โรงงานเล็กๆ ในความฝัน
ยามเหม่า
ซูอันอันตื่นขึ้นมาด้วยอาการคลื่นเหียนเช่นเคยแต่เช้านี้... นางไม่ได้รู้สึกสิ้นหวัง
แผนการใหม่ที่นางคิดได้เมื่อคืนทำให้นางมีเป้าหมายอีกครั้ง มันคือแผนการที่ต้องทำอย่าง เงียบกริบดุจจักจั่นในฤดูหนาว[1]
นางรอจนเสิ่นอวี่หานออกจากบ้านไปเพื่อเริ่มแผน "ฝึก" ของเขาที่นางไม่รู้ และรอจนหลิวซื่อเริ่มทำงานบ้านนางจึงคว้าตะกร้าใบเล็ก ทำทีว่าจะไป "หาผักป่า" อีกครั้ง
จุดหมายของนางคือป่าไผ่...ที่หลบภัยส่วนตัวของนาง
ฟุ่บ!
นางเข้าสู่มิติหงส์... ในนี้...อากาศช่างแตกต่างจากโลกภายนอก มันอบอุ่น... ชุ่มชื้น... และเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิต
นางไม่รอช้า...ภารกิจตุนเสบียงลับเริ่มต้นขึ้น!
นางขนถั่วเหลืองที่เหลืออยู่ครึ่งกระสอบซึ่งนางแอบย้ายเข้ามาเก็บในมิติั้แ่เมื่อวาน มาที่กระท่อมไม้ไผ่ข้างบ่อน้ำทิพย์นางใช้โม่หินขนาดเล็กที่ติดมากับมิติ ซึ่งดูเหมือนจะรอเ้าของมาใช้งานเริ่มต้นบดถั่ว...
โม่หินในมิตินี้... มหัศจรรย์นัก...มันเบาแรงกว่าโม่หินที่นางยืมมาจากบ้านตระกูลซูสิบเท่า!
นางต้มน้ำเต้าหู้ด้วยน้ำพุิญญา...กลิ่นหอมมันฟุ้งกระจายไปทั่วอาณาเขตที่คลุมด้วยหมอก
แต่นางไม่ได้ทำเต้าหู้... นางกำลังทำ ฝู่จู๋ (ฟองเต้าหู้)
นางตั้งกระทะใบบัวขนาดใหญ่ ที่พบในกระท่อมต้มน้ำเต้าหู้ด้วยไฟอ่อนๆ... รอ...
ไม่นาน...แผ่นโปรตีนสีเหลืองนวลก็เริ่มลอยจับตัวเป็ฝ้าอยู่้า
นางใช้ไม้ไผ่เล็กๆช้อนแผ่นฟองเต้าหู้นั้นขึ้นมาอย่างบรรจง... นำไปพาดราวตากที่นางเตรียมไว้
นี่คือเสบียงชั้นเลิศ... โปรตีนแห้ง...เบา... และเก็บได้นาน!
ขณะที่นั่งรอแผ่นฟองเต้าหู้ชุดต่อไปก่อตัว...สมองของวิศวกรก็เริ่มทำงาน
นี่คือ "วิศวกรรมอาหาร"...มันคือการตุนเสบียง... แต่มันยังไม่ใช่ "เงิน"
นางไม่มีเงินติดตัวแม้แต่อีแปะเดียว...ไม่มีเงินตำลึงอยู่ในกระเป๋า... ข้ารู้สึกทุกข์ใจเหลือเกิน
นางนึกถึงลูกในท้อง... ผ้าอ้อมเด็ก...เสื้อผ้าเด็กอ่อน... ยาสมุนไพรสำหรับการคลอดลูก... ข้ายังไม่ได้เตรียมอะไรเลย!
นางต้องหาเงิน...แต่ต้องเป็วิธีที่ไม่ล่อเป้า... นางมองไปรอบมิติ... ดิน... น้ำ... ไม้ไผ่...วิศวกรรมอาหาร... มันเสี่ยงเกินไป... งั้นก็เปลี่ยนวิถีเสีย!
เปลี่ยนเป็......"วิศวกรรมสร้างสรรค์" (CreativeEngineering) แทน!
นางนึกถึงสิ่งที่ทุกคนต้องใช้...สิ่งที่ขาดแคลน สิ่งที่ "พัง" บ่อยที่สุดในยุคนี้
รองเท้า!
รองเท้าฟางที่ทุกคนใส่อยู่... มันขาดง่าย...ใส่ไม่สบาย... และบาดเท้า
ข้า... ข้าออกแบบใหม่ได้!
นางนึกถึงหลักการกระจายน้ำหนัก (Load Distribution) ...นึกถึงการถักเชือกแบบMacramé...
ใช่! ข้าจะทำรองเท้าแตะแบบ "สาน"ที่ทนทานกว่า... โดยใช้เถาวัลย์ป่าที่เหนียวที่สุด... และบุพื้นด้วยผ้าฝ้ายเก่า!
มันคือสินค้าที่ไม่ต้องพึ่งพาน้ำ...ไม่ต้องพึ่งพาของวิเศษ... มันคือ "งานฝีมือ" ที่นางสามารถสอนคนอื่นได้!
ซินอี้... ซูซิน...
นางยิ้มออกมา...นี่คือแผนหาเงินแบบเร่งด่วน... ที่สมบูรณ์แบบ! ความร้อนระอุ และการชักชวน
ซูอันอันออกจากมิติมาในยามซื่อ ...ร้อน!ทันทีที่ก้าวออกมา... คลื่นความร้อนระอุราวกับเตาหลอมก็ปะทะใบหน้า
โลกภายนอก... คือนรกโดยแท้
อากาศที่เริ่มร้อนระอุขึ้นทุกวัน...แห้งผาก... และไร้ซึ่งสายลม
นางเดินกลับไปที่บ้านตระกูลเสิ่น...เห็นเสิ่นซินอี้กำลังนั่งหน้าแดงก่ำอยู่ใต้ชายคา... พยายามสานตะกร้าที่ขาด
“พี่สะใภ้... ท่านไปไหนมา”ซินอี้ถามเสียงแหบแห้ง “อากาศ... ร้อนเหลือเกิน”
“ข้าไปเดินเล่นมาน่ะ... ซินอี้”ซูอันอันทรุดตัวลงนั่งข้างๆ “เ้า... อยากหาเงินหรือไม่”
คำว่า "หาเงิน"ทำให้ดวงตาที่หม่นหมองของซินอี้เป็ประกาย “หาเงินรึ? แต่... เราจะทำอะไรได้... ไร่นาก็...”
“ไม่ต้องทำไร่” ซูอันอันกล่าว"ข้ารู้วิธีสานรองเท้าแบบใหม่...มันทนกว่ารองเท้าฟางที่เราใส่กันอยู่สิบเท่า"
นางหยิบเถาวัลย์ป่าเส้นเล็กๆที่แอบเก็บมา... แล้วเริ่มสาธิต "การถักปม" แบบใหม่ที่ซับซ้อนแต่แข็งแรง
“ดูนะ... ถ้าเราถักแบบนี้...มันจะยึดเกาะกันแน่น... แล้วเราก็เอาผ้าเก่าๆ มาบุรองพื้น... มันจะไม่กัดเท้า”
ซินอี้มองตามอย่างทึ่ง... "พี่สะใภ้...ท่าน... ท่านรู้เื่พวกนี้ได้อย่างไร"
“ข้า... เคยเห็นในหนังสือเก่าๆตอนอยู่นอกด่านน่ะ” นางโกหกหน้าตาย
“แต่เรา้าคนช่วย...เ้าไปชวนซูซินมาด้วยกันดีหรือไม่”
ซินอี้ชะงักกับคำพูดของซูอันอัน
"เอ้ะ!..พี่สะใภ้เคยอยู่นอกด่านหรือเ้าค่ะั้แ่เมื่อไหร่กัน?.. ข้าจำความได้ก็เห็นท่านอยู่แต่ในหมู่บ้านนี้มาตลอด..หรือข้าจะจำผิดไป?"
มือที่กำลังถักเถาวัลย์ของซูอันอันชะงักกึกกลางอากาศหัวใจนางกระตุกวูบ
คำทักท้วงซื่อ ๆ ของเสิ่นซินอี้เปรียบเสมือนเข็มเล่มเล็กที่จิ้มลูกโป่งคำโกหกของซูอันอันจนแตกดังโป๊ะ!
'ตายล่ะหว่า...เผลอติดนิสัยชาติก่อนที่ชอบแบกเป้เที่ยวมาพูดซะได้!'
นางลืมไปเสียสนิทว่าร่างนี้คือ 'ซูอันอัน' สาวน้อยในห้องหอที่ไม่เคยย่างกรายออกไปไกลกว่าตลาดหน้าหมู่บ้านจะไปเคยอยู่นอกด่านได้อย่างไร!
ซูอันอันสูดหายใจลึกปรับสีหน้าตื่นตระหนกให้กลับมาสงบนิ่ง แล้วะเิเสียงหัวเราะออกมาเบาๆเพื่อกลบเกลื่อนความเลิ่กลั่ก
"คิกๆ... เ้าเด็กโง่"ซูอันอันเอานิ้วจิ้มหน้าผากซินอี้เบาๆ "ข้าพูดไม่ทันจบประโยคเ้าก็คิดไปไกลเสียแล้ว"
"เอ๋? ข้าเข้าใจผิดหรือเ้าคะ?"ซินอี้กระพริบตาปริบๆ
"ก็ใช่น่ะสิ"ซูอันอันแถต่อด้วยสีหน้าจริงจังและน้ำเสียงที่ดูน่าเชื่อถือที่สุด
"ข้าหมายถึง... ข้าเคยเห็นใน 'บันทึกการเดินทางนอกด่าน' หนังสือเก่าแก่ของท่านพ่อข้าน่ะสิ"
นางรีบอ้างถึง ซูเจิ้งบิดาที่เป็บัณฑิตทันที เพราะเป็ข้ออ้างที่ดีที่สุด
"ท่านพ่อข้าสะสมตำราเก่าๆ ไว้เยอะแยะตอนเด็กๆ ข้าชอบไปรื้อมาอ่าน... ในนั้นมีรูปวาดรองเท้าสานของชนเผ่าทุ่งหญ้าข้าเห็นว่ามันแปลกดีเลยจำมา...ไม่นึกเลยว่าความซุกซนตอนเด็กจะได้เอามาใช้ประโยชน์ตอนโต"
ซูอันอันแสร้งทำเป็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
"เฮ้อ... ถ้าข้าเคยไปนอกด่านจริงๆป่านนี้ข้าคงขี่ม้ายิงธนูเก่งกว่าพี่ชายเ้าไปแล้วกระมัง”
เสิ่นซินอี้ได้ยินดังนั้นก็พยักหน้าหงึกหงักดวงตาเป็ประกายด้วยความเลื่อมใสยิ่งกว่าเดิม
"อ๋อ...ที่แท้ก็เป็ภูมิปัญญาจากตำราท่านลุงซูนี่เอง! มิน่าเล่าพี่สะใภ้ถึงได้รอบรู้ไปเสียทุกเื่ สมแล้วที่เป็ลูกสาวบัณฑิต!"
ซูอันอันลอบปาดเหงื่อที่ซึมไรผม...รอดตัวไปที... เกือบได้เป็แม่นางต่างด้าวเสียแล้ว
"เอาล่ะๆ...เลิกสงสัยแล้วรีบทำต่อเถอะ เดี๋ยวพี่ชายเ้ากลับมาเห็นเรามัวแต่คุยจะโดนดุเอาได้"
“ทำเ้าค่ะ!...ข้าจะทำ”ซินอี้ลุกพรวด
“หากมันขายได้... ข้า...ข้าอยากมีเงินเก็บไว้ซื้อยาให้ท่านปู่!”
แผนการของนางเริ่มต้นขึ้นแล้ว... สามสาวเริ่มออกตระเวนหาเถาวัลย์และใยป่านที่เหนียวที่สุดในป่า...
ซูอันอันทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย...แม้ว่านางจะเริ่มรู้สึกหน้ามืดเป็พักๆ
ข้าต้องรีบ... ข้าต้องรีบหาเงิน...ก่อนที่ข้าจะคลอด...
ความกังวลเื่เงิน...มันบีบคั้นหัวใจนางจนแทบหายใจไม่ออก
สามี... ถึงจะมีสามี...แต่เขาก็ไม่เคยแสดงความห่วงใยใดๆ
เขาก็ไม่มีการดูแลใดๆสำหรับคนเป็เมียที่กำลังตั้งท้อง... ไม่เคยถาม... ไม่เคยสนใจ...
นางรู้สึกโดดเดี่ยว...และต้องพึ่งพาตัวเองเท่านั้น
การฝึกของบุรุษ และความลับของเหรียญทอง
ในขณะที่เหล่าสตรีกำลังเริ่ม"ธุรกิจ" ลับ...
ณลานกว้างท้ายหมู่บ้าน...เสิ่นอวี่หานก็กำลังเริ่ม "แผนการ" ของเขา
เขาเรียกน้องชายทั้งสอง อวี่เจ๋อ อวี่หลงและพี่ชายทั้งสองของภรรยา ซูเหลียง ซูฉี มารวมตัวกัน
“พี่ใหญ่...ท่านเรียกพวกเรามาทำไมในยามที่ร้อนที่สุดของวัน” อวี่หลงบ่นอุบ“ข้าอยากไปล่าสัตว์ในป่ามากกว่า”
“ล่าสัตว์?” เสิ่นอวี่หานหรี่ตามองน้องชาย“พวกเ้าคิดว่า... การล่าสัตว์ในยามภัยแล้งมันง่ายนักรึ?”
เขาชี้ไปที่คันธนูเก่าๆ ที่พวกเขาใช้
“ภัยแล้ง... ทำให้สัตว์ดุร้าย...และทำให้โจรป่าชุกชุม” เขากล่าวเสียงเรียบ แต่หนักแน่น “นับแต่วันนี้...ข้าจะฝึกพวกเ้า”
“ฝึกรึ?” ซูฉีหัวเราะ“ท่านพี่เขย... พวกข้าเป็ชาวนา... ไม่ใช่ทหาร”
ฟุ่บ!
ยังไม่ทันขาดคำ... ก้อนหินเล็กๆในมือของเสิ่นอวี่หานก็ถูกดีดออกไป...
แคว่ก!
มันพุ่งไปปะทะลำไผ่ที่อยู่ไกลออกไปสิบจั้ง[2]...จนเกิดรอยแตก!
ทั้งสี่คนอ้าปากค้าง!
“นี่...” ซูเหลียงผู้เงียบขรึมเบิกตากว้าง “...ท่าน... ทำได้อย่างไร”
เสิ่นอวี่หาน เสิ่นจ้าว ไม่ตอบ...เขาแค่ยืนกอดอก... รังสีอำมหิตของอดีตจักรพรรดิแผ่ออกมา
“ในยามนี้...คนที่แข็งแกร่งที่สุดเท่านั้นที่จะรอด” เขากล่าว “หากพวกเ้าอยากปกป้องครอบครัว...ก็เริ่มฝึกเสีย”
เขาไม่ได้ฝึกพวกเขาเพื่อ"ล่าสัตว์"... เขาฝึกพวกเขาเพื่อ "ฆ่าคน"
เขาเริ่มจากการฝึกพละกำลัง...การต่อสู้มือเปล่า... และการใช้อาวุธพื้นฐาน มีดสั้น หอกไม้
หลังจากฝึกซ้อมอย่างหนักหน่วงจนตะวันเริ่มคล้อยต่ำอวี่หลงและคนอื่นๆ แยกย้ายกันกลับไปพักผ่อนด้วยร่างกายที่ปวดร้าวเสิ่นอวี่หานยังคงยืนนิ่งอยู่กลางลานฝึกสายตาจดจ้องไปยังทิศทางของูเาที่กั้นขวางโลกภายนอก
“อวี่หาน”เสียงแหบพร่าแต่ทรงพลังดังขึ้นจากด้านหลัง
เสิ่นอวี่หานหันไป พบว่าเป็ ท่านปู่เสิ่น ชายชราผู้ผ่านโลกมาอย่างโชกโชนยืนพิงไม้เท้ามองดูหลานชายด้วยสายตาที่อ่านยาก
“ท่านปู่”เสิ่นอวี่หานค้อมศีรษะให้เล็กน้อย
“ข้าเห็นเ้าทำตัวลับๆ ล่อๆมาหลายวันแล้ว” ท่านปู่เสิ่นเดินเข้ามาใกล้ “เ้าฝึกพวกเขา... ไม่ใช่เพื่อล่าสัตว์แต่เพื่อเตรียมตัวเดินทางไกลใช่หรือไม่”
เสิ่นอวี่หานเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า “ท่านปู่สายตาเฉียบคม... ข้าเกรงว่าภัยแล้งครั้งนี้จะไม่จบง่ายๆและ... ความวุ่นวายจากภายนอกกำลังคืบคลานเข้ามา”
ท่านปู่เสิ่นถอนหายใจยาว “ข้าแก่แล้ว...แต่ข้าก็ไม่ได้ตาบอด หูหนวก ข้าเห็นแววตาของเ้า...มันไม่ใช่แววตาของชาวนาที่ยอมจำนนต่อฟ้าดิน”
ชายชราล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อหยิบห่อผ้าเก่าๆ สีซีดออกมา ยื่นให้หลานชาย
“รับไปสิ”
เสิ่นอวี่หานรับห่อผ้านั้นมารู้สึกถึงน้ำหนักที่มากกว่าผ้าธรรมดา เขาเปิดออกดู... ประกายสีทองวูบวาบกระทบตา
เหรียญทองคำโบราณ จำนวนห้าเหรียญนอนนิ่งอยู่ในห่อผ้า!
“ท่านปู่... นี่มัน...”เสิ่นอวี่หานเบิกตากว้าง
“สมบัติชิ้นสุดท้ายของตระกูลเสิ่น...ข้าเก็บซ่อนมันไว้นานกว่าครึ่งชีวิต” ท่านปู่เสิ่นกล่าวเสียงเครือ“ข้ากะว่าจะเก็บไว้ใช้ยามคับขันที่สุด... หรือไม่ก็เอาไว้ทำศพตัวเอง แต่ตอนนี้...ข้าเห็นแล้วว่า มันควรอยู่ในมือของคนที่รู้คุณค่าของมันมากกว่า”
“เอาไปเถอะ” ท่านปู่เสิ่นตบไหล่หลานชาย“เ้าคง้าเกวียน... ้าม้า... และอาวุธดีๆ สำหรับปกป้องทุกคน”
เสิ่นอวี่หานกำห่อผ้าแน่นความรู้สึกอบอุ่นแผ่ซ่านในหัวใจ เหรียญทองเหล่านี้...บวกกับเงินส่วนตัวที่เขาแอบสะสมจากการขายสมุนไพรหายากและของป่าใน่ที่ผ่านมา...เพียงพอที่จะซื้อเกวียนขนาดใหญ่ ม้าพันธุ์ดีสี่ตัว และกระบี่ชั้นยอด!
...และที่สำคัญที่สุดคือค่าจ้างงวดสุดท้ายสำหรับ "กระบี่" เล่มนั้น
เขานึกถึงช่างตีเหล็กฝีมือดีที่สุดในอำเภอที่เขาแอบไปว่าจ้างไว้เมื่อสามเดือนก่อน ให้ตี "กระบี่ัดำ"ขึ้นมาใหม่ตามแบบร่างที่เขาวาดให้
แม้เหล็กในยุคนี้จะเทียบไม่ได้กับ"เหล็กไหลพันปี" ในชาติภพก่อนและช่างตีเหล็กบ้านนอกก็ไม่อาจเทียบชั้นปรมาจารย์แห่งวังหลวง...กระบี่เล่มใหม่นี้อาจจะหนักกว่า เปราะกว่าและไร้จิติญญาเมื่อเทียบกับคู่หูเก่าของเขา
แต่มันก็ถือว่าเป็ "ยอดศาสตรา"ที่ดีที่สุดเท่าที่หาได้ในร้อยลี้นี้... คมกริบพอที่จะตัดศิลาและแกร่งพอที่จะดื่มเืศัตรูที่จะมาขวางทางครอบครัวเขา!
“ขอบคุณท่านปู่... ข้าสัญญาว่าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง” เสิ่นอวี่หานกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
วิกฤต... ฟางเส้นสุดท้าย
ค่ำคืนนั้น... คือค่ำคืนที่เลวร้ายที่สุด
อากาศที่ร้อนระอุในตอนกลางวัน...ไม่ได้คลายความร้อนลงในตอนกลางคืน
มันคือ... ‘ราตรีแห่งเตาหลอม’[3]
ซูอันอันนอนไม่หลับ... นางร้อน...เหงื่อท่วมตัว... และ... หิว
อาหารเย็นคือข้าวต้มฟ่างที่แทบจะเป็น้ำใสๆ...กับผักป่าต้มรสขม อาหารที่ขาดสารอาหาร... สภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวย...
เสิ่นอวี่หานกลับมาจากการฝึกในสภาพที่เหนื่อยล้าและเคร่งเครียดเขาอาบน้ำ ด้วยน้ำที่นางแอบเติมในโอ่ง แล้วล้มตัวลงนอนหันหลังให้นาง... ไม่พูด...ไม่จา
ความเงียบของเขา... ความห่างเหินของเขา...มันคือฟางเส้นสุดท้าย...
ซูอันอันเกิดภาวะเครียด...น้ำตาของนางไหลออกมาอย่างเงียบๆ...
ข้ากำลังทำอะไรอยู่...ข้าจะรอดได้อย่างไร... ลูกข้าจะรอดได้อย่างไร...
ข้าไม่มีเงิน... ไม่มีอาหารที่เปิดเผยได้... ไม่มีแม้แต่สามีที่คอยปลอบใจ...
ความกังวลและความร้อนรุ่มถาโถม...
ทันใดนั้น...
อึ่ก!
นางรู้สึกถึงอาการปวดบีบอย่างรุนแรง...ที่ช่องท้อง! มันไม่ใช่การแพ้ท้อง... มันไม่ใช่การปวดปกติ... มันคือการปวดเกร็ง...ที่น่าสะพรึงกลัว!
นางกุมท้องไว้แน่น... ลมหายใจติดขัด...
ไม่... ไม่นะ... ลูก...
ความกลัว... เย็นเยียบยิ่งกว่าน้ำแข็ง...แล่นไปทั่วร่าง
ข้า... ข้ากำลังจะ... แท้ง...
“อ๊ะ...”
เสียงครางที่เ็ปและหวาดกลัวหลุดออกมาจากลำคอของนาง
ฟึ่บ!
ร่างสูงใหญ่ที่นอนหันหลังให้...พลิกตัวกลับมาเร็วจนน่าใ! ในแสงจันทร์สลัว... ซูอันอันเห็นดวงตาคู่นั้น...ความเ็า... ความเยือกเย็น... หายไปหมดสิ้น!
สิ่งที่แทนที่คือ... ความตื่นตระหนก
“เ้าเป็อะไร!”
เสียงของเขา...ไม่ใช่เสียงเรียบเฉยอีกต่อไป... มันคือเสียงคำรามที่สั่นเครือ!
มือใหญ่ที่หยาบกร้านของเขายื่นมา...แต่กลับหยุดชะงักกลางอากาศ... ไม่กล้าแตะต้องตัวนาง...
“อันอัน! ตอบข้า!”
“ข้า... ข้าปวดท้อง... ท่านสามี...”นางกระซิบเสียงสั่น “ข้า... ข้ากลัว... ลูก...”
เกือบ... เกือบจะสายเกินไป...
[1] เงียบกริบดุจจั๊กจั่นในฤดูหนาว:แปลตรงตัว: เงียบเหมือนจักจั่นในอากาศหนาว หมายถึง การเงียบสนิท, การไม่กล้าส่งเสียง,การปิดปากเงียบ
[2] สิบจั้ง:ห่างออกไปประมาณ 20-30เมตร
[3] ราตรีแห่งเตาหลอม:แปลตรงตัว: ร้อนอบอ้าวจนยากจะทน เปรียบเปรยถึงค่ำคืนที่อากาศร้อนอบอ้าว ไม่ถ่ายเทราวกับอยู่ในเตาหลอม