บทที่ 5 : ข้าเป็คนประเภทไหน?...
"ท่านชินบ้านของท่านช่างมีแต่ของน่าอัศจรรย์เต็มไปหมดเลย ทั้งบ้านที่สร้างจากศิลาอย่างงดงาม และไหนจะบ่อน้ำเรืองแสงนั้นอีก" องค์ชายเทียนฮู่ที่ทานอาหารมือเย็นจบเรียบร้อยแล้วก็กล่าวขึ้นอย่างเริงร่าทันที
"ฮะ ฮะ บ่อน้ำเรืองแสงที่ท่านว่ามันมีดีมากกว่าเรืองแสงอีกนะจะบอกให้องค์ชาย" ชินยืดอกออกมาพูดอย่างภูมิใจ เพราะอย่างน้อยเขาก็คิดว่าสระน้ำนี้ก็เป็ส่วนหนึ่งของผลงานเขาด้วย แม้จะแค่เติมน้ำก็ตาม
"งั้นหรือท่านชิน? ช่วยบอกข้าได้หรือไม่ว่ามันทำสิ่งใดได้กัน?" องค์ชายเทียนฮู่ถามอย่างกระตือรือร้นเอามากๆ
เมื่อชินกำลังจะอ้าปากตอบนั้น ฟงก็ขัดขึ้นมาเสียก่อน โดยฟงนั้นกล่าวไว้ว่าแค่พูดอธิบายอย่างเดียวอาจจะไม่เห็นภาพ เลยชวนให้ทั้งหมดลองมาแช่น้ำดูพร้อมๆ กันเลย และฟงจะอธิบายให้เองว่าบ่อน้ำเรืองแสงข้างบ้านนั้นของครอบครัวนั้นทำอะไรได้บ้าง
องค์ชายเทียนฮู่เองก็ไม่รอให้เสียเวลา เขารีบเร่งให้ทุกคนไปที่บ่อน้ำอย่างพร้อมๆ กัน โดยลืมไปเลยว่าการแช่น้ำรวมระหว่างชายหญิงนั้นมันเป็เื่ไม่สมควร และด้วยเพราะเหตุนี้จึงทำให้องค์ชายเทียนฮู่ โดนน้องสาวของตนเอ็ดเข้าให้ยกใหญ่เลยทันที
"ฮะ ฮะ หากองค์หญิงหนิ่งเอ๋อ คิดว่าไม่เหาะสมเดี๋ยวข้าสร้างฉากกั้นแบ่งสระน้ำให้ก็ได้" ฟงหัวเราะร่าออกมาก่อนจะเสนอแนวทางแก้ปัญหา
"หึ! เอางั้นก็ได้" องค์หญิงหนิ่งเอ๋อรับคำอย่างไม่สบอารมณ์นัก
หลังจากนั้นหลินฮัวก็พาองค์หญิงหนิ่งเอ๋อกับหลินหลินไปเพื่อไปเตรียมผ้าและของสำหรับแช่น้ำ ส่วนฟงก็ต้องแยกออกมาก่อนเพื่อทำฉากกั้นแบ่งฝั่ง โดยฟงนั้นให้หลิ่งน้อยผู้เป็น้องชาย เตรียมของในส่วนของตนเอาไว้
เมื่อฟงมาถึงสระน้ำ เขาก็ดำเนินการสร้างสิ่งที่้าทันที โดยใช้เวลาไม่ถึงสามลมหายใจเขาก็ทำมันเสร็จเรียบร้อย จากนั้นก็ยืนรออยู่เพียงไม่นานครอบครัวกับแขกของฟงก็มากันอย่างพร้อมเพรียงกัน ตัวของฟงจึงต้องเป็ผู้กล่าวอธิบายการแยกบ่อให้ทั้งหมดได้ฟัง และเมื่อทั้งหมดเข้าใจ ก็รีบตรงเข้าฝั่งของพวกเขาไปทันที
"ฮ้า!!~ ช่างอุ่นสบายแถมยังงดงามเสียจริงๆ เลย~" องค์ชายเทียนฮู่ ที่ได้นั่งแช่น้ำเอนหลังผิงก็กล่าวออกมาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มอย่างมีความสุข
"ใช่มั้ย~ ใช่มั้ย~ สระน้ำแห่งนี้วิเศษสุดๆ ไปเลยจริงหรือไม่องค์ชาย?" ชินผู้เป็บิดาของฟงก็ยิ้มหน้าชื่นตาบานกล่าวออกมาตามทันที
"ใช่แล้วท่านชิน~ ที่นี่มันช่างเยี่ยมยอดที่สุด ในชีวิตข้ามิเคยเจอสถานที่แห่งใดน่าอัศจรรย์ได้เท่านี้เลย หากไม่ติดว่าข้าเป็องค์ชายใหญ่ที่ต้องรับ่ต่อจากท่านพ่อละก็ ข้าคงออกมาใช้ชีวิตอยู่ที่นี้เสียดีกว่า" องค์ชายเทียนฮู่กล่าวยืดออกมาโดยไม่รู้เลยว่าคำพูดของตนนั้นได้ไปกระทบกับจิตใจของชิน และชินเองก็ถึงกับอ้ำอึ้งไม่กล่าวอะไรออกมาต่อเลย
"หืม? เป็อะไรไปหรือท่านชิน ข้าพูดอะไรไม่ดะ... ข้าขอโทษด้วยท่านชิน ข้ามิได้ตั้งใจ" องค์ชายเทียนฮู่ที่สังเกตเห็นสีหน้าของชินดูซึมเศร้าก็รีบกล่าวขอโทษทันที
"มิเป็ไร มิเป็ไร... แม้องค์ชายจะไม่กล่าวออกมา ข้าก็ต้องคิดแบบนี้สักวันหนึ่งนั้นแหละนะ" ชินส่ายหน้าแล้วกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบๆ
"หากท่านพ่ออยากกลับไป ข้าก็มิได้ว่าอะไรเสียหน่อย เพียงแต่ท่านต้องสัญญาว่าจะไม่ตบแต่งกับผู้หญิงเพิ่มอีก ท่านแม่กับน้องหลิ่งข้าดูแลได้" ฟงที่นั่งฟังอยู่แต่แรกก็กล่าวออกมาทันที เพราะตนก็รู้ว่าบิดาของตนนั้นต้องห่วง [เฉินเทียน] แน่นอน
"ฮะฮะ... ลูกฟงก็กล่าวล้อเล่นได้เหลือเชื่อจริงๆ เลยนะ" ชินปั้นหน้ายิ้มหัวเราะออกมา
"ข้ามิได้ล้อเล่นท่านพ่อ ทางเลือกที่ข้ากล่าวเมื่อครู่ มันอาจจะดีที่สุดแล้วก็เป็ไปได้ เพราะถึงยังไงที่แห่งนี้ท่านพ่อก็ยังไปมาได้อย่างสบายอยู่แล้ว และที่แคว้นเฉินก็เป็บ้านเกิดของท่านพ่อด้วย เพราะงั้นอย่าได้เก็บเื่ทุกข์ใจไว้คนเดียวเลย" ฟงกล่าวออกด้วยความเป็ห่วง
เมื่อฟงได้ตอบไปอย่างนั้นก็ทำให้ชินนั้นยิ้มออกมาทันที ตัวของชินนั้นรู้ดีว่าลูกชายคนโตของตนนั้นมิชื่นชอบผู้ที่ปฏิบัติตัวไม่ดีต่อครอบครัวของเขา แต่ถึงอย่างนั้นลูกชายของเขาก็ยอมกล่าวประโยคที่ขัดกับนิสัยของเ้าตัวออกมา เพียงเพื่อความสบายใจของตัวชิน ซึ่งนั้นก็หมายความว่าลูกชายของเขานั้นรักเขามากแค่ไหน
ค่ำคืนในการแช่สระน้ำค่อยๆ ไหลผ่านไปพร้อมกับคำถามคำตอบมากมาย สร้างสีสันให้กับทั้งสองฝั่งหญิงและชาย ทุกๆ คนนั้นต่างคิดไปในทางเดียวกันคือ ไม่อยากให้วันเวลาดีๆ อย่างนี้ล่วงเลยไปเลย ทุกคนอยากให้วันนี้ วันพรุ่งนี้ หรือตลอดไปนั้นมีแต่ความสุข สงบไร้ซึ่งเื่เลวร้าย แต่ก็ไม่อาจทำได้ เพราะอีกเพียงไม่กี่วัน านั้นจะมาถึงเสียแล้ว
แต่ก่อนถึงานั้นก็มีบุรุษสองคนถูกถังไม้ปาใส่หัวจนเืตกออกจากกายเป็ทีเรียบร้อย ทั้งสองนั้นก็คือ องค์ชายเทียนฮู่ กับชินนั้นเอง โดยสาเหตุที่ทำให้ทั้งสองโดนถังไม้ปาใส่ก็เพราะคิดพิเรนปีนไปแอบดูฝั่งสตรีแช่น้ำนั้นเอง และฟงก็ทำเป็ไม่สนใจเพราะตนได้เตือนไว้แล้ว
-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-
5 วันผ่านมา
เวลานี้านั้นได้มาถึงแล้วกองกำลังทหารของแคว้นเทียนบวกสหพันธมิตรนั้นมีเพียงราวแสนนายเท่านั้น แต่ทว่ากองกำลังของอีกฝั่งที่คิดจะเข้ายึดแคว้นเทียนนั้นมีมากถึงสามแสน หรือก็คือสามเท่าตัวนั้นเอง แค่เพียงเห็นอยู่ไกลลับสายตาก็สร้างแรงกดดันให้กับทางทหารแคว้นเทียนได้อย่างมากมาย
ณ ตอนนี้กองกำลังของแคว้นเทียนนั้นประการอยู่ใกล้กับกำแพงเมือง และห่างออกมาจากกำแพงเมือง 2 ลี้ก็มีเพียงสองบุรุษสองคนกำลังยืนกอดอกรออยู่พร้อมกับธงที่มีอักษรว่าเทียนปักกับพื้นอยู่ข้างๆ... ใช้แล้วทั้งสองก็คือฟงกับชินผู้เป็บิดานั้นเอง
ทางฝั่งทหารฝ่ายศัตรูที่เห็นบุรุษสองคนกับธงแคว้นเทียนอยู่ตรงกลางระหว่างสนามรบนั้นก็เข้าใจความหมายได้ทันทีคือ สองบุรุษนั้น้าเจรจาก่อน และแน่นอนสหพันธมิตรฝ่ายศัตรูแคว้นเทียนนั้นก็ส่งแม่ทัพของแต่ละแคว้นมาพร้อมกับธงแคว้นตัวเอง ควบม้ามุ่งไปหาทั้งสอง
"สามแคว้นงั้นหรือ?" ชินเอ่ยเสียงเรียบออกมาหลังจากกวาดสายตามองชื่อธงที่ทหารทั้งสามนำมาพร้อมกับกำลังมุ่งหน้ามาทางเขา
"แคว้นต้า, แคว้นตู่, และแคว้นหมิ่ง... แคว้นตู่นี่คุ้นๆ ว่ามั้ยท่านพ่อ?" ฟงที่อ่านชื่อในธงก็หันไปคุยกับบิดาของตน
"นั้นสิน้า~ เหมือนเคยได้ยินที่ไหนมาก่อนแต่จำไม่เห็นจะได้เลย"
ชินกล่าวก่อนจะขมวดคิ้วแล้วหลับตาลงเพื่อนึกคิดว่าแคว้นตู่นั้นตนได้ยินมาจากที่ไหนกัน แต่ไม่นานทหารตัวแทนของทั้งสามแคว้นก็ควบม้ามาถึงพวกเขาทั้งสอง พร้อมกับลงจากหลังม้าแล้วเดินตรงมาหาทั้งสอง
"ข้า [หลี่โกว] แม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นหมิ่ง ยิ่งดีที่ได้พบตัวแทนสหายจากแคว้นเทียน" ชายวัยกลางคนหน้าตาดูคมเข้ม ผิดสีน้ำตาลเข้มกล่าวพร้อมกับยืนเชิดอกให้ดูยิ่งใหญ่กล่าวอย่างยิ้มเยียด
"ข้า [ต้าถัง] องค์ชายสองแห่งแคว้นต้า ผู้รับหน้าที่นำทัพเฉพาะกิจยินดีที่ได้พบเช่นกัน" ชายหนุ่มหน้าตาดี ผมยาวสีดำถูกมัดรวบไว้ด้านหลัง และดูเหมือนว่าเขาจะเป็พวกนักวางกลยุทธ์ชั้นดี กล่าวอย่างนอบโน้ม
"ข้า [กวนซื่อ] จากแคว้นตะ.... เฮือก!!" แม่ทัพนามกวนซื่อกำลังจะกล่าวแนะนำตัว แต่พอได้เห็นหน้าตาของทั้งสองใกล้ๆ ก็ทำให้เขาสะดุ้งเฮือกขึ้น พร้อมกับแข้งขาอ่อนคล้ายจะเป็ลมทันที
"กวนซื่อ? อืม... ชื่อคุ้นหูเสียเหลือเกิน คิดเหมือนกันมั้ยลูกฟง?" ชินที่ได้ยินชื่อแม่ทัพคนสุดท้ายก็หันไปถามลูกชายตนเองหน้าตาเฉย
"นั้นสินะท่านพ่อ... ข้าเองก็เหมือนเคยได้ยินเช่นกัน" ฟงกล่าวด้วยใบหน้าคิ้วขมวดก่อนจะหลับตานึกว่าแม่ทัพกวนซื่อนั้นคือใคร
"ดะ.. ได้โปรดอะ.. อภัยให้ทะ.. ทัพแคว้นตู่ด้วย ขะ.. ข้าจะรีบไปกลับไปสะ.. สั่งถอยทัพเดี๋ยวนี้เลยทะ.. ท่านผู้วิเศษทั้งสอง" กวนซื่อที่จำทั้งสองได้รีบกล่าวด้วยน้ำเสียงหวาดกลัวทันทีก่อนจะรีบก้มโค้งคำนับ
"เดี๋ยวสิกวนซื่อ! เ้าเป็อะไรของเ้ากัน? ทำไมถึงทำตัวตาขาวเช่นนี้กัน?" หลี่โกวถามพร้อมกับส่งมือไปดึงบ่าของกวนซื่อเอาไว้
"ปล่อยข้าหลี่โกว! หากเ้ายังรักชีวิต กับประชาชนในแคว้นเ้าก็จงทำตามข้าซะ" กวนซื่อกล่าวด้วยเสียงขรึมแล้วปัดมือของหลี่โกวทิ้งทันที
"ทำไมพวกเราไม่มาเจรจากันก่อนละ?" ฟงที่เห็นว่าสามคนที่มาใหม่นั้นกำลังทะเลาะกันก็กล่าวขัดขึ้น
"โฮ่!~ สหายน้อยเทียนช่างพูดจาได้เข้าหูเสียเหลือเกิน~" ต้าถังกล่าวอย่างยิ้มๆ พร้อมกับนำพัดออกมาพัดอย่างสบายใจ
"หึ! ข้าก็จะมาเพื่อการนั้นอยู่แล้ว" หลี่โกวทำท่าทางไม่พอใจก่อนจะยกแขนทั้งสองขึ้นกอดอกตนเอง
"ส่วนข้ามิต้องก็ได้ ข้าจะถอนทัพกลัวแคว้นแล้ว" กวนซื่อกล่าวตามพร้อมกับเหงื่อที่เริ่มปรากฏบนใบหน้าทีละเม็ดช้าๆ
"งั้นก่อนเจรจา... พวกข้าอยากจะรู้ว่าผู้ยิ่งใหญ่ตรงหน้าของข้านั้น้าสิ่งใดจากแคว้นเทียนแห่งนี้?" ชินกล่าวขึ้นด้วยใบหน้ายิ้มๆ แต่นั้นกลับทำให้กวนซื่อยิ่งเหงื่อแตกพล่านมากกว่าเก่าเสียอีก
"จุดประสงค์หลักของพวกเรามีเพียงอย่างเดียวก็คือ หมอวิเศษแห่งแคว้นเทียน หากนำตัวเขามาให้พวกเรา พวกเราจะกลับไปโดยไม่มีการนองเืใดๆ เกิดขึ้น" ต้าถังกล่าวพร้อมกับยกพัดมาปิดป้องปากของตน ก่อนจะหลี่ตามองไปที่ชินกับฟงว่าจะทำอย่างไรต่อ
"เื่นั้นคงเป็ไปไม่ได้" ฟงกล่าวขึ้นทันที ทำให้ต้าถังต้องเบนสายตาหันไปมากเด็กหนุ่มด้านข้าง
"เ้าเด็กไร้มารยาท! ผู้ใหญ่เข้ากำลังกล่าวเจรจา อย่าส่งเสียงสอดเช่นสัตว์เดรัจฉานสิ บิดามารดาเ้ามิเคยสั่งสอนหรือไง?" หลี่โกวนั้นะโกล่าวใส่ฟงอย่างไม่ไว้หน้า เพราะมันถือว่าเป็แม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นหมิ่ง และมันก็แนะนำตัวออกไปแล้ว แต่ทั้งสองตรงหน้ากลับไม่แนะนำตัวตอบเลยแม้แต่น้อย เหมือนไม่ไว้หน้ามัน มันจึงไม่ไว้หน้ากลับ
ตูมมมมมมม!!~
เสียงเหมือนะเิดังขึ้นจากจุดที่หลี่โกวกล่าวเมื่อครู่ดังขึ้นพร้อมกับร่างของหลี่โกวนั้นลอยอยู่บนฟ้าสูงจากพื้นดินหนึ่งลี้ และลอยค้างอยู่อย่างนั้น โดยต้าถังนั้นสนใจหลี่โกวแค่เพียงชั่วขณะเท่านั้น ก่อนจะหันกลับมามองชายหนุ่มที่ดูมีอายุกำลังจ้องคิ้วขมวดไปที่หลี่โกว พร้อมกับยกมือขวาขึ้นเหมือนกำลังคว้ากำคอของใครบางคนอยู่ในอากาศ
"ท่านพ่อปล่อยมันไปเถอะ... แค่นี้ก็เพียงพอทำให้การเจรจาเป็ไปได้ง่ายแล้วละ" ฟงกล่าวด้วยใบหน้ายิ้มๆ อย่างมีชัย แม้ว่าในใจจะเสียดายที่ไม่ได้ลงมือเองก็ตาม
"ชิ! เพราะลูกข้าขอเท่านั้นแหละนะ" ชินกล่าวอย่างไม่ค่อยพอใจก่อนจะกวาดมือขวาลงแล้วนำมาไขว้หลัง
"อ๊ากกกกกกก!!!~" หลี่โกวที่กำลังตกจากท้องฟ้าที่สูงห่างจากท้องฟ้าหนึ่งลี้นั้นได้ร้องะโราวกับว่ามันจะต้องตายแน่ๆ
แต่เพียงแค่เด็กหนุ่มที่ถูกชายอีกคนเรียกว่าลูกนั้นขยับมือออกมาด้านหน้าร่ายรำราวกับกำลังเขียนอักษรนั้น ก็พลันปรากฏแสงสีขาวนวลสว่างออกมาเป็อักษรว่าน้ำ และอักษรนั้นก็ลอยออกไปในอากาศก่อนจะมีมวลน้ำมารวมตัวกันเป็เหมือนลูกบอลทรงกลมขนาดเส้นผ่านสูงกลาง 2 เมตร ลอยอยู่เหนือพื้น 2 เมตรเช่นกัน
ตูมมมม!!!~ ตุบ!~
ร่างของหลี่โกวตกมาปะทะเข้ากับมวลน้ำนั้นก่อนจะค่อยตกสู้พื้นดินอย่างสิ้นสภาพ ถึงแม้ว่าตัวของหลี่โกวนั้นกำลังหายใจอยู่ก็ตาม แต่มันก็แทบไม่อยากเชื่อในสิ่งที่มันพบเจอเลยแม้แต่น้อยว่าคือความจริง จากนั้นมันก็ค่อยๆ ขยับตัวนั่งคุกเข่าช้าๆ พร้อมกับตัวสั่นกลัวอยู่กับพื้น และแน่นอนภาพเหตุการณ์ทั้งหมดนั้น ทหารของทั้งสองฝ่ายต่างมองเห็นกันทั่ว พร้อมกับการอ้าปากค้างพร้อมกันอย่างมิได้นัดหมาย
"เอาละ ที่นี่อยากฟังแล้วหรือยังว่าทำไมพวกข้าถึงไม่อยากไปแคว้นของพวกเ้า?" ฟงกล่าวขึ้นมาทำให้ต้าถังถึงกับลักคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจ
"ระ.. หรือว่า! เ้าจะเป็หมอวิเศษตามที่เขาลือกัน?" ต้าถังพูดอย่างใ ซึ่งสิ่งที่มันในั้นก็คือเื่วัยของบุรุษตรงหน้านั้นเอง มันแอบคิดว่าหมอวิเศษที่มันสร้างในจิตนาการนั้นต้องแก่มากกว่านี้เสียอีก หากบอกปากเปล่าว่าเด็กตรงหน้าคือหมอวิเศษ สิบคนคงไม่มีผู้ใดเชื่อสักคนแน่
"ถูกต้องแล้ว ข้านั้นชื่อ [ฟง] ตอนนี้ไร้แซ่" ฟงกล่าวออกมาด้วยใบหน้ายิ้มเล็กน้อย
"ส่วนข้า [ชิน] ไร้เเซ่เช่นกันเป็บิดาของเ้าหนูนี่" ชินกล่าวก่อนจะขยับมือที่ไขว้หลังขึ้นกอดอกอย่างภูมิใจ
"ฮะฮะ... โลกนี้ช่างมีอะไรให้แปลกตาแปลกใจอยู่เสมอๆ เลย" ต้าถังหัวเราะเบาๆ ออกมาก่อนจะบ่นเงียบๆ คนเดียว
"งั้นข้าขอทราบเหตุผลหน่อยได้หรือไม่? ว่าเหตุใดผู้วิเศษทั้งสองถึงไม่อยากไปแคว้นต้าของข้า ที่แคว้นข้าสามารถมอบทุกอย่างให้ท่านได้ ทั้งชื่อเสียง เงินทอง สตรีงามก็ด้วย ท่านทั้งสองมิสนใจหรอกหรือ?" ต้าถังยิ้มร่าแล้วกล่าวออกมาอย่างมิเกรงกลัวเลยแม้แต่น้อย
"ต้องข้าอภัยด้วยองค์ชายต้าถัง ข้าคิดว่าที่แคว้นต้าขององค์ชายนั้นคงมิมีบ้านบนเนินผาสูง บ่อน้ำวิเศษ หรือพวกสมุนไพรหายากแน่นอน เพราะงั้นข้าจึงไม่คิดจะย้ายไปอยู่ที่แคว้นไหน เพราะที่แห่งนี้นั้นมันมีสิ่งที่ข้ากล่าวมาอยู่แล้ว ถึงแม้ข้าจะต้องลงแรงสร้างมันมาอีกส่วนหนึ่งก็เถอะ" ฟงกล่าวปฏิเสธออกมาอย่างเรียบง่ายและคงมารยาทเอาไว้
"หากเป็อย่างที่ท่านกล่าวว่านั้นข้าก็คงมิอาจบังคับท่านได้... นอกเสียจากใช้กำลังสินะ" ต้าถังกล่าวพร้อมกับหรี่ตาลงอีกครั้ง
"ปัญญาชนที่ชาญฉลาดนั้น จะมิออกตัวสู้ในศึกที่มิเห็นทางชนะ" ฟงกล่าวขึ้นจากนั้นก็หันไปหาบิดาของตน
"ท่านพ่อพวกเราเจรจามากพอแล้ว กลับกันเถอะ" ฟงกล่าวด้วยใบหน้านิ่งๆ
ชินนั้นก็พยักหน้ารับก่อนจะเอ่ยปากกล่าวลาทั้งสามแล้วทะยานตัวเหยียบย่างอากาศออกไปโดยไม่สนใจต้าถังที่กำลังยืนเอาพัดปิดป้องปากที่กำลังฉีกยิ้มอย่างเ้าเล่ห์เอาไว้
"หึหึ... สู้ในศึกที่มิเห็นทางชนะงั้นหรือ? นั้นมันพวกเ้าต่างหาก แม้พวกแกจะเป็ผู้วิเศษมีพลังเหมือนดั่งตัวตนของเซียนในนิทานก็เถอะ หากต้องเจอกองทัพจำนวนครึ่งล้านของข้า พวกแกก็ต้องตกตายเป็เหมือนกัน" ต้าถังนั้นคิดในใจอย่างชั่วร้าย
ต้าถังนั้นมิเคยเกรงกลัวอำนาจของทั้งสองเลย มันเพียงคิดว่าทั้งสองตรงหน้านั้นต่อให้เก่งกาจแค่ไหนก็ต้องมีขีดจำกัด และตอนนี้มันได้วางกำลังรบตามหลังทัพทหารจำนวนสามแสนตามหลังมาด้วย ซึ่งทัพหลังนั้นเป็ทหารของแคว้นหมิ่งทั้งหมด หากรวมกับทหารทัพหน้าของมันก็จะมีจำนวนห้าแสนพอดี
"อะ.. เอายะ.. ยังไงต่อดีองค์ชายต้าถัง?" หลี่โกวกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืนอย่างยากลำบาก
"ข้าจะบุกถล่มแคว้นเทียนต่อในวันนี้" ต้าถังพูดอย่างไม่แยแส
"ตะ.. แต่ว่าสะ.. สองคนนั้นเป็ผะ.. ผู้วิเศษเลยนะ?" หลี่โกวกล่าวด้วยเสียงที่ไม่ค่อยมั่นใจ
"นี่เ้าเป็พวกตาขาวั้แ่เมื่อไหร่เชียวแม่ทัพหลี่้โกว? ท่านคิดว่ากองทัพเพียงแสนของแคว้นเทียน กับผู้วิเศษสองคน จะต่อกรกับทัพทหารครึ่งล้านได้งั้นหรือ?" ต้าถังพูดอย่างอวดดี
"อึก... แล้วเราจะไปหาคนจำนวนนั้นในเวลานี้จากไหนกัน? อ๊ะ! หรือว่า..." หลี่โกวพูดออกมาก่อนจะเบิดตากว้างขึ้นแล้วมองไปทางต้าถังด้วยใบหน้าที่กำลังคาดไม่ถึง
"ใช่แล้ว ข้านำทัพเสริมมาด้วยอีกสี่แสนนาย หากรวมกองกำลังตอนนี้ก็มีทั้งหมดเจ็ดแสน แล้วชัยชนะจะตกอยู่กับฝั่งใดกันเล่า?" ต้าถังกล่าวจบก็ยิ้มเยาะออกมาอย่างคนมีชัย
"หึ! เ้านับรวมทัพของข้าเข้าไปด้วยหรือไง? อย่าหวังว่าข้าจะร่วมมือกับพวกเ้าเลย" กวนซื่อที่ฟังอยู่นานก็กล่าวขึ้นทันที
"โฮ่!~ ท่านแม่ทัพกวนซื่อ หากข้าเป็ท่าน ข้าจะไม่ทำอย่างนี้แน่ ท่านคงไม่อยากถูกดินกลบหน้าในยามนี้หรอกนะ?"
"จองหอง! เด็กอวดดีอย่างเ้ามิเคยเห็นนรกที่ผู้วิเศษสองคนนั้นทำก็อย่าได้อวดเก่งไป ข้ากล่าวสาบานต่อหน้าฟ้าดินไม่อายผู้ใดเลยว่า แม้แต่แคว้นทั้งแคว้นทั้งสองคนนั้นก็สามารถทำลายได้อย่างง่ายดาย" กวนซื่้อกล่าวจบก็หันหลังเดินกลับไปที่ม้าของตน
ชิ้ง!~
หมับ!~
เสียงของเข็มขนาดฝ่ามือถูกซัดออกมาจากมือของต้าถังนั้นกำลังมุ่งพุ่งตรงไปที่ท้ายทอยของกวนซื่้อ แต่ทว่าเข็มนั้นกลับถูกหยุดลอยอยู่ในอากาศก่อนจะถึงร่างกายของกวนซื่อ
"ข้าคิดแล้วไม่มีผิดจริงๆ คนเลวนั้น ต่อให้ทำตัวดูดีแค่ไหน ภายใต้เปลือกนอกของมันก็ไม่สามารถปิดได้มิดจริงๆ" เสียงของฟงดังขึ้นพร้อมกับร่างกายของเขาค่อยๆ โผล่ขึ้นมาจากอากาศที่ว่างเปล่า โดยที่มือขวาของเขานั้นกำลังกำเข็มขนาดหนึ่งผ่ามือเอาไว้
"ทะ.. ท่านช่วยข้าไว้?" กวนซื่อที่หันกลับมาเห็นภาพก็กล่าวออกมาอย่างรวดเร็วทันที
"เื่นี้มิใช่เื่ใหญ่อะไรแม่ทัพกวนซื่อ หากท่านเอ่ยปากอยากให้พวกข้าพ่อลูกช่วยบางอย่างที่ไม่เกินกำลัง หรือขอมากไป พวกข้าก็จะช่วยเท่าที่ทำได้อยู่แล้ว" ฟงกล่าวพร้อมกับโยนเข็มเล็มนั้นทิ้งไปอย่างไม่แยแส
"งั้นหรือ? ถ้างั้นได้โปรด..." กวนซื่อที่ได้ยินดังกล่าวก็จะรีบขอร้องทันที มันนั้นมีภารกิจให้มาพาตัวหมอวิเศษกลับไปที่แคว้นตู่เพื่อรักษาคนสำคัญของแคว้น แต่ยังไม่ทันพูดจบฟงก็ยกมือห้ามทำให้กวนซื่อต้องหยุดปากลง
"ตอนนี้ยังมิใช่เวลาพูดคุย"
สิ้นเสียงของฟงร่างกายของกวนซื่อก็ถูกฟงหิ้วติดไปด้วย ทะยานตัวไปหยุดอยู่หน้ากองทัพตู่ที่กำลังงุงงงกับสถานการณ์ตอนนี้ว่าควรจะทำอย่างไรดี
"บอกทหารของท่านซะ หากยังรักชีวิตก็ให้ถอนทัพไปทางฝั่งแคว้นเทียนซะ" ฟงกล่าวด้วยเสียงเรียบก่อนจะปล่อยร่างของกวนซื่อลงกับพื้นอย่างปลอดภัย
หลังจากกวนซื่อตัดสินใจแล้วว่าการทำตามสิ่งที่ฟงบอกตอนนี้นั้นดีที่สุด เขาก็มิรอช้าเอ่ยคำสั่งออกมาทันที เพื่อให้ทหารนับแสนของตนรีบเคลื่อนทัพถอนกำลังไปทางแคว้นเทียนทันที แน่นอนเหล่าทหารแคว้นตู่นับแสนกว่าเจ็ดในสิบส่วนนั้นเคยพบเจอฟงมาก่อน พวกมันจึงรีบปฏิบัติตามทันทีเพราะกลัวตายนั้นเอง
และทันทีที่ทหารกว่าแสนนายของแคว้นตู่เคลื่อนทัพไปทางแคว้นเทียนนั้น ทหารแคว้นต้ากับแคว้นหมิ่งทั้งสองก็พร้อมใจกันง้างศรในมือยิงมาทาง ทัพทหารแคว้นตู่ทันทีอย่างไม่มีรีรอใดๆ เพราะตอนนี้ต้าถังกับหลี่โกวนั้นกลับไปถึงทัพหลักแล้วออกคำสั่งอย่างเร่งด่วนว่า แคว้นตู่นั้นแปลพรรคให้โจมตีได้เลย
ลูกศรจำนวนแสนดอกถูกส่งขึ้นฟ้าเพียงไม่กี่วินาทีหลังออกคำสั่งเท่านั้น พอลูกศรกว่าแสนดอกพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้านั้น ก็พลันเปลี่ยนพื้นดินที่สว่างจากแสงแดดนั้นให้มึดครึ้มเหมือนดั่งว่าเมฆกำลังบังเเดดเลยก็ว่าได้ และทหารของทัพตู่เองต่างก็รีบวิ่งสุดฝีเท้าเพื่อให้รอดพ้นทุ่งสังหารของจำนวนศรนับแสนพวกนี้ ซึ่งทหารของทัพต้ากับหมิ่งนั้นก็ไม่ยิงออกมาเพียงรอบเดียวแต่กลับยิงออกมาถึงสามรอบ
"หากคิดจะสังหารผู้อื่น ก็จงเตรียมใจที่จะโดนสังหารด้วยเช่นกัน" ฟงทะยานตัวขึ้นไปบนฟ้าพร้อมกับสะบัดมือขวาไปด้านหน้าเขาหนึ่งครั้งทำให้ห่าฝนนับแสนนั้นหยุดกลางอากาศทันที
"ทหารแคว้นต้ากับแคว้นหมิ่งจงฟังให้ดี หากยังไม่ยอมถอยทัพ ข้าจะส่งลูกศรพวกนี้กลับไปหาพวกเ้า และมันจะแรงกว่าที่พวกเ้ายิงนับสิบเท่า"
ฟงพูดออกไปแค่เพียงธรรมดาแต่ทว่าเสียงของเขากลับดังกังวาลไปทั่วท้องสนามรบ ซึ่งนั้นเป็เพราะเขาพูดผ่านอักขระอักษร [ขยาย] ทำให้เสียงของเขานั้นขยายดังกังวาลขึ้นนั้นเอง และแน่นอนว่าทหารของแคว้นต้ากับแคว้นหมิ่งนั้นชะงักทันที
"อย่าไปสนใจ บอกให้พลโล่ตั้งค่ายป้องกันลูกศรพวกนั้น แล้วโจมตีเข้าไป" ต้าถังออกคำสั่งทันที
ด้วยความเป็ผู้เจนศึกในฐานะนักวางกลยุทธ์ ทำให้ต้าถังนั้นมีความมั่นใจมากพอตัว มันนั้นไม่สนว่าผู้วิเศษตรงหน้าจะส่งลูกศรทั้งหมดกลับมาได้แรงแค่ไหน มันสนแค่ว่าหากส่งมา มันก็แค่ตั้งค่ายกลตั้งรับ แล้วโจมตีสวนกลับไปก็พอ และเหล่าทหารเองก็ลงมือทำตามคำสั่งอย่างรวดเร็วทันที
"ถือว่าข้านั้นเมตตาเตือนออกไปแล้วนะ" ฟงกล่าวในใจก่อนจะส่ายหน้าอย่างเบื่อหน่ายกับภาพด้านล่างที่เห็นพวกทัพทหารแคว้นต้ากับแคว้นหมิ่งกำลังตั้งโล่ป้องกันพร้อมกับเตรียมยิงธนูต่อ บวกด้วยกองกำลังม้าภาคพื้นดินที่กำลังเตรียมตัวออกไล่ล่าทัพทหารแคว้นตู่
เมื่อฟงตัดสินใจแล้ว เขาจัดการลงมือส่งลูกศรที่เขาตรึงเอาไว้ในคราวแรกกลับไปทันที แน่นอนว่ามันพุ่งแรงกว่าที่ยิงมาในครั้งแรกกว่าถึงสิบเท่า ทำให้โล่ของทหารด้านล่างนั้นมิอาจป้องกันได้
สวบ!~ สวบ!~ สวบ!~ สวบ!~ สวบ!~
ลูกศรที่ตรงจากฟ้าดั่งห่าฝนของฟงนั้นได้พุ่งเสียบทะลุทุกสิ่งอย่างที่มันพุ่งเข้าใส่ เพียงแค่พริบตา พื้นดินด้านล่างก็ถูกย้อมไปด้วยเืของทหารแคว้นต้ากับแคว้นหมิ่งทันที และไม่ใช่เพียงแค่เืเท่านั้น เสียงร้องโหยหวนของทหารที่ยังมิสิ้นลมก็ดังไปทั่วลานสังหารแห่งนี้
"กลับไปซะ หากยังรักชีวิตของพวกเ้า ถือซะว่าข้าขอร้อง"
ฟงส่งเสียงกล่าวออกไปพร้อมใบหน้าที่ไม่สู้ดีนัก เขารู้ว่าการกระทำอย่างนี้มันมีแต่ความสูญเสียเท่านั้น การฆ่าเพียงหนึ่งถึงสองชีวิตสำหรับฟงก็ถือว่าเป็เื่ที่พอรับได้ มากสุดก็แค่ไม่กี่ร้อยซึ่งเขามีบทเรียนจากภพชาติที่แล้วมา ทำให้พอทำใจได้อยู่ แต่ทว่าการลงมือสังหารคราวละหลายพัน หลายหมื่นนั้นมันช่างเป็เื่ที่น่าสะอิดสะเอียนสำหรับจิตใจของเขาเสียเหลือเกิน
ทหารด้านล่างกว่าสองแสนนายนั้น ถูกสังหารไปมากกว่าสามในสิบส่วนเพียงพริบตาเดียว และอีกหนึ่งในสิบส่วนก็าเ็สาหัส ทำให้ตอนนี้ทหารของต้าถังกับหลี่โกวนั้นเหลือเพียงแค่ทัพหลังครึ่งเดียวเท่านั้น แน่นอนว่าทั้งสองก็คิดหนักเช่นกันที่ผลของลูกศรที่ถูกส่งกลับมานั้นจะรุนแรงถึงขนาดนี้
"องค์ชายต้าถังเราจะเอายังไงต่อดี?" หลี่โกวถามอย่างกังวล
"ถอยกันก่อน... เราต้องถอยกลับไปรอทัพหลังของข้าก่อน" ต้าถังรีบเสนอแนวทางนี้ทันที
จากนั้นทัพทหารแคว้นต้ากับแคว้นหมิ่งที่ยังอยู่ดีไร้าแ กับพวกที่พอเคลื่อนไหวได้นั้นก็รีบถอยกลับตามคำสั่งทันที โดยไม่สนใจพวกที่าเ็หนัก หรือช่วยเหลือกันนำศพสหายของแคว้นตนกลับไปเลยแม้แต่น้อย พวกนั้นปฏิบัติตามคำสั่งราวกับสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้โดยหาได้สนใจสหายของตน แต่ถึงอย่างนั้นก็มีทหารบางนายที่ไม่ยอมถอยทัพ พวกเขาต่างมุ่งตรงไปช่วยเหลือสหายที่กำลังาเ็ทันที
และในไม่ช้าทัพหลักอันเห็นแก่ตัวของแคว้นต้ากับแคว้นหมิ่งก็จากไป ทิ้งไว้เพียงทหารที่ขัดคำสั่งไม่ยอมถอยทัพ กับผู้าเ็เอาไว้ ความสิ้นหวังเริ่มเกาะกินจิตใจของเหล่าทหารที่เหลือเพียงไม่กี่พันเหล่านี้อย่างช้าๆ แต่ทว่าเื่ที่เกินคาดก็ได้เกิดขึ้น ทหารของแคว้นเทียนนั้นหาได้ออกมาไล่ล่าสังหารพวกมันไม่ กลับกันทหารแคว้นเทียนนั้นกำลังถอยทัพกลับเข้าไปในเมืองอย่างไม่สนใจ
"เฮ้อ... พวกเ้าจะทำสิ่งใดต่อกัน?"
เสียงอันดังกังวาลของฟงดังขึ้นเรียกให้เหล่าทหารนับพันที่เหลืออยู่นั้นหันหน้าขึ้นมองไปทางทิศต้นเสียงบนฟ้าทันที
พวกทหารนับพันที่เหลือนั้นต่างมองหน้าซึ่งกันละกัน แต่ก็ไม่มีผู้ใดตอบอะไรออกมาเลยแม้แต่น้อย เพราะตอนนี้คำพูดใดๆ ของทหารชั้นต่ำอย่างพวกมันคงไม่มีใครฟังแน่นอน
"ถึงแม้ข้าจะเคยสังหารมนุษย์มาบ้างก็ตาม แต่การสังหารคนจำนวนขนาดนี้ ก็ช่างหน้าสะอิดสะเอียนเหลือเกิน"
เสียงของฟงดังขึ้นอีกครั้งทำให้เหล่าทหารที่เหลือรอดรีบหันขึ้นจ้องมองไปทางเขาอย่างพร้อมเพรียง และคาดการณ์ต่างๆ นาๆ ว่าตัวของฟงจะทำการเก็บกวาด จัดการกับทหารที่ยังเหลือรอดอยู่
"หากคิดจะโกรธแค้น ก็จงแค้นผู้ออกคำสั่งของพวกเ้าเถอะ ข้าเองก็มิอยากทำอย่างนี้เช่นกัน และสิ่งที่ข้าพอจะเหลือได้ก็มีเพียงแค่ยารักษาเท่านั้น"
ฟงกล่าวอธิบายออกมาก่อนจะขยับมือเรียกเอาเม็ดยารักษาแผลภายในให้ไปตกในมือของเหล่าทหารที่าเ็ ก่อนจะหมุนตัวไปทางทิศเมืองหลวงของแคว้นเทียนเพื่อจะกลับบ้าน
"เดี๋ยวก่อนท่านผู้วิเศษ!~" เสียงร้องของนายทหารคนหนึ่งได้ดังขึ้นทำให้ฟงต้องหันคอกลับไปมองเล็กน้อย
"ขอบพระคุณมากที่ไว้ชีวิตพวกข้า" นายทหารคนดังกล่าวก่อนจะคุกเข่าแล้วเอาหัวโขกติดกับพื้น
"""ขอบพระคุณ""" นายทหารกว่าหลายพันที่เหลือต่างทำตามเช่นกัน
ฟงนั้นไม่ได้กล่าวตอบอะไร เขาเพียงยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยอย่างไม่รู้ตัวก่อนจะทะยานตัวเข้าสู่เมืองหลวงแคว้นเทียน โดยเขานั้นหารู้ไม่ว่าทหารที่ถูกทิ้งจำนวนกว่าพันนายนั้นตกลงใจที่จะปักหลักขออาศัยอยู่ที่เมืองนี้เรียบร้อยแล้ว แน่นอนว่าคนที่มีครอบครัวก็ตั้งใจกลับไปเมืองของตนก่อนเพื่อจะนำครอบครัวมาอยู่ที่นี่ด้วย
"อืม.. เหมือนข้าลืมอะไรบางอย่าง" ฟงที่กำลังทะยานตัวไปที่ราชวังนั้นก็คิดในใจถึงสิ่งที่ตนเองลืม แต่ไม่ว่าจะคิดยังไงก็คิดไม่ออก แน่นอนว่าตัวของฟงนั้นลืมเื่ของกวนซื่อแม่ทัพของแคว้นตู่นั้นเอง และตอนนี้ทั้งแม่ทัพกับเหล่าทหารแคว้นตู่นั้นกำลังนั่งตบยุ่งอยู่ข้างๆ กำแพงเมืองหลวงแคว้นเทียนเพื่อรอให้ฟงมานำทางนั้นเอง
"ไอ้เ้าลูกบ้า!~ แกลืมบิดาผู้นี่ด้วย!~" เสียงร้องชินที่อยู่ในกลุ่มทหารแคว้นตู่ดังขึ้น
-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-
ทางด้านองค์ชายต้าถัง
"ฮึ่ย!~ เ้าบัดซบนั้นเพียงแค่คนเดียวก็ทำให้ทัพทหารของข้าพังยับเยินไม่เป็ท่าเลย" ต้าถังที่นั่งอยู่ในจวนเหล่าแม่ บ่นขึ้นด้วยสีหน้าไม่พอใจ
"ข้าว่าเราควรจะหาข้อได้เปรียบเื่กำลังจัดการกับพวกมันจะดีกว่านะองค์ชายต้าถัง" หลี่โกวที่กลับมาสงบใจที่จวนแห่งนี้ได้ก็กล่าวออกมาด้วยท่าทางใจเย็นผิดกับแต่ก่อน ซึ่งการใจเย็นในครั้งนี้ของเขานั้นเป็ผลมาจากความหวาดกลัวที่มีต่อชินนั้นเอง
"เป็ความคิดที่ไม่เลว..." องค์ชายต้าถังกล่าวออกมาก่อนจะหลับตาลงเพื่อผ่อนคลายอารมณ์ที่ไม่จำเป็ทิ้งไป
"ตอนนี้เราเหลือทหารเท่าไหร่กันแม่ทัพหลี่โกว?" องค์ชายต้าถังลืมตาแล้วถามขึ้นด้วยใบหน้าสงบนิ่งทันที
"ที่รอดกลับมาได้วันนี้มีเพียง หนึ่งแสนหนึ่งหมื่นนาย หากรวมกับทัพหลังขององค์ชายต้าถังตอนนี้ก็เท่ากับว่าเรามีทหาร ห้าแสนหนึ่งหมื่นนาย" หลี่โกวรายงานอย่างทันท้วงที
"งั้นหรือ... หึหึ ยามนี้ทางทหารของแม่ทัพกวนซื่อคงไปเข้าร่วมกับทางแคว้นเทียนเรียบร้อยแล้วแน่ ถึงอย่างนั้นคนของทางนั้นก็มีอย่างมากไม่เกินสามแสนนาย เื่กำลังพลฝั่งเราได้เปรียบอย่างแน่นอน แต่ตัวเป็หาคือเ้าสองพ่อลูกบัดซบนั้น ข้าจะทำยังไงกันดี?" ต้าถังเงียบไปพร้อมกับคิดถามกับตนเองในสมองอยู่เพียงคนเดียว
ณ ตอนนี้ในจวนแห่งนี้ต่างยอมรับต้าถังในฐานะนักวางกลยุทธ์ที่จะนำทัพในครั้งนี้ โดยพวกแม่ทัพนั้นไม่กล้าคัดค้านสิ่งใดมากนัก เพราะทหารกว่าสี่แสนห้าหมื่นนายนั้นเป็ของแคว้นต้า ดังนั้นสิทธิขาดในการวางแผนหรือกลยุทธ์จึงตกไปอยู่ที่องค์ชายต้าถังอย่างช่วยไม่ได้
แต่ทว่าองค์ชายต้าถังนั้นกลับกำลังเจอปัญหาดั่งผาสูงแปดทิศทาง ทำให้มันนั้นสิ้นหนทางจะโจมตีแคว้นเทียนให้ย่อยยับได้ และพอยิ่งกดดันหรือกังวลมากขึ้นเท่าไหร่ ความโกรธ เกียจชังที่มีต่อสองพ่อลูกที่เป็กำลังรบพิเศษของแคว้นเทียนก็มีสูงมากเท่านั้น จนสุดท้ายแล้วมันก็คิดแผนบางอย่างออก
"แม่ทัพหลี่โกว ท่านพอมีสายในมือดีในแคว้นเทียนบ้างมั้ย?" องค์ชายถ้าตังกล่าวออกมาพร้อมรอยยิ้มที่เ้าเล่ห์
"ก็พอมีบ้าง แต่ยามนี้พวกนั้นจะเคลื่อนไหวยากกว่าก่อนหลายเท่า... องค์ชายต้าถังถามเพื่อสิ่งใดกัน?" หลี่โกวตอบก่อนจะถามกับไปอย่างระแวดระวัง
"ข้าอยากให้สายในมือดีของทั้งแคว้นท่านกับข้ากลับมา ข้า้าข้อมูลต่างๆ ของสองพ่อลูกบัดซบนั้น" ต้าถังพูดออกมาด้วยน้ำเสียงชิงชังเป็อย่างมาก
"แล้วไงต่อ? องค์ชายต้าถังได้ข้อมูลแล้วจะทำสิ่งใดต่อ ช่วยบอกข้าได้ไหม?" หลี่โกวหรี่สายตาลงแล้วถามกลับไป
"หมาก... ข้าอยากได้ข้อมูลที่นำพาเราให้ได้รับหมากที่ เ้าสองพ่อลูกนั้นไม่กล้าขัดขืนพวกเรา"
องค์ชายต้าถังจบทั้งจวนแห่งนี้ก็เงียบลงทันที ในจวนนั้นต่างเข้าใจความหมายถึงสิ่งที่องค์ชายต้าถังพูดเป็อย่างดี มันอาจจะเป็แผนที่ดีที่สุดในยามนี้ แต่ไม่ใช่แผนที่ทำให้เหล่าแม่ทัพ หรือนักรบที่มีเกียรตินั้นรู้สึกดีกับมันได้เลย การชนะด้วยวิธีนี้นั้นไม่ต่างจากพวกสวะไร้ศักดิ์ศรีเลยแม้แต่น้อย
หลังจากจบการประชุมลงเหล่าแม่ทัพของทั้งแคว้นต้ากับแคว้นหมิ่งก็แยกย้ายกันไปพักผ่อน โดยตอนนี้สิ่งที่ทั้งสองแคว้นทำได้ก็คือการพักฟื้นคืนกำลังใจให้กองทัพของตน บวกกับเตรียมข้อมูลให้พร้อมที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยหารู้ไม่ว่าแผนการทั้งหมดนั้นมิอาจมีโอกาสที่จะทำได้สำเร็จเลยแม้แต่น้อย
-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-
ทางด้านแคว้นเทียน
เมื่อาในวันนี้จบลง เหล่าทหารนับแสนของทางแคว้นเทียนพร้อมกับคณะพันธมิตรต่างเล่าขานถึงสิ่งอัศจรรย์ที่ได้พบเจอมาในวันนี้ทันที และไม่นานข่าวคราวของทั้งชินกับฟงก็ดังออกไปอย่างรวดเร็ว พร้อมกับการจัดงานฉลองถึงชัยชนะ ถึงแม้ว่าทหารแคว้นเทียนจะไม่ได้ลงมือทำอะไรเลยก็ตาม
ส่วนทางทัพทหารแคว้นตู่ของกวนซื่อนั้น ฟงได้ไปหาเพื่อพูดคุยเรียบร้อยแล้ว โดยฟงรับปากว่าจะช่วยเหลือให้หนึ่งเื่ ต้องเป็เื่ที่ไม่เกินกำลังเขาเท่านั้น แลกกับการเข้าเป็พันธมิตรกับแคว้นเทียนในเวลานี้ และแน่นอนว่ากวนซื่อตอบรับอย่างไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย พร้อมกับบอกความประสงค์ที่้าให้ฟงช่วยก็คือ การแวะเวียนไปที่แคว้นตู่เพื่อทำการรักษาองค์ไทเฮาแคว้นตู่ที่กำลังเจ็บป่วยอย่างแปลก ประหลาด หลับไหลไม่ตื่นมานานนับเดือนแล้ว
"เื่การรักษาได้หรือไม่ ข้าจะไม่ขอรับปากนะแม่ทัพกวนซื่อ เพราะท่านแค่เล่าอาการเท่านั้น ข้าไม่สามารถระบุบได้ว่าองค์ไทของท่านนั้นกำลังเป็โรคใดอยู่ แต่หากจบจากาในครั้งนี้เรียบร้อย ข้ายืนยันจะไปเยี่ยมเยียนแคว้นตู่ด้วยตัวเองแน่นอน" ฟงกล่าวออกมาหลังจากฟังเื่ที่กวนซื่อแจ้งแล้ว
"ขอพระคุณมากๆ ขอรับท่านหมอ แค่ท่านปลีกตัวสละเวลาไปที่แคว้นตู่เพื่อดูอาการองค์ไทเฮาให้ก็นับว่าเป็บุญคุณใหญ่หลวงยิ่งนัก หากในอนาคตท่านหมอประสบปัญหา ข้า [กวนซื่อ] จะช่วยเหลือท่านอย่างไม่ลังเลเลย" กวนซื่อกล่าวพลางยกมือขึ้นมาประสานกันเพื่อจะคารวะฟง แต่ฟงก็ยื่นมือมาจับไว้ก่อน
"ไม่ต้อง... ข้ามิได้ทำอะไรท่านเลยในยามนี้ เก็บการคารวะของท่านไปเถอะ" ฟงกล่าวออกมาก่อนจะเดินจากไปมุ่งกลับไปยังบ้านของตน
กวนซื่อนั้นได้แต่มองแผ่นหลังของฟงที่เดินจากไปด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย ทั้งเลื่อมใส ชื่นชม เคารพ และเกรงกลัว ตัวของกวนซื่อนั้นคอยตั้งคำถามกับตนเองเสมอว่าเด็กหนุ่มผู้วิเศษนั้นทำไมช่างทำตัวเหมือนกับผู้ที่มีประสบการณ์เจนจัดกับชีวิตมามากมายเหลือเกิน ตัวของเขาเองในวัยนี่นั้นยังมิอาจสงบเยือกเย็น หรือตัดสินใจอะไรได้เด็ดขาดเท่าเด็กหนุ่มเลยแม้แต่น้อย
"ในภายภาคหน้าเขาคงเป็ตัวแปรสำคัญที่จะชักนำให้โลกแห่งนี้ต้องเปลี่ยนไปแน่นอน ข้าเชื่อเลยว่ามันต้องเป็อย่างนั้น" กวนซื่อกล่าวในใจจบก็เดินกลับไปที่ทัพของตนเพื่อแจ้งเื่การเข้าเป็พันธมิตรกับฝั่งแคว้นเทียนทันที...
-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-
ระยะเวลาเลยผ่านมาอีก 8 วันหลังา
ระยะเวลา 8 วันที่ผ่านมานั้นไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ ของกองทัพทหารที่รุกรานแคว้นเทียนเลยแม้แต่น้อย แต่ถึงอย่างนั้นก็ใช่ว่าฟงกับครอบครัวนั้นจะจับความผิดปกติของสถานการณ์ยามนี้ไม่ได้ พวกเขานั้นััได้ถึงการถูกติดตาม และจับจ้อง ซึ่งนั้นก็เป็ความจริง เพราะแคว้นต้ากับแคว้นหมิ่งนั้นร่วมมือกันส่งสายสืบมาค่อยติดตามสืบข่าว หาข้อมูลของครอบครัวฟงแทบจะทุกอย่างก็ว่าได้
ถึงอย่างนั้นข้อมูลที่แคว้นต้ากับแคว้นหมิ่งนั้นได้ไปก็แทบจะทำประโยชน์ใดๆ ให้แก่ฝั่งนั้นได้เลยแม้แต่น้อย ทั้งสองแคว้นนั้นรู้ว่าที่ตั้งบ้านของครอบครัวฟงนั้นอยู่ที่ไหน แต่ทว่าเมื่อส่งคนย่างกายเข้าไปที่แห่งนั้น ก็ไม่มีผู้ใดได้กลับมาอีกเลย และมีอยู่ครั้งหนึ่งที่ทั้งสองแคว้นนั้นส่งนักฆ่ามือดีไปอีกกว่าครึ่งร้อยคน เพียงเพื่อจะไปจับตัวใครสักคนในครอบครัวของฟงที่บ้าน
แต่ผลลัพท์ที่ได้นั้นต่างทำให้ทางสองแคว้นนั้นต่างหัวเสียอย่างมาก นักฆ่ามือดีกว่าครึ่งร้อยที่ส่งไปนั้น เหลือรอดกลับมาที่กองทัพในสภาพาเ็สาหัสเพียงแค่ 6 นายเท่านั้น โดยทั้ง 6 คนนั้นได้เล่าว่า ั้แ่ย่างกายเข้าไปใกล้บริเวณหน้าผาเพียงแค่ครึ่งลี้เท่านั้น อยู่ๆ ก็มีทั้งเสือป่า หมีป่าออกมาจู่โจมกลุ่มของนักฆ่า เท่านั้นไม่พอ บ้านของเป้าหมายนั้นก็อยู่สูงเกินไป พอปีนป่ายขึ้นไปได้เพียงไม่ถึงสอง่ตัวคนก็มีสายฟ้าฟาดลงมาใส่พวกมันทันที ทำให้กลุ่มนักฆ่าตกตายไปหลายคน และสุดท้ายก็ไม่มีนักฆ่าคนไหนไปถึง้าได้ พร้อมกับต้องหนีตายกับฝูงสัตว์ป่าที่ดุร้ายอีกด้วย...
"บัดซบ!!~"
ตึงงงง!!~
เสียงสถบบ่นออกมาอย่างไม่พอใจพร้อมกับเสียงของฝ่ามือทั้งสองของต้าถังที่ทุบลงโต๊ะภายในจวนประชุมก็ดังขึ้น หลังจากต้าถังได้ยินผลลัพท์ที่ตนเองได้นั้นเอง
"ข้าว่าเราควรต้องเปลี่ยนแผนแล้วละองค์ชายต้าถัง และข้าขอเสนอให้ใช้แผนการบุกดั่งสายฟ้าแลบ โดยไม่ให้พวกมันนั้นตั้งตัว" หลี่โกวเสนอขึ้นทันที
"ไม่ได้! แผนการของเ้ามีความเสี่ยงที่พวกมันจะรู้ตัวได้เร็วเกินไปเพราะจำนวนคนของเรา..." ต้าถังปฏิเสธขึ้นทันที ก่อนจะหลับตาลงทำสมาธิเพื่อหาแผนการณ์ที่ดำเนินได้เลยอย่างไม่ต้องรอเวลามาก และไม่นานนักเขาก็ลืมตาขึ้น
"พวกเราจะเคลื่อนทัพในยามอาทิตย์ตกดิน จากนั้นจะบุกตีเมืองพวกมันในยามรุ่งเช้าทันที โดยเป้าพวกเราต้องจับเป็ชาวเมืองของพวกมันให้มากที่สุด ใครขัดขืนหรือขวางทางให้ตัดแขนตัดขาพวกมันทิ้่งซะ แผนจะเริ่มในวันพรุ่งนี้ ไปสั่งให้ทหารเตรียมตัวซะ" ต้าถังกล่าวแผนออกมาจบก็เดินออกจากจวนไปทันทีโดยไม่สนใจคำตอบที่เห็นด้วยจากผู้ใดเลยแม้แต่น้อย
ต้าถังนั้นสั่งให้จับเป็ไว้ก่อนเพราะจะใช่ตัวประกันเป็หมากต่อรองกับฮ่องเต้แคว้นเทียน พอฮ่องเต้แคว้นเทียนตกที่นั่งลำบากแล้ว สองผู้วิเศษก็คงไม่กล้าทำอะไรโดยพลการแน่นอน ซึ่งนี้คือความเป็ไปได้ที่ต้าถังคิดไว้อย่างดีที่สุดสำหรับมันแล้ว และแน่นอนว่าฟงก็คาดการณ์ไว้เช่นกันว่ามันจะเป็อย่างนี้แน่นอน
หลังจากแผนขององค์ชายต้าถังได้ถูกป่าวประกาศไป เหล่าทหารของทั้งสองแคว้นต่างเตรียมความพร้อมอย่างรวดเร็วทันที และเวลาเพียงวันเดียวในการเตรียมการนั้นก็ได้หมดไปแล้ว ตอนนี้อยู่ใน่ยามที่ตะวันพึ่งลับขอบฟ้าไปเพียงไม่เกินร้อยลมหายใจเลยด้วยซ้ำ
"ออกเคลื่อนทัพตามเส้นทางที่วางไว้ได้!~" เสียงะโออกคำสั่งของหลี่โกวดังขึ้น และเหล่าทหารก็ออกเดินทัพในยามไร้แสงตะวันทันที
องค์ชายต้าถังนั้นวางแผนไว้แล้วว่าจะออกเคลื่อนทัพในยามไร้แสงตะวันนั้นให้ไวและเงียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งการเคลื่อนทัพด้วยจำนวนห้าแสนนายในยามค่ำไร้แสงตะวันให้เงียบเชียบที่สุดนั้นแทบจะเป็ไปไม่ได้เลย แต่ทว่าองค์ชายต้าถังที่เป็ถึงนักวางกลยุทธ์นั้นได้ ศึกษาข้อมูลพื้นที่แถบนี้มาเป็อย่างดีแล้ว เขาคาดว่าคงใช้เวลาเคลื่อนทัพเพื่อเข้าประชิดเมืองของแคว้นเทียนได้ก็ราวๆ 4 ชั่วยาม และตอนนั้นจะมีเวลาให้ทัพของมันได้พักประมาณ 2 ชั่วยามก่อนเปิดศึกแน่นอน...
-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-
ณ ยามท้องฟ้าไร้แสงตะวัน ตอนนี้สองบุรุษบิดากับบุตรนั้นกำลังยืนอยู่ปลายหน้าผาบริเวณบ้านของพวกเขา แน่นอนว่าพวกเขาออกมายืนอย่างนี้ติดต่อกันหลายวันแล้ว โดยการยืนที่ปลายหน้าผานั้นไม่ใช่เพียงแค่ยืนชมท้องฟ้ายามราตรีเฉยๆ เท่านั้น ทั้งสองนั้นจะใช้เวลาเพียงไม่นานเพื่อกระจายกระแสพลังออกไปัักับสิ่งมีชีวิตเพื่อป้อมกันภัย และแน่นอนว่ามันเป็การฝึกภาคบังคับที่บุตรชาย้าให้บิดาทำทุกวันจนชำนาญ
"ท่านพ่อ จับััได้เหมือนข้าหรือไม่?" ฟงที่ยืนอยู่ปลายผาบริเวณบ้านของตนกล่าวถามบิดาของตนที่ยืนอยู่ข้างๆ
"อ้า... ถึงจะยุ่งยากในการรวมสมาธิก็เถอะ แต่จำนวนที่เยอะขนาดนั้นไม่ได้คนที่หวังดีกับแคว้นแห่งนี้แน่" ชินที่ลืมตาขึ้นมาก็ตอบถึงสิ่งที่ััได้อย่างเบาบาง
"แล้วท่านพ่อคิดว่าใช่พวกเดียวกับแคว้นต้าและแคว้นหมิ่งหรือไม่?" ฟงถามออกมาอีกครั้งเพื่อดูว่าบิดาของตนจะวิเคราะห์ได้เช่นเดียวกับตนหรือไม่
"อืม... พ่อมั่นใจเต็มสิบส่วนเลยว่าต้องเป็พวกมันแน่ๆ" ชินตอบยืนยันทันที
"ข้าควรจะทำยังไงดีท่านพ่อ? หากข้าสังหารพวกเขาทั้่งหมด ก็จะมีกลุ่มอื่นมาเเทนที่เหมือนเคย แต่หากข้าปล่อยพวกเขาไว้ แคว้นแห่งนี้ต้องพังพินาศเพราะพวกเราแน่" ฟงที่ยามนี้ไม่มีกระจิตกระใจจะลงสู่สนามรบก็ได้กล่าวขึ้นทันที
ฟงนั้นหลังจากสังหารทหารไปหลายหมื่นคนในาเมื่อไม่กี่วันก่อน ก็ได้ตั้งคำถามกับตัวเองมากมายว่าควรจะทำอย่างไรดีกับเหตุการณ์ยามนี้ ในหัวใจของเขานั้นต่างสะอิดสะเอียนต่อการสังหารผู้คนมากมายเช่นนี้มาก แต่ยามนี้หากเขาไม่ลงมือสังหาร ครอบเขา และคนรอบข้างก็จะเดือดร้อนเพราะพวกเขาแน่นอน
"ลูกฟงโลกใบนี้นั้นมีคนสามประเภท ลูกรู้หรือไม่ว่าพ่อหมายถึงสิ่งใด?" ชินนั้นกล่าวถามออกมาด้วยใบหน้ายิ้มเล็กน้อย
"สามประเภทเช่นใดงั้นหรือท่านพ่อ?" ฟงที่ไม่อาจจะตอบคำถามของบิดาตนเองก็ถามกลับอย่างสงสัย จริงๆ เขานั้นก็พอมีความรู้ในภพชาติที่แล้วมากมาย แต่ทว่าการไม่ตอบออกไปนั้นก็เพื่อให้ตัวของฟงได้เรียนรู้บางสิ่งใหม่ๆ เพิ่มเติม หากมันเป็ข้อมูลใหม่ๆ ที่ดีมันก็ถือว่าคุ้มค่า
"หนึ่ง คนที่ทำตัวเป็ผู้นำจอมสั่งการ, สอง คนที่เป็นำที่แบกทุกอย่างไว้บ่นบ่า, และ สาม ผู้นำที่แบ่งปันภาระหน้าที่ให้คนรอบกายได้อย่างถูกต้อง... แล้วตอนนี้ลูกกำลังเป็ประเภทไหนอยู่กันละลูกฟง?" ชินถามอีกครั้งหลังจากตอบออกมา แน่นอนว่านี้คือคำสอนของตระกูลเฉินเช่นกัน แม้ว่าชินไม่อยากจะใช่แซ่เฉินมากนัก แต่คำสอนนี้ก็ใช้งานได้ดีในเวลานี้
"ประเภทที่สองครับท่านพ่อ" ฟงตอบออกมาอย่างไม่ต้องคิดอะไรเลย
เมื่อฟงได้ตอบออกไปแล้วดวงตาของเขาก็เปิดกว้างขึ้นทันที ใช่แล้ว... ตอนนี้เขาสามารถหาหนทางจัดการกับเื่ในตอนนี้ได้อย่างเหมาะสมแล้ว ตลอดมาตัวของฟงนั้นมักจะค่อยทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อครอบครัวเสมอ แบกทุกเื่ราวปัญหาไว้กับตนเองเพียงคนเดียว ทุกเพียงคนเดียว แต่พอเขาแบ่งปันสิ่งที่เห็นว่าควรให้ครอบครัวของเขาไปแล้ว การระแวดระวังต่อคนในครอบครัวของเขาก็ลดลง เพราะเขาเชื่อว่าคนในครอบครัวนั้นเอาตัวรอดได้แน่
แน่นอนว่าฟงนั้นลืมนำสิ่งเหล่านี้มาปรับใช้กับคนรอบกายที่ไม่ใช่ครอบครัว ด้วยตรรกะของคำว่ารับผิดชอบต่อสิ่งที่กระทำที่มากเกินไปของเขา ทำให้ตัวของเขาเก็บเอาปัญหาของแคว้นเทียนมาคิดมากคนเดียว แต่ต่อจากนี้เขาจะไม่ทำอย่างนั้นอีกแล้ว ตัวของฟงได้ตัดสินใจแล้วว่า จะถ่ายทอดวิชาการบ่มเพาะให้กับแคว้นเทียนแห่งนี้ โดยไม่ต้องมีการผูกมัดใดอื่นนอกจาก การรับวิชาบ่มเพาะไปเพื่อปกป้องแคว้นของตนและพันธมิตรเท่านั้น...
"ดูเหมือนว่าลูกจะคิดอะไรบางอย่างได้แล้วใช่มั้ย?" ชินที่เห็นฟงเงียบไปนานก็ถามขึ้นด้วยความดีใจที่เก็บเอาไว้ในใจของตนที่เห็นลูกชายของเขานั้นเติบโตขึ้นอีกก้าวแล้ว
"ครับท่านพ่อ... ข้าคิดว่า ข้าควรให้การสนับสนุนพวกเขาโดยไม่ต้องลงมือเอง และข้าเชื่อว่าในอนาคตพวกเขาจะอยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งพวกเราแน่นอน" ฟงกล่าวออกมาเป็ภาพรวมของแผนที่เขาคิดเอาไว้
"งั้นก็ดีแล้วที่ลูกตัดสินใจได้..." ชินกล่าวด้วยรอยยิ้มก่อนจะเปลี่ยนสีหน้ากลับมาเป็กังวลทันที
"ว่าแต่ลูกจะช่วยพวกเขาในยามนี้ยังไงกันละ? พ่อยังมองไม่เห็นหนทางเลย หากให้คนเพียงแค่สองแสน ไปสู้กับคนที่มากกว่าถึงสี่แสนคงไม่ไหวแน่" ชินกล่าวด้วยใบหน้ากังวลอย่างเห็นได้ชัด
"ไม่ใช่สี่แสนท่านพ่อ ฝั่งนั้นมีห้าแสนหนึ่งหมื่นนายครับ... และไม่ต้องห่วง ข้าได้คิดแผนไว้เเล้ว และข้าก็ไม่มีเวลาแล้วด้วย ข้าต้องรีบทำมันเดี๋ยวนี้เลย!" ฟงกล่าวจบก็รีบทะยานตัวออกไปทันที โดยมีชินที่ยังอึ้งกับจำนวนฝั่งตรงข้ามไม่หายยืนมองอยู่
"ชิ! ไม่ได้การณ์ละ ข้าเองก็ต้องไปด้วย!" ชินกล่าวขึ้นพร้อมกับส่ายหน้าไปมาไล่เื่ไร้สาระออกจากหัวก่อนจะทะยานตัวตามลูกชายตนเองไป...
-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-
ทางด้านราชวังของเมืองหลวงแคว้นเทียน
ปัง!~ ปัง!~ ปัง!~ ปัง!~
เสียงของประตูห้องที่เหมือนถูกเปิดอย่างแรงด้วยลมพายุดังขึ้นสี่ครั้ง ก่อนที่องค์าาเทียนหลงเฟยจะใแล้วรีบกวาดสายตาไปที่ประตูห้องทำงานของตนก็พบร่างของเด็กหนุ่ม นามว่าฟงกำลังทำหน้าตาตื่นยืนอยู่ที่หน้าประตู
"เฮ้อ... เ้าเองหรือหมอฟง?" องค์าาเทียนหลงเฟย ถอนหายใจก่อนจะกล่าวเรียกฟงอย่างหยอกล้อ
"ท่านเทียนหลงเฟย! ข้า้าเรียกรวมพลทหารด่วน ตอนนี้ศัตรูเคลื่อนไหวแล้ว" ฟงกล่าวด้วยใบหน้ายิ้มแย้มอย่างตื่นเต้นออกมา
แต่กลับกัน ฝ่ายขององค์าาเทียนหลงเฟยที่ได้ยินว่าศัตรูเคลื่อนไหวแล้วนั้น ก็ถึงกับทำหน้ามึดครึ่มไม่รับแขกทันที จากนั้นเทียนหลงเฟยก็รีบะโเรียกให้บ่าวใกล้ตัวเป็ตัวแทนออกไปแจ้งเื่ด่วนแก่แม่ทัพ รวมถึงแม่ทัพแคว้นตู่ [กวนซื่อ] ก็ด้วย ให้มาประชุมด่วนที่ห้องโถงของราชสำนัก
"พอบอกได้ไหมว่าศัตรูเคลื่อนไหวล่าสุดเมื่อไหร่กัน? จำนวนก็ด้วย" เทียนหลงเฟยที่เดินเทียบเคียงฟงอย่างเร่งรีบไปที่ห้องโถงประก็กล่าวถามไปพลาง เดินไป
"ในยามนี้ครับท่านเทียนหลงเฟย จำนวนทหารของพวกนั้นคือห้าแสนหนึ่งหมื่นนาย ข้าคาดว่าอีกเพียง 2 ชั่วยาม ก็คงมาถึงใกล้ๆ กับกำแพงเมืองหลวงแน่นอน แต่พวกนั้นคงยังไม่โจมตีในยามนี้แน่นอน" ฟงกล่าวออกไป
"หมอฟงคงไม่ได้อำข้าเล่นใช่มั้ย?" เทียนหลงเฟยกล่าวด้วยใบหน้าบิดเบี้ยวเพราะความกังวลอย่างเห็นได้ชัด
"หามิกล้าหรอกครับท่านเทียนหลงเฟย ข้าน้อยเป็เป็สามัญชนจะกล้าพูดเท็จ กล่าวคำโกหกกับท่านได้อย่างไร?" ฟงตอบออกมาอย่างไม่ทุกข์ร้อนใดๆ
ไม่นานฟงกับองค์าาเทียนหลงเฟยก็มาถึงห้องโถงประชุมของราชสำนัก โดยที่คนอื่นๆ ก็ทยอยมากันอย่างรวดเร็วอย่างเห็นได้ชัด และเพียงแค่ไม่กี่อึดใจเหล่าคนสำคัญ, แม่ทัพ, องค์ชาย, องค์หญิง ก็มากันพร้อมหน้าพร้อมตากันในห้องประชุมแห่งนี้
"เรียกประชุมเร่งด่วนในยามนี้มีเื่ใดงั้นหรือท่านชิน?" องค์ชายเทียนฮู่เป็ผู้แรกที่เปิดประเด็นถามขึ้นทันที โดยเขาคาดว่าต้นเื่น่าจะมาจากทางครอบครัวชิน มากกว่าบิดาของเขาแน่นอน จึงเอ่ยปากถามชินไปตรงๆ อย่างนี้
"ตอนนี้ทัพทหารของแคว้นต้าและแคว้นหมิ่งได้เคลื่อนไหวแล้ว และเป็ยามนี้ด้วย" ชินกล่าวออกมาด้วยเสียงเรียบและใบหน้านิ่งๆ
"จำนวนทหารของฝั่งนั้นก็คือห้าแสนหนึ่งหมื่นนาย และอีกเพียง 2 ชั่วยามพวกนั้นก็คงมาอยู่ใกล้กำแพงเมืองหลวงแล้ว" ฟงกล่าวเสริม
พอสิ่งเสียงของฟง เสียงถกเถียงก็เกิดขึ้นทันที แม่ทัพกล่าวเจ็ดในสิบส่วนต่างไม่เชื่อคำพูดของฟงเลยแม้แต่น้อย แต่ฟงก็หาได้สนใจอะไร เขาเพียงพูดต่อไปว่า ศึกในครั้งนี้นั้นทางศัตรูยอมลงทุกเดินมาตั้งทัพใน่ค่ำก็เพื่อจู่โจมในยามเช้าที่แคว้นเทียนไม่ทันระวังอย่างเต็มที่นั้นเอง
"แต่ถึงยังไงอีก 2 ชั่วยามข้างหน้า หากพวกนั้นมาถึงก็คงไม่จู่โจมเราทันทีแน่นอน" ฟงกล่าวออกมาต่อทันที
"หมายความว่ายังไงกันท่านฟง?" กวนซื่อถามขึ้นอย่างสุภาพ
"พวกนั้นเดินฝ่าป่าในยามค่ำคืนมาแทบจะตลอดเวลา แน่นอนว่ากองทัพของพวกนั้นต้องเหนื่อยล้า และต้องหยุดพักเป็อย่างน้อย 2 ชั่วยามเป็อย่างต่ำเพื่้อให้ทหารพร้อมรบ และนั้นก็ทำให้เราเหลือเวลาเตรียมรับมืออีกเพียง 4 ชั่วยามเท่านั้น" ฟงอธิบาย
"ศึกในครั้งนี้ช่างหนักหนาต่อแคว้นเทียนมากนัก ข้าขอฝากความหวังไว้ที่พวกท่านสองพ่อลูกได้หรือไม่?" เทียนหลงเฟยกล่าวขึ้นทันที เขาคิดว่าสองพ่อลูกตรงหน้าต้องจัดการเื่นี้ได้แน่ๆ
"ครั้งนี้... เห็นทีว่าคงไม่ได้ครับท่านเทียนหลงเฟย" ฟงกล่าวขึ้นทันทีทำให้ทุกคนในห้องถึงกับรู้สึกว่าหัวใจครึ่งหนึ่งถูกความสิ้นหวังกลืนกินไปเป็ที่เรียบร้อยแล้ว
"ใช่แล้วท่านเทียนหลงเฟย... ยิ่งพวกข้าช่วยเหลือพวกท่านมากเท่าไหร่ ปัญหาแบบนี้ก็จะมีมากขึ้นกว่าเดิมเท่านั้น แน่นอนว่าในระหว่างที่ครอบครัวพวกข้าอยู่ที่นี้นั้น แคว้นเทียนจะไม่มีปัญหาแน่นอน แต่ในอนาคตละ? หากครอบครัวพวกข้าต้องย้ายออกไปจากแคว้นนี้ ใครละปกป้องดูแลพวกท่านกัน?"
ชินกล่าวอธิบายยืดยาวออกมา ซึ่งคำอธิบายของชินนั้นก็เต็มไปเหตุผลที่แคว้นเทียนนั้นไม่อาจเอ่ยปากปฏิเสธว่าไม่จริงได้เลยแม้แต่น้อย พวกเขานั้นคิดเพียงว่าจะปลอดภัยหากมีผู้วิเศษอยู่ในแคว้นอย่างนี้เลยไป
"ทุกท่านไม่ต้องกังวลไป... ถึงศึกครั้งนี้ข้าอาจจะไม่ได้ลงสนามรบ แต่ข้าจะช่วยทำให้พวกกองกำลังที่มีอยู่ยามนี้มีพลังทัดเทียมกับศัตรูได้แน่นอน" ฟงกล่าวออกมาด้วยรอยยิ้่ม ก่อนจะกล่าวต่อว่า
"และด้วยเหตุนี้ข้าจึงต้องขอรบกวนให้ทุกท่านช่วยเตรียมกองกำลังทหารทั้งหมด พร้อมอาวุธและชุดเกาะ มาให้พร้อม พบกับข้าที่หลังประตูเมืองทิศตะวันออกที แน่นอนรวมถึงทัพของแม่ทัพกวนซื่อด้วยครับ"
พอสิ้นเสียงฟง องค์าาเทียนหลงเฟยก็ออกคำสั่งให้แยกย้ายเพื่อไปรวบรวมกำลังทหารทันที พร้อมกับออกคำสั่งให้กำลังทหารไปรวมตัวกันหลังประตูเมืองทิศตะวันออกด้วย ซึ่งตัวของเทียนหลงเฟยเองก็มินิ่งเฉยเช่นกัน เขาก็รีบไปจัดแจ้งเปลี่ยนชุดนักรบทันที เพราะเขาคาดว่าหากศึกนี้ไม่ได้ออกไปเหมือนคราวที่แล้ว เขาคงพลาดอะไรบางอย่างเป็แน่...
-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-
ประตูเมืองหลวงแคว้นเทียนทิศตะวันออก
ตอนนี้หลังประตูเมืองบริเวณนี้กำลังเต็มไปด้วยกองทหารมากมาย ซึ่งจำนวนทั้งหมดนั้นมีถึงสองแสนนาย ทำให้แถวของทหารทอดยาวลึกเข้าไปสู่พื้นที่รอบข้างอย่างช่วยไม่ได้ แน่นอนว่ามีชาวบ้านเปิดประตูหน้าต่างออกมามองดูเหมือนกันว่าทำไมถึงมีทหารมารวมตัวกันมากมายเช่นนี้ ด้วยจำนวนคนที่มากมายทำให้เสียงพูดคุยดังไปทั่ว ทั้งของทหารเองก็ตาม หรือแม้แต่ชาวบ้านก็ด้วย
"ทุกคนเงียบเดี๋ยวนี้..." เสียงของฟงกล่าวออกมาดูเหมือนไม่ดังมาก แต่ทว่าเสียงนั้นกลับเข้าหูทหารกับชาวเมืองทั้งหมดอย่างพร้อมเพรียงกัน พร้อมกับความเย็นของอากาศที่อยู่ๆ ก็เกิดขึ้นอย่างกระทันหัน
"ตอนนี้ศัตรูจำนวนห้าแสนหนึ่งหมื่นนายกำลังจะมาจากในป่าด้านนอก หากพวกเ้าทั้งหลายยังอยากรอดชีวิตก็จงเงียบและฟังสิ่งที่ลูกชายข้าจะกล่าวให้ดี!" ชินะโขึ้นพร้อมกับผสานลมปราณลงไปด้วยเพื่อทำให้เสียงนั้นดังขยายออกไปทั่ว
แน่นอนว่าทุกคนที่ได้ยินข้อความของชินเข้าไปนั้นก็แตกตื่นกันอย่างมาก แต่ก็ไม่มีใครส่งเสียงร้องถามอะไรออกมาเลย นอกจากอาการสั่นเทา บวกกับใบหน้าของคนส่วนใหญ่ที่แสดงออกว่ากำลังกังวลอย่างมาก
"ในศึกครั้งนี้ข้าจะไม่ลงสู่สนามรบ คนที่ต้องลงสนามรบในคราวนี้คือพวกท่านทหารตรงหน้าข้า แน่นอนว่าการเอาจำนวนทหารเพียงสองแสนนาย ปะทะกับทหารที่มากกว่าสองเท่าจะเป็เื่บ้า แต่หากข้าสามารถทำให้ทหารสองแสนนายตรงหน้านั้นแข็งแกร่งกว่าปกติได้ห้าเท่านั้น คิดว่าจะชนะศึกครั้งนี้ได้หรือไม่?" ฟงยังกล่าวด้วยเสียงเบาเรียบๆ เช่นเคย ก่อนจะหยุดปากลงเพื่อดูปฏิกิริยาของเหล่าทหาร
"ทำได้ด้วยหรือ?" ทหารนายหนึ่งะโขึ้น
"ใช่ๆ ท่านสามารถทำให้พวกข้าเก่งขึ้นได้งั้นหรือ?" ทหารอีกนายะโเสริม
"แน่นอน ข้าสามารถทำได้ เพราะงั้นถึงต้องให้ทุกท่านใส่อาวุธกับชุดเกาะมายังไงละ..." ฟงกล่าวจบก็เงียบลง แล้วหันไปมองกวนซื่อแล้วส่งสายตาให้เขาเดินเข้ามาหา และกวนซื่อเองก็เดินเข้ามาหาอย่างว่าง่าย
"ตรงหน้าข้าคือแม่ทัพกวนซื่อ ผู้มากฝีมือของแคว้นเทียน... เอาละท่านกวนซื่้อข้ารบกวนท่านะโให้สุดแรงขาของท่านได้หรือไม่?" ฟงวาดมือไปทางกวนซื่อก่อนจะกล่าวออกมาด้วยรอยยิ้ม
"ไม่มีปัญหาท่านหมอ" กวนซื่อตอบออกไปอย่างงงๆ ที่ไม่รู้ว่าฟงให้เขานั้นะโเพื่ออะไร
ฟุบ!~ ตุบ!~
เสียงะโตัวในแนวตรงดิ่งของกวนซื่อดังขึ้น ก่อนจะจบด้วยเสียงเท้าของเขากระทบพื้นอีกครั้ง แน่นอนว่าแม่ทัพอย่างกวนซื่อนั้นสามารถะโได้สุดแรงสูงถึง 2 เมตรอย่างง่ายดาย ทำให้เหล่าทหารมองกวนซื่ออย่างนับถือ แม้ว่าเขาจะมีอายุมากก็ยังะโได้สูงถึงขนาดนี้
"จากนี้ข้าจะลงอักขระเสริมพลังกาย, พื้นฟู, และป้องกันให้อาวุธและชุดเกาะของท่านกวนซื่อละนะ" ฟงกล่าวขึ้นก่อนจะเดินถอยออกมาหนึ่งก้าว
จากนั้นฟงก็สบัดมือขวาไปทางแม่ทัพกวนซื่อหนึ่งครั้งก็พลันปรากฏแสงที่เรียงเป็ตัวอักษรโบราณที่มีคำว่า : เสริมพลังกาย, ฟื้นฟู, และป้องกัน ลอยเข้าไปที่ชุดเกาะรวมถึงอาวุธของกวนซื่้อ และไม่นานพอแสงหายไป กวนซื่อก็พลันเบิกตากว้างขึ้น เพราะมันรู้สึกว่ากำลังของมันเพิ่มขึ้นมากมาย และยังรู้สึกว่าตัวเองดูวัยเยาว์ขึ้น แม้ว่าหนังหน้าจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงก็ตาม
"ท่านกวนซื่อลองะโสุดแรงเช่นเดิมให้ข้าชมได้ไหม?" ฟงถามอย่างยิ้มๆ ทันที
ตูมมมมม!!!~
ไร้ซึ่งคำตอบของกวนซื่อ เขาก็ถีบทะยานตัวเป็แนวดิ่งขึ้นสู่ฟ้าทันที ทำให้พื้นตรงบริเวณที่กวนซื่ออยู่นั้นแตกกระจายพร้อมเสียงที่ดังสนั่น แต่นั้นไม่ใช่จุดหลักที่สำคัญอะไร เพราะจุดหลักที่สำคัญกว่าก็คือ ร่างกายของกวนซื่อนั้นลอยอยู่บนฟ้าสูงถึง 10 เมตรกว่าๆ ได้อย่างง่ายดายมาก และไม่นานร่างของกวนซื่อก็ลงมาอยู่ที่พื้นเช่นเดิม พร้อมกับตาและปากของเหล่าทหารที่เบิกกว้างอย่างตกตะลึ่ง
"นั้นแหละคือสิ่งที่ข้าพอช่วยสนับสนุนพวกท่านได้ มันจะมีผลเพียงแค่วันนี้เท่านั้น แต่ถึงอย่างนั้นพวกท่านก็ยังเป็มนุษย์เหมือนเคย การประมาทก็ทำให้พวกท่านตายได้เหมือนกัน ดังนั้นอย่าเหลิงไปกับพลังและประมาทเด็ดขาดหากพวกท่านยังไม่อยากตาย"
ตึง!!~
ฟงกล่าวจบก็ยกขาขวาของเขาขึ้นแล้ว ประทับลงสู่พื้นปฐีหนึ่งครั้งก่อนจะเกิดแสงอักษรโบราณเหมือนก่อนหน้านี้อีกครั้งกว่าหลายแสนตัวลอยเข้าสู่ทหารทุกนายตรงหน้าของเขา และพอแสงของอักษรนั้นได้หายไป ฟงก็ล้มลงกับพื้นไปทันที พร้อมกับสติที่ดับหายไปของเขา
ชินที่เห็นว่าอยู่ก่อนแล้วว่าสีหน้าของฟงไม่ดี ก็ได้เข้ามารับร่างของลูกชายตนเองได้ทัน ในยามนี้ใบหน้าของฟงนั้นขาวซีด พร้อมกับมีเหงื่อมากมายเกิดขึ้นไปทั่วทั้งตัวของฟง และร่างกายของฟงยังเย็นอีกมากด้วย ชินที่เห็นว่าฟงมีสภาพอย่างนี้ก็ได้แต่ทำหน้าหน่ายแล้วส่ายหัวไปมา
"ไหนว่าเ้าหาวิธีแก้ได้แล้วไง? ทำไมถึงยังฝืนจนตนเองมีสภาพเช่นนี้อีกกันเ้าลูกชายตัวแสบ?" ชินบ่นว่าฟงในใจก่อนจะหันไปทางเทียนหลงเฟย
"พวกข้าหมดธุระแล้ว แคว้นแห่งนี้จะอยู่รอดหรือไม่อยู่ที่พวกท่านแล้ว พวกข้าพ่อลูกขอตัวก่อน" ชินกล่าวก่อนจะก้มหัวลงเล็กน้อยแล้วพุ่งทะยานตัวออกไปทันที
"เฮ้อ... ทั้งๆ ที่เอ่ยปากจะช่วยแค่สนับสนุนแท้ๆ แต่กลับมอบสิ่งที่ยิ่งใหญ่เกินคาดให้กับกองทัพของข้าอีกแล้วนะหมอฟง" องค์าาเทียนหลงเฟยถอนหายใจก่อนจะบ่นภายในใจ แล้วหันกลับไปสังการกับกองทหารต่อ โดยตัวของเทียนหลงเฟยนั้นก็ได้รับพลังอักขระของฟงไปด้วยเช่นกัน
ทั้งองค์าาเทียนหลงเฟย กับแม่ทัพกวนซื่อนั้นต่างแบ่งกันจัดกองกำลังเตรียมการได้อย่างรวดเร็วและเป็ระเบียบ ทำให้ตอนนี้ที่กำแพงเมืองฝั่งทิศจตะวันออกแห่งนี้มีกองกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดในทวีปแอบซุ่มเฝ้าอยู่อย่างที่คนนอกไม่สามารถสังเกตเห็นได้แน่นอน...
-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-
เวลาผ่านเลยมา 4 ชั่วยามกว่าๆ
ตอนนี้ท้องฟ้าเริ่มมีแสงสีส้มหม่นขึ้นมาเล็กน้อยเป็สัญญาณบ่งบอกว่า เช้าวันใหม่นั้นได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว พร้อมกับกองทัพทหารของแคว้นต้า และแคว้นหมิ่งพุ่งตัวออกมาจากป่า ราวกับฝูงมดแตกรัง ทำให้ภาพที่คนบนกำแพงเมืองเห็นนั้นต่างตื่นใเป็อย่างมาก หากเป็ในยามก่อนละนะ
เฮ่!~ เฮ่!~ เฮ่!~ เฮ่!~
เสียงร้องะโของเหล่าทหารแคว้นต้าและแคว้นหมิ่งดังขึ้นทั่วทั้งสนามรบพร้อมกับธงที่กองทหารนั้นแบกไปมาอย่างภาคภูมิใจ แต่ทว่าสิ่งที่ฝั่งของทหารแคว้นต้ากับแคว้นหมิ่งนั้นไม่คาดคิดก็ได้เกิดขึ้น ซึ่งนั้นก็คือ การะโทะยานตัวลงมาจากกำแพงเมืองที่สูงกว่า 7 เมตร ของกองทหารฝั่งแคว้นเทียน รวมถึงพันธมิตรแคว้นเทียนก็ด้วย...
"บัดซบ! ไหนองค์ชายต้าถังถึงบอกว่าพวกมันจะตั้งตัวไม่ทันไงเล่า?" หลี่โกวนั้นกล่าวออกมาอย่างไม่สบอารมณ์ ในระหว่างที่จับจ้องสายตาไปที่กองทัพฝั่งแคว้นเทียน
"เ้าอย่ามาร้อนใจตอนนี้จะได้มั้ย? มิเห็นหรือว่าพวกมันมีจำนวนแค่ไหน?" องค์ชายต้าถังนั้นกล่าวออกมาอย่างไม่เป็กังวลเลยแม้แต่น้อย
"สั่งให้พลธนู ปล่อยของชุดแรกซะ!~" หลี่โกวที่ไม่พอใจ ะโสั่งการออกไป
ทหารแนวหลังของฝั่งต้าถังกับหลี่โกวจำนวนแสนนายรีบขึงลูกศรพาดสายธนูทันทีก่อนจะปล่อยออกไป ทำให้เกิดห่าฝนลูกศรนับแสนปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า พุ่งลอยมุ่งไปหาทางทหารฝ่ายแคว้นเทียน ซึ่งหากเป็ยามก่อนเหตุการณ์เช่นนี้ย่อมเป็ปัญหาแน่
แต่ยามนี้ทหารแคว้นเทียนที่ได้รับพลังจากอักขระโบราณของฟงนั้น มีสมรรถภาพทางร่างกายที่สูงกว่าปกติ 5 เท่าตัว ทำให้พวกเขานั้นรวดเร็วขึ้น แม่นยำมากขึ้น รวมถึงปฏิกิริยาตอบสนองก็เร็วมากขึ้นเช่นกัน ซึ่งผลปรากฏนั้นก็คือฝนห่าลูกศรกว่าแสนดอกนั้นไม่สามารถสร้างาแให้กับกองทหารแคว้นเทียนได้เลยแม้แต่น้อย ลูกศรถูกหลบ และปัดไปอย่างง่ายดาย และเท่านั้นไม่พอทหารของแคว้นเทียนก็ยังวิ่งได้รวดเร็วเหมือนกับทหารที่อยู่บนหลังอาชาชั้นดีอีกด้วย
"บะ... บะ.. บ้าน่า! พะ.. พวกมันเป็ปีศาจหรือยังไงกัน?" หลี่โกวกล่าวออกมาด้วยใบหน้าที่ค่อยๆ ซีดลงอย่างเห็นได้ชัด
"ย๊ากกกกก!!~"
เคร้ง!~ เคร้ง!~ ฉั๊วะ!~ ฉับ!~ อ๊าก!~
เสียงของดาบ, กระบี่, และคมหอกที่ปะทะกัน ดังขึ้นในสนามก่อนจะตามมาด้วยเสียงร้องของมนุษย์ ซึ่งนั้นเป็เสียงร้องของเหล่าทหารแคว้นต้ากับแคว้นหมิ่งนั้นเอง
กองกำลังทหารแคว้นเทียนพร้อมทั้งพันธมิตรแคว้นจำนวนสองแสนนายในยามนี้นั้น ต่างถาโถมเข้าจัดการกับเหล่าศัตรูอย่างรวดเร็ว และเห็นความต่างของพลังได้ชัดเจน
เพียงไม่นานจากจำนวนที่เป็ต่อของแคว้นเทียนก็เริ่มกลับมาสูสีกัน และพอเวลาผ่านไปอีกเพียงไม่กี่ลมหายใจ จำนวนทหารของแคว้นเทียนพร้อมพันธมิตรแคว้นก็มีมากกว่าศัตรูแล้ว และแน่นอนว่าต้าถังกับหลี่โกว ได้ออกคำสั่งให้ถอยทัพทันที
แต่ทว่ามันก็ไม่ทันเสียแล้วกองทัพทหารของต้าถังกับหลี่โกวนั้นเหลือเพียงแสนเศษๆ เท่านั้น ทำให้โดนทหารและพันธมิตรแคว้นเทียนกว่าสองแสนนายปิดล้อมเรียบร้อย
"ยอมจำนวนแล้วมอบตัวเป็เชลยาซะหากพวกเ้ายังรักชีวิตอยู่!!~" เสียงขององค์าาเทียนหลงเฟยป่าวะโออกมาอย่างองอาจ พร้อมกับนำอยู่ด้านหน้าทัพของเขา โดยมีแม่ทัพกวนซื่อ และองค์ชายเทียนฮู่อยู่ข้างๆ
"อย่าฝันไปหน่อยเลยน่าาาเฒ่าเทียนหลงเฟย!" ต้าถังะโสวนกลับมา
"หากพวกเ้ามิหยิบยืมพลังของเ้าปีศาจ แคว้นระดับเล็กของแกมันก็แค่เบี้ยล่างเท่านั้นแหละ เพราะอย่างนั้นจะให้ข้าอยู่ในสภาพเชลยาในแคว้นเ้า ข้าขอยอมสู้ตายเสียดีกว่า!" ต้าถังกล่าวจบก็ชักกระบี่ออกมา
"ช่างน่าเศร้า... ข้าอุสาห์เมตตาเ้าแล้วนะองค์ชายต้าถัง..." องค์าาเทียนหลงเฟยกล่าวจบก็ชักกระบี่ออกจากฝักเช่นกัน
"ตีฝ่าออกไปให้ได้!!~" หลี่โกวะโขึ้นก่อนจะควบม้าออกนำหน้าทันที
"สังหารพวกมันให้หมด!~ หากพวกมันเหลือรอดกลับไปได้ ภายภาคหน้าลูกหลานของเราจะไม่มีแผ่นดินให้อยู่!" องค์าาเทียนหลงเฟยกล่าวะโปลุกระดมกำลังใจทหารขึ้น ก่อนจะชี้ปลายกระบี่ไปที่กองทัพของต้าถังกับหลี่โกวที่กำลังควบม้าพยายามฝ่ามา
เฮ่!~ เฮ่!~ เฮ่!~ เฮ่!~ เฮ่!~
เสียงโฮ่ร้องของทหารกับพันธมิตรแคว้นเทียนดังขึ้นก่อนจะพุ่งทะยานตัวในระดับความเร็วเท่าควบม้าเข้าปะทะกับกองกำลังศัตรูตรงหน้าอย่างฮึกเหิม...
-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-
"เฮ้อ... สุดท้ายก็ตายกันหมดสินะ" ฟงถอนหายใจแล้วลืมตาขึ้น
ตอนนี้ฟงอยู่ในห้องนอนของเขาแล้ว แน่นอนว่าเขาพอจะเดาได้ว่า ตัวเองอาจจะหมดสติไปเพราะใช้ลมปราณไปเป็จำนวนมาก และบิดาของตนก็พาเขากลับมาพักที่บ้าน
และพอฟงตื่นขึ้นมา เขาก็ส่งกระแสพลังออกไปตรวจสอบรอบๆ ก็พบว่ากองทหารของแคว้นต้ากับแคว้นหมิ่งนั้นได้ถูกสังหารจนหมดไปแล้ว ส่วนทางฝั่งแคว้นเทียนนั้นไม่มีผู้เสียชีวิตเลยนอกเสียจากอาการาเ็เท่านั้น
แอ๊ดดด!!~
เสียงเปิดประตูห้องดังขึ้นพร้อมกับร่างของหญิงสาวที่ชือ [ซื่อ หลินหลิน] เดินเข้ามาในห้องของฟง พร้อมกับในมือของนางนั้นมีชามใส่โจ๊กอยู่ใบหนึ่ง
"เอ๋?! ทะ.. ท่านอาจารย์ฟื้นแล้วงั้นหรือ?" หลินหลินที่เห็นว่าฟงนั้นนั่งพิงหัวเตียงอยู่ก็กล่าวขึ้น ก่อนจะรีบเดินมาวางชามอาหารลง ก่อนจะโผเข้ากอดฟง แล้วเอาหน้าซุกหน้าอกของเขาไว้
"จะ.. เ้าทำอะไรกันหลินหลิน? ปะ.. ปล่อยข้านะ"
ฟงที่ใที่หลินหลินโผเข้ากอดตนก็พลันหน้าแดงขึ้น ก่อนจะใช้แขนทั้งสองข้างพยายามดันนางออกไป แต่ด้วยความที่ว่าลมปราณในร่างกายถูกใช้ไปหมด และถูกฟื้นฟูมาเพียงสองในสิบส่วนเท่านั้น ทำให้เขาไม่อาจสู้แรงของแม่นางหลินหลินได้เลย
"ขอข้าอยู่อย่างนี้สักพัก! ได้โปรด...." หลินหลินตะเบงเสียงของนางออกมา ก่อนจะพูดขอด้วยเสียงเบาๆ
"เฮ้อ... ก็ได้ ก็ได้..." ฟงที่ยามนี้ไม่อาจทำอะไรได้ก็ได้แต่ยอมรับชะตายามนี้ให้นางกอด
"ฮื่อๆๆ... ขะ.. ข้ากลัว.. ข้านึกว่าท่านตายเสียแล้ว..." หลินหลินร้องไห้ออกมา พลางพูดออกมาอย่างเศร้าๆ
"หมายความว่าไง? ทำไมเ้าถึงคิดเช่นนั้น?" ฟงลักคิ้วสงสัยแล้วถามออกมา ในขณะที่มือของเขานั้นได้ขยับไปลูบหลังของนางอย่างไม่ตั้งใจ
"ยะ... ยะ..อยู่ๆ กลิ่้นอายปราณของท่านก็หายไป... ขะ.. ข้าเลยรีบมาหาท่าน ก็พบว่าท่านนอนไร้สติอยู่บนเตียง..." หลินหลินตอบด้วยน้ำเสียงติดๆ ขัดๆ
"เฮ้อ... เ้าก็ตื่นใมากเกินไปแล้วหลินหลิน... ข้ายังมิตายเสียหน่อย" ฟงถอนหายใจแล้วกล่าวอย่างหน่ายๆ
พอเวลาได้ผ่านไปสักพักหลินหลินก็ผละออกจากการกอดฟง ใบหน้าของนางนั้นแดงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากนั้นนางก็รีบวิ่งหนีออกจากห้องฟงไปโดยไม่กล่าวลาเลยแม้แต่น้อย
ฟงเองก็รู้ว่าหลินหลินนั้นอายที่ทำตัวอย่างนี้ออกมา หากจะกล่าวให้ถูกยามนี้ฟงนั้นมีอายุแค่ 16 ปีเท่านั้น ส่วนหลินหลินนั้น นางมีอายุ 19 ปีใกล้จะ 20ปีแล้ว และการมาร้องไห้ให้เด็กปลอบใจก็คงเป็เื่หน้าอายมิใช่น้อยเลยด้วย
"หากมิใช่ว่าขาดเวลา ข้าคงไม่ประทับปราณอักขระชั่วคราวอย่างเช่นครั้งนี้แน่นอน..." ฟงกล่าวออกมาเบาๆ กับตนเอง
ฟงนั้นพยายามทำใจยอมรับผลของการกระทำในครั้งนี้ ถึงแม้ว่ามันจะสร้างความสำเร็จต่อแคว้นเทียนก็จริง แต่ว่าการประทับอักขระที่ให้ไปนั้นก็เป็แค่อักขระชั่วคราวเท่านั้น รวมถึงการประทับแบบนี้ก็กินพลังปราณมากกว่าปกติสามเท่าตัวด้วย
ปกติการประทับตราอักขระเสริมพลังลงในชุดหรืออุปกรณ์นั้น ต้องมีร่องลอยอักษรชนิดๆ นั้นไว้ก่อนเพื่อเป็เหมือนกับภาชนะล็อคอักขระปราณให้คงอยู่ถาวร
แต่ทว่าการประทับตราอักขระปราณโดยตรง ไม่ผ่านขั้นตอนการวาดร่องลอยอักขระโบราณนั้น จะกินพลังมากกว่าเดิมสามเท่าตัว แถมทำให้แสดงผลของอักษรโบราณได้เพียงแค่วันเดียวเท่านั้น และพอเกินเวลาจากนี้อุปกรณ์นั้นๆ จะกลับคืนสู่สภาพดั่งเดิม...
"จากนี้ไปข้าจะวางรากฐานของผู้ฝึกตนสู่โลกใบนี้อีกครั้ง"
___________________________________________________________________
โปรดติดตามตอนต่อไป...