"เราแค่พยายามหาทางออกใหม่ๆ ให้ชีวิตคู่ของเรา ไม่ได้หมายความว่าพี่จะไม่รักรตีอีก"เสียงของปพนต์ที่ยังคงดังก้องอยู่ในหู
มารตี รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงที่เริ่มเกิดขึ้นในชีวิตของเธอการเปลี่ยนแปลงที่ปพนต์พยายามผลักดันมาตลอดหลายวันที่ผ่านมา บางครั้งหญิงสาวก็รู้สึกเหมือนกับว่าชีวิตของเธอกำลังจะเดินไปในทิศทางที่แตกต่างออกไปจากสิ่งที่เธอคุ้นเคยแต่คำถามสำคัญที่ค้างคาในใจคือว่า...
เธอพร้อมที่จะก้าวต่อไปข้างหน้าหรือไม่?
แม้ว่ามารตีจะรู้สึกไม่มั่นใจแต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับปพนต์เริ่มเผชิญกับความท้าทายหลายอย่างการที่พวกเขา้าเติมเต็มช่องว่างในชีวิตคู่ด้วยการเปิดใจไปสู่สิ่งใหม่ๆคือความพยายามที่เธอไม่อาจมองข้ามได้
"ฉันก็แค่ไม่อยากให้มันกลายเป็สิ่งที่ทำลายเราน่ะ"เธอพูดเบาๆ กับตัวเองในห้องเงียบๆ
ขณะที่มารตี นั่งคิดถึงคำพูดของปพนต์เธอก็รู้สึกถึงความอบอุ่นจากแสงไฟที่ส่องสว่างในห้องซึ่งทำให้หัวใจของเธออบอุ่นขึ้น แม้ว่าความรู้สึกจะยังคงเป็อะไรที่คลุมเครือและไม่แน่ชัดแต่เธอก็ยังรู้สึกถึงการใกล้ชิดและความรักที่ยังคงแฝงอยู่ในความสัมพันธ์ของพวกเขา
ในขณะที่สาวสวย กำลังตกอยู่ในภวังค์แห่งความคิด ภาพของสามีก็แว่บเข้ามาในหัวของเธอปพนต์เป็ชายผู้ที่เธอเคยรักและยังคงรักอยู่แม้ว่าความสัมพันธ์จะมีการเปลี่ยนแปลงไปบ้างแต่ก็ยังคงมีความเชื่อมโยงที่ไม่สามารถหักล้างได้
"พี่รู้ว่ารตีลังเล..." เสียงของปพนต์ดังเข้ามาในหูของมารตีอีกครั้ง
"แต่พี่อยากให้เราทั้งสองคนมีความสุขถ้ามันสามารถทำให้ชีวิตของเราแตกต่างไปในทางที่ดีขึ้น พี่ก็อยากให้รตีลอง"
คำพูดของปพนต์ยังคงวนเวียนในหัวของมารตี เธอรู้ว่าเขากำลังพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ชีวิตคู่ของพวกเขามีสีสันมากขึ้นแต่เธอก็ไม่อาจปฏิเสธความรู้สึกที่ค้างคาในใจได้เช่นกัน
ในที่สุดมารตี ก็ตัดสินใจเดินไปที่ระเบียงข้างๆ ห้องนั่งเล่นเพื่อนั่งสงบจิตใจ เธอรู้ว่าเธอต้องทำการตัดสินใจ แต่ตอนนี้ เธอแค่้าเวลาให้ตัวเองได้คิด
จากนั้นปพนต์เดินเข้ามาหาเธอเบาๆ และนั่งข้างๆพร้อมกับวางมือบนไหล่ของเธออย่างอ่อนโยน "ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น พี่ยังคงรักรตีเหมือนเดิมนะจ๊ะ"ปพนต์กระซิบข้างหูของภรรยาสาว เสียงของเขาอบอุ่นและเต็มไปด้วยความจริงใจ
มารตี หันไปมองหน้าสามีและเห็นดวงตาที่เต็มไปด้วยความรักและความเข้าใจความรู้สึกที่เธอพยายามหลีกเลี่ยงเริ่มทวีความรุนแรงขึ้นในหัวใจความรู้สึกที่แปรปรวนในจิตใจของผู้เป็ภรรยาเริ่มคลี่คลายไปบ้างเมื่อเธอเห็นความจริงใจในแววตาของสามี
เธอไม่ได้ตอบอะไรออกไปในทันที แต่รู้สึกถึงความอบอุ่นจากััของเขาและในที่สุดก็พยักหน้าเบาๆ เพื่อยืนยันว่าทุกอย่างจะเป็ไปตามที่เธอคิด
"รตีจะลองดู ก็ได้ค่ะ" มารตี พูดเบาๆ
ปพนต์หันไปยิ้มให้เธออย่างอ่อนโยนและค่อยๆ โน้มตัวเข้ามาใกล้ๆ "ขอบคุณที่เชื่อใจพี่นะจ๊ะ"เขากระซิบแ่เบา
หญิงสาว รู้สึกถึงความอบอุ่นที่แผ่กระจายไปทั่วร่างกายรู้สึกว่าความรักที่เธอเคยมีให้สามีกลับมามีค่ามากขึ้นอีกครั้งแม้จะยังไม่แน่ใจทั้งหมด แต่ตอนนี้มารตีก็รู้ว่าตัวเองพร้อมที่จะก้าวไปข้างหน้าและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ที่จะทำให้ชีวิตคู่ของเธอมีความหมายมากขึ้น
ในค่ำคืนนี้ ความรู้สึกของมารตี กับปพนต์ได้เติบโตขึ้นและเป็ไปตามเส้นทางที่ทั้งสองคนต่างหวังไว้
ในตอนนี้มารตี กำลังเผชิญหน้ากับการตัดสินใจครั้งใหญ่ในชีวิตซึ่งเป็การก้าวออกจากความสะดวกสบายของชีวิตคู่แบบเดิมๆ และมุ่งสู่สิ่งใหม่ๆที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน แต่เธอก็เริ่มเห็นถึงความพยายามและความรักของปพนต์ที่พร้อมจะเดินเคียงข้างเธอไปในทุกๆ เส้นทาง
ค่ำคืนนั้น ฝนตกพรำเบาๆคล้ายธรรมชาติจะกระซิบเตือนว่าชีวิตกำลังเดินสู่เส้นทางใหม่เสียงหยดฝนกระทบกระจกหน้าต่างในห้องนอนของมารตี ดังสม่ำเสมอ
ร่างามเปี่ยมเสน่ห์นั่งอยู่ตรงปลายเตียงในชุดนอนผ้าซาตินสายเดี่ยวสีงาช้างบางเบาทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง ดวงไฟจากลานหน้าบ้านสะท้อนเงาฝนพร่างพรายราวกับภาพฝัน
ผู้เป็สามีเดินเข้ามาช้าๆ เขาเพิ่งอาบน้ำเสร็จกลิ่นสบู่หอมสะอาดลอยมากับไอน้ำอุ่นจากตัวเขา "รตี...คิดอะไรอยู่จ๊ะ"
มารตี ไม่ตอบในทันที เพียงหันกลับมามองเขา ดวงตาของหญิงสาวเต็มไปด้วยคำถาม...คำถามที่ไม่อาจหาคำตอบได้ด้วยเหตุผลใดๆ
“พี่ปพนต์คะ…ถ้าทุกอย่างมันเปลี่ยนไป แล้ว...แล้วพวกเราจะยังเหมือนเดิมไหม”
“ถ้ารตียังเป็รตีของพี่…ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เราก็ยังเหมือนเดิม”เขาตอบเสียงนุ่ม มือนั้นเอื้อมมากุมมือเธอไว้ เขาไม่เร่ง ไม่ผลักดันเพียงแค่ยื่นมือและหัวใจให้
มารตี หลับตาลง หายใจช้าๆ ลึกๆ…เธอเหนื่อยล้าเหลือเกินกับการหาคำตอบ หญิงสาวเพียง้าปล่อยให้ตัวเองลอยไปกับกระแสอารมณ์สักครั้ง
“คืนนี้…เรามีนัดกับพวกเขาที่บาร์ริมหาดใช่ไหมคะ”
“ครับ ถ้ารตีไม่พร้อม เราไม่ต้องไปก็ได้ พี่แค่อยากให้รตีรู้ว่า พี่พยายามเพราะพี่ยังอยากจับมือรตีอยู่”
คำพูดนั้น ไม่ได้เพียงปลอบโยนเธอเท่านั้น แต่มันปลุกบางอย่างในตัวหญิงสาว...ความกลัวที่จะสูญเสียความโหยหาที่ถูกเก็บซ่อนไว้ ความปรารถนาที่แม้จะคลุมเครือแต่ก็ค่อยๆ สว่างขึ้นในใจ
เธอลุกขึ้นช้าๆ เดินไปเปิดตู้เสื้อผ้า แล้วหยิบเดรสยาวสายเดี่ยวผ่าข้างสีน้ำตาลเข้มออกมาสวมลงบนร่างกายอย่างเงียบงัน ก่อนจะหันมาหาปพนต์
“เราจะไป…เอ่อ...แค่ดูเฉยๆ ใช่ไหมคะ”
ปพนต์ยิ้มอย่างอบอุ่น “ครับ พี่จะอยู่ข้างรตีทุกวินาที”
ณ บาร์ริมหาด...คืนของการเปิดใจ...
เสียงคลื่นซัดฝั่งเบาๆท่ามกลางแสงเทียนและแสงไฟสลัวที่ตกกระทบกับผิวทรายทำให้บรรยากาศอบอวลไปด้วยความเย้ายวนและอิสระภาพโต๊ะริมสุดติดชายหาดถูกจับจองโดยคู่รักสองสามคู่ ทั้งหมดล้วนแต่งตัวดีและยิ้มให้กันอย่างเปิดเผย
มารตี นั่งเคียงข้างปพนต์ จิบไวน์แดงช้าๆ พลางฟังเสียงหัวเราะเบาๆของผู้คนรอบตัว คู่หนึ่งดูจะเป็หญิงสาวรูปร่างสูงโปร่งผมสั้นกับสามีวัยใกล้เคียงกับปพนต์อีกคู่กลับเป็ชายหนุ่มอายุน้อยกับหญิงสาวที่มีแววตาเปล่งประกายเ้าเล่ห์
หญิงสาว รู้สึกเหมือนอยู่ในอีกโลกหนึ่ง โลกที่เต็มไปด้วยเส้นบางๆระหว่างศีลธรรมกับเสรีภาพ…แต่เธอก็ยังอยู่
หญิงสาวคนหนึ่งเดินเข้ามาใกล้ เธอแนะนำตัวว่า “ประภาวี”
ศิลปินสาวอิสระ อายุน้อยกว่ามารตี ไม่กี่ปี ผมสีเข้มถูกมัดขึ้นหลวมๆในชุดแม็กซี่เดรสลายโบฮีเมียน ที่เว้าลึกและสั้นมาก...สั้นจนมองเห็นขอบบิกินี่ลายลูกไม้บนขาอวบที่ซ่อนอยู่ภายในทุกครั้งที่ก้าวเดิน เธอมีรอยยิ้มละมุน และสายตาที่ซ่อนความกล้าไว้อย่างชัดเจน
“คุณรตี…ดูไม่ค่อยคุ้นกับที่แบบนี้เลย นะคะ”
“ใช่ค่ะ” มารตี ยิ้มเก้อ
“ไม่ต้องกังวลไปนะค่ะ ที่นี่…ไม่มีใครตัดสินใคร”
คำพูดนั้นทำให้หญิงสาว หายใจคล่องขึ้นเล็กน้อย เธอจิบไวน์อีกอึกดวงตาจ้องไปที่เงาที่เคลื่อนไหวข้างหน้า ในใจค่อยๆ คลายปมแน่นออกที่ละน้อย
มารตีไม่รู้ว่าคืนนี้จะจบลงแบบไหนแต่อย่างน้อยที่สุด…เธอก็ไม่ได้อยู่คนเดียวในการเดินทางครั้งนี้
เสียงดนตรีบอสซาโนวาเบาๆจากนักดนตรีมุมบาร์คลอไปกับเสียงคลื่นและบทสนทนาเบาๆ ของผู้คนรอบตัว
โต๊ะที่มารตี และปพนต์นั่งถูกห้อมล้อมด้วยบรรยากาศอบอุ่นแต่เร้าอารมณ์จากการเปิดใจและการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของแต่ละคู่
ประภาวี...หญิงสาวศิลปินเ้าของรอยยิ้มละมุนทอดสายตาไปยังมารตี ด้วยความสนใจระคนเอ็นดู
“คุณรตีดูเหมือนคนที่มีเื่มากมาย ในใจนะคะ”
“อาจจะใช่ค่ะ...ฉันแค่ยังไม่คุ้นกับการอยู่ในที่ ที่คนมองเื่แบบนี้เป็เื่ปกติน่ะค่ะ”มารตี ตอบเรียบๆ พร้อมยกแก้วไวน์จิบอีกครั้ง
“บางที…เราไม่ได้กลัวมันหรอกค่ะ แค่ยังไม่กล้ารู้สึกกับมันจริงๆเท่านั้น”
คำพูดนั้นตกกระทบหัวใจเธอเหมือนหยดน้ำในทะเลสาบที่สงบนิ่ง มารตี เงียบไปดวงตาเริ่มหลบ ไม่ใช่เพราะไม่พอใจ...แต่เพราะเธอเริ่ม ‘รับรู้’ มากเกินไป
ประภาวี เอื้อมมือมาััหลังมือเธอเบาๆเพียงปลายนิ้วัั มารตี ก็รู้สึกราวกับร่างกายถูกปลุกให้ตื่นอย่างไม่ทันตั้งตัว
“เราไปเดินเล่นกันไหมคะ...ที่ริมหาด”