บทที่1 เดินทาง
บางครั้งผมก็เคยรู้สึกถึงอะไรบางอย่างอะไรบางอย่างนั้นที่ทุกคนค้นหาบางคนเจอบางคนไม่เจอแม้จะอยู่ใกล้หรือไกลบางทีมันก็ทำให้เกิดความสุขบางที่ก็ทุกข์ในเวลาเดียวกันผมก็เป็หนึ่งในนั้นที่ไม่เคยรู้สึกแม้ว่ามันจะอยู่ใกล้คือเราเสพสุขกับมันมานานเกินพอที่จะได้รับความสุขจากมันหรือว่ามันอยู่ไกลเกินไปก็ไม่อาจรู้ได้ความสุขงั้นเหรอหาได้ยากก็รับรสมันยากความทุกข์แค่คิดวันก็รับรสได้นั้นสินะมันอยู่ตตรงไหนไอ้ความสุขความทุกข์
สายลมปะทะหน้าเขานั่งข้างหน้าต่างรถประจำทางหวานเย็นวิ่งอ้อยอิ่งออกจากตัวจังหวัดการเดินทางที่ไม่วุ่นวายเพราะเป็การเดินทางสู่ชนบทที่ห่างไกลความเจริญ
“โทษเด้อครับขึ้นรถจากใสน้อครับ”(โทษทีครับขึ้นรถจากไหนเหรอครับ)
คำทักทายที่เป็ภาษาถิ่นทำให้ชายหนุ่มทำหน้างงเล็กน้อยแต่ก็ฟังออกบ้าง
“อ้อขึ้นมาจากตัวเมืองครับ”ชายคนเก็บตั๋วรถพยักหน้าเขายื่นตั๋วรถให้ดูคนเก็บตั๋วตรวจเช็คราคาและคืนให้เขา
“อันนี้ต้องต่อรถอยู่อีกอำเภอเด้อครับเพราะคันนี้แล่นบ่ฮอด”(อันนี้ต้องต่อรถนะครับเพราะคันนี้วิ่งไปไม่ถึง)
เขาพยักหน้ารับคำและคนเก็บตั๋วก็เดินจากไปเสียงเครื่องยนต์และส่วนควบของรถที่ทำถ้าว่าจะหลุดออกเป็ชิ้นๆสั่นะเืไปทั้งคันและแล้วรถก็วิ่งอ้อยอิ่งมาถึงท่าจอดของอำเภอที่ต้องต่อรถเสียงคนบนท่ารถจอแจขึ้น
“ลูกชิ้นจ้าลูกชิ้น”
*“เข่าเม่าเด้อจ้า”
(*ข้าวเม่า คือข้าวที่ถูกตำ หรือทุบ จนเม็ดข้าวแบน ซึ่ง ทำจากข้าวเหนียวที่ไม่อ่อนเกินไปไม่แก่เกินไป อยู่ใน่วัยแรกรุ่น ที่เลยระยะน้ำนมแล้วนำมาคั่วให้สุกทุบหรือตำนำเปลือกออกกลายเป็ข้าวเม่าเป็ของทานเล่น)
เสียงร้องขายสิ้นค้าทำให้ดูวุ่นวายขึ้นชายหนุ่มสะพายกระเป๋าเดินหารถที่ต้องต่อไปอำเภอที่เขา้าที่จะไปเดินสำรวจจนเจอเขาขึ้นไปนั่งรอนี้ก็เป็เย็นมากแล้วเขามองดูนาฬิกาข้อมือเสียงสตาร์สเครืองยนต์ก็ดังขึ้นและวันก็วิ่งออกจากท่าเขามองดูรอบๆในรถผู้โดยสารมีไม่มากนักพอดีกับคนเก็บตั๋วเดินมาที่เขา
“ลงบ้านได๋น้อครับ”(ลงหมู่บ้านไหนเหรอครับ)
ชายหนุ่มหยิบกระดาษในกระเป๋าอ่านข้อความที่เขียนในกระดาษ
“อำเภอโพธิ์ไทรหน้าโรงเรียนครับ”คนเก็บตั๋วร้องไปบอกคนขับรถแล้วเดินจากไปเขามองออกไปนอกหน้าต่างอีกครั้งสายลมที่บริสุทธิ์ที่ไม่อาจหาได้จากเมืองกรุงเพราะที่นี้คือบ้านนอกคนที่อยู่ในชนบทส่วนใหญ่เป็ชาวไร่ ชาวนา ชาวสวน ชาวชนบท ทำการเกษตรประเภทต่างๆ ป้อนผลิตผลให้ชาวเมืองมีกินมีใช้และยังเหลือส่งออกไปขายยังต่างประเทศอีกมากเขาสอบบรรจุได้มารับราชการที่โรงเรียนบ้านโพธิ์ไทรด้วยความที่ไม่อยากมาแต่สอบติดข้าราชการที่นี้ก็เลยต้องจำใจเพราะเพื่อนคนอื่นไท่ยอมแลกเปลี่ยนกับเขาสายตาของเขาดูเหม่อลอยและไม่สบอารมณ์ เขามองดูนาฬิกาอีกครั้งเพราะรถวิ่งออกมาเป็ชั่วโมงแต่เขายังไม่ถึงจุดหมายปลายทางเขาจึงตัดสินใจรุกเดินไปถามคนขับรถ
“โทษทีนะครับใกล้ถึงยังครับเราออกมาเป็ชั่วโมงแล้วนะ”
“ยังไม่ถึงครับอีกนิดหน่อยไม่ถึงร้อยกิโลเมตรหรอกครับ”
“นี้มันก็เป็ชั่วโมงแล้วนนะครับ”
“ครับๆผู้โดยสารนอนรอได้เลยครับถึงผมจะปลุกเอง”เขาทำน้าใเมื่อได้ยินว่าให้นอนรอได้เพราะนี้มันเป็เวลาที่เย็นมากแล้วเขาและแล้วด้วยความเงียบเขาจึงเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว
“คุณๆถึงแล้วครับตื่นได้แล้ว” เขาสะดุ้งตื่นเพราะคนเก็บตั๋วมาปลุก
“ถึงแล้วครับอำเภอโพธิ์ไทร”เขาพยักหน้าเป็การขอบคุณสะพายกระเป่าและเดินลงจากรถอย่างง่วงหงาวหาวนอนตายตาที่ยังไม่ตื่นเต็มที่ทำให้เขามองดูรอบๆประรถประจำทางก็แล่นออกไปจากตรงนั้นตำวันใกล้จะลับขอบฟ้าเต็มทีเมือสายตามองไม่เห็นอะไรเลยนอกจากป่าเขาคิดในใจว่าคงโดนหลอกให้ลงและแล้วเสียงหมาเห่าก็ดังขึ้นจากข้างหลังไฟบริการที่อยู่ตรงป้ายจอดรถเมล์ก็สว่างขึ้นเพราะกับเสียงฝีเท้าที่เดินมาจากข้างหลังหมาก็เห่าหนักขึ้นไม่หยุดเขาไม่กล้าหันหลังกลับไม่มองและแล้วเสียงฝีเท้านั่นก็มาหยุดอยู่ข้างหลังและมือปริศนาก็จับเข้าที่บ่าของเข้าเสียงร้องของเขาดังไปทั่วบริเวณ
“คุณๆแม่นครูมาใหม่บ่ครับนิ”(คุณๆใช้ครูที่มาใหม่มั้ยครับ)เสียงทักทายเป็เสียงชายวัยดึกทำให้เขาต้องหันหลังกลับมาดูต้องทางของเสียงภาพตรงหน้าทำให้เขาใจเย็นลงได้เพราะเป็คนไม่ใช้สิ่งที่เขาคิดแต่เสียงหมาก็ยังเห่าไม่เลิกทำให้ชายที่มาทักทายเขาต้องโยนรองเท้าและะโไล่ไปมันถึงหนีไปจากตรงนั้น
“ใช่ครับ”
“มะมาคำแท้ครับผมละถ้าจนว๊าโฮงเฮียนเลิก”(ทำไหมมาค่ำจังเลยครับผมรอจนโรงเรียนเลิก)
“เอาละนำก้นมาเลยครับสิพาไปเบิ่งบ้านพักครู”(ตามหลังมาเลยครับจะพาไปดูบ้านพักครู) เขาเดินตามอย่างงงทั้งที่ตอนแรกเขาคิดว่ารถโดยสารพามาลงไม่ถูกกแต่ตัวเขาเองที่ไม่ได้มองดูข้างหลังมีป้ายบอกว่าเป็โรงเรียนบ้านโพธิ์ไทรทางเข้าเป็ทางลูกรังมีต้นไม้ใหญ่ขึ้นเต็มสองข้างทาง
“ขอโทษทีนะครับลุงเป็ใครครับ”ชายวัยดึกหยุดแล้วหันมามองที่เขาสายตาที่ดุดันทำให้เขากลัวแล้วเขาก็หันกลับไปและเดินต่อ
“ผมเป็ภานโรงครับเฮ็ดงานั้แ่เป็บ่าวแล้วครับคุมื้อนี้ก่ะเฒ่าแน่ล่ะครับ”(ผมเป็ภารโรงครับทำงานั้แ่เป็หนุ่มแล้วครับทุกวันนี้ก็เริ่มแก่แล้ว)
“แล้วลุกชื่ออะไรเหรอครับ”
“ลุงทองคำหรือเอิ้นลุงคำก่ะได๋ครับ”(ลุงทองคำหรือเรียกลุงคำก็ได้) เดินมาได้สักพักผ่านหน้าอาคารเรียนตามทางเดินที่ไม่มีแสงไฟส่องสะหว่างตามทางมรแค่เสียงไฟตามระเบียงอาคารเรียนและแล้วเขาก็มาถึงหน้าบ้านพักครูหลังหนึ่งลุงคำผายมือไปที่ตัวบ้านพัก
“นี้ละครับบ้านพักคุณครูผมมาเฮ็ดควมสะอาดไว้แต่เช้าพุ่นครับแต่ยังบ่ทันแล้วดีแต่ก่ะพอได๋นอนยุครับน้ำไฟก่ะมี”(นี้แล่ครับบ้านพักครูที่ผมมาทำความสะอาดไว้แต่เช้าแต่ยังไม่ทันเสร็จดดีแต่ก็พอนอนได้น้ำไฟก็มี)ลุงคำก็เดินจากไปทิ้งให้เขาต้องอยู่อย่างลำพังก็ลับตาไปลุงคำก็ะโกลับมา
“ฟันเอาแลขแน่เด้อครูฟังคิ้วๆเด้อ”(ฟันเอาหวยด้วยนะครูฟันแม่นๆนะ) และแล้วตะวันก็ลับขอบฟ้าไปเขายิ้มแห้งๆหัวเราะเบาๆในลำคอกลืนน้ำลายเรียกความมั่นใจและเดินเข้าไปในตัวบ้านเสียงเปิดประตูดังเอี้ยดเขาคลำหาสวิตช์ไฟเพื่อเปิดทันทีที่กดแสงไฟก้สว่างจากหลอดสภาพของห้องยังเก็บไม่เรียบร้อยนักทันทีที่เดินเข้ามาในห้องก็ต้องวิ่งไปที่ห้องนอนสะภาพห้องไม่มีเตียงมีมุ่งกับที่นอนยัดนุ่นเขาถอนหายใจเบาๆเพราะไม่เคยเจอและไม่เคยทกางมุ้งเองทันที่ที่วางกระเป๋าเขาก็ถอดเสื้อผ้าเข้าห้องน้ำในทันทีเพราะการเดินทางรถโดยสารที่ไม่มีแอร์ทำให้เขาเหนียวไปทั้งตัวห้องน้ำที่เป็ถังรองน้ำและขันตักอาบไม่มีเครื่องทำน้ำอุ่นเหมือนคอนโดในเมืองกรุงทันทีที่เปิดประตูห้องน้ำเสียงร้องทักก็ดังขึ้นเขามองไปรอบๆก็ไปเจอเ้าตุ๊กแกตัวใหญ่เกาะอยู่บนประตูเขาวิ่งออกมาจากห้องน้ำเสียงตุ๊กแกที่ร้องทักก็เงียบไปแต่มีเสียงเคาะประตูห้องแทนที่ขนแขนเขเริ่มรุกชน
“ใครครับ”ไร้เสียงตอบกลับมาทำให้บรรยากาศเริ่มที่จะตึงขึ้นอีกครั้งเสียงตุ๊กแกที่ร้องผ่านความเงียบทำให้เขายิ่งรู้สึกกลัวและแล้วเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“ผมถามว่าใครครับ”ยังไร้เสียงตอบกลับเขาจึงตัดสินใจเดินไปเปิดประตูและแล้วกลับไม่มีใครหรือสิ่งใดอยู่หน้าประตูขนรุกซู่ไปทั่งตัวของเขาเขาปิดประตูและหันหลังกลับมาสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้าคือชายร่างอ้วนทำให้เขาร้องลั่นออกมาทันทีร่างนั้นก็ใมันเอื้อมมือมาจับที่ตัวเขา
“ครูๆครูครับ” ทันที่ที่ได้ยินเสียงพูดสติเขาก็กลับมาทันที
“ลุงคำผมใหมดนึกว่าเป็อย่างอื่น”
“โอ้ยครูก่ะเว้าไป”(ครูก็พูดไป)
“แล้วลุงเขามาจากทางไหนเพราะหน้าบ้านตอนผมเปิดกลับไม่มีคน”
“เข้าทางหลังนั่นเด่ครับเปิดผักกะตูไว้ยุ”(เข้าด้านหลังไงครับเปิดประตูไว้อยู่)
“แล้วทำมั้ยตอนรียกไม่ตอบ”ลุงดำชูหูฟังให้เขาดู เขาพยักหน้าอย่างโล่งใจ
“ผมลืมบอกว่ามื้ออื่นเซ้าผ.อ เพิ่ลเอิ้นรายงานโตแต่เซ้าเด้อครับครู ผมไปละเด้อ” (ผมลืมบอกว่าพรุ่งนี้เช้าผ.อ เรียกรายงานตัวแต่เช้าครับครู ผมไปแล้วนะ)ทันทีที่ลุงดำหายลับไปเขาก็ปิดประตูและเช็คประตูหลังว่าปิดสนิดแล้วจงไปอาบน้ำต่อผ่านไปไม่นานเขาก็กลับมาจะกางมุ้งทันที่ทีจับมุ้งขึ้นมาเขาก็สบทคำออกมา
“กางยังไงว่ะเนี้ย”เขาหยุดคิดอยู่ครู่หนึ่งก็จะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเขาจ้องดูอยู่ครู่หนึ่งสรุปมีคลื่นความถี่ที่น้อยนิดเขาถอนหายใจยาวเพราะไม่สามารถใช้ดูวิธีกางมุ้งได้
“บ้าเอ้ยเวรแท้คืนนี้กูจะได้นอนมั้ยเนี้ย”และแล้วเวลาก็ผ่านไปแสงไฟดับลงทุกดวงบวกกลับเสียงหวี่ของยุงพร้อมกับเสียงตบด้วยความที่เป็บ้านพักที่ไม่มีใครดูแลมานานมุ้งลวดจึงขาดทำให้ยุงลอดเข้ามาได้
“นี้มันอะไรกันว่ะ”เขาโผล่รุกขึ้นเพราะกับหยิบกระเป๋าเป้ค้นหาของบางอย่างเขาหยิบสิ้นนั้นขึ้นมาเป็โลชั่นทากันยุงเขาชโลมทั้งตัว
“คงจะพอช่วยได้นะ”เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดดูไฟล์รูปเก่าๆครั้งอยู่ที่มหาวิทยาลัยคลื่นโทรศัพท์มีแค่นิดหน่อยพอทำให้เขาได้เช็คโซเชี่ยวเมื่อเขาเข้าไปดูก็เห็นเพื่อนที่มหาลัยที่แยกย้ายกันไปบรรจุได้ดิบได้ดี
(หลายปีก่อน)
“นี้มึงสอบบรรจุสพฐ. ได้จริงๆเหรอวะเพื่อโดนเรียกไปบ้านนอกนี่ฉิบหายเลยนะ”
“เออวะมึงใจจริงกูก็ไม่ได้อยากไปเหรอนะบ้านนอกนะแต่กูสอบกทม. ไม่ติดว่ะ”
“แม้มึงก็ใช้เส้นสายป๊ากับม๊ามึงหน่อยสิวะ”
“กูก็ว่างั้นแหละแต่ก็ไม่อยากรบก่อนพวกป๊ากับม๊า”
“แม้พ่อคุณทำตัวเป็เด็กดีไปได้ไอ้เวร”เสียงหัวเราะลั่นวงเหล้าเขาและเพื่อนๆในคณะเดียวกันกำลังสังสรรเพื่อฉลองในความสำเร็จของพวกเขาสังคมคนเมืองเสียงไฟดนตรีเมื่อเมาได้ที่ก็ออกเสต็ปกลางแสงไฟและผู้คน
“กูว่านะมึงไปอยู่ไม่ได้หรอกสอนในเมืองก็พอว่าแต่ถ้าเป็ต่างอำเภนี่ตายอย่างเดียว”
“เออหน่ายังไงก็ต้องลองละมึง”
“แล้วแต่มึงเลยเพื่อน”
“เออไว้ค่อยเจอกัน”เสียงชนแก้วบวกกับเพลงดังระงม
(ที่บ้านของเขา)
“มีมันอะไรกันลูกทำมั้ยไม่บอกม๊า”เสียงของของแม่เขาดังขึ้นปลุกให้เขาตื่นทั้งที่ยังไม่ส่างเมาเมื่อเห็นจดหมายรายงานตัวของเขา
“อะไรอีกม๊า”
“ก็นี้ไงใบมอบตัวนี้ลูกสอบได้ที่กันดานแบบนั้นได้ไง”
“ก็แล้วจะทำมั้ยละม๊า”
“มันก็ไม่อะไรหรอกลูกแค่ม๊าอยากให้ลูกมาสานต่อธุรกิจของบ้านเราดีกว่าไม่ต้องไปรายงานตัวเหรอนะล้มเลิกไปเถอะเอานี่นะใช้เส้นสายของป๊าให้ลูกมาบรรจั กทม. ดีมั้ย”เขามองหน้าแม่อย่างเหนื่อยหน่าย
“ม๊ากว่าผมจะเรียนและสอบได้มันไม่ง่ายนะนี่ม๊ายังจะเห็นผมเป็ลูกแหง่อยู่อีกเหรอผมโตแล้วนะ” เขาชักสีหน้าไม่พอใจ
“ก็กลัวลูกของม๊าจะทนไม่ไหวนะสิ”เขาข้าสวมก่อนแม่ของตัวเองริมฝีปากขยับเบาๆ
“เฮ่อลูกม๊าคนนี่นะไม่เคยมีอะไรที่ทำไม่ได้หรอกม๊าไม่ต้องห่วง”และแล้วอาการง่วงนอนก็มาอีกครั้ง
“ม๊างั้นผมขอนอนต่อนะไม่ไหวแล้วจริงๆ”
“ไม่กินข้าวกินปลาก่อนเหรอลูก”เขาล้มตัวลงนอนอีกครั้งโบกมือเป็การบอกว่าไม่ทำอะไรต่อแล้วก่อนที่จะคลุมผ้าอย่างมิดชิดและหลับไปในที่สุดหลังจากกที่สอบบรรจุ สพฐ.ได้เขามาบรรจุที่เมืองอุบลราชธานีสอนในส่วนโรงเรียนประถมศึกษาสนเวลาล่วงเลยมาหลายปีทำให้เขามีการโดนแยกเข้ามาสอนในส่วนของต่างอำเภออย่างเลี่ยงไม่ได้แล้วเขาก็หลับไม่ได้ในคือแรกที่อยู่นี้
เอ้กอี๊เอ้กเอ๊ก เสียงไก่ขันตะวันขึ้นแยงตาเขาสายลมยามเช้าที่บริสุทธิ์ลมพัดมาเย็นๆเสียงพระตีโปงเพื่อออกบิณฑบาตหาฟังไม่ได้ในเมืองกรุงชายหนุ่มขี้เทรารุกขึ้นอ่าบน้ำอย่างยากรำบากน้ำที่รองไว้เย็นจัดขันแรกที่โดนตัวแทบแย่แต่ขันต่อไปคือความสุขที่ได้อาบน้ำอย่างแท้จริงเขารีบแต่งตัวและดูนาฬิกาในโทรศัพท์ยังเป็่เช้าอยู่เขาเดินออกจากบ้านด้วยชุดข้าราชการอย่างมั่นใจกับการที่จะมาเป็ครูในโรงเรียนแห่งนี้ทางลูกรังยาวไปจนถึงหน้าเสาธงเสียงกวาดใบไม้ฝุ่นลอยคลุ้ง
“ลุงคำสวัสดีครับ”
“สวัสดีครับคุณครูเป็ใด๋นอนหลับนอนแซ่บฝันเห็นเลขยุเบาะ” (สวัสดีครับคุณครูเป็ยังไงหลับสนิทฝันเห็นหวยมั้ย)
“ครับนอนหลับแต่มาหลับดึกๆยุงหามยังดีที่มีโลชั่นทากันยุง”ลุงคำมองหน้าเขาอย่างสงสัย
“เอ้าคือจั่งมีมุ้งยุคือบ่กาง”(อ้าวมีมุ้งทำไมไม่กาง) เขาทำหน้าอายๆและตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงที่เบา
“ผมกางไม่เป็ครับลุง”
“โอ้ยก่ะบ่บอกผมสิกางให้”(โอ้ยทำไมไม่บอกผทจะกางให้) เขาขำออกมาเบาๆเพื่อกลบความเขินอาย
“อื่มแล้วห้อง ผ.อ อยู่ทางไหนเรอครับ”ลุงคำชีนิ้วมาที่อาคารไม้เก่าๆหลังหนึ่งก็ที่เขาจะเดินออกไปจากตรงนั้นทิ้งให้ลุงคำกวาดใบไม้ต่อไปเมื่อเดินเข้าใกล้ตัวอาคารก็จะเริ่มมีนักเรียนอยู่บ้างเล็กน้อยทุกครั้งที่เขาเดินผ่านเด็กน้อยก็จะยกมือไหว้และแล้วก็มาถึงอาคารไม้เก่าๆเขาเดินบนพื้นไม้ที่ถูกขัดอย่างดีจนเงาวับเดินไปมองดูป้ายชื่อไปและแล้วเสียงระฆังก็ดังขึ้นเขาแปลกใจที่ได้ยินมันเด็กนักเรียนเริ่มพากันวิ่งไปเข้าแถวเขามองดูนาฬิกาในโทรศัพท์อีกครั้งเป็เวลาเคารพธงชาติครูหนุ่มเดินกลับมาที่หน้าเสาธงพร้อมเคารพธงชาติกับเด็กที่นี้มีแต่เด็กประถมชั้นป1-ป6 เสียงฝีเท้าหนึ่งก็เดินมาทักทายเขา
“สวัสดีคะคุณครู”ครู่สาวเดินมาทักทายเขาพร้ออมกับรอยยิ้มบนใบหน้าที่ดูเป็มิตรเขาดีใจที่ได้เห็นคนที่พุกไทยกลางกับเขาเป็ครั้งแรกที่มาที่นี้
“สวัสดีครับ”เขายิ้มกับด้วยท่าทางที่เป็มิตรเช่นเดียวกัน
“เดินทางมาเป็ไงบ้างคะ”
“สุดๆไปเลยครับคือไกลมากๆ”พอเขาทักทายกันอยู่ครูกลุ่มหนึ่งก็เดินเข้ามาทักทายเช่นเดียวกัน
“ป้าดครู*ผู้ไคแท้”(ว่าวครูทำมั้ยดูดีจัง ) เสียงเจื้อแจ้วดังมาแต่ไกลได้ยินชัด
(*ไค เป็ภาษาอีสานที่ใช้ชม เช่น สวย หล่อ ดูดี พอใช้ คำว่าผู้ไคในที่นี้หมายถึงหล่อ ส่วนมากใช้กับสาวชนหนุ่ม หรือ หนุ่มชมสาวหรือบางที่ใช้ชมสิ่งของต่างๆ หรืออาการต่างๆ แล้วแต่กิริยาบท)
“สัสดีคะคุณครูเป็ได๋คะนอนหลับบ่”(สวัสดีคะคุณครูเป็ไงบ้างคะนอนหลับไหม)
“สวัสดีครับหลับสนิทเลยครับ”
“ดีแล้วคะนอนหลับนั้นดีแล้วคือว่าเอื้อยอยู่บ้านหลังข้างๆมีหยังก่ะเอิ้นได๋เด้อคะ” (ดีแล้วคะนอนหลับนั้นดีแล้วคือว่าพี่อยู่บ้านหลังข้างๆมีอะไรก็เรียกได้นะคะ)
กิจกรรหน้าเสาธงก็ดำเนินต่อไปจนเสร็จสิ้นผ.อ ก็เดินขึ้นไปเพื่อแนะนำเขาให้เด้กทุกคนรู้จักรวมทั้งครูทุกคนด้วยเขาขึ้นไปกร่าวทักทายเสร็จสับเด็กๆก็แยกย้ายกันเข้าห้องเรียนเพื่อเรียนหนังสือต่อไปผ.อ เดินมาให้เขาเข้าไปแนะนำตัวที่ห้องของเขา เขาเดินตามเสียงฝีเท้ากระทบพื้นไม่ดังเป็จังหว่ะ
“เด็กที่นี้มีไม่มากเหมือนเด็กในเมืองครู่ว่ามั้ย”
“ครับผมก็ว่างั้น”
“คนบ้านนอกไม่ค่อยที่จะเข้าถึงความเป็อยู่ที่ดีหรอกนะการศึกษาแบบบ้านๆก็ไม่ได้ช่วยพัฒนาเด็กเท่าไหร่”เมื่อเดินมาถึงห้อง ผอ. ก็ผายมือเชิญให้เขานั่งลงที่เก้าอี้
“วิถีชีวิตของเด็กในชนบท มักจะแตกต่างกับเด็กในเมืองอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากความเจริญยังเข้าไม่ถึงบ้างเด็กในชนบทยังขาดแคลนสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆและวิถีการดำรงชีวิตมักจะเป็ไปแบบตามมีตามเกิด กล่าวคือพ่อแม่มักจะปล่อยให้เด็กได้เรียนรู้เอง เนื่องจากชีวิตของชาวชนบทส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมไม่ว่าจะเป็ ทำไร่ ทำนา ทำสวน เลี้ยงวัว เลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่ เลยปล่อยลูกให้ได้เรียนรู้วิถีการดำรงชีวิตแบบบ้านๆจะแตกต่างจากเด็กในเมืองอยู่นะ”
“ครับผมจะใช้วิชาที่เรียนมาและประสบการชีวิตทำให้เต็มที่และพัฒนาเด็กๆให้ได้ครับ”เขายื่นหนังสือเอกสารใบรายงานตัวให้กับผู้อำนวยการเขามองดูชื่อแล้วก็มอบหมายห้องให้กับครูหนุ่มเมือครูหนุ่มได้รับหมอบหมายงานก็โค้งลงเล็กน้อยเป็การขอบคุณให้ผู้อำนวยการและเดินจากไปเข้าถอนหายใจด้วยความโล่งใจก่อนที่จะเดินหาอาคารเรียนและแล้วเขาก็พบกับห้องที่ตัวเองได้รับมอบหมายเสียงโหวกเวกโวยวายดังลั่นเสียงระฆังบอกว่าหมดเวลาไปแล้วหนึ่งคาบเรียนและแล้วก็มีครูวัยกลางคนเดินออกมา
"ครูสอนวิชาถัดไปใช่ไหมครับ"
“อ้อใช้ครับ”
“ผมครูต่อนะครับยินดีที่ได้รู้จักเราพักที่บ้านพักครูเหมือนกัน” เขาพยักหน้ารับคำทักทายแล้วครู่ต่อก็เดินจากไปทิ้งให้ครูหนุ่มอยู่หน้าห้องเขาเดินเข้าไปด้วยความเก้งกังแม้จะผ่านการสอนมาอย่างโชกโชนแต่การเริ่มต้นใหม่มันน่ากลัวเสมอ
“ครูใหม่มาละพวกสูนั่งทะแม๊ะ”(ครูใหม่มาแล้วพวกเรานั่งเดี่ยวนี้) เมื่อพวกเขาเห็นครูจึงพากันนั่งพร้อมเพียงอย่างเรียบร้อย
“นักเรียนเคารพสวัสดีครับ/ค่ะคุณครู”
“เอาละนักเรียนสวัสดีครับครูชื่อกวินทร์ เมฑานนท์ หรือเรียกว่าครูวินทร์ก็ได้ครับ เอาละเรามาเช็คชื่อกัน” เขาเด็กๆเช็กชื่อและเรียนกันในคาบนี้อย่างสนุกสนานจนเวลาล่วงเลยถึงท้ายคาบ
“เอาละงั้นวันแรกครูยังไม่สั่งการบ้านนะครับ”
“เย้ขอบคุณหลายๆค่ะครู” เสียงระฆังก็ดังเป็เวลาหมดคาบเรียนใน่เช้าเหล่าบรรดาครูในโรงเรียนต่างพากันมา
“ครูวันนี้เราไปกินอะไรอร่อยๆกันดีกว่าคะต้อนรับครู”
“ไปครับๆ”ทุกคนต่างพากันห้อมล้อมเพื่อให้สนิทกันเร็วขึ้นเพราะเป็วิชาชีพเดียวกันแดดร้อนแผดเผาในต้นเดือนหน้าร้อนสายลมริมโขงทำให้บรรยายกาสที่นี้ยังคงเย็นสบายแม้ในวันที่แดดแรงร้านส้มตำเล็กๆถัดมาไม่ไกลจากโรงเรียน
“ร้านนี้แซ่บเป็*ตาหน่ายคักคะครู”(ร้านนี้อร่อยมากจริงๆคะครู)
(*ตาหน่ายคำว่าหน่ายเป็ภาษาอีสานที่หมายถึงเบื่อ เช่น จะแม่นเป็ตาหน่ายหรือจั่งแม่นเปิดแม่นหน่ายก็คือรู้สึกเบื่อๆแต่ถ้าหากมาประกอบในลักษณะเชิงเปรียบเปลยหรือเปรียบเทียบใช้ต่อกับคำว่าแซ่บคำว่าตาหน่ายจะหมายถึงของสิ่งนั่นอร่อยมาก)
เขาพยักหน้ารับคำและนั่งลงที่โต๊ะของร้านครูหนุ่มมองไปรอบๆอย่างพิจารณา
“เอ้าครูกินหยังสั่งๆคะเร็วๆมันสิเซาพักเที่ยงก่อนเด่นิ”(อ้าวครูกินอะไรสั่งเร็วคะเดี๋ยวมันจะเลิกพักเที่ยงก่อน)เขายังคงมองไปรอบๆแล้วหหันมาบอกเพื่อนรวมโต๊ะ
“พวกคุณสั่งมาเลยครับผมไม่ถนัด”
“ว่าซั่นติเจ๊หนิงซั่นเอาก้อยดิบตำบักหุ่ง ต้มแซ่บ อ่อมขม ย่างเสือ” (ว่างั้นเหรอเจ๊หนิงงั้นเอาก้อยดิบ ตำส้มตำ ต้มแซ่บอ่อมขม ย่างเนื้อเสือ)
“จัดไปคะคุณครู”
“เข่านึ่งนำเด้อเจ๊”(ข้าวเหนียวด้วยนะเจ๊)
“จัดไปจ้าเอาสุคนเน๊าะ”(จัดไปจ้าเอาทุกคนนะ)
พอได้ยินเมนูอาหารที่พวกนั้นสั่งครูหนุ่มก็เริ่มไหวเพราะเขาไม่เคยกินอาหารพื้นบ้านเพราะสอนในตัวจังหวัดเขาก็เข้าไปกินแต่ของในห้างคนเคยตัวและแล้วอาหารก็มาเต็มโต๊ะตามเมนูที่สั่งทุกคนเริ่มจกข้าวเหนียวกินกันอย่างอร่อยออกรสครูสาวหันมามองหน้าครูหนุ่ม
“ครูไม่กินเหรอคะ”
“อืมคือว่าผมทานอาหารพื้นบ้านไม่เป็ครับ” ทั่งโต๊ะหันมามองเขาเป็ตาเดียว
“เอ้าก็แล้วทำมั้ยครูไม่บอกละครับจะได้พาไปท่านอย่างอื่น”เขาโบกมือเป็คำตอบว่าไม่เป็ไรให้ทุกคนครูต่อที่มองดูนาฬิกาก็เรียกร้านอาหารอีกฝั่ง
“เอ้างี้นี้ก็ใกล้ได้เวลาคาบบ่ายแล้วครูสั่งตามสั่งมากินเลยครับลุงพงษ์ตามสั่งหน่อยครับ” คนที่ถูกเรียกก็เดินมาพร้อมกับกระดาษปากกาเตรียมจด
“ครูสั่งได้เลย”
“อ้อครับขอบคุณครับครูต่องั้นลุงผมเอาข้าวผัดรวมครับ” ลุงพงษ์พยักหน้ารับออร์เดอร์แล้วเดินไปหลังกระทะเสียงน้ำมันเดือดเต็มที่พร้มกับเสียงผัดข้าวส่งกลิ่นหอมและแล้วจานด่วนก็มาเสิร์ฟตรงหน้า
“เอ้ากินๆ”ทุกคนต่างกินกันอย่างอร่อยจนหมดและได้เวลาของการลุยสอนคาบบ่ายพร้อมกับพลังของอาหารกลางวันที่เต็มที่ในมื้อนี้จนตะวันคล่อยเป็เวลาเลิกเรียนเสียงระฆังสุดท้ายก็ดังขึ้น เด็กนักเรียนพากันแตกลงมาจากอาคารไม้หลังเก่าเหมือนมดแตกรังเสียงลบกระดานฝุ่นช็อกฟุ้งไปทั่วครูหนุดเดินลงมาจากอาคารเรียนเจอกับลุงคำที่รออยู่ก่อนหน้า
“อ้าวลุงมาได้ไง”
“ก่ะมาถ่าครูนี้ละสิสอนกางมุ้ง”(ก็มารอครูนี้แหล่ะจะสอนกางมุ้ง)
เขาพยักหน้าและเดินไปพร้อมกับลุงคำ
“เป็จั่งได๋ครูมื้อแรกเด็กน้อยดื้อบ่”(เป็ยังไงครูวันแรกเด็กน้อยดื้อมั้ย)
“ก็ไม่ครับเด็กๆหน้ารักดี”
“เฮ่อเด็กน้อยบ้านนอกโอกาสเขาถึงการเฮียนฮู้มันก่ะบ่หลายคือเด็กน้อยในเมืองหาผู้สิมาสอนมาให้ควมฮู้ก่ะบ่ค่อยมีพวกเฮาก่ะขอบคุณครูหลายๆเด้อครับที่ยอมมาสอนเด็กน้อยที่หมู่บ้านของเฮา”(เฮ่อเด็กน้อยบ้านนอกโอกาสเข้าถึงการเรียนรู้มันก็มีไม่มากเหมือนเด็กน้อยในเมืองหาคนที่จะมาสอนมาให้ความรู้ก็ไม่ค่อยมีพวกเราก็ขอบคุณครูมากๆนะที่ยอมมาสอนเด็กน้อยที่หมู่บ้านของเรา)
ลุงคำพูดปลงๆแต่ก็แฝงด้วยความจริงใจทั้งสองขึ้นห้องมาที่ห้องนอนของคุณครูลุงคำหยิบมุ้งมาผูกกับหัวที่นอนทั้งสองข้างและนำไปผูกกับด้านปลายเท้า
“แล้วแหล่ะครับ”(เสร็จแล้วครับ) ลุงคำมองไปรอบๆเพื่อเช็คห้อง
“มุ้งลวดถิมันขวดเดี๋ยวผมให้ซ่างมาเบิ่งให้เด้อครับผมไปก่อนเด้ออย่าลืมกินเข่าแลงเด้อครู”(มุ้งลวดที่ขาดเดี๋ยวผมให้ช่างมาดูให้นะครับ ผมไปก่อนนะอย่าลืมกินข้าวเย็นนะครู)
พอพูดจบลงคำก็ทิ้งให้ครูอยู่ตัวรำพังกับความเงียบเขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเช็คโซเซี่ยวดูโพสต์ต่างๆที่แจ้งเตือนขึ้นมาทำให้เขายิ้มได้ท้องไส้ร้องครางเป็สัญญาณบอกว่าได้เวลาท่านข้าวเย็นเข้าค้นดูในกระเป๋าเดินทางเจอบะมี่กึ่งสำเร็จรูปอยู่ไม่กี่ซองที่เตรียมมาครูหนุ่มถอนหายใจเบาๆ
“น่าจะเตรียมมาให้เยอะกว่านี้นะเรา”ตะวันคล่อย่ตำครูหนุ่มต้มบะหมี่กึ่งสำเร็จพร้อมกับเตรียมเนื้อหาการสอนและแล้วมื้อเย็นมันนี้ก็จบลงพร้อมกับได้นอนหลับแบบไม่มียุงมากวนใจ