สิ้นเสียงพลุฉลอง เสียงประกาศจากเวทกระจายเสียงดังก้องไปทั่วบริเวณ
"ขอแสดงความยินดีกับผู้สอบผ่านทุกคน และสำหรับผู้ที่สอบไม่ผ่าน การได้เข้าเรียนในสถาบันอื่นก็ยังเป็นโอกาสในการพัฒนาตนเอง ทุกสิ่งล้วนขึ้นอยู่กับความพยายามของแต่ละคน โลกของเรายังต้องการคนรุ่นใหม่เสมอ พวกเจ้าคือความหวังในการรับมือกับปีศาจและสัตว์อสูรที่พยายามรุกรานแผ่นดินของเรา หากพวกเจ้าไม่แข็งแกร่งขึ้น ก็ไม่อาจต้านทานภัยเหล่านั้นได้!"
เสียงหายใจลึกดังขึ้นชั่วครู่ ก่อนประกาศประโยคสุดท้ายดังขึ้นชัดถ้อยชัดคำ
"จงแข็งแกร่งขึ้น ไม่ว่าพวกเจ้าจะอยู่ที่ใด ขอให้โชคดี"
"เริ่มรายงานตัวได้!"
เสียงฝีเท้าและเสียงโห่ร้องยินดีของผู้สอบผ่านดังกระหึ่มไปทั่วลานหน้าประตูสถาบัน อัฒจันทร์พลันคึกคักขึ้นทันตา
หนุ่มสาวนับพันคนต่างกรูกันไปยังจุดลงทะเบียน โดยแยกออกเป็นแปดสาขาตามวิถีที่ตนสอบเข้า แต่ละสาขามีโต๊ะลงทะเบียนอยู่ห้าโต๊ะ พร้อมเจ้าหน้าที่คอยรับรายงานตัว
ทุกคนต่อแถวกันอย่างตื่นเต้นและมีรอยยิ้มบนใบหน้า มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ยังคงท่าทีสงบนิ่ง เช่นดียวกับผู้ที่รั้งอันดับสูงสุดทั้งหลาย ที่ไม่แสดงความตื่นเต้นหรือดีใจให้เห็นเลยแม้แต่น้อย
“นิค เจ้าติดหนึ่งในสิบหรือเปล่า?”
เสียงซิลฟี่ดังขึ้นพร้อมกับที่ร่างของนกสาวโฉบลงมาเกาะที่ไหล่ของเขา
“เจ้าไม่เห็นชื่อข้าบนนั้นหรือ?”
“เจ้าบ้า! ข้าอ่านไม่ออก!”
“อ้อ... ข้าลืมไป ขอโทษ ข้าได้ที่สิบ”
“ดีใจด้วยนะ! ข้าไปหาอีรินก่อนนะ เห็นว่ามีของกินอยู่ตรงอัฒจันทร์นั่นแหละ”
เธอกระพือปีกบินจากไปทันที ทิ้งให้นิโคลัสยิ้มบาง ๆ อยู่ลำพัง
เขาเริ่มเดินไปยังแถวของนักเวท ขณะนั้นก็พยายามมองหาคนรู้จักในฝูงชน แต่ยังไม่พบใคร
ตุ้บ!
เสียงทุบแขนเบา ๆ ดังขึ้นจากด้านข้าง เขาหันไปทันที
“เจ้าติดลำดับแล้ว ทำเป็นมองข้ามหัวข้าหรือยังไง?”
เสียงใสร่าเริงที่เขาจำได้ ซีรีน สาวน้อยผู้ร่วมแถวในด่านแรกนั่นเอง
“ขอโทษ ข้ามองไม่เห็นเจ้าจริง ๆ คนมันเยอะ บังเจ้าหมดเลย ดีใจด้วยที่สอบผ่านนะ”
“เจ้าก็เหมือนกัน แถมได้ที่สิบอีก! หน้าตาไม่น่าเก่งได้เลยนะ หากไม่เชื่อข้า ลองดูสิ หนุ่ม ๆ ที่ติดสิบอันดับแรกแต่ละคน หน้าตาดีทั้งนั้น... ยกเว้นเจ้า”
“อีกแล้ว เจ้าจะเลิกเอาหน้าตามาเป็นมาตรวัดความเก่งได้หรือยัง แล้วจะให้ข้าไปเปรียบกับลูกหลานตระกูลใหญ่พวกนั้นได้ยังไงกัน”
“แต่ข้าว่า มีเจ้าติดอันดับสิบก็ดีเหมือนกัน จะได้มีหน้าตาแปลก ๆ อยู่ในลิสต์บ้าง ไม่งั้นมันจะดูดีเกินไป”
เธอทำหน้าทะเล้นอย่างมีเลศนัย
“เจ้ารีบไปรายงานตัวเถอะ เดี๋ยวจะไม่ทัน”
“เจ้าพักอยู่ที่ไหนล่ะ? ข้าจะได้พาไปเลี้ยงข้าวตามที่สัญญาไว้”
“ข้าพักที่โรงแรมสโตนบริดจ์ เขตใต้ ติดกับสะพานเลย หาไม่ยากหรอก แต่พรุ่งนี้ข้าคงไม่ว่างนะ ต้องไปทำธุระ”
“เข้าใจแล้ว มะรืนนี้ข้าจะไปหาเจ้าตอนเช้าแน่นอน”
กล่าวจบเธอโบกมือลาแล้ววิ่งไปต่อแถวในสายของนักล่า
นิโคลัสมาถึงแถวของนักเวท แต่แล้วก็สังเกตเห็นความผิดปกติ
ตั้งแต่แถวที่สองถึงแถวที่ห้า มีคนต่อแถวยาวแถวละยี่สิบกว่าคน แต่แถวแรกกลับมีเพียงสิบคนเท่านั้น และคนที่ยืนเป็นคนสุดท้าย มีเส้นผมสีแดงเพลิง สวมชุดคลุมราชวงศ์ที่มีตราฟีนิกซ์ไร้มงกุฎ ไม่ต้องเห็นหน้า เขาก็รู้ว่าเป็นใคร
‘ลูคัส วาลเดียลา’
แม้แถวนั้นจะสั้นที่สุด แต่เขาก็เลือกต่อแถวอื่นเหมือนคนส่วนใหญ่ เพราะไม่อยากเป็นจุดสนใจ และเลี่ยงการสบตากับอีกฝ่ายโดยไม่จำเป็น
สายตาของเขายังคงจับจ้องลูคัสเป็นระยะ ไม่มีใครกล้าไปต่อแถวนั้นจริง ๆ
‘ชื่อเสียงของเขาต้องมีอะไรแน่ ให้แจ็คไปสืบจะดีที่สุด’
“เจ้าก็สนใจลูคัสเหมือนกันเหรอ?”
เสียงคนข้างหลังดังขึ้นทำให้เขาต้องหันไปมอง
ชายหนุ่มร่างสูงในชุดนักเวทสีขาวสะอาดราวหิมะ รับกับเส้นผมสีขาวและดวงตาสีฟ้าเย็นเฉียบ
‘ทำไมข้ามักเจอแต่คนแบบนี้นะ...’
“ข้าแค่สงสัยว่าทำไมไม่มีใครไปต่อแถวนั้นเลย”
เขาแสร้งตอบแบบไม่รู้เรื่อง
“เจ้ามิใช่คนจากอาณาจักรวาลเดียหรือ? ถึงไม่รู้จักเขา”
“ใช่ ข้ามาจากโซลมา พึ่งมาอยู่ที่นี่ครึ่งเดือนก่อน ฝึกซ้อมทั้งวัน เลยไม่ค่อยรู้จักใคร”
เขาต้องรักษาบทบาทต่อไป
“เจ้าเดินทางมาไกลมากเลย”
ชายหนุ่มพิจารณาเขาเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่อ
“ลูคัส เป็นคนมีชื่อเสียงและค่อนข้างพิเศษ เขาไม่ค่อยสุงสิงกับใคร และก็ไม่มีใครกล้ารบกวนเขาด้วย แต่ก็ไม่ใช่คนเลวร้ายอะไรหรอกนะ เพียงแค่เป็นคนมีโลกส่วนตัวสูงเท่านั้น”
“ไม่เหมือนท่านสินะ มีอัธยาศัยดี คุยกับใครก็ได้”
เขายิ้มเล็กน้อยพลางหยั่งเชิง
“ข้าก็ใช่ว่าจะคุยกับใครก็ได้ ข้าแค่สนใจท่านเล็กน้อย”
คำตอบของอีกฝ่ายทำให้เขาเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ
“ข้ามีอะไรให้น่าสนใจ?”
“เส้นผมของท่าน ข้าเกิดมาผมขาวมาตั้งแต่เด็กแตกต่างจากคนทั่วไป จึงสนใจคนที่มีลักษณะคล้ายกัน ข้าศึกษาเรื่องนี้มาพอสมควร ท่านต้องการให้ข้ากล่าวต่อหรือไม่?”
นิโคลัสถอนหายใจเล็กน้อยก่อนตอบ
“ข้าไม่ค่อยชอบคนฉลาดที่ช่างสังเกตหรอก... ไม่ต้องกล่าวแล้ว และเลิกหยั่งเชิงข้าได้แล้ว องค์ชาย เฟรเดอริก ไครอัลด์ เจ้าชายน้ำแข็งแห่งฟรอสเฮล์ม”
เฟรเดอริกยิ้มบาง ๆ อย่างอารมณ์ดี
“เจ้ารู้จักข้า แล้วจะไม่แนะนำตัวเองหน่อยหรือ?”
“นิโคลัส เบลลาทอร์ ยินดีที่ได้รู้จัก”
“ข้าก็คิดอยู่ว่าเจ้าคงไม่ธรรมดา แต่ไม่คิดว่าจะเป็นอันดับสิบ เรียกข้าว่า เฟร็ด ก็ได้ ที่นี่ไม่มีระบบชนชั้นอยู่แล้ว”
“ท่านเรียกข้าว่า นิค ก็แล้วกัน”
ทั้งสองคุยกันต่อระหว่างรอคิว กระทั่งเวลาผ่านไปราวสี่สิบนาที จึงถึงคิวของนิโคลัส
รุ่นพี่ที่รับลงทะเบียนเงยหน้าขึ้นมาทักทายทันที
“ชื่อและอันดับวิถีนักเวท?”
“นิโคลัส เบลลาทอร์ อันดับที่สี่ ขอรับ”
“หืม!”
รุ่นพี่มองหน้าเขาก่อนยิ้มอย่างพึงพอใจ
“ยินดีต้อนรับรุ่นน้อง”
เขาทักทายพลางเริ่มลงทะเบียนชื่อและอันดับในสมุดเวทมนตร์ ก่อนหยิบป้ายไม้ขนาดฝ่ามือขึ้นมา ลงอักขระเวท ชื่อ วิถี และชั้นปี บนแผ่นป้ายอย่างคล่องแคล่ว
“หยดเลือดของเจ้าลงบนแผ่นป้ายนี้”
นิโคลัสหยิบมีดสั้นออกมา กรีดปลายนิ้วเล็กน้อยก่อนหยดเลือดลงบนแผ่นป้าย
แสงสีฟ้าอ่อนสว่างไสว แผ่กระจายจากจุดที่เลือดตก ปกคลุมไปทั่วแผ่นไม้
“วันที่หนึ่งเดือนหน้า เปิดภาคเรียน แขวนป้ายนี้ไว้กับตัวเมื่อเข้าสถาบัน และตลอดเวลาที่อยู่ภายใน”
รุ่นพี่ยื่นเอกสารชุดหนึ่งพร้อมป้ายให้นิโคลัส
“นี่คือรายการชุดนักศึกษาและตำราเรียน เจ้าควรจัดหาให้ครบภายในสองสัปดาห์ หากไม่อยากซื้อของใหม่ ลองหาของมือสองในเมืองก็ได้ คุณภาพดีมีไม่น้อยเลย”
เขาอธิบายด้วยน้ำเสียงสุภาพ และเสริมด้วยข้อมูลสำคัญอื่น ๆ
“ส่วนหอพักในจะมีการคัดเลือกตอนเปิดภาคเรียน หากเจ้าจะพักข้างนอกก็ไม่ต้องสนใจ ส่วนทุนการศึกษา เจ้าจะได้รับเต็มจำนวนในเทอมนี้ แต่เทอมหน้าจะต้องดูผลการเรียน ถ้าอันดับยังอยู่ในสิบแรกก็ได้ต่อ”
“เข้าใจแล้ว ขอบคุณขอรับ รุ่นพี่”
นิโคลัสรับของแล้วเดินออกจากจุดลงทะเบียน ก่อนหันไปโบกมือให้เฟร็ด
“ข้าไปก่อนนะ แล้วเจอกันตอนเปิดภาคเรียน”
“แล้วเจอกัน นิค”
กว่าที่พวกเขาทั้งสี่คนจะกลับถึงโรงแรมก็ค่ำแล้ว
ภายในห้องอาหารยังมีโต๊ะหนึ่งที่กำลังดื่มกินฉลองชัยที่สอบเข้าได้ และอีกโต๊ะคือกลุ่มเขี้ยวอัสดงที่กำลังรอต้อนรับนายน้อยกลับมาด้วยอาหารเต็มโต๊ะ
“นายน้อย ท่านได้ที่เท่าไหร่ขอรับ?”
แจ็คถามขึ้นด้วยเสียงอันดังโดยไม่เกรงใจโต๊ะข้าง ๆ
อีรินไม่รอให้เขาตอบ รีบเฉลยแทนด้วยรอยยิ้มเปี่ยมความภูมิใจ
“นายน้อยได้ที่สิบของคะแนนรวม ไม่ต้องจ่ายค่าเทอมเลย!”
เฮ!
เสียงโห่ร้องของเขี้ยวอัสดงดังกระหึ่มราวกับเสียงฟ้าร้อง อาคารถึงกับสั่นสะเทือนเล็กน้อย ผู้พักอาศัยหลายคนสะดุ้งตื่นขึ้นด้วยความตกใจ
“เจ้าพวกบ้า! ทำแขกของข้าตกใจหมด!”
เสียงดุของชายชราเจ้าของโรงแรมตะโกนขึ้นกลบเสียงโห่ร้อง ทำเอาทุกคนหุบปากลงแทบจะในทันที
จอมเวทต้องรีบร่ายเวทถ่ายทอดเสียงขอโทษแขกทุกคนในโรงแรมเพื่อลดความกังวล พร้อมร่ายม่านเวทกั้นเสียงครอบคลุมห้องอาหาร เพื่อให้พวกเขาได้ส่งเสียงยินดีกันเต็มที่
โต๊ะข้าง ๆ ต่างร่วมแสดงความยินดี เมื่อรู้ว่าหลานเจ้าของโรงแรมสอบได้ที่สิบ
ค่ำคืนนั้นอบอวลด้วยเสียงหัวเราะ รอยยิ้ม และความสุข จนงานเลี้ยงเลิกเมื่อเวลาเลยเที่ยงคืนเล็กน้อย
เช้ามืดวันถัดมา นิโคลัสยังคงยึดมั่นในกิจวัตรประจำวันเช่นเคย
เขาออกไปใช้เวลากับเหล่าสหายตัวน้อย พร้อมฟังข่าวสารจากพวกมันด้วยความเอ็นดู
นับตั้งแต่เหตุการณ์จับปีศาจ สัตว์เหล่านี้ได้รับพลังเวทจากเขาเป็นประจำทุกเช้า จนบัดนี้ พวกมันแข็งแรงขึ้นมาก หากเทียบกับวันแรก แม้ยังไม่ถึงระดับสัตว์ร้าย แต่สัตว์ทั่วไปก็ไม่อาจเทียบเคียง ยังดีที่พวกมันเชื่องและไม่ก่อความวุ่นวาย
“ไม่ได้ดูตำราสรรพสัตว์มานานแล้ว ไม่รู้พัฒนาถึงไหน”
เขาพลางหยิบตำราออกมากาง และเปิดไปที่แผ่นที่สาม
“ได้แค่หนึ่งในสี่เองหรือ ใช้เวลานานกว่าแผ่นสองมาก แต่ไม่เป็นไร ค่อยเป็นค่อยไป”
เขาไม่รีบเร่งกับตำรานี้มากนัก เพราะมันไม่ได้มีผลด้านการต่อสู้โดยตรง
จากนั้น เขาตรวจสอบแกนมานาของตนเอง พบว่าผิวนอกสว่างขึ้นถึงสามในสี่แล้ว ถือว่ารุดหน้าอย่างรวดเร็ว จากการฝึกฝนเวทอย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงอัตราการดูดซับมานาที่เหนือกว่าคนทั่วไป จึงส่งผลให้พัฒนาได้เร็วผิดปกติ
ส่วนมานาสะสมภายในคลังนั้น เขาเติมเต็มได้กว่าครึ่งแล้ว หากวัดกันที่ปริมาณ ก็นับว่าพอ ๆ กับนักเวทฝึกหัดขั้นกลางระดับสูงแล้ว
ต่อมา เขาหันไปตรวจสอบแกนวีร่าแรกเริ่มของตนเอง
“เพียงเกินครึ่งมาเล็กน้อย ช่วงหลังข้าไม่ได้ฝึกร่างกายเลยนี่นา แม้คุณสมบัติจะมีหลายด้าน แต่เวลายังเท่าเดิม คงต้องปรึกษาท่านตาเพื่อวางแผนการฝึกใหม่”
ความก้าวหน้าที่ดีมักต้องการคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ และสำหรับเขา ไม่มีใครเหมาะสมไปกว่าจอมเวทรอย
ขณะกำลังครุ่นคิด เสียงหนึ่งดังขึ้นจากประตูโรงฝึก
“เจ้าต้องเตรียมใจให้ดีนะ”
“ท่านตา! ตกใจหมด! อย่าโผล่มาเงียบ ๆ แบบนี้ได้ไหม!”
เขาสะดุ้งจนแทบจะล้ม ก่อนบ่นออกมาด้วยความตกใจ แม้จะมีสัญชาตญาณที่ดี แต่กับจอมเวทรอย เขาไม่เคยรู็สึกตัวเลย
“ท่านไม่คิดจะให้ข้าพักบ้างเลยหรือ”
“ข้าก็ไม่เห็นเจ้าพัก แล้วจะบ่นทำไม”
“มันต่างกันนะท่านตา ฝึกเองกับโดนบังคับฝึก”
“เจ้าอยากฝึกหรือไม่?”
จอมเวทย้อนทันควัน
“ฝึกขอรับ!”
นิโคลัสรีบตอบโดยไม่คิดชักช้า
“ดูไว้ให้ดี การฝึกเช่นนี้ เจ้าจะได้ทั้งการฝึกเวทและฝึกร่างกาย”
สิ้นคำ ร่างจอมเวทพุ่งตัวไปด้านหน้าอย่างรวดเร็ว สองมือเรืองแสง พุ่งหินเวทเข้าใส่เป้าซ้อมอย่างแม่นยำจากนั้นกระโดดพุ่งไปทางกำแพง วิ่งไต่ผนังขึ้นสามสี่ก้าว ก่อนหมุนตัวกลางอากาศ ยิงเวทอีกชุดใส่เป้าหมาย
ทันทีที่ลงถึงพื้น เขาม้วนตัวอย่างคล่องแคล่วร่ายเวทสร้างเสาหนามขึ้นเบื้องหน้า และเถาวัลย์เลื้อยพันไปรอบ ๆ เสา ก่อนดีดตัวกลับสู่จุดเริ่มต้นอย่างสง่างาม
ทุกอย่างเกิดขึ้นภายในเวลาเพียงสิบวินาที
“ถ้าเจ้าฝึกเคลื่อนไหวพร้อมร่ายเวทเช่นนี้ จะได้ฝึกทั้งเวทและร่างกายพร้อมกัน ส่วนเวทที่ใช้ เจ้าน่าจะจัดการเองได้”
เขาพูดเรียบ ๆ ก่อนเสริมต่อ
“ก่อนหน้านี้เจ้าฝึกการต่อสู้ประชิดใช่ไหม? เอามาผสานกับเวทมนตร์ จะทำให้เจ้าปรับตัวง่ายขึ้น หลังเปิดภาคเรียน ข้าจะหาหุ่นต่อสู้ไว้ให้เจ้าได้ซ้อม”
แล้วเขาก็เดินจากไปโดยไม่ให้โอกาสโต้ตอบ
นิโคลัสมองตามหลัง พร้อมบ่นเบา ๆ
“เหมือนอาจารย์ที่โลกก่อนเลย สั่งเสร็จก็เดินหนี”
แต่ถึงปากจะบ่น เขาก็เริ่มฝึกตามคำแนะนำทันที
ยามเช้า ขณะทุกคนนั่งรับประทานอาหาร
นิโคลัสเอ่ยถึงแผนที่เขาจะไปที่กลุ่มการค้าความหวังในวันนี้ ก่อนที่จะถามความเห็นของจอมเวทรอย
“ท่านตา วันนี้ท่านจะไปกับข้าหรือให้พี่วิคเตอร์ไปแทน?”
ชายชราครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนตอบ
“เราไปด้วยกันทั้งหมด เขาจะได้เห็นว่าเรามีต้นทุนอะไรบ้าง แต่อย่าให้รู้เรื่องของข้า ทำเป็นว่าเราเช่าโรงแรมนี้อยู่”
“ข่าวของท่านยังไม่แพร่ออกหรือ? เพื่อนของท่านมากันตั้งหลายคนเมื่อคราวก่อน”
เขาถามด้วยความสงสัย
“ข้าไม่ได้มีชื่อเสียงขนาดนั้น ตอนนั้นก็แค่อาจารย์ในสถาบัน คนที่รู้จักข้ามาก่อน บางคนก็ล่วงลับไปแล้ว ที่เหลือก็ไต่เต้าไปจนลืมข้า อีกทั้งผ่านมาสี่สิบปีแล้ว”
“เข้าใจแล้ว”
เขาหันไปหาแจ็ค
“แจ็ค เจ้ารู้ที่ตั้งของกลุ่มการค้าความหวังแล้วใช่ไหม?”
“ขอรับ นายน้อย”
“ดี ทุกคน วันนี้รบกวนไปกับข้าด้วย หลังทานอาหาร ข้าจะขึ้นไปแต่งตัว แล้วเราจะออกเช้านี้”
“ขอรับนายน้อย!”
ทุกคนขานรับพร้อมกัน
ในเขตตัวเมืองชั้นใน ย่านการค้าเริ่มคึกคักขึ้นทุกขณะ
“วันนี้นักเรียนที่สอบผ่านเริ่มหาซื้อของกันแล้ว ดูท่าเหมือนจะกลัวของหมดมากกว่าตื่นเต้นนะ”
บอริสเอ่ยขึ้น ก่อนหันไปถามวิคเตอร์
“ตอนเจ้ามาเรียนที่นี่เป็นแบบนี้ไหม?”
“ข้าซื้อของมือสองที่เขตนอก”
คำตอบสั้น ๆ ทำให้ทุกคนหันมามองชายชราที่เดินนำอยู่ข้างหน้า แต่ไม่มีใครกล้าพูดอะไรต่อ
“ตอนนั้นพ่อบ้านไม่น่ามาด้วย แล้วท่านมากับใคร?”
นิโคลัสถามด้วยความสงสัย
“ข้ามากับท่านแม่”
“หือ!”
ทุกคนอุทานพร้อมกัน เรื่องนี้ไม่มีใครเคยรู้มาก่อน ว่าแม่ของวิคเตอร์เป็นใคร
“แฮ่ม!”
เสียงกระแอมดังจากชายชราด้านหน้า ทำให้คำถามทั้งหลายหายเงียบทันที
ในที่สุด พวกเขาก็มาถึง ร้านค้าความหวัง สาขาหลัก
อาคารแปดชั้น ด้านหน้าตกแต่งอย่างวิจิตร ป้ายเวทมนตร์ด้านบนส่องแสงหลากสี ดึงดูดสายตา
“พวกเราเข้าไปกันเถอะ”
ทันทีที่ก้าวเข้าไป ทุกคนสัมผัสได้ถึงบรรยากาศแปลก ๆ
ชั้นวางของดูโล่งผิดปกติ บางส่วนถูกกั้นว่ากำลังปรับปรุง ตั้งแต่ชั้นสามถูกปิดเป็นพื้นที่กำลังปรับปรุง
“รู้สึกแปลก ๆ ขอรับ”
เจคอบเปรยเสียงเบา ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วย
“สวัสดีขอรับ ไม่ทราบว่าท่านมองหาอะไรเป็นพิเศษ?”
พนักงานต้อนรับชายรีบเข้ามาทักด้วยท่าทางนอบน้อม
“ข้าต้องการพบผู้จัดการ ช่วยแจ้งด้วยว่า ตระกูลเบลลาทอร์ มาขอพบ”
พนักงานชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้ารับแล้วรีบไปแจ้งผู้ดูแล
ไม่ถึงสิบนาที ชายชราร่างผอมในชุดหรูหราพร้อมเครื่องประดับราคาแพง ก็เดินออกมาพร้อมกับชายหญิงอีกสองสามคน
“สวัสดีทุกท่าน ข้า ออร์เลน โฮป ประธานตระกูลโฮป ขอทราบนามของท่านได้หรือไม่?”
เขากล่าวด้วยท่าทีให้เกียรติ
“นิโคลัส เบลลาทอร์ ทายาทสายตรงตระกูลหลัก ข้ามาตามสัญญา”
ชายชราพยักหน้าช้า ๆ ราวกับเข้าใจทุกอย่าง
“เชิญทุกท่านด้านใน”
พวกเขาถูกนำไปยังห้องประชุมใหญ่บนชั้นหก
ก่อนเริ่มประชุม ประตูเปิดออก หญิงสาวคนหนึ่งรีบวิ่งเข้ามากอดนิโคลัสทันที
“น้องเล็ก เป็นเจ้าจริง ๆ โฮ!”
เธอกอดเขาแน่น น้ำตาไหลอาบแก้มด้วยความรู้สึกหลากหลาย แต่ไม่ใช่ความดีใจ
“พี่ใหญ่”
เขากอดปลอบเธอด้วยความอ่อนโยน เธอต้องทราบทันทีเมื่อเห็นเขาอยู่ที่นี่
“พี่ เดี๋ยวเราค่อยคุยกัน ตอนนี้ข้าขอจัดการเรื่องสำคัญก่อน”
เขาค่อย ๆ ดันเธอออก พลางยิ้มบาง ๆ ให้กำลังใจ
“สักวัน ข้าจะกลับไป แต่ตอนนี้เราต้องเข้มแข็งไว้ก่อน”
เขาหันไปทางอีรินและอาริน
“รบกวนพี่ทั้งสองเล่าเรื่องทั้งหมดให้พี่ใหญ่ฟัง ข้าขอคุยธุระในห้องนี้ก่อน”
“ได้ นายน้อย”
ทั้งสองพาหญิงสาวออกไปอย่างสุภาพ
ในห้องประชุม ประกอบด้วยกลุ่มตระกูลเบลลาทอร์สิบสามคน และผู้บริหารของกลุ่มการค้าความหวัง หกคน
ข้างประธานออร์เลน โฮป มีชายคนหนึ่งนั่งอยู่ด้วย อลัน โฮป ลูกชายและสามีของพี่สาวนิโคลัส
“พวกท่านคงทราบจุดประสงค์ของข้าแล้ว และนี่คือสัญญา หากต้องการตรวจสอบ”
เขาวางสัญญาวิญญาณลงบนโต๊ะ
“ไม่จำเป็น พี่สาวเจ้าก็ยืนยันตัวตนได้แล้ว และการที่เจ้ามาด้วยตัวเองถึงที่นี่ ก็ชัดเจนเพียงพอ”
ประธานกล่าวพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ
นิโคลัสเก็บสัญญาคืน และกล่าวต่อ
“เพื่อไม่เสียเวลา ข้าขอเริ่มเข้าเรื่อง แต่ก่อนอื่น ขอถามท่านอย่างหนึ่งได้ไหม?”
“เชิญเลย”
ชายชราพยักหน้า
เขากวาดตามองเหล่าผู้บริหารของกลุ่มการค้าความหวังด้วยสายตาคมกริบ ก่อนกล่าวช้า ๆ
“ธุรกิจของพวกท่าน... กำลังอยู่ในช่วงลำบากอยู่ใช่หรือไม่?”