บทที่ 24 เด็กน้อยที่กล้าหาญและเก่งที่สุด
“แย่แล้ว! พวกเราทำท่านประธานน้อยใจนขวัญหนีดีฝ่อไปหมดแล้ว!”
“ฉันว่าเสียงะโประสานเสียงของพวกเราเมื่อกี้มันดังเกินไปแน่ ๆ ดูสิ ท่านประธานน้อยเกือบจะร้องไห้เลยนะ ฉันเห็นน้ำตาใส ๆ คลอเบ้าเลยด้วย!”
“จะทำยังไงดีล่ะเนี่ย? ถ้าท่านประธานโกรธขึ้นมา พวกเราไม่โดนสั่งย้ายไปขั้วโลกใต้เลยเหรอ?”
“ฉันบอกพวกคุณแล้วไงว่าท่านประธานใหญ่ไม่ชอบพิธีการที่มันเอิกเกริกวุ่นวายแบบนี้! พวกคุณก็ไม่เชื่อ ดึงดันจะทำเซอร์ไพรส์ต้อนรับ ตอนนี้เตรียมเก็บข้าวของกลับบ้านกันได้เลย ฉันเริ่มหางานใหม่รอแล้วนะ!”
เสียงถกเถียงด้วยความเคร่งเครียดและหวาดวิตกดังระงมไปทั่วแผนกบริหารชั้นบนสุด พนักงานระดับสูงที่เคยมีความมั่นใจบัดนี้ต่างขวัญเสียกับเหตุการณ์ผิดแผนเมื่อครู่ ทุกคนต่างภาวนาขอให้ ‘พายุ’ จากห้องท่านประธานไม่พัดออกมาทำลายล้างพวกเขาในตอนนี้
ทว่าภายใต้บานประตูไม้แกะสลักอันหนาหนัก... ภายในห้องทำงานสุดหรูของท่านประธานที่กว้างขวางและเงียบสงบ
ฉินฮ่าวเฉิน นั่งนิ่งอยู่บนโซฟากำมะหยี่ตัวกว้าง มือใหญ่ที่เคยจรดปากกาเซ็นสัญญาระดับพันล้านบัดนี้กำลังลูบแผ่นหลังนุ่มนิ่มของเ้าก้อนแป้งเบา ๆ อย่างเป็จังหวะ พลางกระซิบริมหูเด็กน้อยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนที่สุดเท่าที่ผู้ชายคนหนึ่งจะพึงมี
“อันอันไม่ต้องกลัวนะครับคนเก่ง พ่ออยู่นี่แล้ว... ไม่มีใครทำอะไรหนูได้ทั้งนั้น”
บรรยากาศรอบข้างกลับมาเงียบสงัดอีกครั้ง มีเพียงเสียงทุ้มนุ่มและอบอุ่นของคุณพ่อที่คอยชโลมใจประดุจน้ำทิพย์ ทำให้อารมณ์ที่แปรปรวนของ ฉินซุ่ยอัน ค่อย ๆ สงบลงอย่างช้า ๆ เ้าตัวเล็กค่อย ๆ ผละหน้าออกจากไหล่กว้างของคุณพ่อ แล้วลอบมองไปรอบ ๆ ห้องด้วยแววตาระแวดระวัง เมื่อเห็นว่าไม่มีคนแปลกหน้าเหลืออยู่แม้แต่คนเดียว แม้กระทั่งคุณอาเฮ่อเหยียนเธอก็เริ่มจะเบาใจและกล้าขยับตัวมากขึ้น
เมื่อเห็นว่าลูกสาวเริ่มมีสีหน้าที่ดีขึ้นและหยุดสั่นแล้ว ฉินฮ่าวเฉินจึงลองถามหยั่งเชิงดูเบา ๆ
“อันอันครับ... บอกพ่อได้ไหม หนูกลัวคนแปลกหน้ามากเลยเหรอครับ?”
จากการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันมาสองวันเต็ม เขาสังเกตเห็นได้ชัดเจนว่าเด็กน้อยมักจะมีท่าทีระแวดระวังตัวและหวาดระแวงต่อสภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคยโดยสัญชาตญาณ ความจริงข้อนี้ทำให้เขารู้สึกเหมือนมีใครเอาคีมเหล็กร้อน ๆ มาบีบหัวใจอย่างรุนแรง ความเ็ปแล่นริ้วไปทั่วอก เขาอยากจะรับเอาความทุกข์ทรมานและความหวาดกลัวเ่าั้มาไว้ที่ตัวเองทั้งหมด เพื่อให้ลูกสาวได้ยิ้มอย่างเต็มใจเสียที
“กลัว... กลัวนิดหน่อยค่ะ...”
อันอันตอบเสียงแ่เบาจนเกือบเป็เสียงกระซิบ
เดิมทีเธอไม่ได้ตั้งใจจะร้องไห้ออกมาเลยจริง ๆ เธออยากเป็เด็กที่เก่งและเข้มแข็งเหมือนพี่ ๆ แต่พอคุณพ่อถามด้วยความห่วงใยที่แสนอ่อนโยนแบบนี้ น้ำตามันก็จวนเจียนจะหยดลงมาเสียให้ได้ ปากเล็ก ๆ เม้มแน่นเข้าหากันพยายามกลั้นความอ่อนแอไว้สุดชีวิตจนขอบตาแดงก่ำไปหมด
เธอก้มหน้าลงซุกอกพ่ออีกครั้งเพื่อหลบซ่อนความรู้สึก ไม่อยากให้เขาเห็นว่าลูกสาวคนนี้ช่างขี้ขลาดและอ่อนแอเหลือเกิน
“คุณพ่อขา... อันอันไม่กล้าหาญเลย อันอันไม่ใช่เด็กดีของคุณพ่อแล้วใช่ไหมคะ... เด็กดีต้องไม่ขี้ขลาดใช่ไหม?”
ในโลกใบเล็ก ๆ ของอันอัน ความกล้าหาญคือการยืนหยัดได้โดยไม่หวั่นไหว แต่เธอกลับทำไม่ได้ และนั่นทำให้เธอเกรงว่าคุณพ่อจะผิดหวังในตัวเธอ
ฉินฮ่าวเฉินชะงักไปอึดใจใหญ่ หัวใจเขากระตุกวูบ ก่อนจะกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นเพื่อส่งผ่านความมั่นคงไปให้
“ลูกรัก... ฟังพ่อนะครับ ไม่ว่าอันอันจะกล้าหาญหรือไม่ หนูคือลูกรักอันดับหนึ่งของพ่อเสมอ”
เขาไม่อยากจะจินตนาการเลยว่าชีวิตในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้านั้นจะมืดมิดและโหดร้ายเพียงใด ถึงทำให้เด็กที่ควรร่าเริงคนหนึ่งขาดความมั่นคงทางใจได้ถึงขนาดนี้
“อันอันรู้ไหม... ตอนเด็ก ๆ พ่อเองก็ขี้ขลาดเหมือนกันนะ พ่อเคยกลัวความมืด กลัวเสียงฟ้าร้องด้วยซ้ำ หนูเพิ่งจะตัวแค่นี้เอง ไม่ต้องรีบร้อนที่จะเข้มแข็งนะครับ เราค่อย ๆ เรียนรู้ที่จะกล้าหาญไปด้วยกันนะ... สัญญากับพ่อได้ไหมครับ?”
อันอันพยักหน้าหงึก ๆ อย่างว่าง่าย น้ำตาหยดหนึ่งที่กลั้นไว้ไม่ไหวร่วงเผาะลงบนหลังมือของฉินฮ่าวเฉิน ความรู้สึกอุ่นชื้นจากน้ำตาเพียงหยดเดียวกลับทำให้คนเป็พ่อเ็ปยิ่งกว่าถูกทัณฑ์ทรมานหมื่นครั้ง
“คุณพ่อขา อันอันไม่อยากจะร้องไห้เลยนะคะ แต่มัน... มันไม่ยอมฟังเลย มันไหลออกมาเอง...”
เ้าตัวเล็กรีบเงยหน้าขึ้นอธิบายด้วยเสียงสะอื้นเครือขวัญเสีย
ฉินฮ่าวเฉินพยายามกลั้นความเ็ปในใจเอาไว้แล้วคลี่ยิ้มที่ดูใจดีที่สุดออกมา
“พ่อรู้ครับ พ่อเข้าใจดี ไม่เป็ไรเลยนะ อันอันร้องไห้ออกมาได้ครับ ‘กล้าหาญ’ ไม่ได้แปลว่าต้องห้ามร้องไห้เสมอไปนะครับลูก การที่อันอันกล้าที่จะบอกความรู้สึกจริง ๆ กับพ่อ... การที่หนูกล้ายอมรับว่าหนูกำลังกลัว นั่นแหละคือสิ่งที่กล้าหาญที่สุดในสายตาของพ่อแล้ว”
อันอันกะพริบตาที่ชุ่มไปด้วยน้ำตาอย่างงุนงงสับสน
“ร้องไห้... ได้จริง ๆ เหรอคะ?”
เธอสับสนไปหมด ราวกับได้ยินเสียงตะวาดก้องของผู้อำนวยการคนเก่าที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแว่วเข้ามาในหัวซ้ำ ๆ
‘ห้ามร้องนะ! อยากโดนตีหรือไง?!’
‘ร้องอยู่นั่นแหละ น่ารำคาญจริง ๆ!’
‘ถ้าร้องอีก วันนี้ไม่ต้องกินข้าว!’
‘เด็กไร้ค่าอย่างแก ใครเขาจะเอา!’
“อันอัน? อันอันครับ?”
ฉินฮ่าวเฉินเรียกเบา ๆ เมื่อเห็นลูกสาวเหม่อลอยไป แววตาที่ว่างเปล่านั้นทำให้เขายิ่งห่วงกังวล
“อันอันคิดอะไรอยู่ บอกพ่อได้ไหมครับ?”
“คุณพ่อขา...”
“พ่ออยู่นี่ครับลูก พ่ออยู่ตรงนี้”
เขากอดเธอให้แน่นขึ้นกว่าเดิม ราวกับจะย้ำเตือนว่าอดีตเ่าั้จะไม่มีวันกลับมาอีก
“คุณพ่อ~”
อันอันเงยหน้ามองพ่อที่โอบอุ้มเธอไว้ ความอัดอั้นในใจที่ถูกสั่งสมมานานนับปีเหมือนได้พบช่องทางระบายที่ปลอดภัยที่สุด น้ำตาเม็ดโตไหลอาบแก้มไม่ขาดสาย
“อันอันไม่ใช่เด็กที่ไม่มีใคร้าแล้วใช่ไหมคะ... อันอันมีคุณพ่อแล้ว มีพี่ชายหลายคนด้วย... อันอันมีบ้านแล้วใช่ไหมคะ?”
ดวงตาของฉินฮ่าวเฉินเริ่มแดงก่ำ ความรู้สึกจุกอยู่ที่ลำคอจนพูดแทบไม่ออก เขาพยักหน้ายืนยันอย่างหนักแน่น
“ใช่ครับ อันอันคือแก้วตาดวงใจของพ่อและพี่ ๆ ทุกคนรักหนูมากนะครับ มากจนยอมแลกได้ทุกอย่างเลย”
เ้าตัวเล็กสะอื้นไห้จนตัวโยน แต่คำพูดที่เอ่ยออกมากลับชัดเจนและมุ่งมั่นอย่างประหลาด
“อันอันจะกินข้าวให้อิ่ม... อันอันร้องไห้ได้... อันอันจะค่อย ๆ กล้าหาญขึ้น... อันอันจะไม่กลัวแล้วค่ะ...”
ฉินฮ่าวเฉินใช้นิ้วหัวแม่มือเช็ดคราบน้ำตาบนแก้มยุ้ยอย่างทะนุถนอมที่สุดเท่าที่จะทำได้
“ใช่ครับ อันอันเก่งมาก เก่งที่สุดเลยลูกสาวพ่อ!”
ในใจของเขารู้ดีว่า าแตลอดสามปีในนรกบนดินที่ชื่อสถานเลี้ยงเด็กกำพร้านั้นมันลึกเกินกว่าจะเยียวยาให้หายขาดได้ในวันสองวัน แต่เขาจะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ทั้งหมดเพื่อทำลายกำแพงความกลัวนั้นลงให้ได้ เขาก้มลงจูบกระหม่อมของเธออย่างแสนรัก
“หนูเก่งมากแล้วครับ สำหรับพ่อ อันอันคือลูกน้อยที่กล้าหาญที่สุดในจักรวาลเลย”
อันอันยังคงสะอื้นไม่หยุด แต่อ้อมกอดของคุณพ่อมันช่างอบอุ่นและปลอดภัยเหลือเกิน จนทำให้กำแพงความหวาดระแวงที่เธอสร้างไว้ค่อย ๆ พังทลายลง
‘คุณพ่อบอกว่าร้องไห้ได้... งั้นอันอันขอร้องอีกสักพักนะคะ แค่อีกนิดเดียวเท่านั้น... แล้วอันอันจะยิ้มให้คุณพ่อเห็นนะคะ’
นอกห้องทำงาน
เฮ่อเหยียน เตรียมขวดนมอุ่น ๆ สำหรับคุณหนูและกาแฟร้อนรสเข้มมาเสิร์ฟตามหน้าที่ เขาเคาะประตูเบา ๆ สองครั้งตามมารยาท ปกติเ้านายจะขานรับอย่างรวดเร็วทันที แต่คราวนี้กลับเงียบหายไปนานจนเขาเริ่มเกิดความกังวล
ด้วยความกลัวว่าอาจเกิดเหตุไม่คาดคิดภายในห้อง เฮ่อเหยียนจึงตัดสินใจแง้มประตูเปิดออกดูเบาๆ ทว่าเพียงไม่ถึงวินาที เขาก็ต้องรีบดึงประตูเปิดปิดลงดัง
“ปัง!”
อย่างแรงจนกาแฟและนมหกใส่เสื้อผ้าจนเลอะเทอะไปหมด แต่ในวินาทีนี้เขาไม่มีกะจิตกะใจจะสนใจรอยเลอะพวกนั้นเลยสักนิด
ในหัวของเขามีเพียงความคิดเดียวที่วนเวียนอยู่คือ... ‘คราวนี้แผนกบริหารพินาศย่อยยับแน่!’
เมื่อครู่เขาเห็นชัดเต็มตาด้วยตาคู่นี้ว่าคุณหนูอันอันใจนร้องไห้โฮอย่างน่าสงสารจับใจ และที่น่าช็อกยิ่งกว่าสิ่งใดในโลกคือ... เขาสังเกตเห็นชัดเจนว่าขอบตาของท่านประธานผู้เืเย็นและไร้หัวใจเองก็แดงก่ำและมีหยาดน้ำตาคลอเบ้าไม่แพ้กัน!
เฮ่อเหยียนยืนสติหลุดเหม่อลอยอยู่หน้าห้องพักใหญ่ ก่อนจะเดินกลับไปที่โต๊ะทำงานด้วยท่าทางราวกับคนละเมอ เขาเริ่มเปิดคอมพิวเตอร์ขึ้นมาด้วยมือที่สั่นเทาเพื่อเตรียมพิมพ์ประกาศรับสมัครงาน... พนักงานแผนกบริหารใหม่ทั้งชุด! เพราะเขารู้ดีว่าพายุลูกใหญ่กำลังจะพัดถล่มคนที่ทำให้อันอันต้องหลั่งน้ำตาแน่นอน
ขณะที่กำลังพิมพ์ข้อมูลตำแหน่งงาน เขาก็ชะงักไปอีกครั้ง... ‘แล้วตำแหน่งผู้ช่วยประธานอย่างเขาล่ะ จะรอดจากเงื้อมมือมัจจุราชฉินฮ่าวเฉินไหม?’
วินาทีนี้เขารู้ซึ้งถึงสัจธรรมแล้วว่า ‘ท่านประธานน้อยอันอัน’ มีอิทธิพลต่อใจท่านประธานใหญ่อย่างฉินฮ่าวเฉินมากเพียงใด ในขณะที่เขากำลังเตรียมไฟล์จดหมายลาออกไว้อย่างทำใจล่วงหน้า ทันใดนั้นเสียงโทรศัพท์บนโต๊ะก็ดังแผดก้องขึ้นกะทันหัน
หน้าจอโชว์สายเรียกเข้าจาก... ห้องทำงานประธาน
เฮ่อเหยียนสะดุ้งสุดตัวจนเกือบตกเก้าอี้ เขาสูดหายใจลึกรวบรวมความกล้าสุดท้าย ก่อนจะกดรับสายด้วยนิ้วมือที่สั่นเทาจนคุมไม่อยู่...