“ท่านหมอเทวดาหลี่ไม่ต้องห่วงพวกข้าขอรับ”
“พวกข้ากินโจ๊กไข่ไก่จนอิ่มท้องมากเดินทางต่อได้อีกหลายวันหลายคืน”
“ท่านหมอเทวดาหลี่ทั้งที่พวกข้าเป็นฝ่ายมาคำนับอวยพรวันปีใหม่แท้ๆ แต่ท่านก็ยังให้คนในบ้านทำโจ๊กไข่ไก่ให้พวกข้าทาน”
แววตาของคนในตระกูลหูที่มองหลี่ชิงชิงเต็มเปี่ยมไปด้วยความซาบซึ้งในบุญคุณ
หลี่ชิงชิงให้หลิวซื่อนำแป้งทอดยี่สิบแผ่นถั่วคั่วห้าจิน มาให้ผู้คนตระกูลหู เพื่อให้พวกเขาได้เอาไว้ทานระหว่างเดินทาง
เดิมทีคิดจะให้ยาสำหรับรักษาบาดแผลหรือจับไข้เพราะต้องลมแต่การให้ยาผู้อื่นในวันขึ้นปีใหม่เช่นนี้ไม่ค่อยดีเท่าไรนักจึงล้มเลิกความคิดนี้ไป
เมื่อชาวบ้านจากหมู่บ้านหูทั้งหกสิบแปดคนทานโจ๊กไข่ไก่กันเรียบร้อยแล้วก็เข้าห้องน้ำทิ้งปุ๋ยเอาไว้ที่บ้านตระกูลหวัง
เมื่อพวกเขาพากันจากไปเป็นขบวนแล้วไม่เพียงคนในหมู่บ้านหวังเท่านั้นที่รู้เรื่องนี้แม้กระทั่งคนจากนอกหมู่บ้านที่เข้ามาคำนับอวยพรปีใหม่ก็ยังรู้เรื่องนี้ด้วยเช่นกัน
ชาวบ้านจากหมู่บ้านหูทั้งหมดหกสิบแปดคนได้ร่วมกันมอบข้าวขาวสะอาดหนึ่งร้อยจิน ไก่ตัวเป็นๆ สองตัว เป็ดตัวเป็นๆ สองตัวส้มยี่สิบจิน เผือกสายพันธุ์ปิงหลางห้าสิบจิน และถั่วเหลืองห้าสิบจินแก่หลี่ชิงชิง
“คนตั้งมากมายขนาดนั้นเข้าไปปลดทุกข์ที่ห้องสุขาตระกูลหวังแค่วันเดียวตระกูลหวังก็ได้ปุ๋ยตั้งมากมายแล้ว!”
“คนของหมู่บ้านหูนับว่าเป็นคนจิตใจดีจริงๆ”
“นั่นสินะหากพวกเขาไม่ทำเช่นนี้ ก็จะถูกคนอื่นดูแคลนยิ่งกว่าเดิมเสียอีก”
“หลี่ซื่อช่างเป็นหมอเทวดาลงมาเกิดจริงๆในช่วงเวลาสั้นๆ ก็รักษาชีวิตคนมากมายขนาดนั้นกลับมาจากเงื้อมมือของท่านพญายม”
“หลี่ซื่อไม่ใช่แค่ช่วยคนในหมู่บ้านหวังของพวกเราเอาไว้แต่ยังช่วยคนนอกหมู่บ้านไว้ด้วย นางยังไม่เก็บเงินหลี่ซื่อก็คือพระโพธิสัตว์มีชีวิต!”
“ข้าเห็นของขวัญที่คนของหมู่บ้านหูมอบให้กับตาตัวเองแล้วได้ยินว่าเป็นของที่คนทั้งตระกูลหูร่วมกันมอบให้เทียบไม่ได้กับของเซ่นไหว้ที่เมื่อวานวงศ์ตระกูลพวกเรานำมาเซ่นไหว้บรรพบุรุษเลยสักนิดของเซ่นไหว้ของเมื่อวานบ้านตระกูลหวังเพียงครอบครัวเดียวก็มีราคาตั้งสามตำลึงเงินกว่าๆแล้ว!”
“หลี่ซื่อเป็นคนจิตใจดีนางบอกว่ารับความตั้งใจของคนหมู่บ้านหูไว้แล้วไม่ได้รังเกียจที่ของขวัญที่คนจากหมู่บ้านหูให้มานั้นมีน้อย”
“หวังเฮ่าช่างมีวาสนาจริงๆ!”
“คนตระกูลหวังแต่ละคนล้วนมีวาสนาฮ่าๆ พวกเราเองก็เป็นคนในวงศ์ตระกูลหวัง มีวาสนาเช่นกัน”
ทุกครั้งที่คนในวงศ์ตระกูลหวังได้พูดคุยกับคนนอกหมู่บ้านมักจะคิดว่าตนเองเป็นคนตระกูลเดียวกับหลี่ชิงชิงและภาคภูมิใจอยู่เสมอ
“ตระกูลพวกเจ้าในตอนนี้ช่างเก่งกาจเหลือร้ายทุกบ้านทุกครอบครัวล้วนมีเงิน”
“หากปีนี้วงศ์ตระกูลของพวกเจ้ายังขายพริกสับดองอยู่ละก็คงจะทำเงินได้ไม่น้อยเลยทีเดียว!”
“ฮวงจุ้ยของตระกูลพวกเจ้าช่างดีเหลือเกิน”
ท่าทางของคนนอกหมู่บ้านนั้นเรียกได้ว่าอิจฉาไม่น้อยทว่าต่างคนก็ต่างความคิด มีบางคนที่ถึงขั้นเกิดความริษยาขึ้นในหัวใจ
ผู้เฒ่าหวังสามีภรรยารีบพาบุตรชายบุตรสาวเข้ามาคำนับอวยพรปีใหม่แก่ผู้อาวุโสพี่ชายและพี่สะใภ้ในตระกูลแล้วเสร็จ ก็นั่งเกวียนวัวออกจากหมู่บ้านหวังไป
หวังจื้อออกมาส่งคนในครอบครัวสามลี้จึงกลับบ้าน
นับแต่บัดนี้จนถึงเทศกาลหยวนเซียว[1] ตระกูลหวังก็เหลือเพียงหวังจื้อสามีภรรยาและหวังชงเยวี่ยที่ยังไม่หย่านมเท่านั้น
เพียงไม่นานทั้งบ้านก็เงียบเชียบจนหวังจื้อสามีภรรยาไม่คุ้นชิน
ไม่ต้องรอให้ฟ้ามืดคนจากตระกูลจางก็มาถึงกันเรียบร้อย ผู้เฒ่าจางสามีภรรยาพาหลานชายตัวน้อยสองคนมาด้วยหมายจะมาอยู่เป็นเพื่อนหวังจื้อสามีภรรยาจนกว่าผู้เฒ่าหวังจะกลับมาจึงกลับบ้าน
ครั้นกล่าวถึงกลุ่มของผู้เฒ่าหวังที่นั่งเกวียนวัวเส้นทางจากหมู่บ้านหวังจนถึงเมืองเซียงยาวเจ็ดสิบลี้ ต้าหวงลากเกวียนวัวเคลื่อนตัวไปด้านหน้าช้าๆแม้จะดูเหมือนเดินได้เชื่องช้า แต่อันที่จริงแล้วยังเร็วกว่าคนเดินเป็นไหนๆเพราะใช้เวลาเพียงสองชั่วยามเท่านั้นก็มาถึงเมืองเซียงแล้ว
เพียงแต่บั้นท้ายของหลี่ชิงชิงได้รับแรงกระแทกจนแทบจะแยกเป็นสองชิ้นอยู่รอมร่อ
เกวียนวัวคันนี้เป็นเกวียนที่ผ่านการปรับแต่งจากหลี่ชิงชิงมาแล้วหากเป็นเกวียนวัวดังก่อนเก่า เกรงว่าจะทำให้กระดูกของหลี่ชิงชิงหักเป็นแน่
การเดินทางในสมัยโบราณไม่สะดวกสบายถึงจะเป็นถนนสายหลักก็ยังเป็นเส้นทางดินอยู่ดี เมืองเซียงนั้นมีฝนตกชุก บนถนนสายหลักมักจะเต็มไปด้วยกองโคลนตลอดทั้งปีเกวียนวัวเคลื่อนตัวช้า การขี่ม้าก็ช้าไม่ต่างกัน
นายทหารร่างสูงใหญ่นายหนึ่งที่เฝ้าประตูเมืองเซียงเปล่งเสียงดังลั่นออกจากลำคอขึ้นมาอีกครั้ง“ประชาชนทุกคนต้องเดินเท้าหลังผ่านประตูเมือง!”
ผู้เฒ่าหวังจูงวัวไว้ส่วนหวังเลี่ยงก็ประคองหลิวซื่อ หลี่ชิงชิงและหวังเยวี่ยลงจากเกวียนวัวจากนั้นจึงอุ้มเด็กๆ ทั้งสามคนลงมา สุดท้ายค่อยประคองหวังจวี๋ลงมา
“ฟ้ามืดขนาดนี้แล้วหรือ?” หวังจวี๋กลุ้มใจอยู่บ้างที่วันนี้ใกล้จะสิ้นสุดแล้วครั้นเงยหน้าขึ้นก็ต้องละลานตาด้วยแสงจากโคมไฟเหนือประตูเมืองจำนวนมากมายที่สาดส่องลงมาเหนือสุดของประตูเมืองประดับไปด้วยตัวอักษรใหญ่โตสีดำสองคำ คือ ‘เมืองเซียง’ นางอุทานด้วยความตื่นตกใจ“ประตูเมืองเซียงนี้ทั้งสูงทั้งใหญ่โต สูงยิ่งกว่าอำเภอเหอเสียอีก”
ผู้เฒ่าหวังเอ่ยเร่งเร้า“หยุดดูได้แล้ว รีบเดินเข้าเมืองเถิด” เขาได้ยินมาว่าเมื่อถึงชั่วยามหนึ่งแล้วเมืองเซียงก็จะปิดประตูเมืองไม่ให้ประชาชนเข้ามา
หวังเลี่ยงเอ่ยที่ข้างใบหูหลี่ชิงชิงด้วยความตื่นเต้นดีใจ“สายขนาดนี้แล้ว ยังมีคนเข้าเมืองเยอะขนาดนี้เชียว!”
หลี่ชิงชิงหิวจนท้องร้องโครกครากเอาแต่ครุ่นคิดว่าจะต้องรีบหาโรงเตี๊ยมเพื่อค้างแรม ทั้งจะต้องเป็นโรงเตี๊ยมที่มีการเตรียมอาหารไว้ให้มองทิวทัศน์ได้รอบทิศ เห็นรถม้าและเกวียนวัวนับสิบได้ จึงเอ่ย“เดาว่าคงมีคนอีกมากที่เป็นเช่นพวกเรา”
นายทหารสองนายตรวจดูเกวียนวัวอย่างละเอียดโดยเฉพาะใต้ท้องเกวียน
ต้าหวงถ่ายมูลออกมาหนึ่งกองตรงบริเวณประตูเมืองเซียงผู้เฒ่าหวังเกือบจะก้มลงเก็บมูลวัวขึ้นมาตามความเคยชินแล้ว
มูลวัวเป็นวัตถุดิบชั้นดีสำหรับใส่ปุ๋ยให้พืช
คนอื่นๆมัวแต่ตกตะลึงกับความใหญ่โตของประตูเมืองเซียง ทว่าผู้เฒ่าหวังกลับเสียใจที่ต้าหวงไม่ได้ถ่ายมูลลงในที่นาของบ้านตน
คนทั้งกลุ่มก็ผ่านเข้าเมืองเซียงไปได้อย่างราบรื่นด้วยประการฉะนี้
ผู้เฒ่าหวังมองเส้นทางขนาดใหญ่ที่รถม้าสิบคันรถสามารถเล่นได้พร้อมกันโคมไฟเบื้องหน้าส่องทางสว่างไสวชัดเจน ตึกรามบ้านช่องสูงตระหง่าน หรูหราราวกับไม่มีอยู่จริงเอ่ยถามเสียงหลง “ชิงชิง ต้องเดินไปทางใดหรือ?”
“ท่านพ่อท่านพ่อค่อยๆ ลากเกวียนวัวเดินไปข้างหน้าก่อนหากเห็นว่ามีโรงเตี๊ยมใหญ่ก็หยุดฝีเท้าเดี๋ยวจะมีเสี่ยวเอ้อร์เข้ามาถามท่านว่าจะค้างที่นั่นหรือไม่เจ้าค่ะ”หลี่ชิงชิงเอ่ยประโยคนี้กับชายชรา ทว่าดวงตากลับมองไปทางหวังเลี่ยง
หวังเลี่ยงพยักหน้าด้วยความเข้าใจพลางเอ่ย “ได้ขอรับ พี่สะใภ้สาม ข้าเข้าใจแล้ว หากราคาที่เสี่ยวเอ้อร์แจ้งเหมาะสมดีพวกเราก็จะค้างที่นั่น”
หลี่ชิงชิงขึ้นไปบนเกวียนวัวเอ่ยกับหลิวซื่อ “วันพรุ่งนี้พวกเราจะอยู่ที่เมืองเซียงครึ่งวันข้าคิดว่าตอนนี้ยังไม่ควรไปที่จวนตระกูลหม่า เอาไว้พวกเรากลับมาจากค่ายทหารแล้วข้าค่อยไปคำนับอวยพรปีใหม่พี่หญิงเฟิ่งที่ตระกูลหม่าเจ้าค่ะ”
หลิวซื่อหมอบอยู่กับหน้าต่างรถพลางมองทิวทัศน์ยามค่ำคืนจนวิงเวียนศีรษะอยู่บ้างชั่วชีวิตนี้ไม่เคยคาดคิดเลยว่าจะได้นั่งเกวียนวัวของบ้านตนมายังเมืองเซียง ซึ่งเป็นเมืองที่ใหญ่โตที่สุดในรัศมีหลายร้อยลี้
ศีรษะของหวังจวี๋ยื่นเข้ามาอยู่ข้างๆหลิวซื่อ เมื่อเห็นอาคารสูงเกินกว่าสี่ชั้นก็ถึงกับร้องออกมาด้วยความตกใจ
หลี่ชิงชิงวางแผนเอาไว้ว่ายามกลางวันของวันพรุ่งนี้ค่อยเดินเที่ยวชมเมืองเซียง
ไม่นานนักนางก็ได้ยินเสียงของหวังเลี่ยงที่กำลังคุยกับเสี่ยวเอ้อร์ ทว่าราคาห้องนั้นสูงเกินไปจึงตกลงกันไม่สำเร็จ
โรงเตี๊ยมใกล้ประตูเมืองค่อนข้างมีราคาสูงหวังเลี่ยงคุยกับเสี่ยวเอ้อร์จากสามโรงเตี๊ยม ล้วนไม่เป็นที่พึงพอใจเลยสักแห่งจึงไม่ได้ร้องให้หยุดเกวียนวัว
กระทั่งหลี่ชิงชิงให้ผู้เฒ่าหวังเปลี่ยนไปเดินเส้นทางสายอื่นหลังหวังเลี่ยงคุยกับโรงเตี๊ยมอีกสองแห่งไปแล้ว เกวียนวัวของพวกเขาจึงได้หยุดลง
“พี่สะใภ้สามโรงเตี๊ยมแห่งนี้ชื่อห่าวอวิ้นไหลห้องระดับสูงหนึ่งห้องราคาหนึ่งร้อยยี่สิบเหรียญทองแดงต่อหนึ่งวันรวมน้ำอาบและกับข้าวมื้อดึกห้องระดับกลางหนึ่งห้องราคาแปดสิบเหรียญทองแดงต่อหนึ่งวัน รวมน้ำอาบห้องระดับล่างหนึ่งห้องราคาหกสิบเหรียญทองแดงต่อหนึ่งวันเตียงใหญ่หนึ่งหลังราคาแปดเหรียญทองแดงต่อหนึ่งวัน พวกเราจะค้างที่นี่หรือไม่ขอรับ?”
หลี่ชิงชิงเลิกม่านขึ้นเอ่ยถามเสี่ยวเอ้อร์ตัวคล้ำแดดที่ยืนอยู่ข้างเกวียนวัวด้วยสีหน้าคาดหวัง“ในโรงเตี๊ยมมีคอกม้าให้วัวพักได้หรือไม่ หากจะให้วัวพักหนึ่งวันราคาเท่าใด?”
เสี่ยวเอ้อร์อาศัยแสงจากดวงจันทร์มองสตรีในอาภรณ์สีแดงนางหนึ่งที่ทำผมอย่างสตรีออกเรือนแล้วจึงเก็บสำรวมสายตา ก้มหน้าพลางเอ่ยตอบ “มีโรงม้าขอรับฝากวัวไว้หนึ่งวันเก็บเพียงสิบเหรียญทองแดงเท่านั้นขอรับ”
ผู้เฒ่าหวังเอ่ยถามอย่างตกตะลึง“คนนอนเตียงใหญ่เพียงหกเหรียญทองแดง วัวยังแพงกว่าคนอีกหรือ?”
-------------------------------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] เทศกาลหยวนเซียว(元宵节) หมายถึง เทศกาลโคมไฟ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน1 ตามปฏิทินจันทรคติจีน