“อ้าวทั้งสองคน...ทำไมลงมาด้วยกันล่ะ?” พี่เมย์ที่อยู่ชั้นล่างถาม ใบหน้าของเธอขมวดเป็นปมมุ่นเมื่อเห็นบาสกับพี่ทรายลงมาด้วยกันพี่น้ำที่กำลังเปิดตู้เย็นถึงกับชะงักค้างกับสิ่งที่เห็น เธอเกือบจะทำโยเกิร์ตในมือหล่นลงพื้น
พี่ทรายที่ลงมาไม่คิดจะอธิบายอะไร ดูเหมือนว่าเธออยากจะให้บาสเป็นคนพูดมากกว่าบาสถอนหายใจดังเฮือก จะอย่างไรซะเราๆก็คนกันเองอยู่แล้ว แล้วทำไมเขาต้องอึดอัดล่ะ?
“เมื่อวานนี้ฝนตกไง พี่ทรายกลับบ้านไม่ได้ บาสเลยให้นอนข้างบนน่ะ ก็เป็นอย่างที่เห็น...” แม้จะไม่พูดออกมาหมดเปลือก แต่พี่น้ำกับพี่เมย์ก็พอเดาได้บ้าง ว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อคืนนี้ ทั้งสองทำอะไรไม่ถูก ไม่คิดเลยว่าความสัมพันธ์ของน้องชายกับยายทรายจะถึงขั้นนี้แล้ว ไม่ใช่ว่าทรายเป็นแฟนกับเพลิงเหรอ? พวกเธออยากถามบาสมาก แต่ไว้เดี๋ยวก่อนค่อยถามเพราะตอนนี้มียายทรายอยู่ด้วย
“โอเค....ถ้ายังไงเดี๋ยวบาสไปส่งพี่ทรายก่อนนะ” บาสเมื่อเห็นว่าพี่สาวตาค้างแบบนั้น ก็อยากชิ่งหนีด้วยการไปส่งพี่ทราย บางทีคงทำให้อารมณ์ของพวกเธอดีขึ้นบ้างแต่ว่าพี่ทรายกลับปฏิเสธความหวังดีของเขาเสียได้“ไม่เป็นไรหรอกบาส เดี๋ยวพี่ขับรถกลับไปเอง”“จะดีเหรอพี่...” “ไม่เป็นไรหรอกน่า ตอนนี้ฝนก็หยุดตกแล้ว ถนนแห้งๆ ทางสะดวกขับง่ายจะตาย พี่ไปแล้วนะ เดี๋ยวเย็นนี้เจอกัน” พี่ทรายโบกมือบ๊ายบาย ใส่หมวกกันน็อคแล้วสตาร์ทมอเตอร์ไซค์ออกไปกระทั่งพี่ทรายออกไปลับตา พี่น้ำกับพี่เมย์จึงหันมามองบาส สายตาที่มองมาดูเอาเรื่องไม่น้อย
“บอกพี่มานะว่าเกิดอะไรขึ้น!”“แกทำอะไรพี่ทรายหรือเปล่า”“คงไม่ได้ทำเรื่องอย่างว่าหรอกใช่มั้ย”“ว่ายังไงบาส พี่รอฟังอยู่นะ” ทั้งพี่น้ำพี่เมย์พูดรัวเร็วเป็นชุดอย่างกับปืนกล บาสรีบหมุนตัวจากไป กลับเข้าไปในห้องตัวเอง ตอนนี้เขาอยากอยู่คนเดียว คิดอะไรเงียบๆ
พี่น้ำกับพี่เมย์เคาะประตูสองสามครั้ง ก่อนจะลงไปด้านล่างพี่สาวน้องสาวมองหน้ากัน ก่อนจะซุบซิบนินทาตามประสาผู้หญิง“พี่น้ำว่า ไอ้บาสมันทำอะไรพี่ทรายปะ”“พี่จะรู้เหรอ? แต่ถึงแม้ว่าบาสจะทำแล้วมันจะแปลกยังไง”“พี่น้ำหมายความว่ายังไง?” “ก็สองคน...เคยคบกันมาก่อนนี่นา ถึงแม้ว่าตอนนี้ยายทรายจะเป็นแฟนเพลิง แต่ถ่านไฟเก่ามันก็คุนะ ยิ่งไปกลับด้วยกันแทบทุกวัน อะไรๆคงเปลี่ยนไป คงกลับมาคบกันอีกล่ะมั้ง...” พี่น้ำเดาถูกแทบทั้งหมดเลย ถ้าหากบาสรู้ว่าพี่สาวเดาแม่นขนาดนี้ คงเปิดสำนักหมอดูให้
“อ้าว...เป็นงี้เองเหรอ? แต่มันก็ผิดอยู่ดีนะ เพลิงเป็นแฟนพี่ทราย...แต่บาสกลับไปแย่งมา นิสัยไม่ดีเลยจริงๆ ชอบแย่งของของคนอื่น สงสัยเมย์ต้องจัดการสักหน่อยแล้ว!” พี่เมย์เท้าเอว เหมือนกับนักเลงพร้อมจะมีเรื่องกับคู่อริ
พี่น้ำจึงปรามๆไปว่า “เรื่องของน้องมัน เมย์อย่าไปยุ่งเลยดีกว่า”“แต่ว่าพี่...”“เมย์!” พี่น้ำมองตาขวาง ก่อนจะเดินไปเปิดทีวีดูแล้วไม่หันมามองพี่เมย์อีก“ก็ได้ ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นเหมือนทุกทีสินะ...” พี่เมย์พยักหน้า ไม่ได้พูดอะไรอีก
บาสที่อยู่ในห้องรู้สึกลำบากใจจริงๆ เขาไม่ได้โทรไปบอกเลิกเอิง เขาไม่กล้าทำแบบนั้น...ไม่อยากได้ยินเสียงเธอในตอนนี้เลย บาสรู้ว่าตัวเองแย่ แต่จะให้ทำไงได้เรื่องทั้งหมดมันเกิดขึ้นไปแล้ว ใจอยากมีเมียหลายคน แต่นี่คือโลกความจริง เขาจะเหมือนกับฮ่องเต้ในนิยายได้อย่างไรที่สามารถเก็บผู้หญิงทุกคนไว้ในอ้อมกอด โดยไม่ได้รับผลกระทบอะไรเลย
บาสส่ายหน้า ขยี้หัวตัวเอง วางเรื่องทุกอย่างลงแล้วเข้าห้องน้ำ ปล่อยให้น้ำจากฝักบัวเย็นๆทำให้หัวคลายลงบ้าง
กริ่ง กริ่ง...เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นหลังออกมาจากห้องน้ำพอดี บาสเอามือลูบริมฝีปาก มองชื่อคนที่ส่งข้อความมา
“จ่อยเหรอ...วันนี้จะมีคนเข้ามาดูหนู และยังเป็นลูกค้าประจำด้วย เธอแต่งตัวเซ็กซี่ ทายสิใครเอ่ย...”นี่คือข้อความที่จ่อยส่งมา
“ลูกค้าประจำ มันก็มีหลายคน แล้วใครกันล่ะ?” ้ตอนนี้ฟาร์มหนูใหญ่กว่าเดิมมาก ใครหลายคนต่างรู้จักฟาร์มหนูของบาส แม้แต่พ่อค้าต่างจังหวัดยังเดินทางมาซื้อหนูของบาส ธุรกิจเลี้ยงหนูนานี่เองที่ทำให้บาสมีรายได้จนสามารถออกรถกระบะเงินสด ส่วนธุรกิจร้านจิ้มจุ่มก็ได้เหมือนกัน แต่หากว่ากันตามจริงแล้วธุรกิจหนูนามีรายได้ที่มากกว่า อีกทั้งลูกจ้างยังมีแค่คนเดียว จึงประหยัดรายจ่ายไปได้เยอะเลย ต่างจากร้านจิ้มจุ่มที่ต้องใช้พนักงานอย่างน้อยสามคน นี่ยังไม่รวมพี่น้ำกับพี่เมย์นะ
“อืมม์....ลูกค้าประจำที่แต่งตัวเซ็กซี่ จากที่คิดดูแล้วคงมีแค่คนเดียว คงเป็นหมอเอ้สินะ” หมอเอ้ที่บาสพูดถึงคือคนที่มาซื้อหนูนาคนแรก เธอมากับพ่อของเธอ ลุงสุวิทย์
ตอนนั้นเห็นว่าลุงสุวิทย์เป็นกังวลมาก กลัวว่าหนูนาที่ลูกสาวซื้อไปย่างจะขาดทุน ขายไม่ได้ แต่พอผ่านมาได้หนึ่งสัปดาห์แล้ว ทุกอย่างกลับพลิกหน้าเป็นหลัง ขายดิบขายดีเวอร์วัง
ยิ่งเป็นหน้าโรงพยาบาลแล้วคนยิ่งเยอะ บวกกับส่วนใหญ่เป็นคนบ้านนอกที่มาหาหมอกันแต่ฟ้ายังไม่สว่าง เห็นว่ามารอรับบัตรคิวตั้งแต่ตี 5 เพื่อตรวจโรค คิดดูสิว่ากว่าจะถึงคิวตรวจต้องใช้เวลานานเท่าไหร่ แม้ว่าจะมาตั้งแต่ตี 5 ก็ตาม และยังมีคนมาก่อนหน้านั้นด้วยซ้ำ จะทำอย่างไรได้ ก็ในเมื่อตรวจฟรี ต้องจำใจยอมรับไป
ด้วยเหตุนี้เอง หนูนาย่างร้อนๆจึงขายดีเป็นพิเศษ ตอนแรกหมอเอ้ขายแค่หนูนาอย่างเดียวเท่านั้น แต่พอนานเข้ามีคนมาถามหาข้าวเหนียวร้อนๆ นั่นจึงเป็นเหตุให้เธอเอาข้าวเหนียวไปขายด้วย ผลที่ได้คือกำไรเป็นกอบเป็นกำ เพราะเหตุนี้เอง หมอเอ้จึงยึดอาชีพย่างหนูนาเป็นอาชีพเสริม เธอจ้างลุงข้างบ้านที่ว่างงานให้มาขาย รายได้ก็สามร้อยกว่าบาทต่อวัน
นับแต่นั้นหมอเอ้จึงกลายเป็นลูกค้าประจำฟาร์มหนูของบาส ลุงสุวิทย์ก็เห็นลู่ทางทำมาหากิน เลยอยากจะเปิดฟาร์มให้ลูกสาว แต่หมอเอ้ปฏิเสธ เธอไม่ได้มีเวลาว่างขนาดนั้น อีกอย่างแค่ซื้อจากฟาร์มาขายก็พอแล้วไม่ใช่เหรอ? ทำไมต้องมาทำฟาร์มเองให้ยุ่งยากด้วย ลุงสุวิทย์เลยไม่เข้ามายุ่ง ปล่อยให้หมอเอ้าทำไป ส่วนแกก็กลับไปเข้าสวนเงียบๆ
เมื่อรู้ว่าวันนี้หมอเอ้จะมาที่ฟาร์ม บาสจึงรีบแต่งตัวแล้วขับรถกลับไปบ้านบ้านของเขายังคงเหมือนเดิม ต่างกันที่ตอนนี้ฐานะดีกว่าเก่า แม้จะเป็นอย่างนั้นบ้านกลับยังเป็นแค่บ้านไม้ธรรมดา ไม่ได้หรูหราเหมือนใครเขา สาเหตุที่เป็นแบบนั้นเพราะว่า บาสปฏิเสธที่จะให้พ่อแม่ทำ เนื่องจากว่าเขารู้ดีว่าทำแบบนั้นไปก็เปล่าประโยชน์ ตอนนี้ลูกในบ้านก็โตกันจนหมดแล้ว เรียนปริญญา อีกไม่กี่ปีคงมีเมียมีผัวกันหมด ถึงตอนนั้นคงออกไปสร้างบ้านใครบ้านมัน แล้วบ้านที่พ่อรุ้งกับแม่หน่อยคิดจะปรับปรุงล่ะใครจะอยู่?
เป็นการเอาเงินไปทิ้งโดยไม่เกิดประโยชน์ นี่คือผลของการทำบ้านใหญ่ๆ แต่สุดท้ายกลับไม่มีใครอยู่ อยู่กันแค่สองเฒ่า เพราะงั้นบาสจึงบอกให้พวกแกเก็บตังค์ไว้ดีกว่า อยากกินอะไรแพงๆก็ซื้อกิน อยากเที่ยวไหนก็ไปกัน ดีกว่ามาสร้างบ้านแล้วไม่มีคนอยู่
เมื่อบาสขับรถมาถึงฟาร์มเลี้ยงหนู เป็นช่วงที่หมอเอ้ขับเข้ามาพอดี แม้ว่าเธอจะเป็นผู้หญิงอายุสามสิบ แต่หากไม่รู้อายุของเธอแล้ว คงคิดว่าเธอเป็นสาววัยยี่สิบห้ายี่สิบหกปี เพราะหน้าคุณหมอเด็กมากเลย
“อ้าวบาส วันนี้อยู่ฟาร์มด้วยเหรอ พี่นึกว่าอยู่แต่จ่อยซะอีก” วันนี้หมอเอ้สวมเสื้อเชิ๊ตสีขาว กางเกงยีนส์ขายาว แว่นกรอบเล็ก ผมดำขลับรวบเป็นหางม้าแม้ว่าเสื้อผ้าที่ใส่จะราคาถูก แต่เป็นเพราะคนที่ใส่จึงดูแพงเป็นพิเศษ นี่สินะคือความต่างของรูปร่างและหน้าตา แม้ว่าคนที่เราคิดว่าสวยแล้ว แต่พออยู่ต่อหน้าหมอเอ้ ทุกคนกลับหมองหม่น ไม่เปล่งประกายเหมือนเธอ
บาสกระแอมครั้งหนึ่ง แม้จะเจอหมอเอ้หลายครั้งแต่ใจยังรู้สึกประหม่าอยู่ดี“เพิ่งมาถึงพร้อมพี่นี่แหละ”“อ๋อเหรอ...” “จริงครับหมอเอ้ บาสอยู่อีกที่หนึ่ง พอผมส่งข้อความไปหาว่าหมอเอ้จะมา เขาถึงกับรีบบึ่งรถมาที่นี่ทันที...” ก่อนที่จ่อยจะพล่ามไปมากกว่านี้ จึงโดนบาสตระหวาดไปซะเสียงดัง“ไอ้จ่อย! เงียบน่า” “ขอโทษครับ”หมอเอ้ยิ้มมุมปาก ทำเหมือนกับไม่ได้ยิน พูดเพียงแค่เรื่องหนูที่จะซื้อเท่านั้น
“ความจริงพี่แค่โทรมาก็ได้นะเดี๋ยวบาสจะเอาไปส่งเอง” บาสบอก ตอนนี้ใครๆก็ใช้โทรศัพท์กันทั้งนั้น และหมอเอ้ก็เอาทีละเยอะๆ บาสสามารถไปส่งให้เธอฟรีๆได้ แต่เธอกลับเลือกมาสั่งเอง จึงทำให้บาสสงสัย
“พี่แค่อยากมาที่นี่น่ะ นั่งมองเถียงนาน้อยๆ บรรยากาศเย็นๆและกลิ่นดินโคลน รู้สึกสดชื่นยิ่งกว่าอยู่กับผู้ป่วยเยอะ” หมอเอ้นั่งอยู่ตรงเถียงนา ตรงนี้ถูกจ่อยทำเป็นไม้ง่ายๆเหมือนกับระเบียง พอให้นั่งได้สองคน
หมอเอ้หลังจากซื้อหนูเสร็จมักมานั่งที่นี่ เอากาแฟที่ซื้อมาจากตลาดดื่มพลางชมวิวพลาง สุขใจอย่าบอกใคร
“ว่าแต่เราเถอะ มีอะไรหรือเปล่า? ต้องการความช่วยเหลือเหรอ พี่ช่วยได้นะ” หมอเอ้เห็นว่าบาสเหมือนมีอะไรบ้างอยากจะพูด แต่ไม่กล้าพูด เธอจึงเปิดประเด็นขึ้นก่อน
บาสมองหน้าหมอเอ้ จากนั้นทอดสายตาออกไปไกล เนิ่นนานจึงเอ่ยว่า
“พี่...บาสอยากได้ครีมกิโล..ราคาถูกๆ” บาสไม่ได้พูดเรื่องพี่ทรายหรือเอิง เพราะนั่นเป็นเรื่องส่วนตัว แม้จะน่ารำคาญไปบ้างแต่ธุรกิจสำคัญกว่าความรัก ไม่มีใครรู้หรอกว่าความรักจะอยู่กับเราไปได้ตลอดมั้ย แต่เงินสิคือของจริง มันอยู่กับเราตลอด ยกเว้นจะใช้จนหมด
“ครีมกิโล? พี่ก็มีเพื่อนที่ขายราคาถูกอยู่นะ บาสจะเอาไปทำอะไรเหรอ” หมอเอ้สนิทกับบาสพอสมควร อาจจะบอกได้ว่าสนิทเกินกว่าลูกค้าทั่วไป ถึงได้อยากรู้ว่าบาสจะเอาครีมราคาถูกไปทำอะไรกันแน่...