเจ้าคะ”
ฉางกงมองตามหลังบุตรสาวขณะที่นางและเสี่ยวเป่าเดินไปยังเรือนไร้กังวล
“นางช่างเด็ดเดี่ยวเหมือนแม่ของนางนัก”
ฉางกงพูด