ปกป้องข้าที ข้าอ่อนแอ!
13 แมลงทอดคือของโปรด
ไม่ว่าจะชีวิตนี้ หรือชีวิตก่อนหน้านี้ก็ตาม...
ลู่เว่ยหลงก็ยังไม่เคยขี่ม้าแม้แต่ครั้งเดียว
เขายืนอ้ำอึ้งหน้าอาชาสีน้ำตาลตัวเขื่องมาได้สักพักแล้ว นี่เขาจะต้องขึ้นขี่เ้าสิ่งมีชีวิตตัวนี้จริงๆหรือ? วิธีการขึ้นขี่ทำกันอย่างไรหรือ? วิธีบังคับมันให้เดินเล่า? แล้วถ้าตกลงมาแข้งขาหักจะเป็อย่างไร?
เหล่าศิษย์ที่ถูกคัดเลือกมามีจำนวนประมาณสิบห้าคน พวกเขากำลังแยกย้ายกันมัดข้าวของที่จำเป็เข้ากับอานม้าตัวอื่นๆ
ฉินหย่งสือยืนมองลู่เว่ยหลงที่ยืนหลุกหลิกไปมาอย่างใจเย็น
ในที่สุดร่างสูงจึงก้าวเข้ามาใกล้ ใช้สองมือจับเอวบาง ยกตัวลู่เว่ยหลงขึ้นจนคล้ายร่างกายนี้น้ำหนักตัวเบาหวิว
“หวาาาาาา อ๊ะ”
คุณชายลู่ลอยมานั่งบนม้าตัวใหญ่ได้อย่างง่ายดาย ถึงจะใแต่ดวงหน้าค่อยฉายแววตื่นเต้น
ในที่สุดเขาก็ได้ขี่ม้าอย่างเป็ทางการแล้ว สุโค่ยยยย
ลู่เว่ยหลงกำลังดีใจ ก็เห็นฉินหย่งสือทำท่าจะขึ้นมาบนม้าตัวเดียวกันพอดี เขารีบร้อง
“คะ... คุณชายใหญ่!”
ร่างสูงชะงัก หันมามอง
“ท่านจะขึ้นมาบนม้าตัวเดียวกับข้ารึ?”
หมายความว่าจะต้องนั่งเบียดกันบนนี้ไปตลอดทางงั้นรึ? ไม่จริงน่า!
ฉินหย่งสือมองคนหน้าหวาน ก่อนพูดตอบนิ่งๆ
“เ้ารู้วิธีขี่ม้าหรือ?”
“…”
นั่นล่ะฮะ ท่านผู้ชม
เมื่อออกเดินทางมาหลายชั่วยาม ลู่เว่ยหลงจึงเริ่มรู้สึกดีใจที่ก่อนหน้านี้ฉินหย่งสือขึ้นม้าตัวเดียวกันกับเขา
นี่มันฮีทเตอร์ในตำนาน!
อุ่นละมุนตุ้นขนาดนี้ จะให้หลับตอนนี้ก็ยังได้!
ลู่เว่ยหลงหันไปมองศิษย์ทั้งหลายที่ทั้งขี่ม้าอยู่บ้าง เดินอยู่บ้าง
เมื่อเห็นว่าพวกเขาแต่ละคนหนาวจนมีไอออกจากปาก จมูกแดงเถือก เอาผ้าผ่อนที่มีมาพันตัวจนกลมก็ยิ่งรู้สึกดีใจ ก็ร่างนี้ช่างอ่อนไหวต่ออากาศหนาวเสียเหลือเกิน มีฮีทเตอร์ติดตัวแบบนี้ก็ดีแล้วไหนแล้ว!
เดินทางไปจนสองข้างทางเริ่มเป็ปรากฏเป็ป่าทึบขึ้นเรื่อยๆ ถนนหนทางก็เดินลำบากขึ้นทุกที พระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า
“ใกล้ค่ำแล้ว คืนนี้เราจะพักกันตรงนี้ วันพรุ่งจะได้เข้าป่าจันทร์คว่ำใน่กลางวันพอดี”
“ขอรับ”
เหล่าศิษย์รับคำก่อนจะแยกย้ายกันไปหาที่ราบตามข้างทางเพื่อจุดไฟและทำเพิงนอน หางตาลู่เว่ยหลงเหลือบไปเห็นจางฉวนโบกไม้โบกมือ เรียกให้เขาไปทำเพิงนอนพักใกล้ๆกัน
ตอนนั้นฉินหย่งสือก็ชักม้าไปทางซ้าย
จางฉวนจึงโดนร่างใหญ่บดบังหลุดออกจากสายตาของลู่เว่ยหลงไปพอดี
เมื่อเจอที่เหมาะฉินหย่งสือจึงลงจากหลังม้า คว้าเอวบางลอยลงมาจากหลังม้าอย่างง่ายดายอีกครั้ง จิ้นฝานและหงหลิ่นเหวินเดินตามมา
“จิ้นฝาน เหนื่อยหรือไม่?”
คุณชายลู่หันไปถามเด็กรับใช้คนสนิท จิ้นฝานเดินเท้าร่วมกับเหล่าศิษย์มาตลอดทาง
“ไม่เหนื่อยขอรับ คุณชายเหนื่อยหรือไม่?”
ร่างบางส่ายหน้า นั่งอุ่นมาตลอดทางจะเหนื่อยได้อย่างไร
จากนั้นหงหลิ่นเหวินและจิ้นฝานต่างหอบกองไม้แห้งมากองเอาไว้รวมกัน หงหลิ่นเหวินหยิบหินจุดไฟคู่หนึ่งออกมา เขาใช้มันจุดไฟจนกองไม้มีไฟลุกโชน
“เหตุใดจึงไม่ใช้ยันต์จุดไฟ” ลู่เว่ยหลงกระซิบกับจิ้นฝาน
“เพราะยันต์มีราคาแพงและยังหาซื้อได้ยากขอรับ เก็บไว้ใช้ยามฉุกเฉินจะดีกว่า”
ลู่เว่ยหลงจึงถึงบางอ้อ จะเอายันต์มาใช้จุดไฟก็ดูจะสิ้นเปลืองไปหน่อย
เขามองไปเห็นศิษย์บางกลุ่มที่จุดไฟอยู่ไม่ไกลนัก ทางนั้นก็เริ่มตระเตรียมพื้นที่แล้วเช่นกัน แต่ละคนต่างทำหน้าที่ของตนเองอย่างขันแข็ง
ลู่เว่ยหลงหันไปมองรอบตัวอย่างทึ่งๆ คนเหล่านี้คงออกเดินทางมามากมายจนคล่องแคล่ว ทุกสิ่งที่ทำล้วนถูกที่ถูกทางไปเสียหมด ไม่เสียเวลาเปล่าเลยแม้แต่น้อย
เมื่อกลางคืนอันมืดสนิทเวียนมาถึง ทุกคนจัดการทานอาหารที่ทำกันง่ายๆเรียบร้อย
จิ้นฝานและหงหลิ่งเหวินผละไปทางอื่นั้แ่เมื่อไหร่ก็สุดจะรู้
รอบกองไฟนี้ เหลือเพียงแค่ลู่เว่ยหลงและฮีทเตอร์ตัวเขื่องกันเพียงสองคน
เมื่อต้องมานั่งว่างๆหลังทานอาหารเสร็จ ลู่เว่ยหลงจึงมองเรื่อยออกไปนอกกองไฟ เขาเห็นแสงวูบวาบจากกองไฟอื่นอยู่ลิบๆแลดูน่ากลัว ทิศอื่นที่ไม่มีกองไฟก็เห็นแต่ความมืดมิดของป่าไปจนสุดขอบเขตการมองเห็น
ร่างบางเริ่มรู้สึกกลัวสะท้านขึ้นมานิดๆ เสียงลมและใบไม้หวีดหวิวชัดเจน ดวงตากลมรู้สึกเหมือนเห็นอะไรแว้บๆที่ปลายหางตาจึงสะดุ้งโหยง เขยิบเข้าไปใกล้คนตัวอุ่นอีกนิดหนึ่ง
“นั่นคือแมลง ไม่มีสิ่งใดน่ากลัว”
เสียงทุ้มดังขึ้นเบาๆคล้ายปลอบประโลม
“เ้ากลัวแมลงหรือไม่?”
หัวเล็กๆสั่นหวือจนแถบผ้าสีแดงรัดผมปลิวกระจาย
“ไม่กลัว ข้ากินแมลงทอดเสียด้วยซ้ำ”
ลู่เว่ยหลงเชิดหน้าพูด ไม่ว่าจะรถด่วน จิ้งหรีด ดักแด้ และแมลงอื่นๆ ล้วนเสร็จเขามาหมดแล้ว กลัวแมลงงั้นหรือ? คงไม่ใช่ไอ้ดินหรอก!
ฉินหย่งสือจึงหันกลับไปมองกองไฟเงียบๆ
ทันใดนั้นแมลงสีขาวเล็กๆก็กระพือเข้ามาใกล้ลู่เว่ยหลงอย่างรวดเร็ว คุณชายลู่สะดุ้งจนก้นผุดลอยจากพื้น ร้องหวาก่อนรีบกระเถิบเข้าไปจนชนตัวแข็งๆ
มือขาวยกขึ้นลูบหน้าอก หอบหายใจเร็ว หน้าตาเลิ่กลั่ก
เ้าแมลงบ้า! ไม่กลัวก็จริงแต่อย่ามาทำให้ใจะได้ไหม! เสียเครดิตหมดเลย
ลู่เว่ยหลงเหมือนได้ยินเสียง ‘หึ’ มาจากคนข้างๆ จึงรีบหันขวับไปดู
ฉินหย่งสือใบหน้าเรียบเฉย นั่งมองกองไฟนิ่ง
คุณชายลู่หน้างอ
“อย่าให้ข้ารู้เชียวว่าท่านหัวเราะเยาะข้า”
ใบหน้าคมหันมามอง ทำหน้าไม่เข้าใจสิ่งที่คนตัวเล็กพูด ลู่เว่ยหลงกัดฟันกรอดสะบัดหน้าหนี
ลู่เว่ยหลงนั่งพิงตัวแข็งๆของคนข้างๆพลางนั่งมองกองไฟ ในหัวก็คิดถึงภารกิจในวันพรุ่งนี้ไปเรื่อยๆ
เขาหลับไปเมื่อไหร่ก็มิอาจรู้ได้
ยามเช้ามาถึง จิ้นฝานเป็ผู้เข้ามาปลุกคุณชายให้ตื่นจากนิทรา
ลู่เว่ยหลงตะกุยตะกายผ่านกองผ้าที่ถูกสุมไว้กันน้ำค้างบนตัวเขาออกเพื่อลุกขึ้นนั่ง
เหล่าศิษย์ต่างเตรียมตัวพร้อมออกเดินทาง เพื่อปฏิบัติภารกิจใน่เที่ยงวันนี้ เมื่อฟ้าสางทุกคนพร้อมแล้วจึงได้ออกเดินหน้ากันอีกครั้ง
พวกเขามาถึงปากทางเข้าป่าจันทร์คว่ำใน่ก่อนเที่ยงพอดี
ลู่เว่ยหลงและฉินหย่งสือลงจากหลังม้า เหล่าศิษย์แกะเอาอุปกรณ์ต่างๆที่ผูกไว้บนหลังม้ามาสะพายไว้เอง
ม้าทั้งหมดจะถูกฝากไว้ตรงนี้ให้ผู้ตรวจการถานและจิ้นฝานที่ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าคอยดูแล ผู้ตรวจการอีกหลายคนที่าเ็เล็กน้อยก็ออกมาคอยส่งพวกเขา
ลู่เว่ยหลงมองไปทางจุดมุ่งหมายในวันนี้
ป่าจันทร์คว่ำ มีลักษณะเป็ป่าดิบ ต้นไม้และพุ่มใหญ่ขึ้นอัดแน่น พื้นที่ป่ากินบริเวณกว้างไปหลายหุบเขา ก่อนนี้่ปากทางเข้าไม่มีสัตว์อสูรใดอาศัยอยู่ จึงมีสิ่งปลูกสร้างและร่องรอยของมนุษย์อยู่ประปรายไปทั่วบริเวณ
ฉินหย่งสือส่งสายตาให้ลู่เว่ยหลงขยับเข้ามาใกล้ ก่อนจะเริ่มออกเดินนำทัพเข้าป่า
“ระวังลื่น”
รองประมุขฉินกล่าวเตือนคนไม่เคยเดินป่า
ท่าทางเงอะงะทำให้ฉินหย่งสือสั่งให้หงหลิ่นเหวินคอยจับตาดูคุณชายแทนเขา เพราะคนเป็ผู้นำจำเป็ต้องมองไปรอบๆเพื่อประเมินสถานการณ์
เมื่อเดินมาพักหนึ่งแล้วก็เริ่มผ่านพ้นชายป่าที่อยู่ในเขตปลอดภัย ทางเดินที่ชาวบ้านได้บุกเบิกไว้หายไป ส่งผลให้เดินยากขึ้น
คุณชายลู่เหยียบตะไคร่น้ำบนก้อนหินจนลื่นหลายครั้ง ทุกครั้งหงหลิ่นเหวินจะคอยช่วยประคองแขนลู่เว่ยหลงให้อย่างทันท่วงที
“มีซากสัตว์อยู่ทางนี้ขอรับท่านรองประมุข”
หนึ่งในลูกศิษย์ร้องขึ้นมาจากทางขวา พวกเขาทั้งหมดจึงเดินตามไปดู
ซากกวางป่าตัวหนึ่งซึ่งตายมาแล้วอย่างน้อยสามวันนอนอยู่ข้างต้นไม้ บนตัวมีร่องรอยกรงเล็บของสัตว์อสูรตามคำบอกของผู้ตรวจการ ฉินหย่งสือก้มลงไปสำรวจทั่วซากกวาง ไม่มีร่องรอยของไอมาร ไม่มีร่องรอยถูกกัดกิน
“สัตว์อสูรผู้ล่า เมื่อฆ่าเสร็จแล้วก็จากไป”
ฉินหย่งสือพูดจบหันมามองหน้าหงหลิ่งเหวิน เขาพูดต่อ
“เห็นได้ชัดว่าพวกมันมีจุดมุ่งหมายอย่างอื่น อาจเพื่อขยายอาณาเขต”
หงหลิ่นเหวินกล่าวตอบ “เช่นนั้นก็น่ากลัวยิ่งนัก”
ฉินหย่งสือพยักหน้า หากเป็การขยายอาณาเขต พวกเขาจะต้องฆ่าจุดศุนย์กลางอย่างจ่าฝูงให้ได้ มิเช่นนั้นยิ่งอาณาเขตกินที่กว้างมากขึ้นเท่าไรก็จะมีผู้รับเคราะห์มากขึ้นเรื่อยๆเท่านั้น
คนตัวสูงออกเดินอีกครั้ง ลู่เว่ยหลงที่ออกไปยืนตัวสั่นงันงกอยู่หลังต้นไม้เพราะไม่อยากเห็นซากกวางจึงรีบวิ่งตามไป
คนทั้งหมดเดินเข้าป่าต่อไปอย่างเงียบเชียบ ขณะนั้นผีเสื้อตัวหนึ่งก็บินผ่านหน้าหวานของคุณชายลู่ในระยะประชิด
“อึ๋ยยยยย”
ร่างบางหยุดเดินกึกจนค้างอยู่ในท่าแปลกๆ เมื่อผีเสื้อบินผ่านไปแล้วคุณชายลู่จึงพ่นลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก
“หึ”
ใบหน้าหวานหันขวับไปทางต้นเสียง คนตัวสูงยังคงเดินต่อไปด้วยสีหน้านิ่งๆ ลู่เว่ยหลงหรี่ตา
แอบหัวเราะอีกแล้วรึ?
อย่าให้เขาจับได้คาหนังคาเขาก็แล้วกัน!
—————
ทำไมใครๆก็ชอบแกล้งน้องงง
.