ซูหลิงอินไม่ตอบ หันหลังให้อันเหลิ่ง ริมฝีปากบางเหยียดออกน้อยๆ
เขารู้ว่าอันเหลิ่งจะไม่ยอมให้ใครเจอตัวตามที่ตน้า ไม่ว่าจะซ่อนตัวในซอกมุมหรือไปจากที่นี่ด้วยวิธีอื่น…ครั้งนี้จะเป็การสร้างสถานการณ์ว่าซูหลิงอินสลบอยู่ในห้องตามลำพัง
ซูหลิงอินหลับตา ลมหายใจถี่รัวขึ้นเรื่อยๆ ราวกับอาการกลัวที่แคบทวีความรุนแรงขึ้น
ประตูที่ล็อกสนิทถูกกระแทกเปิด ไม่นานซูหลิงอินก็ได้ยินเสียงหวีดร้องของป๋ายเข่อซ่ง เขาระงับรอยยิ้ม ไม่คิดเลยว่าสถานการณ์จะเป็ไปตามที่ตั้งใจขนาดนี้
หลังเ้าหญิงน้อยเห็นภาพนี้ก็จะแตกตื่นลนลาน มือไม้ปัดป่ายยุ่งเหยิง ด้านหลังมีบรรดาพี่น้องตระกูลซูที่อยากให้เขาตายแต่ไม่กล้าเอาชีวิตทันทีตามมาด้วย พวกเขาเข้ามาอย่างไม่รีบร้อน คนหนึ่งอธิบายให้ป๋ายเข่อซ่งฟังว่าไม่ใช่ปัญหาใหญ่ โรคกลัวที่แคบของซูหลิงอินเป็ที่รู้กันทั่วตระกูลซู
ไฟฟ้าชั้นสองติดอีกครั้งอย่างบังเอิญ ละครฉากนี้ไม่ตั้งใจแสดงเอาเสียเลย ไม่มีใครไปสืบหาสาเหตุว่าทำไมไฟถึงตก
ป๋ายเข่อซ่งร้องห่มร้องไห้วิ่งมาอยู่ข้างเตียง ท่าทางราวกับกลัวซูหลิงอินจะเป็อะไรไป ซูหลิงอินฝืนข่มไม่ให้ยิ้มและกลอกตา ดูไปแล้วเ้าหญิงน้อยเองก็ไม่อยากให้เขามีชีวิตดีๆ ต่อไปงั้นหรือ
กลุ่มคนที่ตั้งใจมาชมภาพซูหลิงอินตกระกำลำบากวนเวียนอยู่แถวประตูไม่นานก็จากไป ถึงอย่างไรซูหลิงอินก็ไม่ได้เป็อะไรรุนแรงจริงๆ พวกเขาไม่แม้แต่จะตรวจสอบว่ามีอะไรในห้องอยู่อีกไหม
อันเหลิ่งยังไม่ไป
เขาซ่อนตัวในห้องอาบน้ำ เงียบฟังถ้อยคำสารภาพความรู้สึกของป๋ายเข่อซ่งด้านนอก ั์ตาพลันอึมครึมลงเรื่อยๆ ประหนึ่งทะเลลึกที่มีอันตรายซุกซ่อนเหลือคณานับ รูปลักษณ์เฉพาะของเงือกคืนสภาพราวกับควบคุมอีกไม่ไหว สองมือค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็ครีบมือดังเดิม เผยให้เห็นเล็บแหลมคม แค่เพียงกรีดผ่านคอหอยมนุษย์เบาๆ ก็ปลิดชีพได้แล้ว
ซูหลิงอินััถึงกลิ่นอายอันตรายได้ก่อนป๋ายเข่อซ่ง อาการของเขาบรรเทาลงทันทีหลังไฟกลับมาสว่างและประตูแง้มออก เขายันตัวขึ้นนั่ง บอกเสียงเบาอย่างอ่อนแรง “ผมไม่เป็ไร พวกเราลงไปข้างล่างกันก่อนเถอะ อยู่ที่นี่แล้วผมไม่สบายตัวเท่าไร”
ป๋ายเข่อซ่งพยักหน้า เอื้อมมือทำท่าจะพยุงซูหลิงอิน กลับถูกอีกฝ่ายเบี่ยงหลบอย่างแเี
หลังทั้งคู่ออกไปจากห้อง อันเหลิ่งก็เดินออกจากห้องอาบน้ำ หยุดชะงักข้างเตียง พรมสีขาวบนพื้นยังมีเศษแก้วและไวน์แดงกระจายอยู่ เขาเก็บเศษแก้วคมกริบขึ้นมาชิ้นหนึ่ง รูปลักษณ์เฉพาะของเงือกหายไปในจังหวะที่เขาเดินออกจากห้อง
“เมื่อกี้คุณวิ่งขึ้นมาแบบนั้น แล้วพ่อแม่คุณ…” ซูหลิงอินแสร้งถามอย่างสงสัย
ป๋ายเข่อซ่งกัดปาก ก่อนส่งยิ้มให้เขา “ไม่เป็ไรหรอกค่ะ พ่อแม่ถามฉันไม่กี่ประโยค ท่าทางไม่พอใจจริงๆ แต่ก็ไม่ได้ว่าอะไรค่ะ”
ซูหลิงอินถอนหายใจ “ขอโทษด้วยครับ คนที่บ้านส่วนใหญ่ไม่ค่อยชอบผม ถึงได้ปล่อยข่าวลือไปทั่ว ตัวผมอยู่โดดเดี่ยวลำพังไม่มีอำนาจ เลยจนปัญญา ได้แต่ปล่อยให้พวกเขาทำไป”
ป๋ายเข่อซ่งคลี่ยิ้มใสซื่อ ก่อนเอ่ยปลอบ “ฉันจะช่วยคุณเองค่ะ ช้าเร็วทุกคนก็ต้องได้รู้ความจริง! ถึงเวลานั้นพวกเขาต่างก็ต้องอิจฉาฉันที่มี…เอ่อ แฟนแสนดี!”
ซูหลิงอินอึ้งนิดหน่อย “เราเพิ่งเจอกันวันนี้เองนะครับ”
และคนที่ไม่รู้ความจริง เกรงว่าจะเป็เธอนะ
เ้าหญิงน้อยในหอคอย
ป๋ายเข่อซ่งทำปากจู๋อย่างออดอ้อน “คุณไม่เชื่อเื่รักแรกพบเหรอคะ!”
ซูหลิงอินหัวเราะ ไม่ตอบรับและไม่ปฏิเสธ เพียงพูดเหมือนหวังดีกับเธอเต็มประดา “อย่าเพิ่งรีบร้อนเลย ผ่าน่นี้ไปให้ได้ก่อนค่อยว่ากันดีกว่า เราเพิ่งเจอกันครั้งแรก คุณจะรู้ได้ยังไงว่าผมไม่ใช่ผู้ชายเลวๆ เด็กสาวควรปกป้องตัวเองให้ดี เ้าหญิงน้อยอย่างคุณยิ่งต้องปกป้องตัวเองครับ”
ป๋ายเข่อซ่งถูกพูดใส่จนหน้าแดงด้วยความเขิน ก่อนจะพึมพำเสียงเบา “ผู้ชายเลวๆ ที่ไหนจะพูดแบบนี้กัน คงตอบตกลงไปทันทีแล้ว ถึงยังไงสำหรับพวกเขา ต่อให้ถูกจับได้อย่างมากก็แค่เปลี่ยนแฟนเท่านั้น”
ซูหลิงอินยังคงนิ่งเงียบ รอยยิ้มในแววตากลับยิ่งทวีคูณ ‘เ้าหญิงน้อย รู้จักการแสร้งปล่อยเพื่อจับไหม’
เขาพาป๋ายเข่อซ่งไปหากลุ่มคนจากตระกูลซู ประจันหน้ากับซูอี้ผู้ดูแลตระกูลในตอนนี้ จากนั้นก็เอ่ยเรียกยิ้มๆ “ลุงใหญ่”
เขายิ้มได้สง่างามดุจวิญญูชนสุภาพนุ่มนวล แต่ในสายตาพวกซูอี้กลับเหมือนคนถ่อยได้หน้า
ซูหลิงอินมีเจตนาทำให้พวกเขาระคายใจ
“ผมสนิทกับเข่อซ่ง ตอนนี้ตั้งใจว่าจะคบกันครับ” เขาพูดอย่างไม่รีบร้อน “ผมเชื่อว่าลุงใหญ่เองก็คงชอบเข่อซ่งมากเหมือนกัน”
ซูอี้ได้แต่คิดว่าตนไม่เห็นก็ไม่นึกรำคาญ พลันขมวดคิ้วตอบ “แกชอบเธอก็ดีแล้ว”
ทีแรกเขาเตรียมผู้หญิงไว้อีกคน ตอนนี้ดูไปแล้วคงไม่ได้ใช้
ซูหลิงอินเลิกคิ้ว “ถึงจะพูดแบบนั้น แต่ท่าทางลุงใหญ่เหมือนไม่ชอบเข่อซ่งเลยนะครับ”
ป๋ายเข่อซ่งทำตัวลีบอยู่ด้านหลังซูหลิงอิน ใบหน้าเล็กแทบจะยับย่น
ซูอี้ไม่คิดว่าซูหลิงอินจะไม่ยอมเลิกราแบบนี้ ราวกับอยากมีเื่ให้ได้ ทั้งที่ก่อนหน้านี้วางท่าสูงส่งเหมือนไม่้าแก่งแย่งอะไร จึงตอบพอเป็พิธี “คุณหนูตระกูลป๋ายต้องตาแก ฉันย่อมต้องยินดีอยู่แล้ว”
ซูหลิงอินไม่มีท่าทีอะไร ป๋ายเข่อซ่งยิ่งฟังกลับยิ่งโมโห ดึงแขนเสื้อซูหลิงอิน อยากให้เขารีบไปจากตรงนี้ ซูหลิงอินจึงตามน้ำ ขยับฝีเท้าไปหามุมอื่นพูดคุยกัน
ป๋ายเข่อซ่งเบ้ปาก “คนเมื่อกี้น่ารังเกียจจัง คนบ้านคุณเป็แบบนี้หมดเลยเหรอคะ มิน่าถึงชอบว่าร้ายคุณอยู่เรื่อย”
ทรายนั้นมักอิจฉาหยก สุดท้ายเมื่อพบว่าไม่อาจเทียบชั้นได้ตลอดกาลจึงตัดสินใจทำลายให้ย่อยยับหมดเื่ ป๋ายเข่อซ่งคิดแบบนี้ ยิ่งคิดยิ่งรู้สึกว่าต้องใช่แน่ๆ จึงพยักหน้าหงึกๆ กับตัวเอง
เธอครุ่นคิดจนใจลอย โดยไม่ทันระวังก็รู้สึกเจ็บแปลบที่แขน ร้องอุทานออกมา
ซูหลิงอินรีบหันไปมอง สีแดงฉานประดุจไวน์พลันสะท้อนสู่สายตาเขา ผิวนุ่มเนียนของป๋ายเข่อซ่งมีรอยเืปรากฏ เป็แผลถลอกจากของมีคม
ป๋ายเข่อซ่งก้มหน้าดูก็มองเห็นรอยแผลนี้ ดวงตาคู่หวานพลันน้ำตารื้น “เกิดอะไรขึ้น…พี่หลิงอินทันเห็นไหมคะ” เ้าหญิงน้อยที่้าความปลอดภัยเปลี่ยนสรรพนามเรียกให้ดูสนิทสนมขึ้นทันที เพื่อให้ได้มาซึ่งการปลอบโยน
ซูหลิงอินส่ายหัว “จัดการแผลก่อนเถอะ”
อันที่จริงเขาเห็นเงาร่างคล้ายอันเหลิ่ง
นี่แค่ หึงเหรอ
รุนแรงไปหน่อยมั้ง…