ตอนที่ 5
ปะทะ(ฝีปาก)
ถึงแม้จะมีความสงสัยใคร่รู้ว่า ระหว่าง เยากั๋วซ่าน อัจฉริยะผู้มีปราณตำหนิ และ ชางก้วนจุน อัจฉริยะภาพฟ้าประทาน มีเื่ราวบาดหมางเหตุใดจนถึงกับต้องพลิกสำนักออกตามล่ากันจนถึงเพียงนี้ แต่นั่นก็มิได้สำคัญกว่าการหาหนทางยุติความบาดหมางที่กำลังจะเกิดขึ้น
เมื่อชางก้วนจุนถ่อมาหาเื่ถึงที่ แทนที่เยากั๋วซ่านจักรู้สถานะของตน เพียงแค่คิดต่อต้านก็เหมือนจุดไฟเผาราดตัวตน เพราะการทำให้ชางก้วนจุนไม่สบอารมณ์นั้นแทบจะเป็การฆ่าตัวตายมิมีผิด และสถานการณ์ตอนนี้ก็แลดูจะเป็เช่นนั้น
“โอหังนัก!! ไอ้ปลิงปรสิต!!!”
ทันทีที่ได้ยินคำพูดสวนกลับจากเยากั๋วซ่านที่พูดยอกย้อนกลับไปต่อคำกล่าวหาของชางก้วนจุน มันก็ทำให้คนตัวใหญ่ถึงกับสะกดโทสะเอาไว้ไม่อยู่จนแทบปะทุ ซึ่งเดิมทีเขาก็มิเคยเป็คนที่คุมอารมณ์ตนเองได้อยู่แล้ว
ฟึ่บ!!
หมัดขวาที่หนักหนาปานศิลาั์ได้พุ่งเข้าใส่เยากั๋วซ่านอย่างรวดเร็ว เพียงแค่กำลังเพียว ๆ ของชางก้วนจุนก็รวดเร็วรุนแรงเพียงพอจะทำให้เยากั๋วซ่านไม่อาจทันตั้งตัวได้แล้ว และด้วยแรงโทสะที่ระงับไม่อยู่ พลังลมปราณจึงเอ่อล้นออกมาทั่วท่อนแขนหนานั้นพร้อมกับเสริมสรรพกำลังให้หมัดหินผาตรงหน้ารุนแรงสั่นสะท้าน จนอากาศโดนแหวกเปล่งสุรเสียงแห่งการทำลายขึ้นมาลั่น!
“!!”
หมัดเคลือบลมปราณอันรุนแรงเช่นนี้ เพียงแค่เสี้ยวพริบตาที่ได้เห็น เยากั๋วซ่านก็รู้ได้ทันทีว่าตนมิอาจจะรับมือได้ แต่กระนั้นเขาก็ยังพยายามยกแขนทั้งสองข้างขึ้นมาปกป้องส่วนสำคัญอย่างใบหน้าและศรีษะเอาไว้ ซ้ำยังดื้อรั้นรีดเค้นลมปราณทั่วร่างเผื่อหวังให้เกิดปาฏิหารย์ในยามเสี่ยงตายขึ้นมา
แต่มันก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้ง่ายดายปานนั้น เพราะลมปราณทั่วทั้งร่างที่เค้นอย่างดุเดือดนั้น
ฟู่ว
ก็ยังคงไหลผ่านออกมาเพียงแค่ปลายนิ้วทั้งสิบ จนเป็เหมือนแค่คลื่นลมปราณเล็ก ๆ ที่รั่วไหลออกมาจากร่างของยอดจอมยุทธในยามหลับไหลเท่านั้น
พั่บ!
พร้อมกันนั้น หมัดตรงของชางก้วนจุนก็กำลังจะตกกระทบเข้ากับลำท่อนแขนทั้งสองที่ยกขึ้นมาปกป้องใบหน้าเอาไว้ของเยากั๋วซ่าน ที่เพียงแค่ััแรกมันก็อาจจะทำให้ท่อนแขนทั้งสองนั้นถูกบดขยี้จนกระดูกแหลกได้เลย!
แต่ก่อนที่มันจะเป็เช่นนั้น จงได้อย่าลืมว่าที่แห่งหนนี้ ไม่ได้มีแต่พวกของชางก้วนจุนเท่านั้น…
“ฮ่าห์!!”
ปึง!!
แรงแหวกอากาศที่ดังลั่นจากทางด้านหลังของเยากั๋วซ่านทำให้เ้าตัวถึงกับชะงัก พลางความคิดชั่วแล่นที่พุ่งขึ้นมาคือการที่ตนโดนสุนัขของชางก้วนจุนเข้าลอบโจมตีพร้อมกันด้วยหรือเปล่า ทว่า คลื่นแหวกอากาศได้พุ่งผ่านหัวไหล่ซ้ายของเขา แล้วพุ่งเข้าปะทะกับหมัดของชางก้วนจุนอย่างจัง พร้อมด้วยเสียงร้องแหลม ๆ อันทรงพลังที่ดังต่อเนื่องตามมา
ตู้ม!
แม้คลื่นพลังชี่ที่พุ่งผ่านไหล่มาจากทางด้านหลังจะไม่ได้รุนแรงทรงพลังเท่ากับหมัดพลังปราณของชางก้วนจุน แต่การเข้าปะทะกันตรง ๆ พร้อมความชาญฉลาดในการควบคุมองศาการเข้าปะทะ จึงทำให้หมัดของชางก้วนจุนพลาดเป้าขึ้นมาจนปล่อยใส่พื้นหญ้าทางด้านขวา จนหน้าดินบาง ๆ ถึงกับแตกระแหงพร้อมใบหญ้าที่ลอยละลิ่วพุ่งปลิวไสวอย่างรุนแรงขึ้นกลางอากาศ
“...ข้าเตือนเ้าไปแล้วนะ จงเค่อฉิง เ้าอยากตายแทนสวะตัวนี้รึ?”
ยามเมื่อการโจมตีพลาดเป้า ไม่สิ เพียง่เวลาที่สองลมปราณพุ่งเข้าปะทะกัน ชางก้วนจุนก็รับรู้ได้ทันทีว่านี่เป็ฝีมือของผู้ใด แววตาอาฆาตแค้นของชายร่างั์จึงได้ส่งไปหาเด็กสาวที่ยืนอยู่ทางด้านหลังของเยากั๋วซ่านในทันที พร้อมคำที่เอื้อนเอ่ยราวกับจะข่มขู่นางให้หวาดหวั่น
“แล้วจะให้ข้าดูดายมองเ้าประทุษร้ายคนผู้ไร้ทางต่อกรงั้นรึ? นี่เ้ามิได้เล่าเรียนหลักการแห่งผู้ฝึกยุทธ์หรือไร!?”
แม้จะมีความหวาดหวั่นต่อพลังอันล้นหลาม แต่จงเค่อฉิงที่ยืนอยู่ในท่ากำหมัดด้วยมือขวาพลางชี้ตรงไปยังชางก้วนจุนด้วยใบหน้าที่อาจหาญ ก็ได้ตอบกลับด้วยน้ำเสียงเดือดดาลปานเหลืออดกับการกระทำไร้เหตุผลเสียเหลือเกินในครานี้ของชางก้วนจุน
“ไม่ต้องมาแส่! เื่ของข้า!!”
เมื่อโดนเค่อฉิงสวนด้วยคำพูดกลับมาเช่นนั้น ชางก้วนจุนที่กำลังเืเดือดเป็ทุนเดิมอยู่แล้วก็ยิ่งไม่อาจจะกักเก็บอารมณ์ไหว จึงได้ตวาดเสียงแผดลั่นพร้อมกับทำท่าจะเดินเข้าไปหาจงเค่อฉิงที่บังอาจมาแส่กิจการของเขา!
“..กฏของสำนักข้อที่ 5 ห้ามมิให้มีการใช้ต่อสู้กันภายในเขตสำนักนอกเหนือจากภายในวิชาเรียน การฝึกฝน และการประลองเป็อันขาด ถึงที่นี่จะเป็ป่าแต่ก็ยังอยู่ภายใต้เขตสำนัก เ้าจะละเมิดกฏอีกครั้งงั้นรึ ชางก้วนจุน?”
ขณะที่สถานการณ์กำลังเริ่มย่ำแย่จนจงเค่อฉิงเองก็ยังคิดไม่ตกว่าหากต้องประมือกันจริงนางจะยืนหยัดต่อหน้าปีศาจนามว่าชางก้วนจุนได้กี่อึดใจ แต่เสียงพูดอันเรียบนิ่งราวกับไม่ยี่หระต่อสถานการณ์ก็ได้ดังออกมาจากปากของเยากั๋วซ่าน พร้อมกับแววตาดุดันที่จ้องมองั์ตาอาฆาตของชางก้วนจุนอย่างไม่มีใครยอมใคร
“ที่นี่ข้ามีพยานเป็แม่นางจง แม่นางจงย่อมมีข้าเป็พยานเช่นเดียวกัน หากเ้าทำร้ายข้าหรือนาง เ้าคิดรึว่าจะรอดพ้นความผิด? เ้าคงไม่โง่เง่ามากพอที่จักยอมสละระดับคะแนนเพื่อเล่นงานข้าใน่เวลานี้หรอกกระมัง?”
“จะ เ้า!!!”
หลังจากนิ่งเงียบไปพักใหญ่ราวกับคิดหาทางใตร่ตรองวิถีการเอาตัวรอดจากสถานการณ์นี้ได้สำเร็จ คำพูดที่ราวกับคำขู่ก็ถูกพ่นออกมาเป็ชุดจนทำให้ชางก้วนจุนถึงกับชะงักพร้อมหน้าเสียในทันที ใช่แล้ว มันเป็ดั่งคำที่เยากั๋วซ่านพูดมิมีผิด ถ้าเยากั๋วซ่านอยู่คนเดียว ป่านนี้ไอ้สวะปราณตำหนิคงโดนอัดลงไปนอนกองแทบเท้าไปแล้ว
แต่การมีอยู่ของจงเค่อฉิงได้แปรเปลี่ยนทุกอย่างด้วยคำว่าพยานในเหตุการณ์ แม้เสียงนางเพียงหนึ่งอาจจะไม่สู้เสียงของสุนัขรับใช้รวมไปถึงชางก้วนจุนหากพวกมันรวมกันโป้ปด แต่มันก็จักทำให้ข้อความจริงมีน้ำหนักมากกว่าการที่เหยื่ออย่างเยากั๋วซ่านพูดเพียงคนเดียวอย่างแน่นอน
และหากเื่มันแดงไปถึงหูของผู้อยู่เบื้องบน แม้จักเป็ชางก้วนจุน แต่การละเมิดกฏสำนัก ผู้ลงทัณฑ์นั้นจักมิใช่เหล่าคณาจารย์ที่พร้อมจะเลียแข้งเลียขาชางก้วนจุน แต่เป็ผู้าุโภาคการศึกษา ผู้ที่คุมทุกอย่างเกี่ยวกับการเรียนการสอน เป็นายเหนือหัวใหญ่ของเหล่าศิษย์และอาจารย์ในสำนักหินผาแห่งนี้
แน่นอนว่าถ้าเป็เช่นนั้น ชางก้วนจุนคงมิอาจรอดพ้นโทษทัณฑ์ ซึ่งโทษอย่างการจำกัดบริเวณ หรือพักการเล่าเรียนนั้นมิใช่ปัญหา แต่สิ่งที่ทำให้ชางก้วนจุนหวาดกลัวจนยอมหยุดชะงักไปนั่นคือการถูกหักลบระดับคะแนนที่สั่งสมเอาไว้มากว่า 6 ปี ที่มันจักต้องนำไปใช้ในการสอบเข้าหลักสูตรผู้ฝึกยุทธ
หากเป็ในยามปกติ เขาคงยอมสละคะแนนเหล่านี้เพื่อระบายความคับคั่งในใจดั่งที่เคยทำมาตลอดจนทำให้ผลการเล่าเรียนของเขา มักขึ้น ๆ ลง ๆ ด้วยเหตุประการเหล่านี้ และในยามนี้ที่อีกแค่ไม่กี่เดือนก็จะถึงเวลาเข้าสอบยุทธ์แล้ว การทำให้คะแนนหายไปโดยใช่เหตุมิใช่เื่พึงกระทำ
แม้ชางก้วนจุนจะดุร้าย บ้าคลั่ง และไม่ฟังผู้ใด แต่เขามิใช่คนโง่ หากโดนคดีละเมิดกฏในครานี้ไป กว่าจะต้องใช้เวลาสั่งสมคะแนนขึ้นมาใหม่อาจจักไม่ทันวันสอบ แม้ก้วนจุนจะมั่นใจในความสามารถของตนเพียงใด ตราบใดที่ผลการเล่าเรียนยังถูกนับตัดสินในการสอบเข้าหลักสูตรผู้ฝึกยุทธ เขาก็มิอาจจะมองข้ามมันไปได้ ทำให้คำขู่ของเยากั๋วซ่านจึงได้ผลอย่างดีชะงัด
“...”
หลังได้เห็นชางก้วนจุนนิ่งเงียบไปอยู่พักหนึ่ง มันก็ทำให้ความหนังอึ้งภายในใจที่กำลังกังวลว่าลูกไม้คำขู่จะได้ผลหรือไม่ก็ถูกปลดเปลื้องลง จนทำให้เยากั๋วซ่านสามารถวางมาดเรียบเฉยได้อย่างไม่ยี่หระ
“ข้ากับเ้า… เราต่างคนต่างอยู่มันก็ดีอยู่แล้วไม่ใช่รึ? เกลียดกันไยต้องมาให้เห็นหน้ากันด้วย?”
พร้อมกับเอ่ยกล่าวขึ้นมาเรียกความสนใจทั้งจากชางก้วนจุนที่กำลังอยู่ในภวังค์ สุนัขรับใช้คนตนหนึ่งที่ยังนั่งอยู่กับพื้น และอีกตนที่น่าจะแอบอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากที่แห่งหนนี้ ไปจนถึงจงเค่อฉิงที่กำลังมองมาที่ตนด้วยแววตาตะลึงในความบ้าบิ่นของคำพูดที่ราวกับสุมไฟเข้ากองเพลิงนั้น
“...ฮึ่ย!!”
แน่นอน คำที่พ่นออกมาดั่งคำด่าทอจากปากของเยากั๋วซ่านย่อมทำให้ชางก้วนจุนมีน้ำโหขึ้นมาอย่างฉับพลันแต่น้ำหนักของคำขู่ก่อนหน้านี้นั้นยังมีผล จนทำให้ชางก้วนจุนมิอาจเคลื่อนไหวได้ดั่งใจนึก
“ไปใช้ชีวิตอันโอ่อ่าในฐานะศิษย์หมายเลขหนึ่งแหงสำนักของเ้าให้มีเกียรติเถอะ อย่ามาตามสนใจชีวิตที่พังไปแล้วของข้านักเลย”
เพียงเท่านี้ก็น่าจะเพียงพอแล้ว เยากั๋วซ่านคิดขึ้นมาพร้อมกับหลุบตาลงต่ำหลังจากได้เห็นว่าแม้ตนจะพูดสัพยอกไปแต่ชางก้วนจุนก็มิอาจจะเข้ามาเด็ดหัวได้ นั่นคือสิ่งยืนยันว่าคำขู่นั้นได้ผลเสียยิ่งกว่าที่คาดคิด ทำให้เยากั๋วซ่านพูดตัดบทจบแต่เพียงเท่านี้ ก่อนจะเหลือบหางตาไปมองทางจงเค่อฉิงที่อยู่ด้านหลัง
“ไปกันเถอะแม่นางจง”
“...”
เมื่อพูดบอกกล่าวกับจงเค่อฉิงจบ เยากั๋วซ่านก็เป็ฝ่ายเดินออกนำด้วยก้าวฝีเท้าที่เรียบนิ่งไม่รีบร้อน ขณะเดียวกัน จงเค่อฉิงที่ได้แต่นิ่งเงียบหลังได้เห็นวิธีจัดการกับชางก้วนจุนของเยากั๋วซ่านที่เรียกได้ว่าเหนือชั้น พร้อมกับเดินตามออกไปด้วยสีหน้าที่ยังทึ่งไม่หาย
สมแล้วจริง ๆ ที่เป็คนที่ข้าเคยจับตามอง…
“...ไอ้คนโป้ปด!! ถ้าเ้าแน่จริงก็มาประลองกับข้า! พิสูจน์ให้ข้าเห็นสิว่าสิ่งที่เ้าได้มามิใช่สิ่งที่มาด้วยเล่ห์กล หา!!!”
ขณะที่ทั้งสองกำลังจะเดินก้าวผ่านชางก้วนจุน รวมไปถึงสุนัขรับใช้ที่ยังคงนั่งอยู่บนพื้นด้วยหน้าตามึนงงเหรอหรา ชางก้วนจุนก็ได้ะเิอารมณ์ออกมาอีกคราพร้อมกับลั่นกลองรบส่งสาสน์ท้าต่อเยากั๋วซ่าน
ทว่า
“ข้ามิมีสิ่งใดต้องพิสูจน์ ข้ารู้ตัวเองดี ขอบใจ”
หากสู้กันหมัดต่อหมัดเขาคงมิอาจทานทนได้เกินสอง แต่ในาประสาทหนนี้ ผู้ที่คุมเกมอยู่หมัดคือเยากั๋วซ่าน เขามิได้ไหวติงต่อคำยั่วยุแม้แต่น้อย กระทั่งฝีเท้ายังไม่หยุดเดินจนค่อย ๆ เริ่มทิ้งห่างชางก้วนจุนออกไป
“เ้า!! ไอ้คนขี้ขลาด! ไอ้ปลิงสกปรก!! ไอ้สวะชั้นต่ำเอ้ย!!! ตัวเ้าน่ะมันก็แค่คนขี้ฉ้อล่อลวงเพียงเท่านั้น!! ได้ยินข้าไหม!! ไอ้สวะ!”
เมื่อคำท้าทายที่คิดว่าจะได้ผลแต่อีกฝ่ายกลับไม่แม้แต่จะแยแส มันก็ทำให้ะเิมนุษย์อย่างชางก้วนจุนที่ในยามนี้ไม่อาจะเิพลังอะไรออกมาได้ จึงได้แต่สบถก่นด่าอย่างเผ็ดร้อน พร้อมกับอุณหภูมิในร่างกายที่ค่อย ๆ ลุกโชนตามปราณธาตุแห่งเพลิงที่กำลังจะปะทุเนื่องด้วยอารมณ์เดือดดาล
“จำคำข้าไว้ จงเค่อฉิง!! สักวันเ้าต้องเสียใจที่คิดญาติดีกับมัน!! เหมือนที่ข้าเคยเป็!!”
คำพูดเ่าั้ไม่อาจหยุดยั้งก้าวเดินที่ผ่านสนามหญ้าที่กรุยทางสู่ทางเดินแผ่นไม้ที่ปูเข้าไปยังตัวสำนักได้เลยแม้แต่น้อย กระนั้น ชางก้วนจุนก็ยังแผดเสียงลั่นราวกับไม่ยอมจบแต่เพียงเท่านี้ จนเริ่มพูดไปถึงจงเค่อฉิงราวกับจะแยกให้แตกคอ แม้อาจเป็จริงดั่งคำว่า แต่ในเวลานี้นางขอเลือกเดินตามเยากั๋วซ่านออกไปน่าจักปลอดภัยกับชีวิตมากกว่า
“ก็เหมือนกับแม่ของมันนั่นแหละ!!! ฉ้อฉลสำส่อนไม่เลือกหน้าจนมีมันขึ้นมานี่ไง!!!”
“...!!”
และในตอนที่ชางก้วนจุนกำลังสบถก่นด่านานาสารพัดสารเพออกมาแต่ก็มิอาจทำให้เยากั๋วซ่านหยุดฝีเท้าลง กระทั่ง ถ้อยคำที่ลามปามไปถึงบุพการีได้ดังขึ้นมา นั่นจึงได้ทำให้ทั้งร่างของเยากั๋วซ่านถึงกับชะงักในทันที
“..”
แต่ก็เพียงชั่วครู่ แล้วเขาก็รีบเร่งก้าวฝีเท้าขึ้นมาอย่างดูร้อนใจ จนทำให้จงเค่อฉิงเองที่ได้ยินคำร้ายกาจสารพัดมาด้วยกันตลอดทาง จำต้องรีบเร่งฝีเท้าตามไปอย่างกังวลไม่น้อยเช่นเดียวกัน ถึงจะนิ่งเงียบแต่ก็ใช่ว่าจะไม่เ็ปเสียหน่อยนี่ ถูกไหม?
และในตอนนั้นเอง
“จะไปไหนไอ้สวะขี้ขลาด! เ้าต้องตอ–”
ตรงหัวมุมทางเดินใกล้ปากประตูหลังแห่งสำนัก ขณะที่กำลังเดินพ้นจากเขตป่าจนใกล้จะขึ้นสู่ทางเดินที่ปูด้วยไม้ขัดละเอียดแล้วนั้นไซร้ ได้มีร่างของสุนัขรับใช้แห่งชางก้วนจุนได้เสนอหน้าเสนอตาเข้ามา พร้อมกับพูดดูถูกซ้ำยังทำทีท่ากำหมัดเตรียมวิ่งเข้าใส่ราวกับจะข่มขู่ให้เยากั๋วซ่านหวาดกลัวและตบปากรับคำท้าของผู้เป็นายมันก่อนหน้านี้
ทว่า
“...หลีกไป”
น้ำเสียงเย็นเยียบแต่กลับสั่นสะท้านราวกับพร้อมจะะเิได้ทุกเมื่อดังขึ้นหลังจากที่เยากั๋วซ่านกำลังจะเดินเข้าประชิดกับสุนัขตนนั้น และนั่นทำให้ทั้งมัน ไปจนถึงจงเค่อฉิงที่ตามอยู่ด้านหลังถึงกับขนลุกซู่ในอารมณ์ที่แฝงออกมาจากคำพูดนั้น
“อะ อา…”
และในเสี้ยวเวลาที่เฉียดผ่านกันไป สีหน้าของสุนัขรับใช้ตัวที่สองของชางก้วนจุนก็พลันหน้าถอดสีในทันที ราวกับได้เห็นความน่ากลัวที่แท้จริงที่เพิ่งก้าวผ่านไป ทั้ง ๆ ที่ตนนั้นแข็งแกร่งเสียยิ่งกว่าคนผู้นั้นตั้งมาก แต่กลับมิอาจต่อต้านความกลัวในจิตใจได้ยามเห็นใบหน้าที่เดือดดาลราวกับจะกินเืกินเนื้อนั้น
“...เยา”
“ไปให้พ้นจากที่แห่งนี้ก่อนเถิด แล้วค่อยว่ากัน”
หลังจากได้เห็นกับตาว่าความเยือกเย็นที่เคยมีได้สูญสลายไปดั่งภาพลวงตา จงเค่อฉิงก็อยากจะพูดถามออกมาด้วยความเป็ห่วง แต่เยากั๋วซ่านได้เอ่ยห้ามปรามเอาไว้ด้วยน้ำเสียงที่พยายามข่มให้นิ่งที่สุด ขณะที่สองเท้ายังคงก้าวเดินผ่านเข้าไปยังบานประตูของสำนักหินผาที่ค่อย ๆ เปิดออกด้วยสองมืออันสั่นเทา
“หมั่นโถวที่สั่งได้แล้วขอรับ”
เวลาเคลื่อนคล้อยผ่านไปได้ราว 1 ก้านธูป แม้จักเป็่เวลาที่มีการเล่าเรียน แต่ในยามนี้สภาพจิตใจของคนทั้งสองที่เพิ่งผ่านเื่หนักหนามาคงมิมีสติพอจะตั้งใจเล่าเรียนได้ บัดนี้ทั้งคู่จึงได้แต่มานั่งอยู่ภายในโรงเตี๊ยมใหญ่ประจำสำนัก พร้อมกับสั่งชาและหมั่นโถวมานั่งกินพักพิงใจ โดยเฉพาะกับเยากั๋วซ่านที่สละมื้ออาหารให้นกฮูกน้อยไปจนไม่เหลือสิ่งใดไว้กินอีกแล้ว
กิ๊ง
“..ข้าขอขอบคุณในความข่วยเหลือของท่านจริง ๆ แม่นางจง”
หลังเสี่ยวเอ้อร์ได้จากไป เยากั๋วซ่านที่เริ่มทำการรินชาให้กับจอกของตน และจอกของเค่อฉิงจนเสร็จสิ้นก็ได้วางกาน้ำชาลงบนโต๊ะจนเกิดเสียงกระทบเบา ๆ ตามผิวัั พลางก็ได้เอ่ยขอบคุณถึงน้ำใจอันมากล้นของจงเค่อฉิงที่ได้ช่วยให้เขาพ้นเพศภัยในครานี้
“ไม่หรอก.. ข้าแทบมิได้ทำสิ่งใดด้วยซ้ำไป”
แม้ความจริงนางจะวิ่งวุ่นไปทั่วสำนักจนหัวหมุน ไม่พอยังต้องรับกระบวนหมัดของชางก้วนจุนจนมือขวาที่ส่งลมปราณเข้าปะทะยังคงชาวาบไม่จางหาย แต่ว่า ความรู้สึกด้อยค่าในตัวตนที่ผุดขึ้นมาทำให้นางพูดตอบกลับไปเช่นนั้นด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง เพราะหากไม่ได้ไหวพริบในการขู่ของเยากั๋วซ่าน ทั้งเขาและนางอาจไม่รอดมานั่งจิบชากันเช่นนี้ได้หรอก
“ไม่จริงเลย หากไม่มีเ้า ข้าก็คงมิอาจใช้ลูกไม้นี้ได้ หากเ้ามิได้มีความคิดจะมาเตือนข้าเื่นี้ ข้าก็คงมิอาจรอดพ้นเงื้อมมือของชางก้วนจุนได้หรอก”
ความจริงย่อมเป็ความจริง เยากั๋วซ่านเองก็มิได้คิดจะถือว่าเป็ผลงานตนที่ทำให้รอดกันมาได้ เขายังคงตระหนักเสมอว่าหากอยู่เพียงคนเดียว ตนช่างไร้พลังจนน่าสมเพชถึงเพียงใด
“..ฟู่ว”
ขณะเดียวกันหลังเอ่ยจบ มือขวาก็ค่อย ๆ ยกแก้วชาขึ้นมาดื่มจิบช้า ๆ จนกลิ่นหอมหวนจากใบชาขาวเหนืออันเป็ชาชื่อดังที่ปลูกกันชินเจี่ยโป ซึ่งมีกลิ่นหอมเฉพาะตัวราวกับยอดน้ำค้างบนดอกฟ้ากลางหุบเขาใหญ่ มีฤทธิ์ช่วยขับไหลเวียนเืลมให้ดียิ่งขึ้น ชาวชินเจี่ยโปจึงนิยมดื่มชาชนิดนี้แทนน้ำเปล่ามานานนับศศวรรษแล้ว
“...ขอบใจ แล้วก็ขอโทษด้วยที่ข้าหยาบคายใส่ในทีแรก”
ทางฝั่งเค่อฉิงเองก็ค่อย ๆ ยกน้ำชาขึ้นมาจิบเช่นเดียวกัน ก่อนจะกลับมาต่อบทสนทนาอย่างเรียบง่าย หากยังจะพูดว่าตนมิได้ทำสิ่งใดจริง ๆ คงได้เถียงกันจนคอขึ้นเอ็นเป็แน่ นางจึงเลือกตอบตัดบทไปเช่นนั้น พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงพฤติกรรมในทีแรกที่นางรู้สึกว่าตนเองดูมิได้เอาเสียเลยที่ไปโหวกเหวกจนไร้ซึ่งความเป็สตรีเช่นนั้น
“ข้าเข้าใจ เ้าคงตามหาข้าจนวุ่น… ข้าสิต้องขอโทษที่ทำให้เ้าต้องลำบากลำบนกับเื่ไม่เป็เื่ของข้าเช่นนี้ เห็นทีคงต้องไปคุยกับอาจารย์เสียหน่อย…”
เมื่อคนผู้ไร้ความมั่นใจมาเจอกัน จึงได้เกิดเหตุต่างฝ่ายต่างเอ่ยปากของอภัยกลับไปกลับมาเช่นนี้ แต่คราวนี้ไม่ว่าจะมองอย่างไรเื่มันก็เกิดจากเยากั๋วซ่าน แม้ความก้าวหน้าในฐานะศิษย์เอกแห่งปรมาจารย์ศาสตร์พันธสัญญาจะเป็เื่ดี แต่การป่าวประกาศนี้กลับส่งผลร้าย ทำให้เยากั๋วซ่านพึมพำประโยคนั้นออกมาอย่างเบา ๆ ใน่ท้าย
พร้อมกับมือที่เริ่มหยิบหมั่นโถวเนื้อนุ่มขึ้นมาไว้ในมือพร้อมกับค่อย ๆ ฉีกมันออกมาให้พอดีคำ แล้วจึงกินเข้าไปทีละก้อน ทีละก้อน
“เ้าไม่ผิดเลยแท้ ๆ สำเร็จแล้วจึงป่าวประกาศ มิใช่เื่แย่เสียหน่อย การมิมีเื่ใดให้โอ้อวดอย่างภาคภูมิต่างหากล่ะที่แย่ยิ่งกว่า…”
พอได้ยินอีกฝ่ายพูดเช่นนั้น เค่อฉิงก็รีบพูดแย้งขึ้น สำหรับนางแล้วการป่าวประกาศความสำเร็จของศิษย์ภายในสำนักมิใช่เื่แปลก นางเห็นมันอยู่เป็ประจำ มิหนำซ้ำหลายหลายผู้คนยังคาดหวังที่จะมีชื่อในป้ายนิเทศเข้าสักครั้งในการเป็ศิษย์เสียด้วย นั่นหมายรวมไปถึงนางเอง ทำให้น้ำเสียงใน่ท้ายของนางฟังดูค่อนข้างเบาลงราวกับรู้สึกขาดความมั่นใจที่จะพูดต่อ
“...แล้ว เหตุใดเ้าถึงช่วยเหลือข้าล่ะ เราสองมิได้รู้จักกันถึงขนาดที่เ้าจักต้องกังวลเื่ข้าเลยนี่?”
หลังจากเห็นท่าทางที่ดูซึมหงอยพร้อมกับซดน้ำชาไปอย่างเงียบ ๆ ของแม่นางเค่อฉิง เยากั๋วซ่านก็อมยิ้มภายในใจเล็ก ๆ ที่ได้เห็นทีท่าเช่นนั้น ครู่นี้ยังเกรี้ยวกราดเป็ม้าดีดกระโหลกอยู่เลย มันเลยทำให้เขาตัดสินใจเปลี่ยนประเด็นพูดคุย หันมาถามในสิ่งที่เขาใคร่รู้ดีกว่าว่าเหตุใดนางถึงได้เข้ามาช่วยเหลือเขากันแน่
“แค่ก!”
แต่นั่นกลับส่งผลตรงกันข้าม จากกำลังนั่งเหม่อลอยพร้อมถ้วยชาที่จ่อปากอยู่กลับกลายเป็สำลักในทันควันยามได้ยินคำถามนั้นถูกยิงออกมา
“เป็อะไรไหม!?”
“ไม่ ๆ ข้าไม่เป็ไร แค่ก ๆ! ข้าใจลอยไปหน่อย ขออภัย”
ดีที่การสำลักนั้นไม่ได้ทำให้น้ำชาหกเลอะเทอะเรี่ยราดกระไร มีเพียงแต่ความคันในลำคอที่ยังคงอยู่ ทำให้เค่อฉิงรีบหันหน้าหนีเยากั๋วซ่านไปในทันที พร้อมกับรีบพูดปฏิเสธพร้อมขออภัยกันอย่างพัลวัน
“...หากไม่ใช่คำถามที่ตอบได้ ไม่จำเป็ต้องตอบข้าก็ได้นะ”
อาการสำลักกะทันหันเช่นนี้ หากมิใช่ใจลอยเพียงอย่างเดียวก็คงเป็อาการของความใที่จู่ ๆ ก็โดนจี้คำถามที่ไม่อยากตอบขึ้นมา ทำให้เยากั๋วซ่านชิงพูดไปก่อน ขณะที่เค่อฉิงก็นั่งหันหลังยกน้ำชาซดล้างคอแก้อาการสำลักให้ทุเลาลง
“ไม่.. ไม่เป็ไร มันมิใช่เื่ที่น่าสงสัยหรอก”
ยิ่งเยากั๋วซ่านพูดให้ดูเหมือนเป็เื่ใหญ่โต หรือความลับที่เปิดเผยมิได้เพียงใด มันก็ยิ่งแต่จะทำให้นางรู้สึกประหม่าหนักยิ่งกว่าเดิมเสียแบบนั้น ทำให้จงเค่อฉิงรีบตั้งสติให้มั่น แล้วหันกลับมาเผชิญหน้ากับชายที่ประหลาดทั้งวาจา รูปลักษณ์ และนิสัยตรงหน้าผู้นี้
“..อื้อฮึ”
ยามเมื่อหันกลับมาพร้อมเอ่ยคำแก้ตัวไปแล้ว เยากั๋วซ่านที่ยังคงสีหน้าอมยิ้มเบา ๆ ก็ตอบรับด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้มเบา ๆ จากภายในลำคอ อย่างกับว่าเขากำลังรู้สึกสนุกที่ได้เห็นแม่สาวเยือกแข็งอย่างจงเค่อฉิงที่หลายคนต่างหมายปองกำลังดูป้ำ ๆ เป๋อ ๆ ได้ที่เช่นนี้
“ก็แค่.. ข้าไม่ชอบที่ชางก้วนจุนจะไปหาเื่เ้าโดยไม่มีเหตุผลเช่นนั้น ให้ข้าปล่อยผ่านแล้วได้ยินข่าวเ้าโดนมันฆ่าตาย สู้ให้ข้าสู้ตายกับมันไปเลยเสียดีกว่า”
สีหน้าราวกับล้อเล่นของเยากั๋วซ่านทำเอาสมาธิของเค่อฉิงสั่นไหวน้อย ๆ แต่เธอก็รวมสติไว้มั่นอยู่ ก่อนจะพูดถึงเหตุผลที่นางยอมแกว่งเท้าหาเสี้ยนจนถึงเพียงนี้ แม้จะฟังดูข้าง ๆ คู ๆ ไม่น้อย แต่น้ำเสียงพร้อมสีหน้าจริงจังกลับช่วยเสริมให้มันดูน่าเชื่อถือขึ้นเป็กอง
“เ้าเป็คนดีนะ… ไม่แปลกที่ชายหลายคนต่างหมายปอง”
ทันทีที่ได้ฟังเหตุผล รอยยิ้มขำขันของเด็กหนุ่มก็ค่อย ๆ เผยอเปลี่ยนเป็รอยยิ้มแห่งความสุขใจ ก่อนจะเอ่ยชมนางออกไปตรง ๆ อย่างมิมีปี่มีขลุ่ยใด ๆ ทั้งสิ้น จนเล่นเอาคนโดนชมถึงกับสับสนไม่น้อยว่าเหตุใดเ้าบ้านี่ถึงได้พูดเช่นนั้นออกมา
“พูดขึ้นเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร!?”
“ฮะ ๆ ข้าขอโทษ ๆ “
นั่นเลยทำให้เค่อฉิงพูดถามกลับไปด้วยสีหน้าดุ ๆ ราวกับไม่พอใจที่จู่ ๆ เยากั๋วซ่านทำตัวเหมือนพวกเหลาะแหละที่ตามเกี้ยวนางอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ซึ่งนางเกลียดนัก ทางฝั่งกั๋วซ่านเองก็ดูเหมือนจะเข้าใจเจตนาของนาง จึงได้เอ่ยขอโทษออกมา แต่ก็ยังเต็มไปด้วยความมีอารมณ์ขันอยู่
“เฮ้อ! ช่างเื่ข้าเถอะน่า!”
แม้จะขอโทษแต่กลับรู้สึกไม่ได้รับความจริงจังในคำนั้น ทำให้นางยิ่งรู้สึกไม่พึงใจเข้าไปใหญ่ จนเริ่มหนัาหนีเยากั๋วซ่านที่เหมือนกับกำลังสนุกที่ได้แหย่เ้าหญิงหิมะแห่งหอการค้าจงอยู่ไม่น้อย
“เื่เ้าสิน่ารู้ยิ่งกว่า! เ้ามีเื่อันใดกับชางก้วนจุนกันแน่! เกลียดกันถึงปานจะฆ่าแกงกันได้เลยรึ!?”
ขณะที่กำลังหันหน้าหนีอย่างไม่พอใจ นางก็นึกถึงคำถามหนึ่งที่สามารถพลิกกระแสบทสนทนาไปได้อย่างสิ้นเชิง มันจึงทำให้เค่อฉิงหันกลับมาแล้วยิงคำถามไปด้วยสีหน้าจริงจังพร้อมน้ำเสียงกระโตกกระตากไม่น้อย ราวกับ้าจะกลับความทีเล่นทีจริงของเยากั๋วซ่านให้หายไป
และมันก็ได้ผล เพราะรอยยิ้มที่มีประดับใบหน้าค่อย ๆ เริ่มจางลงไป มีแต่ความเรียบนิ่งไปจนถึงบรรยากาศตึงเครียดที่แผ่ออกมาจากร่างของเขา แม้แต่หมั่นโถวที่กำลังฉีกกินอยู่ยังถูกหยุดมือเอาไว้ ดั่งไม่ได้มีอารมณ์จะทานต่อ
“ขะ ข้า.. ขอโทษ ข้าไม่น่าพูดเลย-”
“ไม่หรอก ช่วยข้ามาจนถึงขนาดนี้ เ้าจะอยากรู้ก็มิใช่เื่แปลก”
ความรู้สึกตึงเครียดนั้นส่งผ่านมาถึงเค่อฉึงจนนางรู้สึกผิดจนแทบจะลุกขึ้นก้มหัวขออภัย นางลืมไปว่าตอนที่ชางก้วนจุนพูดเหยียดหยามไว้ก่อนหน้านี้มันส่งผลต่อเยากั๋วซ่านถึงเพียงใด แต่อีกฝ่ายก็ดูไม่ได้เจ็บช้ำน้ำใจแต่อย่างใด ซ้ำยังพูดเห็นด้วยว่าไม่แปลกแต่อย่างใดที่นางจะถาม
“...งั้น ข้อขอถามอีกครา มันเกิดเื่อะไรขึ้นระหว่างพวกเ้ากันแน่?”
พอได้ยินประกาศิตอนุญาติเช่นนี้ นางจึงได้ตัดสินใจเอ่ยถามออกไป แม้สีหน้าจะยังเต็มไปด้วยความกังวลอยู่ไม่น้อยก็ตาม ส่วนฟากฝั่งของผู้ถูกถาม ทำเพียงแค่นั่งนิ่ง ๆ รอฟังคำถามอย่างตั้งใจ พร้อมกับดวงตาที่ค่อย ๆ หลุบลงราวกับคิดย้อนถึงเื่ราวในอดีต