บทที่ 8 ประสบความสำเร็จเมื่อปลายชีวิต แต่กลับจากไปในวัยเยาว์
ปีที่ 129 แห่งยุคฉางเซิง
เย่ซิงอวิ๋นเข้าสู่ขั้นสร้างฐาน
เพื่อเป็การเฉลิมฉลองให้ทายาทหนุ่มของตระกูล ตระกูลเย่ได้เชิญนักพรตจากเกาะโดยรอบมาร่วมงาน การจัดงานฉลองการเข้าสู่ขั้นสร้างฐานนี้
งานเฉลิมฉลองครั้งนี้นับเป็งานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในทะเลลั่วซิง
ปีที่ 130 แห่งยุคฉางเซิง
หลังจากเย่ซิงอวิ๋นรักษาระดับขั้นสร้างฐานให้มั่นคงแล้ว เขารู้สึกเบื่อหน่ายกับการฝึกวิชาที่จำเจ จึงออกเดินทางท่องเที่ยว ระหว่างทางเขาได้พบดอกซู่หลิงที่เกาะร้างไร้ชื่อแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็ของวิเศษสำหรับการหลอมดวงิญญา
ปีที่ 132 แห่งยุคฉางเซิง
เย่ซิงอวิ๋นบังเอิญพบดินแดนลับโบราณแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ลึกลับนั้นเขาได้เก็บร่างไร้ิญญาของนักพรตโบราณ และได้รับสิ่งล้ำค่ามากมายจากร่างนั้น
ปีที่ 135 แห่งยุคฉางเซิง
เย่ซิงอวิ๋นบังเอิญพบนักพรตขั้นแก่นทองคำ่ปลายสองคนต่อสู้กันเพื่อแย่งชิงโอกาสในการก้าวขึ้นขั้นหยวนอิง ผลลัพธ์ก็คือทั้งสองต่างก็ตายพร้อมกัน
ดังนั้นเย่ซิงอวิ๋นจึงได้เก็บมรดกของนักพรตขั้นแก่นทองคำทั้งสองส่วน รวมถึงยาลูกกลอนหยวนอิงที่ช่วยเพิ่มอัตราความสำเร็จในการก้าวขึ้นขั้นหยวนอิงหนึ่งเม็ด
ปีที่ 151 แห่งยุคฉางเซิง
ท่านป้าเย่หลิงเยว่ของเย่ซิงอวิ๋นประสบความสำเร็จในการฝึกขั้นหยวนอิง ได้เลื่อนขั้นเป็นักพรตระดับหยวนอิง ทำให้ตระกูลเย่มีนักพรตหยวนอิงถึงสองคน สร้างชื่อเสียงเป็ที่เลื่องลือไปทั่วทะเลลั่วชิง!
ปีที่ 160 แห่งยุคฉางเซิง
เย่ซิงอวิ๋นอยู่ในขั้นกลางของระดับสร้างฐาน
ปีที่ 189 แห่งยุคฉางเซิง
เย่ซิงอวิ๋นนัดกับทายาทตระกูลเซียนระดับิญญาทิพย์คนอื่น ๆ เพื่อร่วมสำรวจดินแดนลับของนักพรตระดับสร้างรากฐาน ‘อ๋าวหยวน’ ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า
แต่ทว่าก่อนออกเดินทาง เขาได้รับาเ็จากการฝึกวิชาผิดพลาดจนเกิดอาการคลั่ง จำต้องยกเลิกการนัดหมายอย่างเสียไม่ได้
ปีที่ 190 แห่งยุคฉางเซิง
ตำนานเล่าขานว่าในแดนลับอ๋าวหยวนมีิญญาอสูรฟื้นคืนชีพ เหล่านักพรตขั้นหยวนอิงที่เป็ทายาทสายตรงของตระกูลเซียนต่างพากันเข้าไปสำรวจแดนลับ ทว่ากลับมิมีผู้ใดรอดชีวิตกลับออกมา
เหตุการณ์นี้สร้างความสั่นะเืให้แก่บรรดาตระกูลเซียนทั้งหลาย จนต้องส่งผู้ฝึกบำเพ็ญขั้นหยวนอิงหลายคนร่วมมือกันบุกทะลวงเข้าไปในแดนลับ แต่ิญญาอสูรที่ฟื้นคืนชีพนั้นได้หายสาบสูญไปเสียแล้ว
ปีที่ 200 แห่งยุคฉางเซิง
เย่ซิงอวิ๋นบรรลุถึงจุดสูงสุดของขั้นสร้างฐานระดับกลาง ในวันสุดท้ายที่กระจกวิเศษรู้ชะตาจะส่องสว่าง เขาประสานมือคำนับไปยังท้องฟ้าพลางกล่าวว่า
"ข้า เย่ซิงอวิ๋น จากตระกูลเย่บนเกาะจ่านหลง ดินแดนตะวันออกของทะเลลั่วซิง ขอต้อนรับเหล่าสหายเต๋าทั้งหลาย!"
กระจกพลันดับแสงลง
“ชะตากำเนิดชั้นเซียนอย่างอย่าง [มุ่งสู่มงคล หลีกหนีอัปมงคล] แท้จริงแล้วช่างเหนือธรรมดายิ่งนัก"
เสวียนชิงจื่อกล่าวด้วยความตื่นตะลึงจากสิ่งที่เห็น
"ในดินแดนเซียนนั้น เก้าในสิบของราชวงศ์ทางโลกล้วนไม่มีนักพรตเซียนปรากฏตัว การได้ไปเกิดในตระกูลร่ำรวยทางโลกนั้นถือเป็โชคดีที่หาได้ยาก
โดยทั่วไปแล้วเมล็ดพันธุ์นักพรตเซียนจากวิหารคัดเลือกเซียนต้องใช้เวลาหลายสิบปีในการแสวงหาวาสนาเซียน จึงจะมีโอกาสก้าวเข้าสู่โลกแห่งการบำเพ็ญเซียน"
"สหายเต๋าเย่ไม่เพียงแต่ได้ถือกำเนิดในตระกูลเซียนระดับหยวนอิง ทั้งยังเป็ทายาทสายตรงของตระกูลเซียนอีกด้วย เพียงแค่วาสนานี้ก็เพียงพอที่จะทำให้เส้นทางเซียนของเขาราบรื่นแล้ว"
"สหายเต๋าเย่ผู้นี้ก็นับว่าโชคดีอย่างหาได้ยาก แต่เดิมด้วยพร์ วาสนา กลยุทธ์และเล่ห์เหลี่ยมของเขา ชาตินี้อย่างมากก็แค่ขั้นกลางของหยวนอิงเท่านั้น แต่บัดนี้ได้หลานชายสายตรงอย่างสหายเต๋าเย่มา ด้วยการเชื่อมโยงของชะตากรรม ก็มิอาจกล่าวได้ว่าจะไม่มีโอกาสก้าวสู่ขั้นแปรกายเทพ"
ตอนที่หลี่ฝานรับรู้ว่าตนเองได้ชะตากำเนิด [อัจฉริยะที่ปรากฏช้า] ก็รู้สึกตื่นเต้นจนตาลุกวาว
ชั่วขณะหนึ่งเขาครุ่นคิดว่าผู้าุโทั้งสองท่านที่ได้กลับชาติมาเกิดก่อนหน้านี้ล้วนมีนิสัยใจคอที่ดี ถ้าจะรีบกลับชาติมาเกิดเพื่อไปสร้างสัมพันธ์กับพวกท่าน หนทางบำเพ็ญเซียนของเขาคงจะราบรื่นขึ้นมาก ดังนั้นเขาจึงกัดฟันพูดว่า
"ท่านเซียน ข้าขอเป็คนต่อไปขอรับ!"
เสวียนชิงจื่อพยักหน้าเบา ๆ "หลี่ฝาน เ้าอย่าลืมว่า [อัจฉริยะที่ปรากฏช้า] ใน่แรกนั้นหาได้เจอเส้นทางที่ราบรื่น เ้าต้องรีบแสวงหาวาสนาแห่งเซียนโดยเร็ว มิเช่นนั้นอายุขัยของสามัญชนคงไม่อาจทนต่อการล่วงเลยไปได้"
หลี่ฝานกล่าวขอบคุณเสวียนชิงจื่อ ก้าวเข้าสู่ประตู์ ตัวอักษรเล็ก ๆ ที่ขอบกระจกเปลี่ยนไปอีกครั้ง
ปีที่ 201 แห่งยุคฉางเซิง
หลี่ฝานเกิดในครอบครัวชาวนาธรรมดาครอบครัวหนึ่ง
"คลอดแล้ว คลอดแล้ว!"
หมอตำแยร้องะโ "เป็เด็กชาย!"
"ดี ๆ ๆ ตระกูลของข้าตระกูลหวังมีทายาทแล้ว!"
ชายวัยกลางคนผิวคล้ำคนหนึ่งยิ้มพลางอุ้มเด็กทารกที่เพิ่งคลอดออกมา รอยยิ้มแห่งความยินดีทำให้เกิดริ้วรอยลึกที่หางตา
ในขณะนั้นเอง เสียงอึกทึกก็ดังขึ้นจากนอกห้องอย่างกะทันหัน
"ด้านนอกมีเื่อะไรกัน?"
ชายหนุ่มที่เพิ่งได้บุตรชายคนแรกรู้สึกสงสัย พยายามเงี่ยหูฟังความเคลื่อนไหวด้านนอก เมื่อได้ยินเสียงโหวกเหวก สีหน้าของเขาก็ซีดขาวโดยพลัน
"โจรม้ามาแล้ว! โจรม้ามาแล้ว!"
โจรม้า!
หมอตำแยและหญิงชาวนาที่เพิ่งคลอดบุตรในห้องต่างมีสีหน้าเปลี่ยนไป
"หมู่บ้านเพิ่งจ่ายค่าคุ้มครองชีวิตไปเมื่อเดือนที่แล้วไม่ใช่หรือ?"
เสียงโกลาหลดังใกล้เข้ามา ทุกคนในห้องได้ยินเสียงสนทนาของโจรม้าอย่างแว่ว ๆ
"ทหารหลวงอยู่ห่างจากพวกเราแค่หนึ่งวันเดินทาง รีบลงมือเร็วเข้า เอาเสบียงก่อน! พบใครก็สังหารให้หมดไม่ว่าชายหญิง เวลานี้เช่นนี้พวกเราไม่มีเวลาให้พวกเราสนุกสนานแล้ว!"
ก่อนที่พวกเขาจะทันได้ทำอะไร ประตูไม้ที่ไม่แข็งแรงอยู่แล้วก็ถูกถีบจนแตกกระจายเป็ชิ้น ๆ ด้วยเสียงดังสนั่น ชายร่างกำยำสองคนถือดาบบุกเข้ามาด้วยดวงตาแดงก่ำ
"ไว้ชีวิตด้วยนายท่าน!"
ชายที่อุ้มทารกเพียงแค่ร้องขอชีวิตได้หนึ่งประโยค ก็ถูกโจรม้าคนหนึ่งฟันด้วยดาบทันที พร้อมกับทารกในอ้อมอกที่ถูกฟันขาดเป็สองท่อน...
"ข้าเองก็สิ้นท่าเสียแล้ว..."
หลังจากเกิดใหม่ หลี่ฝานที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นเพียงแค่ได้สบถออกมาคำหนึ่ง ก็รู้สึกว่าสติของตนดับวูบลง แล้วก็ไม่มีเสียงใด ๆ อีกเลย…
ภาพตรงหน้าแตกสลาย
ผู้คนที่เหลืออยู่ในวิหารฉางเซิงต่างมองหน้ากันไปมา สุดท้ายก็พร้อมใจกันหันสายตาไปยังเสวียนชิงจื่อ
"มองอะไรกัน? นี่ก็แค่โชคชะตาไม่เป็ใจเท่านั้น"
เสวียนชิงจื่อเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ราวกับเคยเห็นเื่เช่นนี้มาบ่อยครั้ง "ทารกเสียชีวิตั้แ่อายุน้อยเป็เื่ปกติ ชะตาชีวิตก็มิใช่สิ่งที่จะกำหนดได้ทุกอย่าง
อย่าบอกนะว่าพวกเ้าคิดว่าเพียงแค่ได้เข้าศึกษาในวิหารคัดเลือกเซียน ได้เป็เมล็ดพันธุ์แห่งการบำเพ็ญเซียน ก็จะรับประกันการขึ้นสู่์ได้? ฮึ ๆ ใต้หล้านี้จะมีเื่เช่นนั้นได้อย่างไรกัน"
"ผู้คนต่างกล่าวว่าการแสวงหาวิถีเซียน"
"ทุกสิ่งล้วนอยู่ที่คำว่า 'แย่งชิง' แต่ข้ากลับคิดว่าหากปรารถนาจะให้วิถีเซียนยืนยาว ยามที่ควรแย่งชิงก็ต้องแย่งชิง แต่สุดท้ายแล้วทุกอย่างต้องลงเอยที่คำว่า 'มั่นคง'"
เสวียนชิงจื่อส่ายหน้า "แต่กรณีของหลี่ฝานนี้ ต่อให้มั่นคงเพียงใดก็ไร้ประโยชน์ ได้แต่กล่าวว่าเป็เพราะชะตากำหนด ไม่อาจฝืนได้"
"ต่อไปใครจะเป็คนถัดไป?"
"ข้าสมัครใจไป!" อวิ๋นเสวียนเช่อกล่าว
"เป็ผู้ที่มี [จิตปราดเปรื่องอันล้ำเลิศ]..." จิงอวี่พึมพำในใจ
อวิ๋นเสวียนเช่อค้อมกายคำนับผู้คนทั้งหลาย แล้วเดินอย่างมั่นคงเข้าสู่ประตู์
ปีที่ 201 แห่งยุคฉางเซิง
อวิ๋นเสวียนเช่อเกิดในตระกูลพ่อค้าคหบดีผู้ร่ำรวย นางเป็บุตรคนที่สาม เพื่อนบ้านต่างเรียกนางว่าซานเหนียง
แม้จะเกิดในตระกูลที่มีฐานะร่ำรวย แต่ตระกูลกลับให้ความสำคัญกับบุตรชายมากกว่าบุตรสาว อวิ๋นเสวียนเช่อจึงไม่ได้รับความสนใจจากบิดามารดามากนัก อย่างไรก็ตามนางก็ไม่ได้เรียกร้องอะไร เพียงแค่ใช้เงินเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ได้รับในแต่ละเดือนซื้อตำราเรียนมาอ่านและฝึกอ่านเขียนตัวอักษรด้วยตนเอง
ปีที่ 207 แห่งยุคฉางเซิง
ในปีนี้ อวิ๋นเสวียนเช่ออายุเจ็ดขวบ นางได้ท่องจำตำราวิชาชักนำลมปราณจนขึ้นใจ ใช้เวลาเพียงสามวันในการฝึกนำพลังเข้าสู่ร่างกาย ให้พลังไหลเวียนครบรอบ จนกลายเป็นักพรตขั้นก่อปราณ และสะสมพลังิญญาไว้ในร่างกายได้เล็กน้อย
หลังจากนั้นนางได้ใช้พลังิญญาอันน้อยนิดนี้ร่ายคาถา ทำให้ปรากฏภาพลวงตาของแผ่นหยกขนาดเล็กลอยอยู่กลางอากาศ
นางก็กัดนิ้วตัวเองเพื่อหยดโลหิตหนึ่งหยดลงบนภาพลวงตาของแผ่นหยกนั้น
ในชั่วพริบตาโลหิตบนแผ่นหยกก็สลายไป ก่อนจะปรากฏภาพประหลาดของศิลาจารึกที่ไร้ตัวอักษรขึ้นมาแทน
"รากฐานิญญาธาตุดิน..."
อวิ๋นเสวียนเช่อในวัยเจ็ดขวบขมวดคิ้ว ก่อนที่จะก้มหน้าลงเขียนคัมภีร์ทันที จนได้ออกมาเป็ ‘วิชาดินหนา’ จากนั้นก็ถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อนพลางเอ่ยว่า
"ก็ฝึกไปก่อนแล้วกัน"
ภายในวิหารฉางเซิงและจิงอวี่ก็พลันเข้าใจแจ่มแจ้ง
"ใช่แล้ว อวิ๋นเสวียนเช่อผู้นี้มาจากตระกูลบำเพ็ญเซียน แม้นางจะไม่มีรากฐานิญญา แต่บิดามารดาของนางก็เป็นักพรตขั้นสร้างฐานในตระกูล ดังนั้นสถานะของนางในตระกูลย่อมสูงกว่าสามัญชนทั่วไปไม่น้อย การที่นางจะรู้วิชาบำเพ็ญเซียนสักสองสามตำราจึงไม่ใช่เื่แปลก"
หลังจากนั้นพวกเขาก็นึกขึ้นได้ว่าวิชาชักนำลมปราณที่ใช้สำหรับให้สามัญชนดึงลมปราณเข้าสู่ร่างกายเพื่อก้าวเข้าสู่เส้นทางเซียนเล่มนี้ช่างเป็ของธรรมดาสามัญจริง ๆ ถึงขั้นที่มีอยู่ทั่วไปในหมื่นพิภพ
ปีที่ 215 แห่งยุคฉางเซิง
อวิ๋นเสวียนเช่อหาได้มีทรัพยากรในการบำเพ็ญเพียร ใน่แปดปีที่ผ่านมาเพียงดูดซับพลังิญญา์และพิภพเท่านั้น จึงเพิ่งบำเพ็ญมาถึงขั้นก่อปราณระดับสองเท่านั้น แต่ก็นับว่าดีที่นางไม่ได้รีบร้อนจนเกินไป เพียงค่อย ๆ ดูดซับพลังิญญาไปเรื่อย ๆ ส่วนใหญ่แล้วใช้เวลาไปกับการฝึกฝนวิชาอาคม
อย่างไรก็ตาม อายุสิบห้าปีคือวัยที่สตรีเข้าพิธีปักปิ่น และในปีนั้น ตระกูลของอวิ๋นเสวียนเช่อ้ายกนางให้เป็อนุภรรยาของผู้ผ่านการสอบขุนนางท้องถิ่นที่มีอายุกว่าสี่สิบปี
อวิ๋นเสวียนเช่อรู้ว่าวาสนาของตนกับตระกูลนี้สิ้นสุดลงแล้ว นางจึงทิ้งหีบทองคำไว้ในห้องนอนหนึ่งใบ ถือเป็การตอบแทนบุญคุณที่เลี้ยงดูมาสิบห้าปี แล้วจากไปโดยไม่ร่ำลา