ตอนที่ 19 ขโมยไอเดีย
เป็โรคเบื่ออาหารมาหนึ่งพันปีเหรอ!
หร่วนหยวนหยวนพลันตกตะลึงชั่วขณะ หนึ่งพันปีนี่ยาวนานแค่ไหนสิบชาติของมนุษย์คนหนึ่งเหรอ
เธอรู้สึกใอยู่บ้าง ยากจะจินตนาการว่าเยี่ยหรงเจินไม่ได้กินอะไรมานานขนาดนี้เกรงว่าคนทั่วไปอดอาหารไม่กี่วันก็คงหิวตายแล้ว…
แต่ตอนนี้กลับหายเบื่ออาหารเพราะเธอรักษาเขาเนี่ยนะ
กู้ซิวหันเหลือบมองหร่วนหยวนหยวนอย่างลุ่มลึก จากนั้นเขาก็เก็บสายตาจริงจังและเผยให้เห็นรอยยิ้มสบายๆ อีกครั้ง “ที่บอกเธอนี่ไม่ได้มีความหมายอะไรหรอกตอนนี้าใหญ่โลกบำเพ็ญตนก็ผ่านไปหนึ่งพันปีแล้ว ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างสันติมาตลอดทว่าแม้ภายนอกจะดูคลื่นลมสงบ แต่ความเป็จริง…”
เขาจับพวงมาลัยแน่นไม่ได้พูดให้จบ ชะงักไปชั่วขณะถึงได้พูดต่อ “เพราะอย่างนี้ฉันจึงหวังว่าเขาจะไม่มีจุดอ่อน”
โลกบำเพ็ญตนเหรอ าใหญ่ของโลกบำเพ็ญตนเหรอ
หร่วนหยวนหยวนรู้สึกสมองเละเทะเหมือนก้อนแป้งเปียกตอนแรกเธอรู้สึกว่าข้อมูลที่เธอได้รับวันนี้ก็มากพอแล้ว ไม่คิดว่ายังไม่หมดอีก! โลกใบนี้ยังซ่อนเื่ราวที่เธอไม่รู้ไว้อีกเท่าไรกัน
“เขาเคยมีจุดอ่อน จึงเกือบตายอยู่ในาใหญ่โลกบำเพ็ญตนครั้งก่อน”กู้ซิวหันหัวเราะใส่หร่วนหยวนหยวนอย่างไม่ยี่หระ “ในฐานะพี่ใหญ่ ถ้าเขาจะมีจุดอ่อนอีกละก็ฉันคงต้องลงมือกำจัดมัน”
กำจัด…
พอสิ้นเสียงกู้ซิวหันหร่วนหยวนหยวนพลันรู้สึกถึงความเยียบเย็นไล่ขึ้นมาตามแนวสันหลังร่างกายของเธอตอบสนองต่ออันตรายสุดขีดที่ััได้ จึงอดไม่ได้ที่จะตัวสั่นน้อยๆร่างกายแข็งทื่อไม่กล้าขยับ
คนคนนี้อันตรายมาก!
ในใจของหร่วนหยวนหยวนกำลังกรีดร้อง ระฆังเตือนภัยส่งเสียงดังลั่น แต่เธอกลับโดนพลังอันน่าตกตะลึงขอกู้ซิวหันกดเอาไว้บนรถไม่กล้าขยับเขยื้อนอย่างสิ้นเชิง
เธอจะตายแล้วเหรอ
ขณะที่เธอคิดว่ากำลังจะตาย กู้ซิวหันพลันเก็บอารมณ์ความรู้สึกของตนเองกลับมาแล้วยิ้มอย่างเกียจคร้าน “ลงรถเถอะ หรือเธอจะให้ฉันขึ้นไปส่ง เกรงว่าจะไม่ค่อยดีนะถ้าเกิดโดนคนอื่นถ่ายภาพได้ เอเจนซี่ฉีกฉันเป็ชิ้นๆ แน่”
หร่วนหยวนหยวนลงจากรถด้วยขาอ่อนระทวย จนรถของกู้ซิวหันลับสายตาเธอไปแล้ว จึงรู้สึกว่าเนื้อตัวของเธออ่อนปวกเปียกพลังของกู้ซิวหันเมื่อครู่น่ากลัวเกินไปแล้วจริงๆเธอรู้สึกเหมือนเหยื่อที่ถูกหมาป่ากำลังจับจ้อง ราวกับว่าต่อมาจะโดนฉีกเป็ชิ้นๆอย่างไร้ ความปรานี
หลังกลับถึงบ้าน เธอยังรู้สึกหวาดผวา เหมือนหมดแรงไปทั้งตัว
เธอรู้ว่าถ้าเมื่อครู่กู้ซิวหันอยากจะฆ่าเธอจริงๆ ตอนนี้เธอคงตายไปแล้วแน่ๆ
หร่วนหยวนหยวนนึกถึงเื่ทั้งหมดที่เกิดขึ้นวันนี้เธอรู้สึกงุนงงเล็กน้อยยังไม่ทันได้สติ ฉิวหนิว เทาเที่ย โลกบำเพ็ญตน…พวกนี้คืออะไรกันแน่!
เธอรู้สึกว่าโลกทัศน์ของเธอแย่มาก และตอนนี้กำลังแตกเป็เสี่ยงๆ ต้องรอจัดระเบียบความคิดใหม่
หลังจากใจเย็นแล้ว เธอเปิดคอมพิวเตอร์ เข้าอินเทอร์เน็ตเสิร์ชหาข้อมูลของเทาเที่ยและฉิวหนิว
ปัจจุบันอินเทอร์เน็ตค่อนข้างพัฒนา หร่วนหยวนหยวนจึงพบบางสิ่งในเวลาสั้นๆ แต่ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกลับมีน้อยมากที่เกี่ยวกับเทาเที่ยก็มีจำพวก ‘นิสัยโดยธรรมชาติดุร้ายและตะกละมาก’ ส่วนฉิวหนิวมีเพียง‘ชอบเสียงเพลง ตั้งอยู่บนหัวเครื่องดนตรี’…ที่ว่ามาก็ใช่ เทาเที่ย ฉิวหนิวเดิมทีก็คือสิ่งมีชีวิตในเทพนิยายทุกคนล้วนคิดว่าพวกมันเป็เื่ที่แต่งขึ้นมา แต่ก่อนเธอก็คิดแบบนี้จนกระทั่งได้พบพวกมันจริงๆ
นึกย้อนถึงฉากาใหญ่ของเทาเที่ยและฉิวหนิวเมื่อครู่เธอยังรู้สึกหวาดกลัว ถ้าพวกมันไม่ได้สนใจอะไรเลย ไม่แน่ว่าเธอคงต้องตายด้วยควันหลงของาใหญ่ระหว่างพวกมันเป็การต่อสู้ของเทพเซียนที่มนุษย์ประสบหายนะจริงๆ
หร่วนหยวนหยวนจิกผมตัวเอง ทั้งเจ็บทั้งสับสน ไม่ว่าคนอื่นจะอยากเป็เชฟส่วนตัวของประธานเยี่ยซื่อกรุ๊ปสักแค่ไหนจะสักนาทีหรือสักวินาทีเธอก็แทบรอขอลาออกไม่ไหวแล้ว! แต่หากฉีกสัญญาก็ไม่รู้ว่าจะต้องชดใช้เป็เงินเท่าไรเธอกลัวมากกว่าว่าเยี่ยหรงเจินจะฆ่าคนปิดปาก ในเมื่อเธอรู้เื่ที่ไม่ควรจะรู้มากเกินไป…
ยิ่งคิดเธอก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองหนีไม่พ้นมหันตภัย
เธอขึ้นเรือคนร้ายแล้ว ยังจะลงได้ง่ายขนาดนั้นอีกเหรอ
ตอนนี้เอง เสียงโทรศัพท์มือถือของหร่วนหยวนหยวนดังขึ้น
เธอสะดุ้งใ ยังคิดว่าเป็เยี่ยหรงเจินหรือไม่ก็กู้ซิวหันโทรมา แต่เมื่อเหลือบดูชื่อคนโทรเข้าก็พบว่าเป็นักศึกษาสาวเสี่ยวจางที่ทำงานพาร์ทไทม์ให้ร้านเถาเป่าของเธอ จึงเบาใจลง
“เถ้าแก่เนี้ย ไม่ได้การแล้ว!”
เสี่ยวจางรีบร้อนพูด
หร่วนหยวนหยวนถามเสียงสูง “เกิดอะไรขึ้น”
“ร้านเถาเป่าของพวกเราโดนคนเลียนแบบไอเดีย!” เสี่ยวจางพูดด้วยความขุ่นเคือง
หร่วนหยวนหยวนตกตะลึง “เธออย่าเพิ่งใจร้อน ค่อยๆ พูด”
เสี่ยวจางพยายามอดกลั้นความเดือดดาล พูดเื่ที่เกิดขึ้นวันนี้ราวกับเทเมล็ดถั่วออกมา[1]
เดิมทีวันนี้เธอบันทึกยอดขายขนมแต่ละอย่างเหมือนทุกวันที่ผ่านมาดูว่าจะต้องเติมสินค้าหรือไม่ แต่จู่ๆ ก็ได้พบเื่น่าประหลาดใจ นอกจากซอสบ๊วยที่จำกัดจำนวนขายในแต่ละวันยอดขายของขนมทุกชิ้นในร้านลดลงอย่างมาก
นี่เป็เื่ประหลาดมากจริงๆ ยอดขายของขนมชนิดใดชนิดหนึ่งเปลี่ยนแปลงอย่างพลิกผันเป็เื่ปกติถ้ายอดขายขนมชนิดใดลดลงในเดือนนี้ พวกเธอก็จะลดจำนวนวางขายของขนมประเภทนั้นในเดือนถัดไปในทางกลับกันถ้ายอดขายขนมชนิดไหนเพิ่มขึ้น เดือนถัดไปก็จะเพิ่มจำนวนวางขายของขนมชนิดนั้นแต่ในวันเดียวกัน ยอดขายของขนมทุกอย่างกลับลดลงอย่างกะทันหัน นี่ไม่ใช่เื่ปกติเลย
เสี่ยวจางรู้สึกประหลาดใจมาก ก็เลยคิดจะหาว่าตกลงแล้วเกิดอะไรขึ้นเธอค้นพบในเวลาสั้นๆ เพราะมันชัดเจนเกินไปจริงๆ มีคนกลุ่มหนึ่งมาโฆษณาตรงพื้นที่คอมเมนต์ด้านล่างในร้านเถาเป่าของพวกเธอหน้าด้านๆ
“ตอนแรกเห็นคะแนนรีวิวร้านเถาเป่าร้านนี้ดี เลยลองซื้อมาชิมดู ไม่คิดว่ารสชาติจะงั้นๆเทียบกับที่ซื้อจากร้านเหมยจื่อหวงสืออวี่ที่อยู่ถัดไปไม่ติด หนำซ้ำราคาก็ยังแพงกว่าด้วย”
“ได้ยินว่าซอสบ๊วยของที่นี่รสชาติดี ลองดูแล้วก็ดีพอๆ กับร้านเหมยจื่อหวงสืออวี่ที่อยู่ถัดไปเพียงแต่รสชาติของร้านเหมยจื่อหวงสืออวี่ละเอียดกว่าคนที่ชอบซอสบ๊วยร้านนี้น่าจะชอบของร้านเหมยจื่อหวงสืออวี่ ฉันขอแนะนำ”
“ซอสบ๊วยของหยวนหยวนเด็ดมาก! อร่อยกว่าซอสบ๊วยของร้านเหมยจื่อหวงสืออวี่เยอะเลย! ร้านเหมยจื่อหวงสืออวี่มีแต่ของห่วยๆ! รสชาติสากลิ้นไม่ไหวแล้ว!”
คอมเมนต์ทางบวกทางลบพวกนี้ ล้วนเพิ่มความมีตัวตนให้ร้านเถาเป่าที่ชื่อว่า ‘เหมยจื่อหวงสืออวี่’ ทั้งนั้น ช่างเป็การโฆษณาที่เยี่ยมมากจริงๆ
เสี่ยวจางรู้สึกกลัดกลุ้มมาก รีบเสิร์ชหาร้านเหมยจื่อหวงสืออวี่ดูสักหน่อยผลก็คือเธอพบว่าร้านเถาเป่าร้านนี้เลียนแบบไอเดียร้านพวกเธอั้แ่การตกแต่งไปจนถึงสินค้าแม้กระทั่งซอสบ๊วยสินค้าเด่นของร้านก็ยกไปทั้งดุ้นนอกจากนี้ยังทำยอดขายจำนวนจำกัดเหมือนกัน ราคาสินค้าส่วนใหญ่ยังถูกกว่าร้านพวกเธอไม่น้อยเหตุนี้เองจึงแย่งลูกค้าจำนวนมากไปโดยไม่ทันรู้ตัว
“เลวไปแล้ว!”เสี่ยวจางพูดด้วยความโมโห “แม้กระทั่งกระปุกซอสบ๊วยของร้านนั้นยังทำเหมือนพวกเราอย่างกับแกะ! ราคายังถูกกว่าพวกเราเยอะอีก! เห็นชัดๆ เลยว่าจะแย่งธุรกิจของพวกเรา!”
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/Z212c5-ท่านประธานเทาเที่ยที่รัก-?r=search_article
[1] เทเมล็ดถั่วมาจากสำนวนที่ว่าเทเมล็ดถั่วออกมาจากกระบอกไม้ไผ่ หมายถึงพูดออกมาอย่างตรงไปตรงมาไม่มีหมกเม็ด