ตอนที่30 อสูรบรรพการ
โฮวก!!!!!!!!!!
เสียงคำรามดังกึกก้องไปทั่วโสตประสาททำให้แพตตี้ถึงกับหูดับไปช่วงหนึ่งเธอรู้สึกเหมือนกับทุกสิ่งอย่างรอบตัวหมุนติ้ว ความเจ็บปวดบังเกิดตรงศีรษะลุกลามไปทั่วร่างแต่แล้วก็หายไปด้วยการตบของไผ่ทีเดียว
กลุ่มหมอกบางเบาตรงหน้าแสงสว่างที่ลอดผ่าน รูปเงาขนาดใหญ่ของตัวอะไรสักอย่างตรงหน้านั้นแสดงให้เห็นถึงการก้าวข้ามไปสู่อาณาเขตอีกชั้นหนึ่งของป่าหมอกมรณะนี้
ไผ่โอบเอวแพตตี้แล้วพุ่งไปข้างหน้าด้วยความเร็วสูงผ่านต้นไม้ยิบย่อย ในที่สุดได้ผ่านกลุ่มหมอกสีเทาในที่สุด ไผ่ขมวดคิ้วเมื่อสัมผัสถึงไอร้อนที่ใกล้เข้ามา
เมื่อมองดูแสงสว่างจนชัดเจนปรากฏว่าไม่ใช่แสงสว่างของดวงอาทิตย์แต่มันคือแสงของลูกบอลสีส้มขนาดใหญ่รัศมีความกว้างหลายร้อยเมตรที่กำลังขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆซึ่งบอลสีส้มนี้เกิดจากมอนสเตอร์ขนาดเท่าภูเขาตัวหนึ่งมันอ้าปากรวบรวมพลังเวทและอัดเข้าไปในบอลแสงนั้น
“เรือหายแล้วไง!!”ไผ่ตะโกนลั่นแล้วกอดแพตตี้ไว้แน่นในขณะที่บอลสีส้มถูกปล่อยออกมาพอดี
ซูม!!!
ลูกกลมขนาดใหญ่พุ่งเข้ามาในความเร็ว 560 กม/ชั่วโมง
ไผ่คิดทบทวนอย่างรวดเร็วว่าไม่มีทางหลบพ้นลูกไฟนี้ได้เพราะมันมีขนาดใหญ่เกินไป อีกทั้งตอนนี้พลังธรรมชาติจากภายนอกที่เคยดึงเอามาใช้ได้กลับไม่สามารถทำได้แล้วราวกับถูกผนึกไว้
ข้างหลังคือนานะ อ้อมกอดคือแพตตี้ แม้พลังเวทไม่สามารถใช้ภายนอกได้แต่ภายในร่างยังคงมีมันวนเวียนอยู่ ไผ่เรียกใช้พันธะสัญญาทันที เขาใช้มือล้วงเข้าไปในมิติตรงสัญลักษณ์ที่มือขวาแล้วจับเอาบางสิ่งโยนไปทางลูกไฟนั้นอย่างรวดเร็ว
วัตถุประหลาดรูปร่างมนุษย์ปลิวว่อนตามแรงเหวี่ยงของไผ่
“แว๊ก!!! อะไรเนี่ย เกิดอะไรขึ้น”
ตูม!!!
เสียงของวัตถุที่ถูกโยนร้องลั่นระหว่างทางด้วยเพราะว่าทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างกะทันหันโดยที่อีกฝ่ายไม่ได้ตั้งตัวใดๆพลันเสียงระเบิดดังสนั่นกึกก้อง แรงอัดอากาศพัดร่างของไผ่และแพตตี้ปลิวว่อนไปตามแรงลมนานะยังคงเกาะหลังหนึบเธอหลับอย่างสงบตรงนั้น
เสียงระเบิดและแรงกระแทกอันรุนแรงสิ้นสุดลงบังเกิดฝุ่นควันฟุ้งกระจายไผ่คลายกอดจากแพตตี้แล้วจับมือเธอวิ่งผ่านเหล่าโครงกระดูกมากมายที่กองเป็นภูเขาขนาดใหญ่หลายพันกอง
“ที่นี่มันอันตรายจนเกินไป!!”
เหล่าโครงกระดูกมากมายมีทั้งของมนุษย์และมอนสเตอร์มีอาวุธที่หักพังไม่มีชิ้นดีกระจัดกระจายไปทั่ว อุปกรณ์สวมใส่ ชุดเกราะและของมีค่าอื่นๆ แต่พวกมันล้วนไม่สลักสำคัญเมื่อในจุดที่มีแต่ความตายและทุกอณูของชีวิตที่พร้อมจะดับลงทุกเมื่อเป็นเดิมพัน
แรงกดดันอันมหาศาลทำให้แพตตี้เริ่มตาลายและทนไม่ไหว
สถานที่แห่งนี้ไม่มีพลังเวทมันเหมือนกับเป็นโลกที่ตัดขาดจากเวทมนตร์โดยสิ้นเชิง ยิ่งนานพลังงานของแพตตี้เริ่มหมดจนสังเกตเห็นได้ไผ่เห็นดังนี้นจึงจับมือเธอไว้แน่น แล้วส่งกระแสพลังผ่านทางร่างกายไปยังเธอ
สถานที่แห่งนี้มันดูลึกลับพลังเวทภายนอกนั้นใช้ไม่ได้ก็จริงเพราะถูกอะไรบางอย่างขวางกั้นในระยะ 1 มิลลิเมตรห่างจากผิวหนังสำหรับการจับมือแล้วส่งกระแสเวทโดยตรงนั้นทำได้อย่างไม่ยากเย็น
อีกอย่างไผ่ยังไม่อาจจะหามูลเหตุของสภาพแวดล้อมในตอนนี้ได้เขาหันหลังแล้วตะโกนเสียงดังออกไป
“โชคดีนะคิวบ์” เสียงอันกึกก้องแฝงด้วยความกวนบาทาที่เอ่ยออกไปไม่สูญเปล่าสักพักก็มีเสียงตะโกนตอบรับมา
“ไอ้เจ้าเด็กบ้าฝากไว้ก่อนเถอะ” เสียงของชายหนุ่มวัย 20 กว่าตะโกนกลับ
เขาคือคิวบิลัสหมาป่าที่ตอนนี้มีหางมากถึง 10 หางแต่ทว่านั่นเป็นร่างสัตว์ มิใช่ตอนนี้ที่เป็นหนุ่มรูปหล่อหน้าตาคมเข้มที่พร้อมจะละลายใจสาวๆได้ทุกเมื่อ
สภาพของคิวบิลัสผมฟู ชุดที่สวมใส่ไหม้จากไฟระเบิดแถมยังวิ่งไปมาต่อยอสูรยักษ์สองตัวอย่างบ้าคลั่งแต่ก็มิวายถูกตบกระเด็นไปหลายครั้ง
“บ้าจริงไอ้เด็กนั่นมันกล้าโยนข้าที่กำลังหลับอย่างสบายออกมาได้แถมไอ้อสูรบรรพกาลสองตัวนี้มันมาจากไหนฟร๊ะ มันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงมันสมควรถูกราชันอสูรและราชันปีศาจล้างบางเผ่าพันธุ์ไปจนหมดสิ้นแล้วมิใช่หรือ”
อั๊ก! ++
“เกิ๊น! ตบแรงชะมัด พลังเวทมนตร์ ก็เอาออกมาใช้ภายนอกไม่ได้นี่มันบ้าบออะไรกันเนี่ย” คิวบิลัสที่หยิ่งผยองแต่กาลก่อนมาบัดนี้กับพูดมากและขี้บ่นเขาได้ต่อสู่กับอสูรบรรพกาลสองตัวพร้อมกันและโดนตบกระเด็นไปหลายครั้ง
ส่วนเจ้าไผ่ในตอนนี้วิ่งงออกไปไกลโขจากจุดปะทะเขาถ่ายเทพลังเวทให้แพตตี้ตลอดเวลา โดยปล่อยให้คิวบิลัสถูกสองอสูรรุมกระทืบต่อไป
เมื่อถ่ายพลังเวทให้เธอแล้วไผ่ก็รีบพาเธอไปหลบยังกองกระดูกขนาดใหญ่กองหนึ่งแล้วชำเลืองมองซ้ายขวาเห็นภูอยู่ไม่ไกล
พุ่งตัวจนไปถึงภูเขาลูกนั้น เขาเห็นทิวทัศน์ที่มีแต่ป่าเขาสีดำแสงสว่างก็สีดำ ถึงแม้จะดำแต่แปลกประหลาดที่สามารถมองเห็นสิ่งต่างๆ ได้
ดินภูเขาถูกไผ่เกลี่ยและหยิบมาดมอยู่หลายครั้งมันเป็นวิธีการค้นหาสถานที่สำหรับขุดแร่ด้วยกลิ่น การที่จะทำแบบนี้ได้คนๆนั้นต้องมีประสบการณ์ในเรื่องธรณีพิภพในระดับที่เหนือกว่าผู้เชี่ยวชาญ
“ยังไม่ใช่ตรงนี้ยังไม่มีแร่ที่ต้องการ” ไผ่พูดเบาๆ แล้วพาแพตตี้เข้าไปหลังภูเขาจากนั้นก็ตรวจสอบดินซ้ำแล้วซ้ำเล่า ข้ามเขาต่างๆ อีกหลายลูกจนไปถึงภูเขาลูกหนึ่งที่ดินแปลกจากที่อื่นๆไม่มีร่องรอยแห่งความเสียหายไดๆ ต่างจากลูกอื่นที่อย่างน้อยต้องมีซากหักโค่นของต้นไม้และกระดูกของสัตว์กองพะเนินหลากชนิดนอกจากนี้ภูเขาลูกดังกล่าวแฝงกลิ่นอายแปลกๆ ออกมาตลอดเวลา เป็นกลิ่นอายชวนขนลุก
ดินตรงนั้นถูกหยิบขึ้นมาดมเพียงครั้งเดียวไผ่ยิ้มสดใสเหมือนเจอสิ่งที่ตามหามานาน
“ที่นี่แหละไม่นึกเลยว่าลางสังหรณ์จะถูกต้อง” ไผ่พูดออกมามันเป็นคำพูดที่ทำให้สงสัยว่าหมายถึงอะไร ไผ่เอื้อมมือไปหยิบอะไรบางอย่างที่ไหล่ซ้ายแต่แล้วก็ว่างเปล่า
“เรือหายแล้วไงกระเป๋าหายไปตั้งแต่ตอนไหนกัน” ไผ่พูดด้วยน้ำเสียงตกใจ มองไปยังแพตตี้ซึ่งตอนนี้เสื้อผ้าฉีกขาดและเกิดบาดแผลตามร่างกายหลายจุดส่วนกระเป๋าของเธอนั้น เหลือแต่สายสะพายเท่านั้น ทำเอาไผ่ถึงกับตบหน้าผากตัวเองเบาๆ
“เฮ้อนึกว่าจะได้ใช้เครื่องไม้เครื่องมืออำนวยความสะดวกเสียอีกแต่แล้วก็คงต้องกลับมาใช้วิธีตามธรรมชาติสินะ” ไผ่พูด แพตตี้ก้มหน้านิ่ง
“ข้าขอโทษที่ไม่สามารถรักษามันได้เป็นความผิดของข้าเอง” แพตตี้พูดด้วยน้ำเสียงสำนึกผิด
“ไม่ต้องกังวลหรอก ตอนนี้นานะยังไม่ตื่นคงต้องรอให้ผ่านไปอีกสักวันสองวัน ที่สำคัญคือต้องหาอะไรแทนอุปกรณ์ขุดดิน” ไผ่พูดด้วยรอยยิ้มแล้วเดินไปหาชิ้นส่วนมอนสเตอร์ที่กองโครงกระดูกอันเกลื่อนกลาดเหล่านั้น
.......................................