เด็กวัด สร้างตำนานลุยโลกแฟนตาซี

    บทที่ 35 ปลดปล่อยหมู่บ้านเมเปิ้ล

    บทที่ 35
    “อ้าวลุงแซม พวกลุงออกมาทำไมกัน” เป็นพวกลุงแซมกับชาวบ้านที่ทักผมขึ้นมา
    “พวกลุงรวบรวมคนที่ยังพอสู้ไหว ออกมาช่วยน่ะ แล้วคลาวด์เป็นไงบ้างทำไมเลือดเต็มตัวขนาดนี้บาดเจ็บหรอ” ผมส่ายหัว
    “ไม่ใช่เลือดผมหรอกลุง เลือดพวกก๊อบลินทั้งนั้นเลย” ผมบอกไป
    “บ้าน่า นี่พึ่งผ่านไปได้ชั่วโมงกว่าๆเองนะ อย่าบอกนะว่าจัดการหมดแล้ว” หลายคนอุทานด้วยความตกใจ
    “สมแล้วที่จะเข้าเรียนที่อาคาน่า” ลุงแซมบอก
    “ผมกำลังจะไปดูทางด้านใต้พอดี ไปด้วยกันสิครับ” จากนั้นทุกคนก็ออกเดินทางไปดูทางด้านใต้กับผม
    เดินมาไม่นานพวกเราก็มาถึงบริเวณที่กำลังต่อสู้กันอยู่ผมให้พวกชาวบ้าน หลบหลังต้นไม้ไว้ก่อน
    “เราไปช่วยกันเถอะ คลาวด์” ลุงแซมบอกผม ผมส่ายหน้า
    “อย่าพึ่งเลยลุง ทหารของผมยังไหวอยู่ ผมอยากให้พวกเค้าได้รับประสบการณ์ในการต่อสู้มากกว่านี้” ผมบอกลุง
    จากนั้นผมก็มองเหล่าทหารของผมต่อสู้กับพวกก๊อบลิน ถึงพวกมันจะมีจำนวนมาก แต่การแบ่งกลุ่ม 3 คนทำให้สามารถรับมือกับพวกมันได้สบาย เพราะจะมีคนคอยระวังหลังให้อีกคนตลอด แต่ละกลุ่มยืนกันเป็นสามเหลี่ยม
    ผ่านไปเกือบ 30 นาทีในที่สุดก็เหลือเพียงออร์ค 3 ตัวเท่านั้น
    พี่ดันเต้และคู่หูของเค้ารับหน้าที่ไป 1 ตัว ส่วนทหารที่เหลือรับหน้าที่จัดการกับอีก 2 ตัว
    ผมมองการต่อสู้อยู่สักพัก พวกออร์คมันหนังเหนียวจริงๆ พวกพี่ดันเต้สร้างรอยแผลให้มันได้แต่มันไม่ได้บาดเจ็บสาหัสแบบที่ควรจะเป็นสงสัยต้องช่วยสักหน่อย
    “พี่ดันเต้ ยังจำเรื่องเส้นเอ็นได้มั้ย” ผมตะโกนออกไปทำให้ทหารทุกคนนึกถึงวันที่ผมสอนเรื่องการตัดเส้นเอ็นต่างๆของร่างกายมนุษย์ ออร์คก็เช่นกันมีลักษณะโครงร่างกายแบบมนุษย์
    เมื่อทุกคนได้ยินสิ่งที่ผมเตือนแล้ว ก็เริ่มทำการต่อสู้กับออร์คด้วยยุทธวิธีใหม่ทันที นั่นคือการเฉือนเส้นเอ็น
    ฉัวะ !! ฉัวะ !! เสียงตัดเส้นเอ็นข้อมือและข้อเท้าดังขึ้น ออร์คล้มลงไปบนพื้นทันทีแน่นอนดาบที่มันถือไว้ ก็ร่วงลงไปบนพื้นเช่นกัน
    ฉับ !! เสียงหัวออร์คหลุดออกจากคอ
    ฉับ !! ฉับ !! เมื่อหัวออร์คตัวแรกขาดไป ตัวที่สองและสามก็ตามมา
    “เฮ !!” เราชนะแล้ว เสียงเหล่าทหารดีใจที่สามารถผ่านการต่อสู้แรกของพวกเค้ามาได้
    “เรารอดแล้ว” ชาวบ้านคนนึงที่ดูเหตุการณ์มาตลอดพูดขึ้น
    “ใช่ๆ เรารอดตายแล้วขอบคุณพวกนี้มากจริงๆ” และอีกหลายๆเสียง
    “ขอบคุณมากนะคลาวด์ที่มายังหมู่บ้านเรา” ลุงแซมขอบคุณผม
    “ไม่เป็นไรครับ เห็นคนลำบากก็ต้องช่วยเหลืออยู่แล้ว” จากนั้นผมและพวกก็เดินเข้าไปหาพวกทหาร
    “มีใครบาดเจ็บหนักมั่งมั้ยครับพี่ดันเต้” ผมถามพี่เค้า
    “มีแค่แผลถลอกเท่านั้น โชคดีที่เราสู้กันเป็นทีมเลยสามารถผ่านมันมาได้โดยง่าย” พี่ดันเต้บอกหลังจากนั่งพักเหนื่อย
    “ต้องขอบคุณคลาวด์และพวกคุณทหารอีกครั้งจริงๆ” ลุงแซมและชาวบ้านหลายคนเข้ามาก้มหัวขอบคุณพวกเรา
    “ไม่เป็นไรน่าลุง” ผมพยักหน้า
    “เป็นหน้าที่ของทหารอยู่แล้วครับ” พี่ดันเต้ตอบเสียงดังฟังชัด
    “ลุงแซมที่ลำธารหรือทะเลสาบให้ไปล้างตัวแถวนี้บ้างมั้ยครับ” ผมถามเพราะผมและพวกทหารตอนนี้สภาพแต่ละคนดูไม่ค่อยจะได้เลย
    “ตามมาทางนี้เลย หมู่บ้านเรามีทะเลสาบอยู่ ปกติเราจะมีทางน้ำที่ไหลผ่านหมู่บ้านอยู่ แต่พวกก๊อบลินมันไปปิดทางน้ำไว้ทำให้เราไม่มีน้ำใช้เลย” ลุงแกตอบก่อนพาพวกผมไปที่ทะเลสาบ เดินไปไม่ไกลจากหมู่บ้านเพียงแค่กิโลกว่าๆก็ถึงทะเลสาบขนาดใหญ่
    พวกมันเอาหินมากั้นทางน้ำไว้ซะเยอะเลย ต้องทำลายทิ้งสินะ ผมดึงดาบคู่ออกมาก่อนจะโคจรลมปราณและฟันลงไปที่หินก้อนใหญ่หลายครั้ง
    ตูม !! ตูม !! ตูม !! ตูม !! ตูม !! หินขนาดใหญ่แหลกละเอียดก่อนทางน้ำจะเปิดออก
    “กลับไปแจ้งข่าวที่หมู่บ้านด้วย เตรียมจัดงานเลี้ยงขอบคุณผู้มีพระคุณของเราซะ” ลุงแซมบอกเหล่าชาวบ้านที่ตามมาด้วย
    “เฮ” หลายคนวิ่งกลับหมู่บ้านไปแจ้งข่าวแก่คนอื่นทันที ส่วนพวกผมและทหารน่ะหรออาบน้ำสิ
    “อ้า สดชื่นจริงๆ” พีดันเต้พูดขึ้นมาหลังจากลงไปแช่ในทะเลสาบ
    “นั่นสิครับ สดชื่นดีจริงๆ ได้อาบน้ำหลังเสร็จงานเนี่ย” ผมบอกพี่เค้า
    “แล้วเป็นยังไงบ้างพี่กับศึกแรก ตื่นเต้นมั้ย” ผมถามความรู้สึก
    “ตื่นเต้นสิ ตอนแรกพวกพี่กลัวแทบตายเพราะมันเป็นครั้งแรกที่ได้สู้จริง แถมมันมีจำนวนมากกว่าพวกเราตั้งไม่รู้กี่เท่า แต่พวกเราเป็นทหารจำเป็นต้องปกป้องประชาชน พอคิดได้แบบนั้นมันก็หายกลัวจนกล้าที่จะลุยกับพวกก๊อบลินน่ะ” พี่ดันเต้บอกกับผม ผมพยักหน้า
    จากนั้นพวกเรารีบอาบน้ำล้างเนื้อล้างตัวจนเสร็จ ก็ขึ้นมาแต่งตัวเพื่อกลับเข้าหมู่บ้านเพื่อไปกินเลี้ยงฉลองกับพวกชาวบ้านโดยที่ผมให้ทหารส่วนหนึ่งไปเอาพวกวัตถุดิบและเครื่องปรุงจากขบวนเรามานิดหน่อย
    พวกเราเดินทางกลับเข้าหมู่บ้านทันทีเมื่อมาถึง
    “เฮ้” เสียงชาวบ้านทุกคนตะโกนด้วยความดีใจผมเห็นหลายๆคนยังบาดเจ็บอยู่แต่ก็ออกมาด้านนอกกับเค้าด้วย ตอนนั้นผมเห็นชายคนหนึ่งเดินแหวกพวกชาวบ้านออกมาโดยมีคุณลาล่าคอยประคองและเรฟ่อนเดินตามอยู่ข้างๆ
    “ผมในฐานะตัวแทนของพวกชาวบ้านต้องขอขอบคุณทุกท่านมากจริงๆ ที่ช่วยเหลือหมู่บ้านเราเอาไว้” เป็นพ่อของเรฟ่อนหรือหัวหน้าหมู่บ้านนั่นเอง
    “ขอบคุณมากพ่อหนุ่ม”
    “ขอบคุณมากคุณทหาร” และอีกหลายๆเสียงคำขอบคุณจากชาวบ้าน
    “ไม่เป็นไรครับ ทุกคนเรามาทานอาหารกันเถอะ” จากนั้นพวกทหารที่ผมให้ไปขนพวกวัตถุดิบและเครื่องปรุงมาก็มาถึงพอดี
    พวกเราทำอาหารกันทานง่ายๆโดยใช้พวกเครื่องปรุงที่ผมนำมาหมักเล็กน้อยก่อนจะย่างพวกเนื้อ
    “นี่มันอร่อยมากเลยนี่คือเกลือสินะ เอาไปใช้ทาก่อนย่างหรอ” ชาวบ้านคนหนึ่งถามทหารที่กำลังย่างเนื้ออยู่
    “นี่มันรสสัมผัสหวานเมื่อเคี้ยวเข้าไปมันคืออะไรกันแน่” ชาวบ้านคนนึงพูดขึ้นหลังจากทานเนื้อหวาน
    “นั่นมันคือเครื่องปรุงยังไงล่ะ ข้าเคยทานตอนไปที่เมืองหลวงอยู่ แต่มันค่อนข้างหาซื้อยากสักหน่อย” ดูเหมือนมีคนรู้จักเหมือนกันนะ ก็นะพวกเราปล่อยขายมันมาเกือบปีแล้ว
    งานเลี้ยงดำเนินต่อไปจนเกือบเที่ยง
    “พี่คลาวด์ขอบคุณมากครับที่มาช่วยหมู่บ้านผมเอาไว้” เรฟ่อนเข้ามาขอบคุณผม
    “ไม่เป็นไรเรฟ่อน ถ้าเรฟ่อนไม่ไปเจอพี่ พี่คงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหมู่บ้านเมเปิ้ลเกิดอะไรขึ้น” ผมบอกเด็กน้อยตรงหน้า
    “ขอบคุณมากจริงๆที่ช่วยหมู่บ้านและสามีป้าไว้คลาวด์” คุณลาล่าและสามีของเธอเดินเข้ามา
    “ใช่ขอบคุณจริงๆที่ช่วยหมู่บ้านและรักษาข้าด้วยลาล่าเล่าให้ฟังหมดแล้ว อีกทั้งยังแบ่งเสบียงให้ด้วย” สามีเธอขอบคุณผม
    “ไม่เป็นไรครับ” ผมพยักหน้า
    “อ๊ะจริงสิ ข้าชื่อลูท เป็นหัวหน้าหมู่บ้านแห่งนี้และเป็นพ่อของเรฟ่อน” เค้าแนะนำตัวกับผม
    “ผมชื่อคลาวด์ครับ ส่วนพวกนั้นเป็นทหารของเมืองผมเอง” ผมแนะนำตัว
    “เมือง??” คุณลูทสงสัย
    “อ๋อผมมาจากเมืองบาร็อคครับ นี่เป็นขบวนภาษีที่จะไปที่เมืองหลวงน่ะครับ” ผมพอจะเดาได้ว่าเค้าสงสัยเรื่องอะไร
    “อ๋อ ขบวนภาษีนี่เอง” จากนั้นพวกเราก็คุยกันนิดหน่อย ก่อนผมจะขอกำลังชาวบ้านที่ยังพอมีแรงไปช่วยกันกำจัดศพพวกออร์คและก๊อบลิน เพราะถ้าปล่อยไว้ อาจจะมีตัวอะไรบุกมากินซากพวกมันอีกก็ได้
    แน่นอนพวกชาวบ้านให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี เมื่อพวกเราช่วยกันกำจัดศพโดยการฝังก็นะถ้าเผามันเป็นมลพิษเปล่าๆ ฝังนี่ล่ะเป็นปุ๋ยให้ดินได้ด้วย
    ตอนนี้เป็นเวลาเย็นแล้วทีแรกพวกเราจะขอเดินทางต่อเลยแต่พวกชาวบ้านและคุณลูทขอให้พวกเราอยู่ต่อค่อยออกเดินทางตอนเช้าก็ดีเหมือนกัน หลายๆคนยังเหนื่อยกันอยู่ ส่วนผมไม่เป็นไรหรอก แต่ช่างมันเถอะเดินทางช้าวันสองวันไมเป็นไร
    เพราะกว่าจะถึงกำหนดที่ต้องไปถึงเมืองหลวงก็ยังมีเวลา พวกเราออกเดินทางเผื่อเวลาไว้แล้ว เย็นวันนั้นพวกเราแยกย้ายกันไปพักผ่อนพวกชาวบ้านให้ทหารหลายนายไปพักบ้านตนเองให้บรรยากาศโฮมสเตย์ดีนะผมว่า ส่วนผมพักอยู่บ้านของเรฟ่อน
    วันรุ่งขึ้นผมตื่นขึ้นมาตอนเช้ามืด ผมลุกขึ้นมานั่งสมาธิและออกมาเดินเล่นภายในหมู่บ้าน ดูเหมือนหมู่บ้านนี้จะอาศัยอยู่ด้วยการล่าสัตว์และหาของป่ารอบๆหมู่บ้าน
    “ตื่นเช้าจังเลยนะคลาวด์” เสียงทักผมมาจากด้านหลัง
    “คุณเองก็ตื่นเช้าเหมือนกันนะครับคุณลูท” ผมทักทาย
    “ก็นะเมื่อวานนอนเป็นผักทั้งวันแล้ววันนี้เลย ตื่นเช้าหน่อย” ฮะๆ เป็นผักเลยหรอคุณลูทคุณแค่บาดเจ็บนิดหน่อยกับเป็นไข้เอง
    “จะออกเดินทางวันนี้จริงๆสินะ ไม่อยู่ต่อสักหน่อยหรอ” คุณลูทถามผม
    “ไว้คราวหน้าดีกว่าครับ ผมต้องไปถึงเมืองหลวง ไม่รู้ว่าจะมีเหตุการณ์อะไรทำให้การเดินทางล่าช้ามั้ย ไม่ประมาทดีกว่า” ผมบอก
    “ขอบคุณอีกครั้งนะที่ช่วยหมู่บ้านเราไว้ พวกเราไม่มีอะไรตอบแทนได้เลยพวกเราอาศัยหาของป่าและล่าสัตว์ไปวันๆเท่านั้น” คุณลูทก้มหัวขอบคุณผม
    “ผมก็บอกแล้วไม่เป็นไร” ผมจับบ่าคุณลูทเอาไว้
    “ถ้ามีอะไรที่สามารถตอบแทนพวกคลาวด์ได้บอกมาเลยนะ” ผมคิดสักพักอ๊ะจะว่ามีก็มีสินะ
    “ถ้าของตอบแทนผมว่าอยากจะขออะไรสักอย่างหนึ่งจะได้มั้ยครับ” ผมถาม
    “แน่นอนอะไรก็ได้ ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรงพวกเราหาให้ได้หมดเลย” มันก็ไม่ขนาดนั้นหรอกคุณลูท
    “คือผมอยากจะขอ.................”

    จบ...