บทที่ 17 หาเงินได้ห้าหยวนสามเหมา
เช้าวันรุ่งขึ้น เสิ่นเสี่ยวเยว่แบกตะกร้าใบใหญ่ขึ้นเขาอีกครั้ง
เธอเดินไปยังจุดที่ผักกูดขึ้นอยู่อย่างคุ้นเคย เด็ดมันมาจนเต็มตะกร้าจึงหยุด
หลังจากเด็ดเสร็จแล้วก็คิดอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ตัดสินใจเด็ดมาอีกจำนวนมากเก็บไว้ในพื้นที่มิติ เพื่อจะได้ไม่ต้องวิ่งไปวิ่งมาในภายหลัง
โดยปกติคนงานจะเลิกงานประมาณสี่โมงถึงห้าโมงเย็น เธอต้องทำอาหารให้เสร็จและไปตั้งแผงขายที่บริเวณโรงงานก่อนเวลานั้น
เมื่อกลับถึงบ้าน เสิ่นเสี่ยวเยว่ก็ลวกผักกูดป่าและผักกาดขาวที่หั่นไว้ก่อน ระหว่างรอให้ผักเย็นลง เธอก็หั่นแตงกวาและแครอทเป็เส้นใส่โถเล็กสองใบ ผักพวกนี้ไม่ต้องต้ม กินสดก็อร่อย ยิ่งกว่านั้นยังกรอบและสดชื่น
จุดเด่นอยู่ที่การปรุงน้ำยำ
ก่อนอื่นใส่ต้นหอมซอย กระเทียมสับ งาขาว พริกขี้หนูและพริกป่นลงในชาม แล้วราดด้วยน้ำมันร้อนที่เคี่ยวไว้หนึ่งช้อนใหญ่ เพื่อดึงกลิ่นหอมของเครื่องปรุงออกมาให้เต็มที่
จากนั้นเติมซีอิ๊วขาว น้ำส้มสายชูหมัก และน้ำมันหอย สุดท้ายใส่เกลือและน้ำตาลทรายลงไปเล็กน้อย
น้ำยำที่อร่อยจนต่อให้เอาไปกินกับพื้นรองเท้าก็ยังอร่อย ก็เสร็จเรียบร้อยแล้ว
วันนี้เป็วันแรก เสิ่นเสี่ยวเยว่จึงไม่กล้าทำมากเกินไป เธอคลุกเคล้าผักกับน้ำยำที่เตรียมไว้ใส่ไว้ในโถเคลือบใบใหญ่สองใบ แล้วค่อย ๆ เทน้ำยำที่เหลือใส่ขวดใบใหญ่แล้วปิดฝาให้แน่น
เมื่อคืนซุนหลานกับสวี่หนิงจิ้งช่วยกันสานตะกร้าไม้ไผ่ให้เธอทั้งคืน ด้านในปูฟางข้าวหนา ๆ ไว้เมื่อวางโถใหญ่สองใบลงไปก็ยังมีที่ว่างเหลืออยู่
"เตรียมเสร็จหรือยัง?"
ซุนหลานขอลา่บ่ายเพื่อกลับมาช่วยเสิ่นเสี่ยวเยว่
"เกือบเสร็จแล้วค่ะ"
เสิ่นเสี่ยวเยว่ใส่ขวดน้ำยำ ตะเกียบ และกระดาษน้ำมันอีกหนึ่งปึกลงไป ดูแน่นเต็มพอดี
ซุนหลานพยักหน้า "งั้นเราไปกันเถอะ ถ้าไปช้าจะไม่มีที่ดี ๆ เหลือแล้ว"
การไปสองคนจะปลอดภัยกว่า อีกอย่างระยะทางไปโรงงานเหล็กก็ไกลพอสมควร การที่มีสองคนสลับกันปั่นจักรยานก็จะไม่เหนื่อยมากนัก
แม้ว่าจะไม่ไกลเท่าครั้งที่แล้ว แต่ก็ต้องใช้เวลาปั่นประมาณหนึ่งชั่วโมงครึ่ง
โรงงานเหล็กตั้งอยู่บริเวณชานเมือง ผู้ที่อาศัยอยู่แถวนี้ส่วนใหญ่เป็คนงานและครอบครัว ในยุคนี้ คนงานไม่เพียงแต่มีเงินเดือน ยังมีคูปองต่าง ๆ ในกระเป๋า ถือว่าค่อนข้างมีฐานะ จึงมีคนมาทำการค้าขายเล็ก ๆ น้อย ๆ แถวนี้
หลังเลิกงาน คนงานมักี้เีไปซื้อของที่ร้านค้าสวัสดิการของรัฐที่อยู่ในตัวอำเภอ จึงมักเลือกซื้อผักที่ชาวบ้านหาบมาขายที่หน้าโรงงาน
เมื่อมาถึงโรงงานเหล็ก คนงานยังไม่เลิกงาน แต่ก็มีคนทยอยมาตั้งแผงขายของริมถนนแล้ว คงเป็คู่แข่งทางการค้า
เสิ่นเสี่ยวเยว่กวาดตามองคร่าว ๆ มีคนขายไข่ ขายปลา รวมถึงขายเนื้อหมูที่เพิ่งชำแหละใหม่ ๆ ...
แต่ไม่มีใครขายอาหารปรุงสุก ดูเหมือนว่าตลาดนี้ยังไม่มีใครบุกเบิก
พวกเธอหาที่วางของ แม่ค้าข้าง ๆ ก็ถามด้วยความสงสัย "น้องสาว พวกเธอขายอะไรเหรอ หอมจัง"
เสี่ยวเยว่ก็ไม่ได้ปิดบังอะไร "นี่เป็ยำผักสดค่ะ รสชาติสดชื่นและช่วยแก้เลี่ยน คุณป้าจะลองชิมสักหน่อยไหมคะ?"
ป้าคนนี้เป็แม่ค้าขายไข่ นั่งอยู่ตรงนี้เกือบทั้งบ่ายแล้ว อีกทั้งรีบออกจากบ้านจนลืมเอาน้ำมา ตอนนี้กำลังคอแห้งผากมาก เห็นสีเขียวสดของผักแล้วก็อยากลองชิม
"เธอขายยังไงล่ะ?"
เสี่ยวเยว่ยิ้ม "ถ้าเป็ผักหนึ่งอย่างราคาสิบห้าเฟินค่ะ ส่วนแบบผสมมีผักสองอย่างราคายี่สิบเฟิน ส่วนแครอทซอยกับแตงกวาซอยแถมให้ค่ะ ไม่คิดเงิน"
ป้าคนนั้นดูสนใจอย่างเห็นได้ชัด อย่างไรเสียวันนี้ขายไข่ก็ได้กำไรมาหลายหยวนแล้ว จ่ายยี่สิบเฟินก็ไม่เป็ไร
ป้าจึงโบกมือ "งั้นเอาแบบผสมมาหนึ่งชุดจ้ะ"
"ได้เลยค่ะ"
เสี่ยวเยว่คีบผักกูดป่าและผักกาดขาวมาหนึ่งกำใหญ่ แล้วโรยหน้าด้วยแตงกวาซอยกับแครอทซอยอีกหนึ่งชั้น สุดท้ายราดน้ำซอสเล็กน้อยแล้วคลุกเคล้าให้เข้ากัน ห่อด้วยกระดาษน้ำมันส่งให้
ส่วนซุนหลานรับหน้าที่เก็บเงิน
ป้าคนนั้นพยักหน้าพลางเคี้ยวไปด้วย "ยำผักของเธอทำได้ไม่เลวเลยนะ ทั้งหอมและกรอบด้วย"
พอมีคนแรก ก็ย่อมมีคนที่สองตามมา
ตอนนี้คนที่มาซื้อของส่วนใหญ่เป็แม่บ้านที่ถือตะกร้าผัก พวกเธอยืนลังเลอยู่หน้าแผง
ถึงอย่างไรพวกเธอก็ไม่เคยกินของพวกนี้มาก่อน ใครจะรู้ว่ามันอร่อยหรือเปล่า
แต่แม่ค้าที่อยู่แผงข้าง ๆ ก็ดูกินน่าอร่อยดี
เสิ่นเสี่ยวเยว่ร้องเชิญชวนอย่างกระตือรือร้น "มาดูมาชมกันก่อนได้นะคะ ยำผักสดกรอบอร่อย ทั้งเยอะทั้งสะดวก มีให้ลองชิมก่อนด้วยนะคะ"
พอทุกคนได้ยินเท่านั้น ดวงตาก็เป็ประกายวาบขึ้นมา
ได้ลองชิมก่อนนี่นา ไม่รีบคว้าโอกาสก็โง่แล้ว!
หญิงสาวคนหนึ่งเดินเข้ามาถาม "สามารถลองชิมก่อนได้จริง ๆ หรือคะ?"
เสิ่นเสี่ยวเยว่ ไม่พูดอะไรมาก เธอหยิบตะเกียบคีบผักใส่ชามแล้วพูดว่า "เชิญชิมได้เลยค่ะ เป็ผักกูดป่าสด ๆ "
หญิงคนนั้นใช้มือหยิบขึ้นมาชิมคำหนึ่ง อร่อยจนต้องพยักหน้าหลายครั้ง
"ขอผักแบบนี้สองชุดค่ะ"
"ได้เลยค่ะ"
เสิ่นเสี่ยวเยว่ ส่งห่อกระดาษน้ำมันให้ ลูกค้าคนต่อไปก็เข้ามาต่อทันที
ซุนหลาน มองดูเสิ่นเสี่ยวเยว่ที่ทั้งกระตือรือร้นและใจกว้างด้วยความงุนงง ยังตั้งรับไม่ทันอยู่บ้าง
ง่ายขนาดนี้เลยหรือ?
ขายได้แล้วเหรอ?
แต่ความคิดของเธอถูกขัดจังหวะด้วยเสียงของเสิ่นเสี่ยวเยว่ "แม่คะ อย่าลืมทอนเงินนะคะ"
"ได้ ๆๆ "
ซุนหลานรีบกลับไปทำงานของเธอต่อ แต่เธอรู้สึกว่างานที่เธอทำในตอนนี้มีความสุขมากกว่าตอนที่ทำงานในไร่เสียอีก
ลูกค้ากลุ่มสุดท้ายเป็คนงานจากโรงงานเหล็ก ทุกคนต่างก็หิวกันหลังเลิกงาน พวกที่โสดก็ต้องกลับไปทำอาหารกินเอง พอเห็นอาหารที่สะดวกแบบนี้ก็ให้เสิ่นเสี่ยวเยว่ตักใส่กล่องข้าวเลย ไม่ต้องใช้กระดาษน้ำมันด้วยซ้ำ
ยำสองโถใหญ่ขายหมดเกลี้ยงในวันแรก แม้แต่คนที่มาช้าก็ซื้อไม่ทันแล้ว ได้แต่เสียดายกลับไป
ตอนเลิกขาย ฟ้าก็เริ่มมืดแล้ว
เสิ่นเสี่ยวเยว่ปั่นจักรยาน ให้ซุนหลานนั่งซ้อนท้ายกลับบ้าน
ซุนหลานครุ่นคิดอยู่นาน สุดท้ายก็อดถามไม่ได้ "เสี่ยวเยว่ ลูกรู้วิธีทำการค้าแบบนี้ได้ยังไงน่ะ?"
"ก็...หนูก็ลองดู โชคดีที่ได้ผลดีนะคะ"
ความจริงแล้ว เสิ่นเสี่ยวเยว่ก็อธิบายไม่ถูกเหมือนกัน เพราะเธอเห็นวิธีการค้าขายของแม่ค้าตามที่ต่าง ๆ มามากในชีวิตก่อน เลยลองทำตาม
ซุนหลานกลับคิดลึกไปกว่านั้น
โดยทั่วไปแล้วคนชนบทที่มาทำการค้า เวลาเจอคนในเมืองมักจะรู้สึกด้อยกว่า พูดจาก็ติดขัด เหมือนแผงขายของข้าง ๆ พวกเธอวันนี้
ที่แม้แต่จะต่อรองราคาก็ยังไม่กล้า
แต่เสิ่นเสี่ยวเยว่นั้นต่างออกไป เธอดูเป็ธรรมชาติ มีการโต้ตอบกับลูกค้า บางครั้งยังลดราคาและแถมให้ลูกค้าไปด้วย
เธอชื่นชมความมั่นใจในตัวลูกสะใภ้มาก และตัดสินใจจะให้ลูกสาวได้มาเรียนรู้กับพี่สะใภ้เพิ่มเติมบ้าง
ตอนที่พวกเธอกลับถึงบ้าน ท้องฟ้าก็มืดสนิทแล้ว
วันนี้มีคนเอาขาหมูสองชิ้นที่ขายไม่ออกมาแลกกับยำของพวกเธอไปปริมาณใหญ่ พวกเธอเลยตั้งใจว่าจะเอามันมาทำกินในคืนนี้
ขาหมูไม่มีเนื้อติด ตอนนี้ไม่มีใครอยากได้มัน แต่ก็ไม่เป็ไรเพราะเสิ่นเสี่ยวเยว่นั้นทำอาหารเป็
แต่เมื่อพวกเธอกลับถึงบ้าน ก็พบว่ามีอาหารที่ร้อนระอุเตรียมรอพวกเธอไว้อยู่แล้ว
คุณพ่อสวี่ที่เห็นซุนหลาน ภรรยาของเขากลับมา ก็รีบเข้าไปถามทันที "เป็ไงบ้าง เหนื่อยไหม?"
ซุนหลานยิ้มพลางส่ายหน้า
สวี่หนิงอันก็เดินเข้ามารับตะกร้าจากมือของเสิ่นเสี่ยวเยว่ แล้วลองยกชั่งน้ำหนักดู
"ขายหมดแล้วเหรอ?"
ซุนหลานรีบตอบทันที "แน่นอนอยู่แล้ว เสี่ยวเยว่เก่งมาก ขายหมดเกลี้ยงในเวลาไม่นานเลย"
เสี่ยวเยว่แอบขำเล็กน้อย เธอเดินไปล้างมือแล้วเร่งแม่สามี "แม่คะ มากินข้าวกันเถอะค่ะ"
"มาแล้ว ๆ "
อาหารที่คุณพ่อสวี่และลูก ๆ ช่วยกันทำนั้นธรรมดามาก แต่เสี่ยวเยว่ยังเหลือน้ำยำอยู่บ้าง พอราดลงบนไป อาหารที่เดิมจืดชืดก็กลายเป็น่ากินขึ้นมาทันที
สวี่หนิงจิ้งกินอย่างเอร็ดอร่อย ถึงขนาดเลียตะเกียบจนสะอาด แต่ก็ยังรู้สึกเสียดายอยู่ จึงพูดออกมาแ่เบา คล้ายพูดกับตัวเองเท่านั้น
"วันนี้ยังไม่ได้กินยำที่พี่สะใภ้ทำเลย แถมยังอยากกินเนื้อด้วย..."
เสี่ยวเยว่ที่ได้ยินจึงพูดออกมาลอย ๆ "พรุ่งนี้เราจะกินเนื้อกัน"
สวี่หนิ่งจิ่งใ เธอแค่พูดไปตามความรู้สึกเท่านั้น ไม่ได้คิดจะกินจริง ๆ
"พี่สะใภ้ หนูแค่พูดเล่นนะคะ"
สมัยนี้เนื้อแพงมาก ไม่ใช่ว่าจะอยากกินเมื่อไหร่ก็กินได้
ซุนหลานเห็นท่าทางขลาด ๆ ของลูกสาว ก็รู้สึกจุกในอก ลำคอตีบตัน ดวงตาร้อนผ่าว
เด็กคนนี้ ั้แ่เด็กก็ไม่เคยได้กินอะไรดี ๆ เลย
"เชื่อพี่สะใภ้เธอเถอะ" ซุนหลานตัดสินใจอย่างเด็ดขาด
ใบหน้าของคุณพ่อสวี่ประดับไปด้วยรอยยิ้มเต็มหน้า
"ดูเหมือนว่าวันนี้พวกเธอจะทำผลงานได้ดีนะ แต่คงจะเหนื่อยมากแน่ ๆ คืนนี้เื่ล้างจานชามให้พวกเราจัดการกันเองเถอะ พวกเธอก็ไปพักเถอะ"
เสิ่นเสี่ยวเยว่รู้สึกอบอุ่นในใจ ใน่เวลาแบบนี้ที่ได้แต่งงานเข้ามาในครอบครัวที่อบอุ่นขนาดนี้
ไม่อาจบอกว่าโชคร้ายได้เลย
หลังจากกินข้าวเสร็จ ซุนหลานและเสิ่นเสี่ยวเยว่ก็เริ่มนับเงินที่หาได้วันนี้ในห้องของซุนหลาน
เสิ่นเสี่ยวเยว่ไม่เคยเห็นธนบัตรย่อยมากมายขนาดนี้มาก่อน ทั้งหนึ่งเฟิน ห้าเฟิน หนึ่งหยวน... นับแล้วค่อนข้างลำบากจริง ๆ
น่าเสียดายที่การขายของพวกนี้ไม่ได้คูปองแลกข้าวและผ้ามา ได้แค่เงินเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น
ซุนหลานนับเงินอย่างคล่องแคล่ว ดวงตาก็เป็ประกายวาววับขณะนับเงินไปด้วย
เสิ่นเสี่ยวเยว่คำนวณในใจ วันนี้ขายไปประมาณสามสิบชุด คาดว่าน่าจะได้สักไม่กี่หยวน
ซุนหลานนับเสร็จแล้ว สูดหายใจลึกอยู่หลายครั้งเพื่อระงับความตื่นเต้นในใจ
"เสี่ยวเยว่ วันนี้พวกเราได้เงินทั้งหมดห้าหยวนสามเหมา!!"