บทที่ 14
ใช่นักล่าพรหมจรรย์หรือไม่
ส่วนพำนักชั่วคราว กองกำลังพลต้าซ่งเกรียงไกร ธงสีดำปรากฏสัญลักษณ์ตราแผ่นดินต้าซ่งประดับล้อมสี่ทิศ ท้องฟ้าอัสดงหมดแสงรำไรมาสามชั่วยามแล้ว เรือนเก่า ๆ ที่ใช้รับรองญาติผู้น้องอย่างจื่อลั่วหลินเดิมทีจะประดับคบเพลิงให้แสงสว่าง ทว่า่นี้ดวงใจห่อเหี่ยวเป็กังวลนางจึงสั่งให้ทหารดับมันเสียเหลือเพียงแสงสว่างจากตะเกียงในห้องหับไม่กี่ดวงก็พอแล้ว
"คุณหนูเ้าคะ ถ้านอนไม่หลับสักประเดี๋ยวบ่าวจะไปตามหลานเจ๋อฮูหยินให้"
"ได้ยินว่าวันนี้นางออกไปเที่ยวเล่นกับพี่รอง ยอมออกจากเรือนแล้วแต่ไม่ยอมพบข้าบางเพียงเท่านั้นก็ชัดเจนแล้วว่านางไม่อยากพบข้า เ้าไม่ต้องเหนื่อยเปล่าหรอก ขอบคุณเ้ามากที่ห่วงใย อีกไม่กี่วันเราก็จะกลับต้าซ่ง พบกันหรือไม่นั้นแล้วแต่วาสนาเถอะ"
เห็นได้ชัดว่าคุณหนูจื่อลั่วหลินเหงาหงอย เดินทางลำบากฝ่าเส้นทางคดเคี้ยวมาที่ต้าหยางเดิมทีมิใช่ธุระกงการอะไรของนางด้วยซ้ำ ทว่านางก็เต็มใจกระเตงตัวมาหาข้ออ้างว่ามาเป็แเื่แทนท่านลุงหลานที่เอาแต่ยุ่งยากกับงานราชกิจในเมืองหลวง อันที่จริงลั่วหลินเพียงคิดสงสารและใส่ใจ งานมงคลของสหายแท้ ๆ กลับมีแต่เหล่าทหารคนเถื่อนพิธีรีตองเรียบง่ายทั้งที่นางเป็คุณหนูสกุลใหญ่จึงอาสามาเพื่อค้ำยันเกียรติยศให้สหาย
ไม่เคยเตรียมใจมาก่อนว่ายามฝ่ายนั้นฟื้นกลับมาได้สติจะทำตัวห่างเหินเพียงนี้ ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็แล้วแต่... ไม่คิดโกรธเคืองถีหลันแม้แต่น้อย แต่หากจะบอกว่าไม่สนใจเอาเสียเลยก็คงโกหกตลบตะแลง ดังนั้นหลายวันมานี้คุณหนูจื่อลั่วหลินผู้เรียบร้อยดั่งผ้าแพรพับไว้จึงเก็บตัวเงียบไม่แพ้ถีหลัน
ใคร่ครวญด้วยแววตาน้อยเนื้อต่ำใจก็ปัดมือไล่สาวใช้ให้กลับไปนอน ส่วนตนขออยู่ลำพัง หลังจากสาวใช้กลับไปพักผ่อนลั่วหลินดับตะเกียงสามดวงเหลือเพียงหนึ่งตั้งหรี่แสงอ่อน ๆ ไว้บนหัวนอน ร่างบางโฉบตัวไปนั่งบนโต๊ะน้ำชาค้นหาสาเหตุว่าตนทำอะไรผิดไปหรือไม่สหายถึงได้ห่างเหิน
แค๊ก! กึก!
เสียงตะกุกตะกักดังลอดบานหน้าต่าง หากเป็บานประตูก็ยังพอจะคาดเดาได้ว่าเป็สาวใช้คนสนิทย้อนกลับมา แผ่นดินต้าหยางเพิ่งจะเสร็จศึกา รอบกายราวอยู่ท่ามกลางหมู่ศัตรูมิถือว่าเป็สถานที่ปลอดภัยอะไรนักหนา สามวันรวดผู้คนล้มตายนับแสนหามมาเทรวมกันกองพูนเป็ูเา นางนึกเป็อย่างอื่นไม่ได้หากไม่ใช่ผีก็โจร จะทำอย่างไรดีล่ะรอบตัวก็มืดงันไร้เงาสาวใช้ข้างกาย
ไม่ต้องทนสงสัยนานนัก อึดใจเดียวบานหน้าต่างปริเปิดจากด้านนอกเงาปริศนาราวแปดฉื่อปีนป่ายเข้ามาด้วยท่าทีสะบักสะบอม แสงตะเกียงริบหรี่ไม่อาจสะท้อนให้เขาเห็นนางที่กำลังนั่งเงียบงันอยู่อีกมุมหนึ่ง ต่างจากนางที่เห็นเงาโปร่งงุ่มง่ามทุกการกระทำ คุณหนูผู้บอบบางราวกวางป่าน้อยในเขตอนุรักษ์หวาดกลัวไหล่สั่นอยากจะร่ำไห้ยกมืออุดปากตนไม่ให้กรีดร้อง
ร่างอรชรเพรียวระหงพยายามกระเถิบถอยหนีทีละคืบ ทว่าความมืดมิดปกคลุมรอบกายลุกลามขึ้นมาในใจ ฝ่ามือเล็กเ้าปัญหาััโดนกาน้ำชาร้อนที่เพิ่งยกจากเตาผิงประทินไว้บนถาด น้ำเสียงนุ่มหวานดุจผลท้อ์เปล่งออกมาเพราะความเ็ป "อ๊ะ..."
"บัดซบ! ข้าเข้าเรือนสตรีหรือ"
ชายปริศนาผู้นั้นเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ โชคดีที่มีผ้าบางครอบปิดใบหน้าไว้แต่แรก เขาเดินตะคุ่มเข้ามาตามทิศทางของเสียงแม้ในความมืดมิดคนผู้นี้เดินเหินคล่องแคล่วฉับไวราวปีศาจ คนผู้นี้ไม่ปล่อยให้นางอ้าปากเอื้อนเสียงใดออกมาได้อีก คมมีดที่อยู่ในมือจี้จ่อร่องคอขู่ขวัญหมายจะเอาชีวิต
"อย่าเปล่งเสียงแล้วเ้าจะปลอดภัย" คนผู้นั้นเปลือยท่อนบน ร่างกายกำยำประดับมัดกล้ามหลายแผ่น หญิงบอบบางเช่นนางเพิ่งเคยเห็นกายบุรุษใกล้ขนาดนี้เป็ครั้งแรก ในหัวมึนเบลอคิดอะไรไม่ออก น้ำเสียงอุ่นไหลรดข้างหูกระตุ้นให้นางหายใจไม่ทั่วท้อง ทว่าน้ำคำและโทนเสียงเหล่านี้คุ้นเคยนัก
"จะเ้าคือ..." ลั่วหลินช่างไร้เดียงสาไม่กล้าขยับตัวเพราะกลัวคอขาดกลับกล้าเอื้อนเสียง แต่เปล่งลมลอดไรฟันได้เพียงเท่านี้ไม่ทันประกอบเป็ประโยคร่างกำยำที่คร่อมโครมอยู่ตรงหน้าพลิกกลับมาโอบนางแน่นนาบมืออุดปาก คมมีดจี้ร่องคออยู่เนืองๆ
ร่องอกหลายรอนััแผ่นหลังนางอย่างแนบชิด แม้กายสตรีจะห่มคลุมอาภรณ์แต่มันก็บางเบาเหลือเกิน บางเบาชนิดที่ว่าจินตนาการโจ่งแจ้งได้ว่าส่วนใดกำลังเสียดสีนางอยู่บ้าง อีกทั้งด้ามกระบี่ดุ้นใหญ่กำลังดันออกมาทิ่งแทงนางจากด้านหลังเช่นกัน
เม็ดเหงื่อกลมที่ไหลจากดวงหน้าของชายร่างสูงโปร่งไหลเกลือกกลิ้งหยาดลงมาััลำคอนางพลันขนลุกซู่วาบหวามหัวจรดเท้า คุณหนูผู้เปล่าเปลี่ยวหวั่นไหวกับความดิบเถื่อนร้อนแรงเช่นนี้
[ใช่นักล่าพรหมจรรย์หรือไม่?]
หัวใจดวงน้อยเต้นตึกตักราวจะหลุดจากอก แค่คิดว่าต้องเสียตัวในคืนเงียบงันก็ไม่กล้าคาดเดาว่าตนจะครางเสียงออกมาได้อย่างไร ครั้งแรกคงทรมานเป็แน่ ขณะที่นางเอาแต่คิดเื่ไม่เข้าท่าตัวแข็งทื่อ ชายหนุ่มกลัวว่านางจะตายคามือจึงเอ่ยถามข้างหู
"นิ่งเงียบ... เข้าใจหรือไม่" เสียงทุ้มแหบดังคลุมเครือข้างหูแ่เบา ความรู้สึกหวาดกลัวและวาบหวิวปนเปกันยุ่งเหยิง ลั่วหลินพยักหน้ารับอย่างเชื่อฟัง ฝ่ายนั้นจึงยอมคลี่ร่างใหญ่ถอยห่าง
ทว่าไม่อาจวางใจ เขาขึงรัดนางติดเสาร์กลมอุดปากด้วยก้อนอะไรสักอย่างแล้วจึงรีบเปลี่ยนอาภรณ์ชุดใหม่ให้เรียบร้อย ระหว่างที่เขาเสร็จภารกิจจงใจจะเข้ามาคลี่เชือกให้นางนั้นราว์ดลบันดาล
ดวงตากลมโตของลั่วหลินเบิกโพลงเพิ่มขึ้นอีกเมื่อผ้าคลุมหน้าของเขาปลิดปลิวทั้งที่ไม่มีลมโชย ต่อให้จักษุผาดๆพร่ามัวแต่มั่นใจถึงเจ็ดส่วนว่าคนผู้นั้นคือคนใกล้ตัว
"องครักษ์อวิ๋นเซี่ย" น้ำเสียงละมุนน่าทะนุถนอมอู้อี้เอื้อนนามคนผู้นั้นทั้งที่ถูกอุดปาก
[นับว่าเป็คราวซวยของข้า]
เจียงอวิ๋นเซี่ยคุณชายใหญ่สกุลเจียงแห่งต้าหยางปลอมตัวเป็องครักษ์อวิ๋นเซี่ยที่คอยรับใช้คุณหนูเ้าอารมณ์ิถีหลัน และที่สำคัญไปกว่านั้นเขาเป็บุรุษในดวงใจที่จื่อลั่วหลินปรารถนามาโดยตลอด
หลายปีมานี้ความในใจไม่เคยแพร่งพราย ์กลั่นแกล้งกันชัดๆ ิถีหลันโจ่งแจ้งทุกการกระทำว่าหมายปองหลานเจ๋อผู้เดียว แต่อวิ๋นเซี่ยที่เป็ได้แค่องครักษ์รับจ้างยังโง่งมหลงรักนางข้างเดียวอยู่ได้ ใต้หล้าคงมีแต่เขาเท่านั้นที่รักจอมมารน้อยแซ่ิลง
หลังจากรู้ว่าคนโฉดที่ปีนหน้าต่างห้องนางคือชายในดวงใจ ลั่วหลินค่อยๆลดความหวาดกลัวลง อวิ๋นเซี่ยพ่นลมหายใจออกมาด้วยความผิดหวัง เขาตั้งใจจุดตะเกียงเพิ่มอีกดวง เดินมาหยุดตรงหน้านาง
พอได้เห็นว่าสตรีบอบบางข้างหน้านี้เป็คุณหนูจื่อลั่วหลิน อวิ๋นเซี่ยก็เบาใจลงเช่นกัน อย่างน้อยนางก็ไม่ใช่สตรีปากเปราะ ค่อยๆพูดกับนางก็น่าจะปิดความลับนี้ได้แล้ว เพราะรู้ว่านางอ่อนโยนและบอบบางเพียงใดชายหนุ่มจึงลดท่าทีขึงขังลงอีกเท่าตัว
"องครักษ์อวิ๋นเซี่ยท่านตั้งใจหลบหน้าผู้ใดหรือ"
ด้วยความที่ลั่วหลินไปพบถีหลันแล้วไม่เจอเขาทั้งที่ปกติอวิ๋นเซี่ยจะยืนเฝ้าหน้าประตูตลอด อันที่จริงก็คิดสงสัยแต่พักนี้ความน้อยอกน้อยใจมีมากกว่าจึงไม่ได้เจียดเวลามาคิดเื่นี้ ครั้นสบโอกาสจึงซักถามอย่างตรงไปตรงมา
"กล่าวอย่างตรงไปตรงมา ครอบครัวข้ายากแค้น บิดาล้มป่วย น้องหญิงสิ้นใจหลายวันมานี้มิได้หลบหน้าผู้ใดแต่ข้ากลับไปสะสางพิธีศพน้องสาวร่วมมารดา"
ชายหนึ่งหญิงหนึ่งนั่งจับเข่าคุยกันใต้แสงเทียนรำไร จื่อลั่วหลินได้ฟังเช่นนั้นก็ยืดตัวลุกไปที่หัวเตียงกุมห่อผ้าสีแดงสดมอบให้เขาอย่างไม่ลังเล
"นี่คือ?" อวิ๋นเซี่ยคลี่ชายผ้าออกอย่างระวังก่อนจะคำนวณมูลค่าสิ่งของตีเป็เงิน
"ครอบครัวของท่านคงลำบากมากเป็แน่ ถีหลันเคยเล่าให้ฟังอยู่บ่อย ๆ ว่าท่านยากจน รกรากอยู่แถบชนบทไม่คู่ควรกับตระกูลร่ำรวยของนาง แต่กับจื่อลั่วหลินสิ่งของภายนอกล้วนไม่มีค่าและไม่ถือสา หวังว่าจะทำให้ท่านสบายขึ้นหน่อย"
รอยยิ้มหวานดุจผลพุทราเชื่อมประดับใบหน้าสะท้อนผ่านแสงเทียนอบอุ่น ปิ่นหยกหนึ่งชิ้น ทองก้อนสามชิ้น ต่างหูทองสองชิ้น ประเมินมูลค่าร้อยตำลึงทองกระมัง อวิ๋นเซี่ยซาบซึ้งกินใจไม่คิดว่านางจะไร้เดียงสาเพียงนี้ นอกจากไม่คิดสงสัยเหตุการณ์ฉุกละหุกเมื่อครู่ยังเชื่อทุกวาจาที่เขาเอื้อนเอ่ยแม้มันจะเป็จริงกึ่งเท็จ
*****
งื้อจื่อลั่วหลินน่ารักน่าเอ็นดูมาก แสนดีที่หนึ่ง
คู่รองเขาไม่ยอมน้อยหน้าท่านแม่ทัพหรอกจริงไหม
ฝากคอมเม้นพูดคุย + ให้กำลังนักเขียนด้วยนะคะ^^
ซื้ออีบุ้กที่Meb