Demonlord online ราชาอสูรสะท้านโลก

    ภาคทวีปมืด:พักผ่อนวันสุดท้ายของศิลา

       เช้าวันต่อมาสามพี่น้องที่มีห้องนอนเป็นของตัวเองพวกมันได้ลอยเป็นดวงแสงเข้าไปยังห้องนอนของศิลาก็พบว่าชายหนุ่มยังหลับเป็นตายจึงใช้เวลาออกไปเที่ยวเล่นกลับมาตอนเที่ยงก็พบว่าศิลายังคงไม่ตื่นฟ้าครามเองก็ดูท่าจะยังไม่ตื่นเช่นกันหรือไม่ก็คงออฟไลน์ซึ่งพวกมันกลับมาอีกทีตอนเย็นศิลาก็ยังคงไม่ตื่นจนเวลาร่วงเลยไปถึงหนึ่งทุ่ม


       “ห้าวว...เหออเมื้อย” ศิลาเดินออกมาจากห้องนอนบิดตัวเอียงคอไปมาเพื่อคลายเมื้อย “รู้สึกว่าปราสาทเรามันจะส่งไอเย็นออกมาตลอดเวลาเลยสินะแบบนี้ก็ดีไปอย่าง” 


       “สวัสดีครับนายท่านดูสีหน้าเพลียๆไม่ค่อยดีเลยนะครับ” สัมพาทีเดินผ่านมาพูดขึ้นจากนั้นก็ตามมาด้วยซุนหงอคงและสดายุ


       “งั้นหรอ....ฉันไปอาบน้ำก่อนแล้วกัน” ศิลาพูดพร้อมกับเดินผ่านไปทำเอาพวกมันมามองหน้ากันก่อนจะหันเข้าไปมองในห้องพบว่าฟ้าครามกำลังอ่านตำราอะไรบางอย่างอยู่


       “สดายุข้าว่าอีกไม่นานแก่จะเป็นหมาหัวเน่าและล่ะ...เจี๊ยกๆๆๆ” ซุนหงอคงพูดขึ้นด้วยสีหน้าท่าทางลิงโรจน์สดายุเองก็มองตาแป๋วซึ่งตอนนี้มันถอดดวงใจภูติออกจึงทำให้กลับมาเป็นเด็กสามขวบอีกครั้ง


       “อ่าว” ฟ้าครามหันมามองสาวพี่น้องก่อนจะลุกเดินออกมาจากเตียงพน้อมกับอุ้มสดายุ “ไปเที่ยวมาหรอลูกมี๋”


       “ฉะดาชุฉะเป็นหมาหรอ” มันเอียงคอด้วยความ


       “ไม่หรอกจร่า” หงอคงแกล้งสดายุอีกแล้วซิเนี่ยหงอคงหันหลบควับก่อนจะเดินกอดขอสัมพาทีจากไปพร้อมกับยกขวดเหล้าดกพรวด


       ซู่....เสียงน้ำจากฝักบัวไหลพร้อมกับชายหนุ่มกำลังอาบน้ำอย่างสบายแต่สีหน้าของเราซีดเซียวถึงขีดสุดไร้สีสันแห่งชีวิตอย่างเห็นได้ชัด ‘เหอมันไม่ง่ายจริงๆเราก็ใช้พลังจิตหลายครั้งจนระดับสูงแต่ทำไมมันถึงเอาไปหลอมเข้ากับพลังปราณไม่ได้นะขนาดพลังเวทมนต์ยังหลอมรวมเข้ากับพลังธาตุได้แท้ๆแถมพอทำพลาดระดับของพลังจิตก็ลดลงอีกจนตอนนี้ระดับพลังจิตเหลือศูนย์ดีนะที่พลังปราณยังพอเหลือระดับไว้บ่าง’ ศิลาครุ่นคิดอยู่ชั่วขณะ


       เขายกมือซ้ายขึ้นมามองดูเศษวิญญาณแห่งธรรมชาติ “แถมตอนนี้พลังปราณก็ใช้ไม่ได้ต้องเอาไปสะกดพลังของธรรมชาติที่ต่อต้านกับพลังมารในตัวอีกเห็นที่จะลำบากของจริง”


       จากนั้นผ่านไปยี่สิบนาทีเขาก็เดินมายังห้องโถง “ไปกันเถอะ” 

        “ค่ะ” ฟ้าครามตอบจากนั้นทั้งหมดก็กลายเป็นดวงแสงหายเข้าที่สถิตพร้อมกับศิลาที่หยิบใบวาร์ปสีส้มสายฟ้าไปยังเมืองวังวลอัสนี


       เขามาโผล่ยังห้องโถงที่เงียบสงบภายในแสดงถึงความเป็นญี่ปุ่นออกมาได้อย่างชัดเจนบ่งบอกถึงตัวตนของแปดมงกุฎเป็นอย่างดีว่ามีสายเลือดแดนซามูไรเข้มข้นขนาดไหนจากนั้นศิลาก็เดินมองภายในวังด้วยสายตาระริกอย่างขื่นชมเสพกลิ่นอายแดนอาทิตย์อุทัยจากนั้นก็พบเข้ากับเร็ดที่กำลังยืนคุยอยู่กับซูนะ


       “มาแล้วหรอศิลาพวกนั้นออกไปตั้งวงเหล้ากันแล้วล่ะ” เร็ดยื่นกระดาษสีชมพูขนาดใหญ่โตเท่าประตูบ้านมาให้ศิลาพร้อมกับปากาเมจิกขนาดเท่าเทียนพรรษา “ส่วนต้นไม้ที่ติดกระดาษที่เขียนตั้งอยู่กลางเมืองนะ” 


       “ขอบใจมากฉันไปนะ” พูดจบศิลาก็เดินผ่านไปทิ้งหญิงสาวให้คุยเถียงอะไรกันบางอย่างพวกสามพี่น้องเองก็เดินตามหลังมาติดๆฟ้าครามก็ประจำตำแหน่งของเธอแต่ครั้งนี้เธอเองก็เปลี่ยนมาใส่ชุดยูคาตะสีฟ้า “วันทานาบาตะแบบนี้ก็แสดงว่าที่ญี่ปุ่นคือวันที่7 กรกฎาคมสินะ” 


       ศิลาเดินออกมาถึงนอกวังค์เล่นเอาทั้งหมดถึงกับอึ่งไปตามๆกันด้วยความไม่คิดว่าเมืองอัสนีจะให้ความเป็นญี่ปุ่นได้สมจริงขนาดนี้ทั้งการแต่งกายของผู้คนในชุดกิมโมโนหลากสีชุดยูคาตะตลอดจนถึงNPC แสงไฟหลากสีประดับตามอาคารทั่วทั้งเมืองเต็มไปด้วยต้นไม้ที่ติดกระดาษหลากสีพร้อมกับคำเขียนขอพรพ่อค้าแม่ขายกำลังตะโกนเรียกลูกค้าไม่ขาดสายร้านของกินเต็มเมือง


       ศิลาเริ่มไม่แปลกใจแล้วว่าทำไมพวกเพิร์จถึงได้มีเงินเปร์ให้เหล่าอาชญากรเพื่อใช้เดินทางทำภารกิจเก็บระดับกันอย่างสนุกมือเพราะเมืองแห่งนี้เต็มไปด้วยความคึกคักผู้เล่นจับจ่ายใช้สอย


       เขาเดินเคียงคูหญิงสาวไปยังกลางเมืองพบต้นไม้ใหญ่ตระหง่าเต็มไปด้วยกระดาษขอพรพร้อมกับผู้คนมากมายบางคนก็มาเป็นคู่รักบางคนก็มากับเพื่อนสนิททั้งชายและชาย หญิงและหญิง


       “กระดาษใหญ่ขนาดนี้จะเขียนตรงไหนล่ะคะ” ฟ้าครามมองไปรอบๆที่เต็มไปด้วยคนแน่นตาศิลากวาดสายตารอบหนึ่งก็เจอร้านอาหารที่หน้าร้านกำลังว่างพอดีจึงเดินเข้าไปใช้พื้นที่

     

       สายตาหลายคู่หันมามองศิลาเป็นตาเดียวด้วยความสงสัยว่านั่นสิ่งที่เองใช้เขียนมันปากกาใช้ไหมสาบานว่าไม่ใช่เทียนพรรษา


       “เอาล่ะเสร็จแล้ว” ในที่สุดกระดาษเท่าบานประตูบ้านก็มีลอยตัวหนังสือสีดำประทับลงพร้อมกับรอยยิ้มของทั้งห้าชีวิต “ขอทางหน่อยคร้าบบบบ” ศิลาขอทางอย่างนุ่มนวลก่อนจะค่อยๆลอยตัวขึ้นไปยังยอดต้นไม้ที่สูงสิบเมตรติดกระดาษสีชมพูเด่นสง่าพร้อมข้อความที่เขียนว่า (เราจะทำตามสัญญาขอเวลาอีกไม่นาน) ซึ่งอันที่จริงศิลาไม่ได้เขียนแบบนี้นะ


      “ไปเดินเล่นกันเถอะคะ” เขาพูดก่อนจะเดินชมทิวทัศน์และบรรยากาศศิลาต้องชะงักเมื่อทั้งสี่ชีวิตหยุดกึกสายตาจับจ้องไปยังร้านโดนัทด้วยนัยน์ตาเป็นประกายกลิ่นหอมหวนของโดนัทลอยมาตามลมจนยากเกินจะห้ามใจทำเอาศิลาต้องเดินเข้าไปเหมาทั้งร้านเขาเดินกลับมาในมือถือถุงกระดาษใส่โดนัทกว่า200ชิ้นสดายุเหมาคนเดียว100ชิ้นอีกตามเคย


       “ฟืด..ฟืด” ฟ้าครามหยิบโดนัทสีน้ำตาลเคือบน้ำตาลสีขาวขึ้นมาดูพลิกไปมา “ใช่โดนัทจริงๆหรอคะทำไมสีไม่เหมือนในที่อยู่ตู้กระจกเลยแถมกลิ่นยังหอมกว่ามากด้วย” 


       เจ้าหล่อนสีหน้าสงสัยขมวดคิ้วย่นสูดดมกลิ่นอันหอมหวนเกินห้ามใจเล่นเอาศิลาที่มองดูด้วยความเอ็นดูยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ซึ่งไม่ต่างจากคนแถมนั้นที่ถูกความงามของเจ้าหล่อนในชุดยูคาตะสีฟ้าลายดอกซากูระสีชมพูเข้ากลับทรงผมสีขาวนวลตายามปลิวไสวในสายลมบวกกับใบหน้าคมน่ารักแบบธรรมชาติสะกดสายตาทุกผู้คนที่ผ่านไปมาต้องหยุดหันมองชั่วครู่อย่างช่วยไม่ได้

       

       “แบบเดียวกันคะแต่นี่คือสีของไข่ที่ใช้ทำโดยไม่ใส่สารหรือสีแต่งกลิ่น” ศิลาตอบยิ้มๆทว่าเจ้าหล่อนก็ไม่ได้ฟังงับโดนัทหายเข้าไปทั้งอันจนแก้มตุ่ยนัยน์ตาระริกสุกสระกราวอย่างมีความสุขคงไม่ใช่อะไรหรอกเพราะต้องแต่หญิงสาวมาเป็นภูติรับใช้ของศิลาถ้าไม่กินเนื้อไดโนเสาร์ก็เนื้อเสือเนื้อจรเข้มาตลอดที่ยังไม่เคยกินเห็นทีคงจะเป็นเนื้อไส้เดือน


       “ศิลาข้าขอยาดองหน่อยซิ” หงอคงชี้ไปทางร้านยาดองทันทีศิลาถึงกับหน้าเหย่เก


       ‘เอาวะเป็นคนใช้สักวันแล้วกัน’ เขาเดินคอตกไปร้านยาดองข้างทางก่อนจะหันมาถามเจ้านายลิงของเขา


      “มีแบบใส่จิ้งจก ตุ๊กแก หนู แมลง สาป ไส้เดือน บุ้ง กิ้งกือ เอาแบบไหน”


       “หมดเลย” มันเดินเข้ามามองดูพ่อค้าอาแปะถึงกับยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ในที่สุดก็ขายออกสักที “โอ๊ะมีใส่พืชสีเขียวด้วยนี่เอาอันนี้ด้วย” 


      เมื่อมันได้ของสมใจเดินไปดื่มไปกับสัมพาทีสีหน้าของพวกมันยิ้มหวานตาเยื้อมตลอดทางศิลาส่ายหัวไปมาอย่างปรงๆถ้าไม่ถึงเวลาต่อสู้เขานี่แทบดูไม่ออกเลยว่าเป็นเจ้านายของเจ้าจ๋อตัวนี้


       “พี่ศินั้นอะไรคะ” ฟ้าครามดึงแขนเขาชี้ไปทางร้านอะไรสักอย่างที่เต็มไปด้วยผู้คน


       “ร้านปิ้งย่าง” ศิลาหรี่ตามองก่อนที่หญิงสาวจะรากเขาไปต่อแถวอย่างไม่รั้งรอเมื่อเห็นศิลาเดินมาอาชญากรทั้หลายก็หลบทางให้เขาแทรงคิวไปด้วยความเต็มใจแต่ทว่าศิลาก็ขอต่อแถวตามปกติ “ร้านปลาหมึกย่างแซ่บแน่คราวนี้”


       ใช้เวลาไม่นานเขาก็ได้ปลาหมึกย่างมีอีก100ไม้แถมยังเลี้ยงอาชญากรแถวนั้นไปอีก400ไม้หญิงสาวเดินไปชิมไปอย่างเอร็ดอร่อย


       “เป็นไงบ่างคะ” ศิลาถามเจ้าหล่อนอย่างยิ้มๆ

      

       “อร่อยจังคะ...แต่เผ็ดจังเลย” ฟ้าครามตอบพลางยื่นป้อนให้ชายหนุ่ม

      

       “พี่ศินั่นอะไรคะ” ฟ้าครามชี้ไปอีกร้าน


       “ร้านไอติมทอดคะ” 


       “งั้นลุยเลยคะ” พรวดหญิงสาวรากชายหนุ่มไปต่อคิวทันที

       

       และแล้วไอติมทอดหลากสีก็มาอยู่ในมือของหญิงสาวตลอดทางเจ้าหล่อนเดินไปละเลียดไอติมในมืออย่างตั้งใจด้วยนัยน์ตาหวานช่ำ


       “ขอพี่กินมั่งซิคะ” ศิลาหันมาอ้าปากรอ


       “อุ่ยลืม...แหะๆ” ศิลาอ้าปากจะงับไอติมแต่หญิงสาวดึงกลับไปพร้อมกับพูดขึ้น


       “อย่างหมดนะพี่ศิ!....” เธอเตือนสีหน้าหวงแหนด้วยความเข็ดจากครั้งที่แล้ว


       “งก” งับสุดท้ายเจ้าหล่อนก็ต้องร้องเสียงหลงเมื่อพี่ศิของเธอกัดเข้าไปคำเบ้อเร่อหญิงสาวดึงมือกลับวูบย่นจมูกค้อนงามใส่หนึ่งดอก


       “เหมือเด็กจังเลยนะคะเวลากินไอติมเนี่ย” ศิลาหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาเช็ดแก้มของหญิงสาวที่เลอะไอติมจนคนบริเวณนั้นหันมามองฟ้าครามต้องรีบจับมือของชายหนุ่มเชิงปราม


       “พี่ศิอย่าคะ....เสียมาทพี่หมด” ในโลกนี้พูดได้เลยว่าแทบจะไม่มีคนที่ไม่รู้จักชายที่ชื่อศิลาจากชื่อเสียงด้านความโหดฆ่าไม่เลี้ยงและจอมมารผู้โอหังเทียมฟ้าซึ่งหญิงสาวก็อยากจะให้คนอื่นคิดมองศิลาแบบนั้นต่อไปเพราะมันส่งผลถึงจิตใจใต้สำนึกของผู้คนการที่ศิลามาแสดงท่าทางท่าที่อ่อนโยนอย่างเช่นที่ผู้ชายไม่ค่อยทำกันต่อหน้าคนอื่นอาจจะทำให้เกียริต์ชื่อเสียงของศิลาดูลดลงไปก็เป็นได้อย่างน้อยๆเธอก็อยากจะปกป้องชื่อเสียงของชายหนุ่มไว้


       แต่สุดท้ายเธอก็ต้องยืนตัวแข็งให้เขาเช็ดปากเช็ดแก้มให้อย่างแผ่วเบาท่ามกลางเสียงซุบซิบก็สายตาพี่ศิของเธอบ่งบอกว่าไม่แคร์อย่าขัดใจพ่อเดี๋ยวสวย


      จากนั้นศิลาก็ใช้เวลาไปอีกสามชั่วโมงในการดื่มกับพรรคพวกโดยในการดื่มครั้งนี้ไม่มีใครพูดถึงสิ่งที่ต้องทำหรือเรื่องราวในเกมสักนิดเดียวทุกคนรู้ว่านี่อาจจะเป็นช่วงเวลาที่ได้พักแบบจริงจังครั้งสุดท้ายหลังจากดื่มจนเมามายศิลาก็กลับมาพักผ่อนที่ตำหนักศิลาเขานั่งบนขอบหน้าต่างมิ่นๆทอดสายตามองออกไปสุดสายตาด้วยอาการเหม่อลอยตรงกลางมีหญิงสาวนั่งเอนตัวหลังพิงอกของชายหนุ่ม


       “พรุ้งนี้พี่ศิจะออฟไลน์หรือคะ” ฟ้าครามเงยหน้าถามด้วยสายตาสั่น


       “คะ” ชายหนุ่มก้มลงเอามือลูบหัวหญิงสาวคราหนึ่ง “พอดีมีงานเข้ามาให้พี่ไปออกแบบตกแต่งบ้านให้”


      “อื๋ม” หญิงสาวขมวดคิ้วด้วยความสงสัย “ก็ที่เจอกันครั้งแรกพี่ยังเรียนอยู่เลยนี่คะแล้วคนจ้างผู้หญิงหรือผู้ชาย”


       “พี่เรียนจบ ป.ตรีไปรอบหนึ่งแล้วคะที่เจอกันครั้งแรกนั้นพี่มาเข้าเรียนใหม่ส่วนคนจ้างรู้สึกจะเป็นผู้ชายคนรู้จักของเจ๊เชอรี่พี่สาวพี่เอง” ฟ้าครามพยักหน้าเอานิ้วจิมคางชายหนุ่ม


       “ถ้าเป็นสาวล่ะน่าดู” 


       “หนูเถอะช่วงพี่ไปทำงานเอาเวลาไปทำกายภาพสะนะคะ” 


       “รับทร้าบคร้าบบบบผม” เจ้าหล่อนตอบท่าทีทะเล้นก่อนจะพูดขึ้นต่อ “อย่าลืมวันที่จะไปส่งแม่เค๊าล่ะไม่งั้นน่าดู”

     

       “จร้า!...ใครจะลืมแม่แฟนทั้งคนนี่นา”

       

       “พี่ศิแน่ใจหรอคะจะเข้าทวีปมืดทั้งที่ใช้พลังปราณไม่ได้แถมพลังจิตยังระดับแค่ศูนย์อีก”


        ศิลาฉีกยิ้มก่อนจะตอบ “แน่สิคะพี่มีแผนสำลองอยู่แล้วต่อให้เป็นพญาทศกัณฐ์พี่ก็ชนะได้ถ้ามีเจ้าสิ่งนี้” จากนั้นทั้งสองก็เข้านอน

       

       แสงแดดอ่อนๆเริ่มสาดผ่านหน้าต่างเข้ามายังห้องนอนฟ้าครามลืมตาตื่นก็พบเข้ากลับใบหน้าของศิลาที่หลับเป็นตายเธอฉีกยิ้มออกมาครั้งจะรูบหน้าชายหนุ่มก็กลัวเขาจะตื่นตอนนี้สีหน้าของศิลาเริ่มดูมีสีเลือดแห่งชีวิตขึ้นมาบ่างแล้วต่างจากเมื่อวานที่ซีดเผือดเธอทราบดีว่าชายหนุ่มต้องควบคุมพลังปราณไปสะกดพลังธรรมชาติที่กำไลข้อมือตลอดเวลา


       ดวงใจภูติและเศษวิญญาณแห่งธรรมชาตินั้นเป็นไอเท็มที่ไม่สามารถเก็บเข้าช่องเก็บของได้อาจจะเพราะบังเอิญหรือเหตุใดกำไลข้อมือที่ดรายแอดหรือนางไม้ให้ไว้กับศิลาถึงได้มีช่องใส่ผลึกชิ้นส่วนของดวงวิญญาณธรรมชาติ


       ตลอดทั้งคืนเธอนอนอยู่บนเตียงกับชายหนุ่มแต่ก็ผิดไปจากที่เธอคาดเมื่อพี่ศิของเธอไม่ได้แตะต้องตัวเธอแม้แต่น้อยต่างจากเมื่อตรั้งมีสามพี่น้องอยู่หรือนอนท่ามกลางป่าเขาจะโอบกอดเธอ


       “คงกลัวห้ามใจไม่ไหวล่ะมั้ง...ฮึมฮึม” หญิงสาวพูดยิ้มๆก่อนจะเดินออกไปเตรียมตัวเมื่อหญิงสาวเดินออกไปศิลาก็ลืมตาทันที


       “โหยยย!...สติอาตมาจะแตกสะบงร้อนเลยคราวนี้นึกไงถึงออกมานอนด้วยแบบนี้ล่ะเนี่ย” พูดจบศิลาก็หยิบร่ำไห้ขึ้นมาดูก่อนจะฉีกยิ้มและเดินออกจากห้องไป


       “คิดชื่อไอ้ตัวเล็กไว้ยัง” ซุนหงอคงเอ่ยถามทันทีด้วยท่าทางกวนประสาทกระโดดไปมา

      

       “แต่เช้าเลยนะเอง พร้อมกันแล้วใช้ไหม” ศิลาถามด้วยสีหน้าจริงจัง


       “ครับนายท่านเมื่อวานเหมือนโลกมันมีแต่สีเขียวกับสีชมพูไปหน่อยมองไปทางไหนก็อยากจะยิ้มแต่คราวนี้ผมเอาจริงแน่” สัมพาทีพูดขึ้น


       “เหอก็แกดื่มสมุนไพรดีเข้าไปน่ะซิไม่ยิ้มก็แปลก” 


       หลังจากท่านอาหารเสร็จสัมพาทีก็กลายเป็นมังกรขนาดตัวของมันปกคลุมไปทั่วเมืองตำหนักศิลาทำเอาผู้คนแตกจื่นคิดว่าเทพเจ้าอสูรมาบุกจากนั้นศิลาฟ้าครามสดายุและซุนหงอคงก็ขึ้นหลังของมันบินไปยังอีกฉีกโลกหรือก็คือที่เคยเป็นหอคอยโทไพร์ออน


       “พี่ศิคิดอะไรอยู่หรอคะ” ฟ้าครามเอ่ยถามทันทีเมื่อเห็นคิ้วของศิลาขมวดตลอดเวลา


       “พี่สงสัยนะคะสถานะของพี่ไม่สามารถใช้เวทมนต์อื่นได้นอกจากเวทย์แห่งสูญแต่ในด่านทดสอบที่หอคอยตอนเจอกับตัวเองอีกฝ่ายกลับใช้เวทย์จันทรากลืนสุริยันผสานกับเวทย์อนันตกาลแห่งสูญได้ซึ่งพี่ทำไม่ได้ถึงแม้ว่าระบบจะคิดว่าพี่กับน้องเป็นคนเดียวกันก็ตาม”


       ฟ้าครามหลับตาคิดไปสักพัก “พี่ศิมีทักษะแบ่งจิตลองแบ่งภาคเป็นร่างแยกแล้วให้ร่างแยกใช้เวทย์ของฟ้าดูไหมคะเพื่อได้ผล”


       “แบบนั้นต้องใช้พลังจิตแต่ตอนี้พลังจิตก็ไม่อยู่ในระดับที่จะทำได้”


       “นี่ศิลา” ซุนหงอคงพูดสายตามองไปยังเบื้องร่าง


       “ว่าไง” เขาหันมาพบว่าสีหน้าของมันดูจริงจัง


       “นายว่ามันแปลกๆตั้งแต่เราบินมาข้ามองตามทางข้างร่างมาตลอดข้ายังเห็นสัตว์อสูรสักตัวแถมผู้คนข้างร่างเองก็ดูเหมือนกำลังเดินหาสัตว์อสูรกันอยู่”  ศิลาก้มลงมองก็พบว่าแปลกไปจริงๆคงไม่ใช่สัตว์อสูรประท้วงขอขึ้นค่าแรงอย่างแน่นอนที่พวกมันหายไปจนเกลี้ยงแบบนี้มันต้องมีสาเหตุแน่