และแล้วก็ครบกำหนดเวลา5วัน…
ศิษย์หลายคนเองเริ่มออกจากการปิดด่าน มาพร้อมบรรยากาศขุ่นมัว หนักอึ้งแผ่ขจรขจาย ให้ทุกผู้คนรับรู้ได้ทันที
ทว่าท่ามกลางแรงกดดันนั้นหลินอวิ๋น กลับยังคงเอนกายอยู่บนโขดหินใหญ่ข้างป่าไผ่สายลมวสันต์พัดผ่านเส้นผมของเขาอย่างแ่เบาให้ปลิวไสว
เขาหาวหวอดออกมาอย่างเกียจคร้าน พลางขยับกายบิดี้เี ด้วยท่วงท่าที่ไร้ซึ่งความกังวล
เหล่าศิษย์ที่ผ่านมาเห็น ต่างพากันมองด้วยสายตาแปลกประหลาด บางคนถึงกับแค่นเสียงเยาะเย้ย ในความเกียจคร้านของเขา
ทว่าหลินอวิ๋นเพียงสั่นศีรษะอย่างเงียบงันเท่านั้น ที่ยังไม่เข้าใจการแสดงสีหน้าของมนุษย์
เมื่อลุกขึ้นยืนเต็มความสูง มองทอดสายตายาวออกไป
ที่ลานกว้างหน้าจัตุรัสกลางสำนัก เหล่าคณาจารย์ฝึกสอนหอยุทธ์ต่างๆ เริ่มมารวมตัวกันอย่างพร้อมเพรียง ท่ามกลางความตึงเครียดที่พุ่งสูงจนถึงขีดสุด
พวกเขาเฝ้ารอคอย... การมาเยือนของ ‘สำนักสยบหล้า’
พริบตาทันใดนั้นแสงตะวันดาราสาดแสงแรกของวันเจิดจ้า โผล่พ้นขอบฟ้าเหนือขุนเขาสูงทอดตัวยาวของแคว้นต้าเหยียน ก็ราวกับทั้งแผ่นดิน ผู้คนหยุดการหายใจลงไปเสี้ยวขณะหนึ่ง
ชนิดพร้อมเพรียงกันโดยมิได้นัดหมาย
เมื่อเสียงสั่นะเืเคลื่อนกองพลดังกึกก้องฟ้า ตึง! ตึง! ตึง! จากขุมกำลังมหาอำนาจ ตรงเข้าประชิดชายแดน แคว้นต้าเหยียน
ร่างขี่สัตว์อสูรน่าคร้ามเกรง จอมยุทธ์ยืนบนกระบี่บิน พร้อมสภาวะพลังกล้าแกร่ง แผ่จิตสังหาร มีปรากฏให้ผู้คนเห็นอยู่ทั่วเขตรอบกำแพงชายแดน
เหล่าทหารประจำการถือหอกศาสตราวุธในมือไว้มั่น ยังต้องลอบปาดเหงื่อเย็น ออกจากบนใบหน้าของพวกเขา ขึ้นมากันถ้วนหน้าแล้ว “นี่หรือขุมพลังใหญ่ของสำนักสยบหล้า”
“มันจะน่าหวาดกลัวเกินไปแล้วนะ!” ผู้คนซุบซิบ พร้อมความหวั่นไหวภายในใจก่อตัวขึ้นมาอย่างรุนแรง
ข้อนี้ไม่เว้นแม้แต่ขุนพลประจำการเขตด่านหน้า ยังลอบปาดเหงื่อเย็น น้อยๆ ครั้นรับรู้เหตุการณ์ต่อจากนี้ไป ขึ้นอยู่กับผู้มีอำนาจภายในแล้ว
ว่าแคว้นต้าเหยียนจะถูกเหยียบจมดิน ไม่หลงเหลือชื่อไว้ หรือจะรอดพ้นหายนะ ที่แทบเป็ไปไม่ได้ครั้งนี้ ออกไปราวปาฏิหาริย์
ครั้นทุกสายตามองขึ้นไปบนท้องฟ้าสูง เห็นกลุ่มผู้ฝึกยุทธ์สำนักสยบหล้า เหยียบย่างกรายดาบเล่มใหญ่ น่าคร้ามเกรงจุผู้คนเคลื่อนไหว เข้าไปยังเขตใจกลางแคว้น
ฟิ้ว! ครืน!
ขณะสายตาหลายผู้คนถูกดึงดูดไปที่เกี้ยวนั่งวิจิตรงดงาม สายหนึ่งลอยเด่นอยู่เื้ัผ้าม่านปลิวไสว หายลับตาให้ผู้คน อกสั่นขวัญแขวน
ทว่าไม่มีผู้ใดภายในนั้นแม้แต่จะปรายตามองเหล่าจอมยุทธ์ของสำนักเมฆาศูนย์ที่ยืนรอต้อนรับพวกเขา
เมื่อมาถึงสำนักเมฆาศูนย์
ร่างของเ้าสำนักสยบหล้าในชุดคลุมขนจิ้งจอก ผู้มีแววตาเ้าเล่ห์ดั่งมารร้าย ก็ก้าวลงมาจากกระบี่บิน ด้วยท่าร่างประหลาดราวกับภูตผี
วูม!
เขาเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงเหน็บแนมที่แฝงไปด้วยจิตสังหาร “ช่างน่าประหลาดใจ... ดูเหมือนสำนักเมฆาศูนย์ จะเตรียมงานเลี้ยงต้อนรับพวกเราไว้อย่างดิบดีเลยสินะ!”
ชายชราหัวเราะ ฮี้ๆ เมื่อััได้ถึงกลิ่นคาวเืที่คละคลุ้งอยู่ในอากาศของสำนักก่อนหน้านี้
ส่วนนี้เองพวกศิษย์สำนักเมฆาศูนย์ตั้งแถวต้อนรับหน้าบึ้งตึง พวกเขาต่างก็รู้ดี ‘เ้าสำนักสยบหล้า’ ไม่ได้้านำพาศิษย์มาแลกเปลี่ยนประลองฝีมือกับพวกเขาแต่อย่างใด
แต่้าบดขยี้พวกเขาจากภายใน ให้ไม่เหลือซากมากกว่า
หลินอวิ๋น มองผู้มาเยือนเต็มเปี่ยมไปด้วยความเย่อหยิ่ง ท้าทายในสายตาคมกล้าที่พวกเขาทยอยพลิ้วกายลงมา
เ้าสำนักเถียนซู่หน้ากระตุก แต่ก็รีบควบคุมอารมณ์ ก่อนจะผายมือด้วยรอยยิ้มที่ฝืนทำ “เชิญ... สนามประลอง รอทุกท่านอยู่เบื้องหน้าแล้ว”
ทั้งสองฝ่ายต่างเดินนำหน้ากันไป โดยมีสายตาของคณาจารย์และศิษย์ทั้งสองสำนักจ้องเขม็งเข้าใส่กันอย่างไม่ปิดบัง
อายสังหารพลุ่งพล่านจนอากาศรอบข้างหนาวเหน็บ ชนิดหายใจยากลำบากขึ้นมา
มีแม้กระทั่งบางคน ทำท่าปาดคอ ข่มขู่ศิษย์ของอีกฝั่ง ชนิดไม่ปิดบังเจตนาการมาเยือนของคนสำนักสยบหล้ากันแล้ว “พวกเ้าตายแน่!”
“เตรียมคอโสโครก ของพวกเ้าไว้ให้ ดี ดี ล่ะ!”
ระหว่างที่หลายคนทยอยนั่งที่นั่งกิตติมศักดิ์ บรรยากาศพูดคุย เต็มไปด้วยความตึงเครียดแทบจะหยุดหายใจในทุกคำพูดของ เ้าสำนักทั้งสอง ‘เป็ที่จับจ้องทุกสายตาตอนนี้แล้ว’
แต่ในตอนนั้นทุกคนนั่งลงด้วยแรงกดดันมหาศาล
หงเยว่ที่นั่งอยู่ข้างหลินอวิ๋น นางก็อดไม่ได้ที่จะถามด้วยความสงสัย “หลินอวิ๋น... เ้าดูแปลกไปจริงๆ เ้าเป็อะไรไปหรือเปล่า?”
เกรงว่าตอนนี้คงจะมีแต่ตัวของ หลินอวิ๋น เท่านั้น ที่ไม่ได้แสดงสีหน้า ท่าทีใดออกมา
ซึ่งหลินอวิ๋นตอบแค่ประโยค สั้นๆ “ก็ไม่มีอะไรนิ” เมื่อมองตาเยว่หง ก็เหมือนหลินอวิ๋น อยากจะยื่นสัญญาหมั้นหมาย คืนตัวของอีกฝ่าย ที่เขาไม่สามารถทำให้ได้อย่างแน่นอน
‘คงยังไม่เหมาะสม สำหรับตอนนี้ ซินะ’ หลินอวิ๋นเริ่มเรียนรู้การเป็มนุษย์ อ่านสถานการณ์เบื้องหน้า เขาก็ปล่อยให้ความคิด นั้นไหลผ่านไปก่อน
สายตาของเขาทอดมองไปยังเกี้ยวนั่งไม้จันทน์หอม ลอยอยู่กลางอากาศ โดยมีนกอสูร ‘จูเสวี่ยน’ สยายปีกเพลิงลากเกี้ยวนั่งมา อย่างองอาจ
หลินอวิ๋นเผยความใ เล็กๆ ขึ้นมา “คนผู้นั้นพลังของเขา อย่างไรกันแน่?” เมื่อััพลังที่คล้ายกันได้
แต่อย่างไรหลินอวิ๋น ก็ได้เืเนื้อจากผู้คน ภายในสำนักเมฆาศูนย์ หล่อเลี้ยงก่อกำเนิดจิตนึกคิดขึ้นมา
เขาจะกล่าวพึมพำ เบาๆ “ช่วยเหลือตอบแทนพวกเขาหน่อย ก็ถือว่าไม่มีอะไรต้องติดค้างกันแล้ว…กระมัง?”
ส่งให้บางคนได้ยินคำพูดแปลกๆ ของหลินอวิ๋น แอบเหลือบมองไปที่ชายหนุ่มหน้านิ่ง ดูไม่ยินดียินร้ายต่อโลกหล้าทันที
“หืม! หมายความว่าอย่างไรกัน?” แต่ก็ไม่ใช่เวลาพวกเขามาหาคำตอบจากหลินอวิ๋นตอนนี้…