เมื่อรถม้าค่อยๆ เคลื่อนผ่านเส้นทางที่เริ่มคดเคี้ยว เสียงล้อไม้ยังคงดังก้องไปตามพื้นดิน หยางลี่เจินที่ยังคงพิงไหล่ของเหวินเจาเหยียนหลับสนิท ใบหน้าของเธอดูผ่อนคลาย ต่างจาก่เวลาอื่นที่เธอมักจะมีสีหน้าเต็มไปด้วยความคิด
เหวินเจาเหยียนนั่งนิ่งมองเธอ เขายังไม่ขยับตัว แม้ว่ารถม้าจะโยกเบาๆ ตามเส้นทางที่ไม่เรียบ แต่เขาก็ระวังไม่ให้การเคลื่อนไหวของเขารบกวนการหลับของเธอ
“เ้าหลับง่ายเกินไป” เขาพึมพำเบาๆ พร้อมกับแววตาที่แฝงความเอ็นดู เขาไม่ค่อยได้เห็นหยางลี่เจินในสภาพที่ดูอ่อนโยนและไร้เดียงสาแบบนี้มาก่อน
เสียงม้าที่เดินอย่างเป็จังหวะและลมที่พัดผ่านเข้ามาทางหน้าต่างทำให้บรรยากาศดูสงบลงกว่าเดิม เขาเอนตัวพิงผนังรถม้า พร้อมกับปล่อยให้หยางลี่เจินพิงเขาอย่างเต็มที่
ไม่นานนัก รถม้าก็หยุดลง ลูกน้องคนหนึ่งเดินเข้ามาเคาะประตูเบาๆ
“นายท่าน เราพบจุดพักที่ปลอดภัยแล้วครับ”
เหวินเจาเหยียนพยักหน้า ก่อนจะก้มมองหยางลี่เจินที่ยังคงหลับอยู่บนไหล่ของเขา
“ให้เวลาเราอีกครู่หนึ่ง” เขาบอกลูกน้อง น้ำเสียงเรียบนิ่ง
หลังจากลูกน้องเดินออกไป เขาใช้มือตบไหล่เธอเบาๆ เพื่อปลุก “เ้า…ถึงเวลาตื่นแล้ว”
หยางลี่เจินขยับตัวเล็กน้อย ก่อนจะลืมตาขึ้นอย่างงุนงง เธอใช้เวลาสักพักกว่าจะตั้งสติได้ เมื่อเห็นว่าตัวเองพิงไหล่ของเหวินเจาเหยียนอยู่ ใบหน้าของเธอก็แดงขึ้นทันที
“ฉัน… ฉันเผลอหลับไปเหรอคะ?” เธอถาม น้ำเสียงตื่นๆ
เขามองเธอด้วยสายตานิ่งเรียบ แต่กลับมีรอยยิ้มเล็กๆ ที่มุมปาก “เ้าไม่ได้แค่หลับ แต่ยังหลับสนิทเหมือนไม่เคยนอนมาก่อน”
เธอหลบสายตาเขา รีบจัดเสื้อผ้าของตัวเองให้เรียบร้อย “ขอโทษค่ะ ฉันคงเหนื่อยเกินไป…”
“ข้าไม่ว่าอะไร” เขาตอบ พลางลุกขึ้นเตรียมตัว “แต่คราวหน้าถ้าจะหลับในรถม้า พยายามหลับให้ดูเรียบร้อยกว่านี้หน่อย”
คำพูดนั้นทำให้หยางลี่เจินหน้าแดงหนักกว่าเดิม เธอรีบเบี่ยงตัวออกจากเขาและเดินลงจากรถม้าทันที
เหวินเจาเหยียนมองตามเธอ พลางส่ายหัวเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มบางๆ ขณะที่เขาก้าวลงจากรถม้าตามเธอไป
เมื่อหยางลี่เจินรีบลงจากรถม้าด้วยความเขินอาย เธอยังคงรู้สึกถึงความอุ่นจากไหล่ของเหวินเจาเหยียนที่เธอเผลอพิงตอนหลับ หัวใจของเธอยังเต้นแรงไม่หยุด เธอก้มหน้าก้มตาเดินเลี่ยงไปที่มุมหนึ่งของจุดพักพลางพึมพำเบาๆ
“แย่แล้ว… ทำไมฉันต้องเผลอหลับแบบนั้นด้วย…”
เธอหลบไปที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ หวังให้ลมเย็นช่วยลดความร้อนที่แล่นมาบนใบหน้า
ในขณะเดียวกัน เหวินเจาเหยียนก็ก้าวลงจากรถม้าตามมา ลูกน้องของเขาเริ่มเตรียมม้าและสำรวจเส้นทางต่อ เขาเหลือบมองไปรอบๆ และพบหยางลี่เจินที่นั่งอยู่ใต้ต้นไม้ ใบหน้าเธอยังคงแดงเล็กน้อย เขายกยิ้มมุมปาก รู้ทันทีว่าเธอยังคงเขินเื่ที่เกิดขึ้น
เขาเดินเข้าไปหาช้าๆ หยุดยืนตรงหน้าเธอ “เ้าหนีมาทำอะไรตรงนี้?” หยางลี่เจินสะดุ้งเล็กน้อย รีบลุกขึ้นยืน “ฉันแค่… แค่มานั่งพักค่ะ”
เขามองเธอด้วยสายตาที่อ่านยาก ก่อนจะพูดขึ้น “เ้าคงไม่ได้คิดเื่บนรถม้าอยู่ใช่ไหม?”
คำพูดตรงๆ นั้นทำให้เธอหน้าแดงหนักกว่าเดิม “ใคร… ใครคิดกันคะ! ฉันแค่เหนื่อยก็เลยเผลอหลับไป”
“เ้าไม่ต้องแก้ตัว” เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่แฝงความหยอกเย้าเล็กๆ “ข้าไม่ได้ว่าอะไรเ้า แค่บอกให้ครั้งหน้าระวังตัวหน่อย”
หยางลี่เจินเม้มปากแน่น พยายามควบคุมตัวเองไม่ให้แสดงความเขินอายมากไปกว่านี้
“คุณต่างหากที่ควรจะระวัง!” เธอพูดกลับ น้ำเสียงตื่นๆ “คุณเองก็ยังไม่หายดี แต่กลับไม่ยอมพัก”
เขาเลิกคิ้วเล็กน้อย “ข้าไม่ได้เจ็บถึงขั้นนอนนิ่งอยู่ตลอดเวลา”
“แต่คุณก็ไม่ควรฝืนตัวเองแบบนี้” เธอพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ “เ้าเป็ห่วงข้าหรือ?” คำถามนั้นทำให้เธอนิ่งอึ้ง เธอหลบสายตาเขา พลางตอบเบาๆ “ฉันแค่ไม่อยากให้คุณเป็อะไรไป… เราต้องเดินทางด้วยกันต่ออีกนาน”
คำตอบนั้นทำให้เหวินเจาเหยียนยิ้มมุมปากเล็กๆ แต่ไม่ได้พูดอะไรอีก เขาหันไปสั่งลูกน้องให้เร่งเตรียมตัวสำหรับการเดินทางต่อ
หยางลี่เจินมองตามแผ่นหลังของเขา ใจเธอยังคงเต้นแรง
“เขาจะล้อฉันเล่นหรือเปล่านะ…” เธอพึมพำเบาๆ ก่อนจะเดินตามเขาไปอย่างไม่เต็มใจนัก แต่ในใจลึกๆ กลับรู้สึกถึงบางอย่างที่เปลี่ยนไปในความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขา
หลังจากจัดเตรียมทุกอย่างพร้อมสำหรับการเดินทางต่อ เหวินเจาเหยียนเรียกลูกน้องมาสั่งงานเพิ่มเติม ขณะที่หยางลี่เจินยังคงยืนอยู่ใต้ต้นไม้ เธอพยายามสงบสติอารมณ์ที่ยังคงเต้นระส่ำจากเหตุการณ์บนรถม้า
เธอมองเหวินเจาเหยียนที่กำลังยืนพูดกับลูกน้อง ท่าทางสุขุมและมั่นคงของเขาทำให้เธออดไม่ได้ที่จะรู้สึกแปลกๆ ใจเธอเต้นแรงอีกครั้งเมื่อคิดถึง่เวลาที่เธอพิงไหล่เขา
“เขาดูไม่รู้สึกอะไรเลย… หรือเขาไม่คิดอะไรจริงๆ?”
เธอพึมพำเบาๆ พลางถอนหายใจ
“เ้าพึมพำอะไรอยู่ตรงนั้น?” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นทำให้เธอสะดุ้ง
หยางลี่เจินหันไปเห็นเหวินเจาเหยียนยืนอยู่ตรงหน้า เขาเดินเข้ามาหาเธอโดยที่เธอไม่ทันสังเกต
“ไม่มีอะไรค่ะ!” เธอรีบตอบ พยายามไม่ให้เสียงสั่น
เขาเลิกคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะพูดขึ้น “ข้าสั่งให้ลูกน้องเตรียมทุกอย่างเสร็จแล้ว เราจะออกเดินทางอีกไม่กี่นาที เ้าอย่ามัวแต่นั่งคิดอะไรไร้สาระล่ะ”
คำพูดนั้นทำให้เธอเม้มปากแน่น “ฉันไม่ได้คิดอะไรไร้สาระค่ะ แค่… แค่พักอยู่เฉยๆ”
“ดี” เขาตอบเรียบๆ “เพราะเ้าเองก็ต้องดูแลตัวเองด้วยเหมือนกัน ไม่ใช่คอยแต่ห่วงข้า”
เธอชะงักไปเล็กน้อย ไม่คาดคิดว่าเขาจะพูดแบบนี้ออกมา น้ำเสียงของเขาดูเหมือนจะตำหนิ แต่ในแววตากลับแฝงความอ่อนโยน
“ฉันไม่ได้ห่วงคุณขนาดนั้น…” เธอพูดเบาๆ พลางเบือนหน้าหนี
เขาไม่ได้พูดอะไรต่อ เพียงแค่หันกลับไปยังรถม้า
“รีบขึ้นรถม้าได้แล้ว ข้าจะไม่รอเ้านาน”
หยางลี่เจินมองตามแผ่นหลังของเขา รู้สึกได้ว่าหัวใจเธอกำลังเต้นแรงอีกครั้ง เธอพึมพำกับตัวเองเบาๆ
“ทำไมเขาต้องทำตัวแบบนี้ด้วยนะ…”
เธอสูดลมหายใจลึกเพื่อเรียกสติ ก่อนจะเดินตามเขาขึ้นรถม้า การเดินทางที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนยังคงดำเนินต่อ แต่ในใจของเธอเริ่มรู้สึกถึงบางอย่างที่กำลังเปลี่ยนแปลง แม้จะยังไม่กล้าสรุปว่ามันคืออะไร