รอบๆแท่นไม้บนต้นพลังอัตลักษณ์ มีเสียงฮือฮาดังต่อเนื่องนอกจากนักศึกษาของตึกหนึ่งแล้ว ที่เหลือทั้งหมดต่างพากันส่งเสียงซุบซิบพูดคุย
ไม่มีใครคาดคิดถึงผลลัพธ์เช่นนี้มาก่อนเลย
ตอนแรกทุกคนต่างก็คิดว่าการประลองในวันนี้เป็เพียงแค่ข้ออ้างที่ตึกหนึ่งใช้เพื่อยึดใบไม้ทองคำห้าใบของตึกสองไปเท่านั้นแต่ใครจะไปรู้ว่า ระดับหกตราสามคนของตึกหนึ่งกลับถูกหลี่ลั่วอัดจนไปนอนกองอยู่บนพื้นด้วยตัวคนเดียว
ช่างเป็เื่ที่หาดูชมได้ยากจริงๆ
ที่สำคัญที่สุดคือเื่นี้ยังมีความน้ำเน่าแทรกอยู่ด้วยไม่น้อยเลยทีเดียวอย่างเช่นตอนที่หลี่ลั่วถูกลดขั้นจากตึกหนึ่งลงมาอยู่ที่ตึกสองสาเหตุก็เป็เพราะหลี่ลั่วไร้อัตลักษณ์แต่กำเนิด ศักยภาพมีจำกัด...
แต่ตอนนี้อัตลักษณ์และความแข็งแกร่งของหลี่ลั่วที่อยู่ๆก็ปรากฏขึ้นมาอย่างกะทันหันคงจะทำให้อาจารย์หลินเฟิงแห่งตึกหนึ่งคงจะรู้สึกสับสนไม่น้อยเลยกระมัง?
เหล่านักศึกษาต่างก็ตื่นตะลึงไปตามๆกัน ต่างหันมามองหลี่ลั่วในสนามอีกครั้ง หรือว่าเด็กหนุ่มที่เคยตกต่ำผู้นี้กำลังจะผงาดกลับขึ้นมาอีกครั้งแล้ว? แต่ตอนนี้...มันไม่สายเกินไปหน่อยหรือ?
เสียงฮือฮาดังขึ้นอย่างต่อเนื่องในขณะที่ฝั่งตึกหนึ่งนั้นกลับเงียบสงัดอย่างเห็นได้ชัดเหล่านักศึกษาต่างมองหน้ากันไปมาด้วยสีหน้าซับซ้อนยุ่งเหยิง
ตี้ฝ่าฉิงจ้องมองไปที่เงาร่างของหลี่ลั่วอย่างเหม่อลอยหลังจากนั้นครู่หนึ่งจึงเอ่ยถามออกมาด้วยความรู้สึกเหลือเชื่อเล็กน้อย“มันไร้อัตลักษณ์แต่กำเนิดมิใช่หรือ? ทำไมตอนนี้ถึงมีอัตลักษณ์ขึ้นมาได้ล่ะ?”
ซ่งอวิ๋นเฟิงมีสีหน้าเรียบเฉยคำถามนี้เขาก็ไม่อาจรู้คำตอบได้เช่นกัน
“ถึงแม้ว่าอัตลักษณ์หลังกำเนิดนั้นจะพบเห็นได้ยากยิ่งแต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีอยู่เลยสมบัติฟ้าดินบางอย่างก็สามารถทำให้ผู้คนมีอัตลักษณ์หลังกำเนิดเกิดขึ้นได้เหมือนกันเพียงแต่มันหายากอย่างถึงที่สุด อาณาจักรต้าเซี่ยของพวกเราในหลายร้อยปียังไม่แน่ว่าจะมีปรากฏออกมาให้เห็นเลยแต่พ่อแม่ของหลี่ลั่วต่างก็เป็ยอดคน บางทีพวกเขาอาจจะมีวิธีหามันมาได้”หลี่ว์ชิงเอ๋อร์ที่อยู่ข้างๆ กล่าวออกมา
ห้างสมบัติัทองมีโอกาสได้ัักับสิ่งของล้ำค่ามากมายไม่ถ้วนอีกทั้งลุงสองของหลี่ว์ชิงเอ๋อร์ยังเป็ถึงประธานของห้างสมบัติัทองสาขานครหนานเฟิงดังนั้นนางจึงมีโอกาสได้ยินได้ฟังเื่ราวต่างๆ มากมายที่คนทั่วไปไม่รู้
“ถ้ามีสมบัติล้ำค่าเช่นนั้นทำไมเขาถึงเพิ่งมาใช้เอาป่านนี้?” ตี้ฝ่าฉิงกล่าว
“อาจจะต้องมีเงื่อนไขพิเศษบางอย่างกระมังรายละเอียดเป็อย่างไร ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน” หลี่ว์ชิงเอ๋อร์ยิ้มบางๆ กล่าว
ตี้ฝ่าฉิงเงียบไปครู่หนึ่งสุดท้ายก็กล่าวว่า “เ้าหมอนี่ หรือว่ามันกำลังจะกลับขึ้นมาผงาดอีกครั้งแล้วจริงๆ?”
ในน้ำเสียงแฝงไว้ด้วยความรู้สึกที่หลากหลายตระกูลตี้ฝ่าของนางกับคฤหาสน์ลั่วหลานนั้นย่อมต้องมีการขัดแย้งทางผลประโยชน์อยู่บ้างเหมือนกันแต่ก็ไม่ได้รุนแรงเท่าตระกูลซ่งระหว่างนางกับหลี่ลั่วเองก็ไม่ได้มีความบาดหมางอะไรกันเป็พิเศษด้วยสิ่งเดียวที่ทำให้นางไม่พอใจก็คือเื่การหมั้นหมายระหว่างหลี่ลั่วและเจียงชิงเอ๋อร์เท่านั้น
“มันไม่ได้ง่ายขนาดนั้นหรอก”
ซ่งอวิ๋นเฟิงกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ“อัตลักษณ์ของหลี่ลั่ว น่าจะเป็อัตลักษณ์น้ำดูจากการต่อสู้กับเป้ยคุนเมื่อครู่นี้ พอจะเดาได้คร่าวๆว่าน่าจะอยู่ที่ระดับห้าหรือหก อัตลักษณ์ระดับนี้ถึงแม้ว่าจะไม่เลวแต่ก็ไม่ถือว่าโดดเด่นอะไรเหมือนกัน”
“ส่วนระดับพลังอัตลักษณ์ก็อยู่ที่ระดับห้าตรา...เ้าคิดว่าระดับห้าตราที่มีอัตลักษณ์แค่ระดับห้าหรือระดับหก มันหายากมากหรือไง?”
ตี้ฝ่าฉิงพยักหน้าอย่างครุ่นคิดหากเป็ไปตามที่ซ่งอวิ๋นเฟิงวิเคราะห์จริงๆ ละก็ในตึกหนึ่งหลี่ลั่วยังไม่ติดอันดับหนึ่งในสิบคนแรกด้วยซ้ำ
ถึงแม้ว่าหลี่ลั่วจะมีพร์ในการฝึกฝนวิชาอัตลักษณ์ที่โดดเด่นเหนือใครแต่หากคิดจะกลับไปโดดเด่นเหมือนเมื่อก่อน ก็ยังคงเป็เื่ยากอยู่ดี
แน่นอนว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือเหลือเวลาอีกไม่ถึงหนึ่งเดือนก็จะถึงวันสอบใหญ่ของวิทยาลัยแล้ว...หรือว่าหลี่ลั่วจะสามารถตามคนอื่นทันในเวลาสั้นๆ แค่นี้?
กับเื่นี้ตี้ฝ่าฉิงได้แต่บอกว่าเป็ไปไม่ได้
เมื่อคิดได้เช่นนี้ตี้ฝ่าฉิงก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูกตอนนี้แม้แต่ตัวนางเองก็ยังไม่รู้เลยว่า จริงๆแล้วนางอยากจะเห็นหลี่ลั่วกลับมาผงาดอีกครั้งหรือไม่
หลี่ว์ชิงเอ๋อร์ไม่ได้เข้าร่วมการสนทนาของทั้งสองคนดวงตาของนางจ้องมองไปที่หลี่ลั่ว
ในที่สุดเ้าก็แก้ปัญหาเื่ไร้อัตลักษณ์ได้แล้วสินะ...เช่นนั้นใน่เวลาสุดท้ายที่เหลืออยู่ เ้าจะสามารถตามพวกเราทันได้จริงๆ หรือ?
ในตอนที่เหล่านักศึกษากำลังฮือฮากันอยู่นั้นเหล่าบุคลากรระดับสูงของวิทยาลัยหนานเฟิงที่อยู่บนแท่นสูงกลับเงียบสงบอย่างน่าประหลาด
แม้แต่สวีซานเยว่เองก็ยังรู้สึกตกตะลึงกับผลลัพธ์ที่ปรากฏขึ้นอย่างอดไม่ได้
ส่วนหลินเฟิงนั้นั้แ่ต้นจนจบเขาก็ไม่ได้เอ่ยคำพูดใดๆ ออกมาอีกเลย ทำหน้าตายราวกับตุ๊กตาไม้
เหล่าครูที่ปรึกษาคนอื่นๆเพียงแค่หันมามองหลินเฟิงเป็ครั้งคราวในแววตาของพวกเขาฉายแววขบขันออกมาเสี้ยวหนึ่ง
สุดท้ายผู้อำนวยการก็เป็ฝ่ายปรบมือแล้วกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า“สมกับเป็ลูกชายของสองท่านนั้นจริงๆ หรือนี่ก็คือที่เขาบอกกันว่ายอดศาสตราสร้างช้า อัจฉริยะเติบโตนาน?”
หลินเฟิงกล่าวเสียงเรียบว่า“ผู้อำนวยการอาจจะใช้คำผิดไปกระมัง ความแข็งแกร่งระดับห้าตราอีกทั้งยังเป็แค่อัตลักษณ์น้ำที่ดูเหมือนจะแค่ระดับห้าหรือหกไม่ว่าจะมองจากมุมไหนก็ยังไม่ถือว่าเป็อัจฉริยะอะไรหรอกนะ”
ผู้อำนวยการส่ายศีรษะแน่นอนว่าเขาย่อมต้องรู้ว่าหลินเฟิงในตอนนี้อาจจะกำลังหัวเสียอยู่จึงกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “เ้านี่ โอหังเกินไปจริงๆไม่ช้าก็เร็วเ้าต้องเสียหายเพราะเื่นี้แน่ๆ”
หลินเฟิงไม่ได้แสดงความคิดเห็นใดๆจากนั้นจึงหันไปมองสวีซานเยว่กล่าวว่า “ครั้งนี้ถือว่าพวกเราตึกหนึ่งไร้ความสามารถยินดีมอบใบไม้ทองคำทั้งสิบใบให้ เ้าหนูพวกนี้มันไร้น้ำยากันเองไม่สามารถปกป้องเอาไว้ได้ ปล่อยให้โดนดีเสียบ้างก็ดีเหมือนกัน”
สวีซานเยว่หัวเราะเยาะกล่าว“ข้ายังคิดว่าเ้าจะบอกให้หลี่ลั่วย้ายกลับไปอยู่ที่ตึกหนึ่งเสียอีก”
หลินเฟิงได้ยินดังนั้นก็ยิ้มเยาะแล้วกล่าว“เ้าคิดมากเกินไปแล้ว อย่างที่ข้าได้กล่าวไว้ก่อนหน้านี้เขายังไม่ถือว่าเป็อัจฉริยะแต่อย่างใดตึกหนึ่งของข้าไม่ได้ขาดแคลนนักศึกษาธรรมดาๆ เช่นนี้หรอกนะ อีกทั้งตอนนี้สิ่งที่เขาควรคิดให้มากที่สุดคือเขาจะสามารถไล่ตามคนอื่นๆทันในเวลาที่เหลือเพียงไม่ถึงหนึ่งเดือนได้หรือไม่จะคว้าสิทธิ์ในการเข้าเรียนที่วิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิงได้หรือเปล่าต่างหาก”
ถึงแม้ว่าการที่หลี่ลั่วมีอัตลักษณ์น้ำปรากฏออกมาจะทำให้เขารู้สึกคาดไม่ถึงอยู่บ้างแต่ถามว่าเขาเสียดายไหม เขาก็ไม่ได้มีความรู้สึกแบบนั้นเลยจริงๆ
อย่างไรเสียอัตลักษณ์น้ำนั่นมันก็ปรากฏขึ้นมาช้าเกินไปหลี่ลั่วในตอนนี้มีระดับพลังอัตลักษณ์เพียงแค่ระดับห้าตรา ยิ่งไปกว่านั้นตัวอัตลักษณ์น้ำเองก็ไม่ได้มีระดับสูงมากนักด้วย ดังนั้นในสายตาของหลินเฟิงแล้วหลี่ลั่วก็เป็เพียงแค่คนที่ดิ้นรนจนโผล่ขึ้นมาจากโคลนตมได้ครึ่งตัวเท่านั้นส่วนการจะกลับไปยืนหยัดอยู่บนจุดสูงสุดอีกครั้งคิดว่าเหล่านักศึกษาที่โดดเด่นในตึกหนึ่งของเขาเป็เพียงแค่ไม้ประดับจริงๆ หรือ?
ยิ่งไปกว่านั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการสอบใหญ่ของวิทยาลัยกำลังจะมาถึงแล้วหลี่ลั่วไม่มีเวลาเหลือพอที่จะไล่ตามคนอื่นทันแล้ว ส่วนเื่หลังจากนั้นในเมื่อหลั่ลั่วออกจากวิทยาลัยหนานเฟิงไปแล้วเช่นนั้นเขาจะไปสนใจอีกทำไมว่าหลี่ลั่วจะประสบความสำเร็จแค่ไหน?
เมื่อเสียโอกาสเข้าเรียนในวิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิงไปแล้วมันก็มีแต่จะเป็ความสูญเสียที่หลี่ลั่วไม่อาจทดแทนได้ ซึ่งเื่นี้ต่อให้มันจะเป็คุณชายน้อยของคฤหาสน์ลั่วหลานก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้
เมื่อคิดถึงเื่นี้สีหน้าของหลินเฟิงก็ดูผ่อนคลายมากขึ้น
ส่วนผู้อำนวยการในตอนนี้ก็ได้โบกมือเรียกหลี่ลั่วเมื่อหลี่ลั่วเห็นดังนั้นก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเดินขึ้นไปบนแท่นสูง
“สวัสดีผู้อำนวยการ”หลี่ลั่วกล่าวด้วยรอยยิ้ม
ผู้อำนวยการจ้องมองหลี่ลั่วด้วยรอยยิ้มกล่าวถาม “เ้าแก้ปัญหาเื่ไร้อัตลักษณ์ได้แล้วงั้นรึ?”
หลี่ลั่วพยักหน้า“อืม เป็อัตลักษณ์น้ำระดับห้า”
เมื่อได้ยินคำว่าอัตลักษณ์น้ำระดับห้าหลินเฟิงเผยรอยยิ้มบางๆ ออกมาอย่างอดไม่ได้กล่าวว่า “หลี่ลั่วอัตลักษณ์ระดับนี้ถือเป็แค่ระดับกลางๆ แต่หากเ้าพยายามให้มากขึ้นในอนาคตก็ยังสามารถประสบความสำเร็จได้”
“เื่นี้ไม่ต้องให้อาจารย์หลินเฟิงมาเป็ห่วงหรอกถึงแม้ว่าระดับของอัตลักษณ์จะส่งผลต่อการบำเพ็ญพลังอัตลักษณ์ แต่ในโลกนี้ก็ใช่ว่าจะไม่มีคนที่อัตลักษณ์ระดับห้าแต่สามารถก้าวขึ้นไปถึงระดับขุนนางกับราชันได้” หลี่ลั่วกล่าว
หลินเฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน“อัตลักษณ์ระดับห้า ไปถึงระดับขุนนางกับราชัน? เด็กน้อยจริงๆแม้แต่เื่แบบนี้ก็เชื่อหรือ?”
ผู้อำนวยการโบกมือหยุดคำพูดของหลินเฟิง จากนั้นจึงหันไปกล่าวกับหลี่ลั่วว่า“การที่เ้ามีความมั่นใจเช่นนี้มันก็ดีแต่ว่าตอนนี้เหลือเวลาอีกไม่ถึงหนึ่งเดือนก็จะถึงวันสอบใหญ่แล้วหากเ้า้าจะตามคนอื่นให้ทัน เกรงว่าจะต้องพยายามให้มากกว่านี้”
หลี่ลั่วพยักหน้า“เข้าใจแล้ว”
ผู้อำนวยการกำชับอีกสองสามประโยคจึงอนุญาตให้หลี่ลั่วจากไปจากนั้นก็อาศัยจังหวะที่คนกำลังอยู่กันพร้อมหน้าประกาศว่า“เหลือเวลาอีกไม่ถึงหนึ่งเดือนก็จะถึงวันสอบใหญ่แล้ว ดังนั้นอีกสองสัปดาห์ข้างหน้าทางวิทยาลัยจะจัดการสอบซ้อมขึ้น นอกจากนี้ มาตรฐานของวิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิงในปีนี้ก็ประกาศออกมาแล้วด้วยอืม ต้องมีระดับพลังอัตลักษณ์ไม่ต่ำกว่าเจ็ดตรา”
ทันทีที่กล่าวจบเสียงโอดครวญก็ดังขึ้นทั่วทั้งลาน นักศึกษาหลายคนมีสีหน้าสิ้นหวังไม่ต่ำกว่าเจ็ดตรานั้น สำหรับพวกเขาแล้วมันคือกำแพงที่สูงเกินเอื้อม
มีเพียงเหล่านักศึกษาหัวกะทิของตึกหนึ่งเท่านั้นที่ยังคงมีรอยยิ้มบางๆ
ในฐานะที่เป็วิทยาลัยที่โดดเด่นที่สุดของอาณาจักรต้าเซี่ยแม้แต่ในบรรดาอาณาจักรข้างเคียงก็ยังถือเป็ตัวตนที่สูงส่งที่สุดวิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิงย่อมไม่ใช่สถานที่ที่ใครก็สามารถเข้าไปได้อยู่แล้ว
“ไม่ต่ำกว่าเจ็ดตรา...”
หลี่ลั่วไม่ได้รู้สึกแปลกใจกับเื่นี้แต่อย่างใดตอนนี้ตัวเขายังแค่ระดับห้าตรา ยังคงห่างจากระดับเจ็ดตราอีกสองขั้นดูท่าว่าใน่เวลาครึ่งเดือนที่เหลือต่อจากนี้คงต้องบำเพ็ญอย่างบ้าคลั่งแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้นเจ็ดตราก็เป็เพียงแค่มาตรฐานขั้นต่ำเท่านั้นเมื่อถึงเวลาสอบยังต้องไปแข่งขันกันอีกแน่นอนดังนั้นหากหลี่ลั่ว้าจะให้มั่นใจมากขึ้น คิดว่าเขาคงต้องยกระดับของ“อัตลักษณ์น้ำแสง” นี้ขึ้นไปอีกสักหน่อยด้วย
เพียงแต่ระยะห่างระหว่างอัตลักษณ์ระดับห้ากับอัตลักษณ์ระดับหกนั้นมันก็ไม่ใช่น้อยๆเลย หลี่ลั่วลองประเมินคร่าวๆ แล้ว หากทำแบบนั้นจริงๆเขารู้สึกว่ารายได้ทั้งหมดของคฤหาสน์ลั่วหลานในมณฑลเทียนสู่คงจะถูกเขาคนเดียวผลาญจนเกลี้ยงแน่
ในขณะที่หลี่ลั่วยังครุ่นคิดอยู่นั้นเหล่านักศึกษาในสนามก็ทยอยแยกย้ายออกไป แต่ทันใดนั้นเองเขาก็รู้สึกว่ามีใครบางคนเดินมาหยุดอยู่ข้างๆ
หลี่ลั่วหันไปมองก็เห็นหลี่ว์ชิงเอ๋อร์จ้องมองมาที่เขาด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“ยินดีด้วยนะคุณชายน้อย” นางกล่าว
ทันทีที่หลี่ลั่วเห็นหน้าหลี่ว์ชิงเอ๋อร์เขาก็คิดจะหลบหนีตามสัญชาตญาณทันทีแต่หลังจากขยับเท้าเพียงเล็กน้อยก็หยุดลงอย่างกระอักกระอ่วน
“สวัสดีสวัสดี” หลี่ลั่วกล่าวทักทายอย่างขอไปที
“ไม่หลบหน้าแล้วหรือ?” หลี่ว์ชิงเอ๋อร์กล่าว
“ข้าไม่ได้หลบจริงๆ”หลี่ลั่วกล่าวอย่างกระอักกระอ่วน
หลี่ว์ชิงเอ๋อร์กล่าวอย่างไม่ยี่หระว่า“หลี่ลั่ว ข้ารู้สึกขอบคุณเ้ามากนะที่เคยชี้แนะวิชาอัตลักษณ์ให้กับข้าแต่ข้าคิดว่าหลายปีที่ผ่านมา เ้าไม่ควรหลบหน้าข้าเหมือนเด็กๆ แบบนั้นเลยเพราะข้าไม่ได้แย่งชิงตำแหน่งของเ้าไป อีกทั้งเ้าเองก็น่าจะรู้ดีว่า ตำแหน่งนี้ไม่ใช่สิ่งที่ใครจะมอบให้กันได้แต่ต้องใช้ความสามารถแย่งชิงมา”
“หลี่ลั่วตอนนี้ข้าเป็ถึงอันดับหนึ่งของวิทยาลัยหนานเฟิงหากเ้า้าแย่งชิงตำแหน่งนี้กลับคืนไป เช่นนั้นก็มาเอาชนะข้าให้ได้ก่อนหน้านี้เพราะข้าเป็ห่วงความรู้สึกของเ้า จึงไม่ได้พูดเื่พวกนี้ออกมาแต่ในเมื่อตอนนี้เ้าแก้ปัญหาไร้อัตลักษณ์ได้แล้ว หากเ้ายังเป็ลูกผู้ชายเ้าก็ควรจะทวงทุกอย่างที่เสียไปกลับคืนมา”
หลี่ลั่วยิ้มแห้งๆแล้วพยักหน้า “ข้า ข้าจะพยายาม”
หลี่ว์ชิงเอ๋อร์ยิ้มออกมาจากนั้นหลี่ลั่วก็เห็นความเ็าและไม่พอใจเล็กน้อยปรากฏขึ้นในดวงตาของนาง
“ข้าจะรอเ้า...อีกอย่าง ข้าจะบอกอะไรให้ การกระทำของเ้าใน่หลายปีที่ผ่านมานี้ทำให้ความรู้สึกประทับใจในตัวเ้าของข้าลดลงไปมาก ดังนั้นหากมีโอกาสละก็...”
หลี่ว์ชิงเอ๋อร์พูดมาถึงตรงนี้ก็หยุดลงเพียงแต่แววตาเ็าของนางก็ได้แสดงทุกอย่างออกมาอย่างชัดเจนแล้ว
เมื่อกล่าวจบนางก็หันหลังเดินจากไปทันที
หลี่ลั่วมองตามหลังของนางไปได้แต่ส่ายหน้าอย่างจนใจ ดูเหมือนว่าครั้งนี้เขาคงจะทำให้หลี่ว์ชิงเอ๋อร์โกรธเข้าเสียแล้ว ผู้หญิงที่ยิ่งสวยก็ยิ่งใจแคบจริงๆ!
ในขณะที่กำลังทอดถอนใจอยู่นั้นอยู่ๆ เขาก็รู้สึกได้ถึงสายตาที่ทิ่มแทงมาที่หลังเขาราวกับคมมีด จึงหันกลับไปมอง
จากนั้นเขาก็เห็นเงาร่างหนึ่งที่อยู่บนแท่นไม้ไม่ไกลนักกำลังจ้องมองเขามาด้วยสายตาเ็า ภายในสายตานั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยการข่มขู่
อีกฝ่ายคือซ่งอวิ๋นเฟิงผู้ที่ตอนนี้เป็ถึงอันดับสองของตึกหนึ่ง
สายตาทั้งสองประสานกันแววตาของซ่งอวิ๋นเฟิงนั้นคมกริบและเปี่ยมไปด้วยเจตนาไม่เป็มิตรจากนั้นเขาก็ส่ายหน้าอย่างดูถูกเหยียดหยาม ขยับริมฝีปากเป็คำพูดที่ไร้เสียงออกมา
“หลี่ลั่วอย่าหาเื่ใส่ตัว ไสหัวไปให้ไกลๆ หลี่ว์ชิงเอ๋อร์ซะ”
เขาเชื่อว่าหลี่ลั่วย่อมต้องเข้าใจสิ่งที่เขาจะสื่อออกมาแน่นอนเพราะนี่เป็การข่มขู่ขั้นพื้นฐาน
ทว่าหลี่ลั่วที่อยู่ไม่ไกลกลับขมวดคิ้วพึมพำกับตัวเองว่า “ไอ้โง่นั่นมันทำอะไรของมันน่ะ? มีอะไรก็พูดออกมาตรงๆสิ ขยับปากมุบมิบเหมือนหนูขโมยกินข้าวสารแบบนั้น ผีที่ไหนจะเข้าใจว่าเ้าพูดอะไร?”
เพราะไม่สามารถเดาได้ว่าอีกฝ่ายกำลังทำอะไรกันแน่สุดท้ายหลี่ลั่วจึงได้แต่ส่ายหน้า ไม่สนใจเ้าหมอนั่นอีกจากนั้นก็หันหลังเดินจากไปทันที
ส่วนซ่งอวิ๋นเฟิงที่อยู่บนแท่นไม้ก็หรี่ตาลงจ้องมองไปทางหลี่ลั่วที่เดินจากไปแววตามืดมน
แววตาของหลี่ลั่วเมื่อครู่นี้ทำให้เขานึกถึงตอนที่หลี่ลั่วยังโดดเด่นที่สุดในวิทยาลัยหนานเฟิงหลี่ลั่วในตอนนั้นช่างเปล่งประกายเจิดจรัสอย่างมากจริงๆ
ทว่า...
ซ่งอวิ๋นเฟิงบีบระเบียงไม้แน่นจนเกิดรอยร้าวขึ้นมาอย่างอดไม่ได้
หลี่ลั่วเ้าอวดดีอะไรของเ้า...
เ้าคิดจริงๆหรือว่า แค่อัตลักษณ์ระดับห้า จะทำให้เ้ากลับไปเป็เหมือนเมื่อก่อนได้?