การเดินทางจากวิทยาลัยรอยัลซันสโตนสู่ดินแดนซิลเวอร์เรสต้องใช้เวลาเดินทางยาวนานเกือบหนึ่งเดือนจึงจะไปถึง ทริสตันไล่เรียงข้อมูลในมือพลางขมวดคิ้ว เมื่อพบว่าดินแดนที่เขาได้รับมอบหมายให้ปกครองนั้นเปรียบเสมือนพื้นที่ที่าาวินด์สเกลทอดทิ้งอย่างไม่ไยดี ด้วยภูมิประเทศที่โอบล้อมไปด้วยเทือกเขาสลับซับซ้อน ป่าทึบอันหนาวเหน็บ และเหมืองร้างที่ผุพัง ประชากรที่นั่นมีอยู่อย่างเบาบาง ทั้งยังแทบไร้ซึ่งผลผลิตทางการเกษตรที่จะหล่อเลี้ยงชีวิต
จะกล่าวว่าซิลเวอร์เรสเคยรุ่งเรืองเพราะเหมืองแร่ก็คงไม่ผิดนัก ทว่าเมื่อทรัพยากรในเหมืองหมดลง าาวินด์สเกลก็สิ้นความสนใจในดินแดนแห่งนี้ทันที ส่งผลให้ผู้คนต่างพากันละทิ้งบ้านเกิดเพื่อไปแสวงหาชีวิตที่ดีกว่าในเมืองอื่น แม้การต้องปกครองดินแดนที่เสื่อมโทรมเช่นนี้จะมีอุปสรรครายล้อม แต่ในสายตาของทริสตันมันกลับมีข้อดีที่ประเมินค่าไม่ได้... เพราะในดินแดนที่ขัดสนถึงขีดสุด หากเขาสามารถหยิบยื่นความกินดีอยู่ดีให้แก่ราษฎรได้เพียงเล็กน้อย เขาก็จะได้ใจประชากรมาครองได้ง่ายและมั่นคงกว่าการปกครองเมืองที่มั่งคั่งอยู่ก่อนแล้วหลายเท่าตัว
เมื่อรัตติกาลมาเยือน ขบวนเดินทางก็หยุดพักเพื่อตั้งค่ายค้างแรม แม้จะอยู่ท่ามกลางกลุ่มทหารหนึ่งร้อยนาย แต่บุคคลปริศนาทั้งคู่ยังคงสวมหน้ากากปกปิดตัวตนไว้อย่างมิดชิด ทั้งสองปลีกตัวออกมาจากความวุ่นวายของกองไฟ มุ่งหน้าสู่มุมที่เงียบสงัดเพียงลำพัง โดยมีหัวหน้าขบวนก้าวตามมาติด ๆ เพื่อปรึกษาหารือธุระสำคัญ
ชายผู้เป็หัวหน้าขบวนค้อมกายลงทำความเคารพอย่างนอบน้อม ก่อนจะเอ่ยถามด้วยเสียงอันเบา “ท่านทริสตัน... ไม่ทราบว่ามีบัญชาใดเพิ่มเติมสำหรับค่ำคืนนี้อีกหรือไม่ครับ?”
ทริสตันกวาดสายตาพิจารณาชายตรงหน้าอย่างละเอียด ชายผู้นี้ดูจะมีอายุราวสามสิบปี เส้นผมสีดำสนิทถูกจัดทรงอย่างมีระเบียบ แม้ใบหน้าจะดูธรรมดาเรียบง่ายทว่ากลับแฝงไปด้วยความสุขุมที่ชวนให้รู้สึกอุ่นใจ รูปร่างของเขาสูงใหญ่และกำยำสมเป็นักรบ หลังจากลอบประเมินอยู่ครู่หนึ่ง ทริสตันก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบต่ำทว่าทรงพลังและดุดันจนน่าเกรงขาม
“จงบอกนามและตำแหน่งของเ้าในวินด์สเกลมา... แล้วในขบวนเดินทางนี้ นอกจากเ้าแล้วยังมีใครล่วงรู้ตัวตนที่แท้จริงของเราอีกหรือไม่? อีกประการหนึ่ง เส้นทางที่เรากำลังมุ่งหน้าไปต้องผ่านเมืองใดบ้าง และหาก้าหลีกเลี่ยงการเข้าเมืองเ่าั้ เราจะสามารถใช้เส้นทางอ้อมได้หรือไม่?”
ทริสตันยิงคำถามชุดใหญ่ใส่ชายตรงหน้าอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่เขาให้ความสำคัญที่สุดคือการเลี่ยงผ่านเมืองต่าง ๆ เพื่อปิดซ่อนร่องรอย เพราะยามนี้ไม่มีใครรู้ว่าขบวนตัวปลอมจะถูกโจมตีจนความลับแตกแล้วหรือยัง หากศัตรูล่วงรู้ความจริง พวกมันย่อมไม่หยุดมือและอาจกระจายกำลังออกตามล่าขบวนอื่นที่เหลือทันที คำถามสำคัญคืออำนาจของผู้บงการจะแผ่ซ่านไปถึงเมืองรายทางที่เขาต้องผ่านด้วยหรือไม่ และพวกมันจะเหิมเกริมถึงขั้นส่งมือสังหารล้ำเส้นเข้ามาในเขตแดนวินด์สเกลหรือเปล่า? เมื่อปัจจัยทุกอย่างล้วนเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การหลีกเลี่ยงเขตชุมชนและเร่งเดินทางสู่ซิลเวอร์เรสให้เร็วที่สุดจึงเป็หนทางที่ปลอดภัยที่สุดในยามนี้
เมื่อได้ยินคำถามที่พรั่งพรูออกมาอย่างต่อเนื่อง ชายหนุ่มหัวหน้าขบวนกลับเพียงระบายยิ้มบาง ๆ อย่างใจเย็นโดยไร้ซึ่งแววตาแห่งความรำคาญใจ เขาค้อมกายลงทำความเคารพอีกครั้งด้วยกิริยาที่นอบน้อมและมั่นคง
“เรียนท่านทริสตัน ผู้น้อยมีนามว่า อาร์วิน แบล็กวู้ด นายร้อยที่สี่แห่งวินด์สเกลครับ เื่ตัวตนที่แท้จริงของท่านในขบวนนี้ มีเพียงผู้น้อยคนเดียวเท่านั้นที่ล่วงรู้ สำหรับเส้นทางมุ่งหน้าสู่ซิลเวอร์เรสนั้น เราต้องพาดผ่านเมืองใหญ่ทั้งสิ้นห้าเมือง ซึ่งสี่เมืองในจำนวนนั้นผู้น้อยสามารถนำขบวนอ้อมผ่านไปได้โดยไร้ร่องรอย ทว่ามีเพียงเมือง โอคเฮเวน เท่านั้นที่จำเป็ต้องผ่านเข้าไป เนื่องจากตัวเมืองถูกโอบล้อมด้วยผืนป่าดิบชื้นที่รกชัฏและเต็มไปด้วยอันตราย หากเลือกเส้นทางอ้อมเราจะเสียเวลาไปมหาศาล ทั้งยังต้องเผชิญกับภัยเร้นลับในป่าลึก การตัดตรงเข้าสู่ตัวเมืองจึงเป็หนทางที่รวดเร็วและปลอดภัยต่อกำลังพลมากที่สุดครับ”
ทริสตันนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งพร้อมสีหน้าที่ดูครุ่นคิด ก่อนจะพยักหน้าตอบรับด้วยความเข้าใจ ชื่อของเมืองโอคเฮเวนปรากฏขึ้นในความทรงจำจากแผนที่ที่เขาเคยพินิจอย่างละเอียด ขนาดของมันโอ่อ่าและกว้างใหญ่กว่าเมืองอื่นอย่างเห็นได้ชัด ทว่าข้อมูลเื่ผืนป่าดิบชื้นที่รกชัฏและเต็มไปด้วยอันตรายรอบตัวเมืองนั้นกลับอยู่นอกเหนือจากที่เขาคาดการณ์ไว้ เมื่อพิจารณาจากทุกปัจจัยแล้ว... ดูท่าเขาคงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเคลื่อนพลผ่านเมืองแห่งนี้ไป
“ถ้าเช่นนั้นก็ตกลงตามนี้ การเดินทางครั้งนี้เราจะมุ่งหน้าผ่านเมืองโอคเฮเวนเพียงแห่งเดียว และถือโอกาสแวะเติมเสบียงที่นั่นให้พร้อมสรรพ เราหวังว่าเสบียงที่มีอยู่จะเพียงพอสำหรับการเดินทางจนถึงตัวเมืองนะ... อาร์วิน ในฐานะที่เ้าคุมขบวน เ้ามีความคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะใดเพิ่มเติมอีกหรือไม่?”
“ผู้น้อยไม่มีข้อชี้แนะใดเพิ่มเติมครับ ในส่วนของเสบียงอาหาร ผู้น้อยขอรับรองว่ามีเพียงพอสำหรับการเดินทางจนถึงจุดหมายแน่นอนครับท่านทริสตัน”
เมื่อเห็นทัศนคติที่เปี่ยมด้วยความเคารพและการน้อมรับคำบัญชาอย่างเคร่งครัด ทริสตันก็อดไม่ได้ที่จะลอบชื่นชมในตัวอาร์วิน เขาตั้งปณิธานไว้ในใจว่าหากเมื่อถึงจุดหมายแล้วชายผู้นี้ยังคงสร้างผลงานได้ยอดเยี่ยม ตำแหน่งหน้าที่ในอนาคตย่อมต้องรุ่งโรจน์และยิ่งใหญ่อย่างแน่นอน ในขณะที่กิเซลล์... เขาตั้งใจจะให้เธอทำหน้าที่เป็องครักษ์ข้างกายที่เขาไว้วางใจที่สุด
ล่วงเข้าสู่วันที่สิบแปดของการเดินทาง เบื้องหน้าของทริสตันคือปราการอันโอ่อ่าของเมืองโอคเฮเวน กำแพงเมืองที่สูงตระหง่านและแข็งแกร่งประกอบกับการวางกำลังทหารอย่างเป็ระเบียบรัดกุม บ่งบอกถึงความปรีชาสามารถของผู้ว่าการเมืองแห่งนี้ได้อย่างดีเยี่ยม จนเขาอดไม่ได้ที่จะลอบชื่นชมในใจ แม้จะรู้ดีว่าการบุกยึดชัยภูมิที่สมบูรณ์เช่นนี้ในอนาคตจะเป็งานที่ยากลำบากเพียงใด ทว่าหากวันนั้นมาถึง... หากอีกฝ่ายไม่ยินยอมสวามิภักดิ์โดยดี เขาก็ได้เตรียมกลยุทธ์ลับเพื่อสยบเมืองนี้ไว้ในมือแล้ว ขอเพียงแค่เขาสั่งสมอำนาจจนกล้าแกร่งพอ เมื่อนั้นต่อให้ผู้ว่าการเมืองนี้จะดื้อรั้นเพียงใด เขาก็มีวิธีที่จะ่ชิงมันมาครองให้จงได้
อาร์วินลอบมองทริสตันที่ยืนนิ่งงันอยู่นาน ทว่าในจังหวะที่เขากำลังจะเอ่ยปากทัก ชายหนุ่มภายใต้หน้ากากดำกลับชิงพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาด “เอาละ... เข้าเมืองได้ เราให้เวลาจัดการธุระเพียงสองชั่วโมงเท่านั้น เมื่อครบกำหนดเราจะเคลื่อนขบวนออกจากเมืองทันที ใครมีกิจจำเป็สิ่งใดจงเร่งทำให้เรียบร้อยใน่เวลานี้”
เหล่าทหารที่ได้ยินคำสั่งจากคนสวมหน้ากากดำต่างพากันหันขวับไปมองอาร์วินเป็ตาเดียว แม้จะสังเกตเห็นมาตลอดว่าหัวหน้าของตนนั้นให้ความยำเกรงต่อบุคคลปริศนาทั้งสองมากเพียงใด แต่ที่ผ่านมาคนกลุ่มนี้กลับรักษาตัวตนเงียบเชียบและไม่เคยข้องเกี่ยวกับกองกำลังเลยแม้แต่น้อย การที่จู่ ๆ เขาก็เปล่งวาจาสั่งการออกมาเช่นนี้... พวกทหารจึงต่างเฝ้ารอด้วยใจระทึกว่าหัวหน้าของตนจะมีท่าทีเช่นไร
อาร์วินค้อมกายลงน้อมรับบัญชาจากคนสวมหน้ากากดำอย่างนอบน้อม ก่อนจะหันกลับไปตวาดสั่งการด้วยเสียงอันดังสะท้าน “ทหารทุกนายฟังทางนี้! เมื่อเข้าสู่เขตเมือง ข้าให้เวลาพวกเ้าจัดการธุระเพียงสองชั่วโมงเท่านั้น! เมื่อครบกำหนดเวลา ทุกคนต้องกลับมารวมตัวกันเพื่อออกเดินทางต่อทันที... เข้าใจคำสั่งหรือไม่!”
สิ้นคำสั่งของอาร์วิน เหล่าทหารทั้งกองร้อยต่างขานรับออกมาเป็เสียงเดียวกันจนดังกึกก้อง “รับทราบ!” เสียงะโนั้นทรงพลังและเปี่ยมด้วยระเบียบวินัย บ่งบอกถึงความพร้อมเพรียงในการปฏิบัติตามบัญชาอย่างเคร่งครัด
หลังผ่านพ้นด่านตรวจของเหล่าทหารยามหน้าประตูเมือง ขบวนเดินทางก็เคลื่อนเข้าสู่ตัวเมืองโอคเฮเวนในทันที ภาพความคึกคักและฝูงชนที่สัญจรกันพลุกพล่านทำเอาทริสตันถึงกับตกตะลึงลึก ๆ เมืองนี้ช่างเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวาจนเขาเผลอคิดไปว่า... หากได้เป็ผู้ปกครองเมืองที่รุ่งโรจน์เช่นนี้ก็คงดีไม่น้อย ทว่าเมื่อได้สติเขากลับลอบส่ายหน้าให้กับความเพ้อฝันของตนเอง
อาร์วินเร่งจัดการแบ่งกำลังพลพร้อมนัดแนะจุดรวมพลอย่างรัดกุม โดยเขากับผู้ใต้บังคับบัญชาฝีมือดีอีกสี่นายจะทำหน้าที่อารักขาทริสตันและกิเซลล์อย่างใกล้ชิด แม้จะอยู่ท่ามกลางย่านการค้าที่จอแจ ทว่าทั้งสองยังคงสวมหน้ากากปิดบังตัวตนไว้เช่นเดิม ภาพของบุคคลปริศนาในชุดหน้ากากที่เดินตระหง่านโดยมีชายฉกรรจ์รูปร่างกำยำคอยคุ้มกันอยู่ไม่ห่าง ดึงดูดสายตาของผู้คนที่สัญจรไปมาให้ลอบมองด้วยความสงสัยระคนยำเกรง
ทั้งคณะมุ่งหน้าไปยังห้องรับรองส่วนตัวของภัตตาคารชื่อดังประจำเมือง สั่งจองห้องส่วนตัว โดยมีทหารทั้งสี่นายยืนอารักขาอย่างเข้มงวดอยู่หน้าประตู ท่ามกลางบรรยากาศการรับประทานอาหารอันรื่นรมย์ของคนรอบข้าง กลับมีเพียงทริสตันเท่านั้นที่รู้สึกว่ารสชาติช่างจืดชืดไร้ชีวิตชีวา อาหารของโลกนี้ช่างน่าเศร้าเหลือเกิน เขาคิดในใจพลางวางช้อนลง ดูท่าเมื่อถึงคราวต้องปกครองดินแดนซิลเวอร์เรส เขาคงต้องนำสูตรอาหารจากโลกเดิมมารังสรรค์ใหม่เพื่อยกระดับวัฒนธรรมการกินที่นี่เสียแล้ว
หลังเสร็จสิ้นจากมื้ออาหาร ทริสตันเริ่มออกเดินสำรวจเมืองต่อ ท่ามกลางความจอแจ สายตาของเขาพลันสะดุดเข้ากับสองพ่อลูกคู่หนึ่งในสภาพมอมแมมดูสกปรกที่นั่งรอความเมตตาอยู่บนพื้นดิน พร้อมแผ่นป้ายเก่าคร่ำคร่าใบนั้นมีข้อความบางอย่างเขียนระบุไว้ ทว่าในจังหวะที่เขากำลังจะก้าวผ่านไปนั้น ทริสตันกลับต้องชะงักงันด้วยความตกตะลึง เมื่อสายตาเหลือบไปเห็น 'ตัวอักษร' บางคำที่ปรากฏอยู่... มันคือภาษาจากโลกเดิมที่เขาจากมาอย่างไม่ผิดเพี้ยน!