่เวลาเย็นวันศุกร์ เดเร็คเตรียมพร้อมสำหรับไปทำงาน
เขายังคงทำงานอยู่ที่บริษัทเดิมเพราะบริษัทนี้ให้รายได้ที่ดีมาก แม้คาร์ลจะบอกว่าอยากจัดงานแต่งเล็กๆ แต่เดเร็คมั่นใจว่าสุดท้ายแล้วค่าจัดงานก็ต้องเพิ่มเป็อย่างน้อยสองเท่าแน่นอน
มันคืองานแต่งงานเลยนะ!! มันคือหนึ่งในพิธีที่สำคัญที่สุดในชีวิต ดังนั้นไม่ว่ายังไง เขาก็ยังต้องให้ความสำคัญกับมันอย่างถึงที่สุด
ในขณะที่เดเร็คกำลังจัดเตรียมเสื้อผ้าของเขา เสียงโทรศัพท์ของเขาก็ดังเป็เพลง“Ninght on bald moutain” ซึ่งมันเป็เสียงริงโทนที่เขาตั้งไว้ เมื่อเบอร์ที่ไม่รู้จักโทรมา
“สวัสดีครับ ผมเดเร็ค แมคคอย”
“คุณแมคคอย เราโทรมากจาก็โรงพยาบาลเซ็นต์โจเชฟ” คนที่โทรมาเป็ผู้หญิง เสียงเธอดูกังวล ประโยคที่ว่า
“โทรมาจากโรงพยาบาล” ทำเอาเขาเสียวสันหลังวาบ
“คุณคาร์ล แมคคอย คือน้องชายของคุณใช่ไหมค่ะ?”
“ใช่ครับ เกิดอะไรขึ้นกับเขา”
“น้องชายของคุณประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์และกำลังอยู่ในอาการโคม่า ตอนนี้เขายังไม่ฟื้น คุณควรรีบมาที่นี่ ทีมแพทย์้าพูดคุยกับคนในครอบครัวคนไข้”
“อุบัติเหตุทางรถยนต์” เขาะโในขณะที่รีบวิ่งออกจากบ้านแล้วมองหาแท็กซี่
“เกิดบ้าอะไรขึ้น!? พวกเราไม่มีรถด้วยซำ้”
“ขออภัยด้วยค่ะ ดิฉันได้รับหน้าที่ให้มาแจ้งข่าวกับคุณ ทางทีมแพทย์จะเป็ผู้อธิบายเื่ที่เกิ…” เดเร็คตัดสายทิ้ง เขาต้องเอาเวลาไปหาแท็กซี่ ไม่ใช่มาฟังเื่ที่ได้ประโยชน์
ทุกวินาทีในการจราจรที่ติดขัด เปรียบเสมือนการทรมานที่แสนจะโหดร้ายสำหรับเขา แล้วในตอนที่เขามาถึงโรงพยาบาล มันก็สายไปแล้ว
ทั้งหมอและเ้าหน้าที่ตำรวจอธิบายให้เขาฟังว่า คาร์ลถูกชนแล้วหนีโดยพวกเมาแล้วขับ คนร้ายขับรถหนีหลังจากชนเขา ตอนนี้ตำรวจกำลังตามหาคนร้ายอยู่
แม้ว่าจะมีคนเห็นเหตุการณ์แล้วรีบโทรเรียกรถพยาบาลทันที แต่ด้วยการจราจรที่ติดขัด มันใช้เวลาหลายชั่วโมงกว่าที่คาร์ลจะมาถึงโรงพยาบาล
ตอนที่มาถึงโรงพยาบาล ทีมแพทย์ได้ตรวจสอบอาการเขา อาการสาหัสมาก กระดูหักหลายที่ ตับทะลุ มีเืออกที่อวัยวะภายใน และเขาจำเป็ต้องเข้ารับการผ่าตัด
พวกเขาโทรหาเดเร็คทันทีที่คาร์ลเข้าห้องผ่าตัด
ทีมแพทย์เองก็พยายามเต็มที่เพื่อช่วยชีวิติคาร์ล แต่คาร์ลเสียเืมากเกินไป พวกเขาไม่สามารถยื้อชีวิตไว้ได้ พวกเขาได้ปลอบโยนและบอกให้เดเร็คทำใจ แต่เดเร็คตอนนี้เขาไม่ได้ยินอะได้อีกแล้ว
“ให้ผมเห็นน้องชายผมหน่อย” เดเร็คขอร้องเสียงสั่นๆ
ร่างกายของคาร์ลั้แ่คอลงไปถูกคลุมด้วยผ้าสีขาว เดเร็คมองเห็นรอยแผล และคราบเืตามใบหน้าน้องชายของเขา
น้ำตาไหลออกมาไม่หยุด เหมือนโลกของเขาล่มสลาย เขาควรทำยังไงต่อ?
เดเร็คให้เบอร์ของเขาไว้กับตำรวจ เพื่อคอยฟังข่าวตามจับคนร้ายที่ฆ่าน้องชายของเขา
คนร้านถูกจำกุมอย่างรวดเร็ว ต้องขอบคุณกล้องวงจรปิดที่ถนน คนร้ายเป็เด็กวัยรุ่นอายุแค่ 17 ที่ขโมยรถพ่อมาขับ เขายังเมายาเละเทะอยู่เลยตอนโดนตำรวจจับ
หลายเดือนก่อนการขึ้นตัดสินใจคดี เดเร็คใช้ชีวิตด้วยความโกรธแค้น ก่อนที่คณะลูกขุนในชั้นศาลตัดสินว่าเขายังเป็แค่ผู้เยาว์ และผู้พิพากษาจะออกคำสั่งเพียงแค่กักบริเวณไว้ที่บ้านเพื่อรอลงอาญา ในขณะที่น้องชายของเขา คาร์ลต้องตายเพราะไอ้ห่*นี้
“ศาลตัดสินแบบนี้ได้ยังไง?” เดเร็คะโใส่ทุกคนที่ยอมฟังเขาพูด “แล้วน้องชายผมล่ะ?” “ทำไมต้องสนใจอนาคตของไอเด็กเวรนี่ด้วย!! แล้วอนาคตน้องผมละ เขาไม่มีอนาคตแล้วเพราะไอเวรนี่ไง นี่เหรอความยุติธรรม!!?”
เดเร็คไปที่ศาลหลายครั้งเพื่อเรียกร้องให้พวกเขาเปลี่ยนการตัดสินอย่างเกรี้ยวกราดทุกๆครั้ง พวกเขาเองก็เห็นอกเห็นใจเดเร็คตลอด และบอกว่าจะทำให้ดีที่สุดเพื่อทวงความยุติธรรมคืนมา
เมื่อวันตัดสินคดีครั้งสุดท้ายมาถึง โลกของเดเร็คก็พังทลายลงอีกครั้ง
คริส เวนไรท์ คือชื่อของเด็กหนุ่มคนนั้น เขาเป็ผู้เยาว์และทำผิดเป็ครั้งแรก ศาลตัดสินเขาให้ส่งเขาไปที่สถานพินิจเพื่อควบคุมคงามประพฤติ เขาต้องบำเพ็ญสาธารณะประโยชน์เป็เวลา 600 ชั่วโมงและไม่ก่อคดีอีกภายใน 3 ปี ถ้าทำได้เขาจะเป็อิสระและไม่ถูกบันทึกในประวัติอาชญากรรม
เดเร็คช็อคเกินกว่าจะรู้สึกโกรธ เมื่อการตัดสินคดีจบลง เขาเดินไปหาฝ่ายอัยการแล้วถามออกมาเพียงคำเดียว
“ทำไม?”
ด้วยนำ้เสียงเห็นอกเห็นใจและคำอธิบายที่ว่า คริสยังเป็เด็ก มาจากครอบครัวที่ดี ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็แค่ความผิดพลาด
เป็เด็กที่มีอนาคตสดใส เขาเพิ่งสอบเข้า คาร์ลเทค(Cal tech)ได้ และนี่เป็ความผิดครั้งแรก ผู้ตัดสินก็ไม่อยากทำลายชีวิตของเด็กหนุ่มที่มีอนาคต
ผิดคาด เขาไม่ดึงดันต่อไป ไม่โวยวายให้เป็เื่ใหญ่ ไฟแค้นที่ลุกไหม้มอดลง เขาไม่มีแม้แต่น้ำตา
หลังจากนั้นหลายเดือน เดเร็คยังคงใช้ชีวิตเหมือนเดิม เขาทำทุกอย่างในชีวิตประจำวันเหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น สมองของเขาปฏิเสธจะรับรู้เหตุการณ์ใน่6เดือนที่ผ่านมา
สิ่งเดียวที่ทำให้เขารู้สึกว่ายังมีชีวิตคือ อาการปวดหัวหลังจากตายของคาร์ลไม่นาน หมอของเขาบอกว่าเป็เพราะความเครียดจากการตายของคาร์ล ซึ่งนั้นทำให้เขากินยาแก้ปวดเหมือนเป็ขนม
อาการป่วยของเขาไม่เคยดีขึ้น มันมีแต่จะแย่ลง และมีครั้งหนึ่งที่เขาไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาล เขาก็ได้รับข่าวร้ายอีกครั้ง
ผลการตรวจร่างการด้วยเครื่องสแกน เดเร็คเป็มาเร็งปอดระยะที่ 2
“แต่ผมไม่เคยสูญบุหรี่เลยนะ” เดเร็ครู้สึกตลกมากกว่าที่จะกลัว
“จริงๆมันก็แปลก” ด็อกเตอร์มอนโร แพทย์ที่เชี่ยวชาญเื่มะเร็งสับสน
เธอเป็ผู้หญิงเชื้อสายสเปนที่ดูดี อายุของเธอมากกว่าเดเร็ค 5 ปี ถ้าพวกเขาไม่ได้กันที่นี่ตอนนี้ เดเร็คคงชวนเธอไปเดตแล้ว
“คุณบอกฉันว่าคุณทำงานที่บริษัทเคมีใช่มั้ย” เดเร็คพยักหน้า
“มะเร็งร้ายแรงขนาดนี้ ไม่มีทางเป็เื่บังเอิญแน่ ฉันคิดว่าระบบระบายอากาศของบริษัทต้องเสียแน่ๆ ยังมีใครอีกกี่คนที่ต้องซวยสูดพิษสารเคมีบางเนี่ย!!”
“แต่ผมสวมหน้ากากป้องกันทุกครั้งที่ทำงาน และยังทำตามกฎความปลอดภัยของบริษัททุกตัวอักษรเลยนะ ผมยังโดนเพื่อล้อประจำเลย” เดเร็คยังคงไม่เชื่อ
“บางทีหน้ากากหรือ แลป หรือ ห้องเก็บสารเคมีอาจจะรั่วไม่ก็เป็ของถูกๆห่วยๆไม่ได้มาตรฐาน คุณอย่าเชื่อใจบริษัทเวรพวกนี้มาก พวกเขาสนใจแค่ผลประโยชน์ของตัวเอง”
“ฉันไม่แปลกใจเลย ถ้าพวกเขาใช้วิธีลดงบประมาณด้านความปลอดภัยของเ้าหน้าที่ลง เพื่อกำไรที่มากขึ้น”
ด็อกเตอร์มอนโรดูโกรธ แม้ในสภาพสับสนเดเร็คดูออกว่าเธอต้องมีอะไรบางอย่างที่ยังไม่ได้บอกเขา
“ด็อกเตอร์ คุณปิดบังอะไรผมอยู่หรือป่าว” เดเร็คมองตาเธอตรงๆ
เธอกัดริมฝีปากของเธอก่อนตอบ
“กรณีของคุณไม่ใช่ครั้งแรก มีคนป่วยเป็โรคมะเร็งจากบริษัทคุณหลายคน ฉันเคยรายงานเื่บริษัทนี้ไปที่กรมสาธารณสุขแล้วครั้งนึง ถ้าฉันเป็คุณ ฉันจะหาทนายดีๆแล้วฟ้องสูบเงินจากบริษัทนี่ออกมาเยอะๆ เพราะยังไงคุณก็ต้องใช้เงินในการรักษาเยอะมาก”
“ผมเห็นด้วยกับการฟ้องร้อง แต่ผมจะไม่รับการรักษา ผมอยากแค่รับการรักษาแบบบรรเทาอาการ”
ด็อกเตอร์มอนไระโลุกขึ้นจากเก้าอี้
“คุณรู้หรือป่าวว่าถ้าคุณไม่ได้รับการรักษา คุณจะมีชีวิตอยู่ได้แค่6เดือน หรือ อย่างมากก็ 1 ปี และนี่เป็โรคที่ร้ายแรง มันต้องใช้เวลาในการรักษา ต้องรีบเริ่มรักษาให้เร็วที่สุดถ้าเรานยังอยากเอาชนะโรคร้ายนี้”
มันเป็เื่ซีเรียสมาก แต่เมื่อเดเร็คได้ยินคำว่า”เรา”เขาก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะเบาๆ
“พวกเราพึ่งจะรู้จักกันนะหมอ พวกเราไม่มีธุระอะไรกันอีก แค่ต่างคนต่างไป” น้ำเสียงของเขาเ็าราวกับน้ำแข็ง
“ผมไม่รู้ว่าจะมีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร ผมไม่มีครอบครัว ไม่มีคนรัก น้องชายคนเดียวของผมกลายเป็ขี้เถ้าไปแล้ว ผมสามารถตายในวันพรุ่งนี้ก็ยังได้ ผมไม่สนหรอก!!”
แม้ความคิดเห็นของพวกเขาจะขัดแย้งกัน แต่ด็อกเตอร์มอนโรยังยืนกรานที่จะให้เบอร์ของเธอกับเดเร็ค เพื่อว่าเขาจะเปลี่ยนใจและยอมรับการรักษา
เดเร็คโทรหาทนายสุดบ้าบิ่นคนเดิมและบอกสิ่งที่เขา้า พวกเขายังติดต่อกันอยู่ใน่หลายปีที่ผ่านมา อายุที่เพิ่มขึ้นทำให้ผมของทนายเริ่มเป็สีขาว แต่เขาก็ยังทำหน้าที่ของทนายได้ดีเช่นเคย
เดเร็คลาออกจากบริษัท แล้วใช้เงินที่เราเก็บมาตามใจตัวเองอย่างไม่ไยดี เขาไปกินอาหารตามภัตตาคารหรูทุกแห่งที่เขารู้จัก ซื้อเสื้อผ้าทุกชุดที่เขาเคยได้แต่ฝัน กินแต่อาหารโปรดในทุกๆมื้อ
เดเร็คใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเล่นเกมส์บนเกมมิ่งคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ล่าสุด และกลับไปเที่ยวสถานที่ ที่สำคัญและมีความทรงจำดีๆร่วมกับคาร์ล
24 วันผ่านไปนับจากวันตรวจพบโรคมะเร็งปอด ร่างกายของเขาก็เริ่มแย่ลง
_________________________________________________________________________
สารจากผู้แปล: นิยายเื่นี้ตัวเอกค่อนข้างดาร์ค แสดงถึงความโหดร้ายของมนุษย์และชีวิตสุดๆ ตัวเอกก็เป็แนว Anti-hero คือมองโลกแง่ร้าย ระวังตัวมาก ไม่ไว้ใจใคร สนใจแต่เป้าหมายของตัวเอง
(ตัวเอกจะโหดๆหน่อย แบบฆ่าคนแบบไม่กระพริบตา ถ้าคิดคนนั้นสมควร)
ใช้วิจารณญาณในการอ่านกันด้วยนะครับ ในความเห็นส่วนตัวของผมคือ สนุกมากๆ เห็นพัฒนาการของตัวเอกที่ค่อยๆดีขึ้นจากคนที่ผ่านเื่แย่ๆมาเยอะ(Broken being) จนเป็มนุษย์มากขึ้น