ในใจของหยางหว่านซิ่วลังเลเล็กน้อย แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าแววตาที่แฝงความน้อยใจของจิ่งเยี่ยนกุย เธอโบกมืออย่างแรงด้วยท่าทางเด็ดขาดแล้วพูดว่า “แกก็อยู่ที่นี่แหละ! ดูสิว่าใครมันจะกล้ามาหาเื่!”
คำพูดของเธอหมายความว่าต่อจากนี้จะคอยหนุนหลังให้จิ่งเยี่ยนกุย
จิ่งเยี่ยนกุยโผเข้ากอดคุณย่าแล้วพูดว่า “คุณย่าดีที่สุดเลย!”
แต่ในใจของหยางหว่านซิ่วกลับรู้สึกไม่ดีนัก เธอเอื้อมมือไปตบหลังมือหลานสาวเบาๆ “มากินข้าวกันเถอะ!”
ถึงแม้ในใจของหยางหว่านซิ่วจะอัดแน่นไปด้วยโทสะ แต่หลิวชุนฮวาก็ไม่กล้าแสดงท่าทีโอหังต่อหน้าเธอมากนัก ทว่าจิ่งเยี่ยนกุยกลับแตกต่างออกไป เธอเหมือนถูกหลิวชุนฮวาบีบให้อยู่ในกำมือ และไม่รู้ว่าในอนาคตจะต้องเผชิญกับสถานการณ์แบบไหนอีก
อาหารวันนี้อร่อยมาก ถึงแม้หยางหว่านซิ่วจะยังโกรธอยู่บ้าง แต่ก็รู้สึกว่าไม่ควรทิ้งเนื้อเหล่านี้ให้เสียเปล่า จึงเริ่มกินด้วยความเอร็ดอร่อย เพราะเธอก็ไม่ได้กินเนื้อมานานแล้ว อีกทั้งยังรู้สึกว่าเนื้อวันนี้อร่อยเป็พิเศษ จึงกินข้าวไปถึงสองชามใหญ่
จิ่งเยี่ยนกุยเห็นภาพนั้นก็ยกยิ้มมุมปาก ไม่ว่าหลังจากนี้จะต้องเผชิญกับอะไร ท้ายที่สุดก็ต้องกินให้อิ่มเสียก่อน
หลิวชุนฮวาหัวฟัดหัวเหวี่ยงกลับมาที่บ้าน ล็อกประตูบ้านอยู่ครึ่งค่อนวันก็ยังไม่เห็นความเคลื่อนไหว จึงคิดว่าหยางหว่านซิ่วเป็คนที่รักษาหน้าตา เื่วันนี้ถ้าคิดดูดีๆ แล้วก็ถือว่าเป็เื่น่าอับอายของครอบครัว คาดว่าหยางหว่านซิ่วคงไม่ทำให้เื่นี้ใหญ่โตขึ้น หล่อนจึงถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
เพราะเหตุการณ์วุ่นวายนี้ หล่อนจึงไม่มีเวลาออกไปซื้อเนื้อให้จิ่งหลิวหยางกิน เขาเริ่มออกอาการงอแง “ผมอยากกินเนื้อ!”
เขาอายุสิบสองปีแล้ว เมื่อไม่ได้ดั่งใจ นึกไม่ถึงว่าจะลงไปนอนดิ้นกับพื้น
หลิวชุนฮวาตามใจเขามาตลอด ถึงแม้ในใจจะนึกรำคาญมากแค่ไหน ก็ต้องพูดจาอ่อนหวานปลอบเขา พอหล่อนปลอบก็ยิ่งทำให้จิ่งหลิวหยางได้ใจ “ถ้าแม่ไม่อยากซื้อเนื้อ ก็ไปเอาเนื้อที่ยายแก่หนังเหนียวนั่นทำมาให้สิ! ยังไงวันนี้ผมก็ต้องได้กินเนื้อ!”
พอจิ่งเสี่ยวเยวี่ยได้ยินดังนั้นก็โมโหขึ้นทันที “อะไรนะ? วันนี้บ้านยายแก่หนังเหนียวนั่นกินเนื้อเหรอ? ปกติยายแก่นั่นขี้เหนียวจะตาย ทำไมถึงยอมซื้อเนื้อมากินได้ล่ะ? คงเป็เพราะวันนี้ยายจิ่งเยี่ยนกุยหน้าด้านไปอ้อนฟางเสียนจือซื้อให้แน่ๆ!”
พวกเขาก็พอจะรู้สถานการณ์ทางฝั่งบ้านเก่าอยู่บ้าง หยางหว่านซิ่วกับจิ่งจงอี้ไม่มีแหล่งรายได้ ปกติครึ่งปีแทบจะไม่ยอมซื้อเนื้อเลย แต่พอจิ่งเยี่ยนกุยไปก็มีเนื้อกิน ซึ่งเธอไม่มีทางมีเงินซื้อแน่ๆ และวันนี้ก็ลงมาจากรถของฟางเสียนจือ เช่นนั้นก็เป็ไปได้อย่างเดียวว่าเขาซื้อให้
เมื่อหลิวชุนฮวาได้ยินคำพูดนี้ ในใจหล่อนนึกรู้สึกว่าจิ่งเยี่ยนกุยกำลังควบคุมยากขึ้น ถึงแม้ว่าวันนี้ที่บ้านเก่าเธอจะไม่ได้พูดอะไร แต่ต้องโยนความผิดทั้งหมดนี้ให้จิ่งเยี่ยนกุย
ใบหน้าของหล่อนบูดเบี้ยวด้วยแรงอารมณ์ แม้จะรู้ว่าเนื้อที่บ้านเก่าเป็ของที่ฟางเสียนจือซื้อ แต่ตอนนี้ก็ไร้ความกล้าที่จะไปแย่งมันมา
จิ่งเสี่ยวเยวี่ยยิ่งพูดยิ่งโกรธ “แม่ แม่นี่ไม่ได้เื่เลย วันนี้ไปบ้านนั้นก็ยังเรียกจิ่งเยี่ยนกุยกลับมาไม่ได้ หลายวันนี้พอไม่มีหล่อน หนูก็ต้องซักผ้าเอง ต่อไปหนูจะต้องได้เป็สะใภ้คนในเมือง ได้กินข้าวปลาอาหารดีๆ มีอย่างที่ไหนกันต้องมาซักผ้าเอง? ดูมือหนูสิ ด้านหมดแล้ว!”
“อีกอย่าง พอจิ่งเยี่ยนกุยไม่อยู่ ในบ้านก็ไม่มีใครเก็บกวาดเลย ทั้งสกปรกและไม่มีระเบียบ หมูกับไก่ก็ไม่มีคนให้อาหาร หนูยังต้องออกไปตัดหญ้าให้หมูอีก เื่พวกนี้หนูต้องทำเหรอ?”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ หล่อนก็แสดงอาการรังเกียจและพูดต่อว่า “ฝีมือทำอาหารแม่ก็แย่มาก กินข้าวที่แม่ทำทุกวันมันรสชาติห่วยแตกจะตายอยู่แล้ว!”
ก่อนหน้านี้พวกเขามักใช้จิ่งเยี่ยนกุยเปรียบเหมือนทาส งานทุกอย่างในบ้านแทบจะเป็เธอที่จัดการทั้งหมด พอเธอไม่อยู่ บ้านก็วุ่นวายไปหมด
ไก่หิวจนจิกกินรากหญ้าหน้าบ้านเกลี้ยงหมดแล้ว หมูก็ร้องโหยหวนทุกวันเพราะความหิว พื้นบ้านก็ไม่มีใครกวาดจนสกปรกเหมือนคอกหมู เสื้อผ้าก็ไม่มีใครซัก หน้าร้อนอากาศอบอ้าว ภายในบ้านจึงอบอวลไปด้วยกลิ่นเหงื่อเหม็นเปรี้ยว คุณภาพชีวิตของคนในบ้านตระกูลจิ่งตกต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด
เื่พวกนี้หลิวชุนฮวาเองก็ััได้ พอได้ยินจิ่งเสี่ยวเยวี่ยบ่นว่าอาหารที่ทำไม่อร่อย หล่อนก็ทำใจตีจิ่งหลิวหยางไม่ลง แต่ไม่ใช่ว่าเธอจะไม่กล้าตีเลย
ในตอนนี้หล่อนกำลังโกรธมาก จึงตบหน้าจิ่งเสี่ยวเยวี่ยไปหนึ่งฉาด “ถ้าแกไม่พอใจอาหารที่ฉันทำไม่อร่อย แกก็ทำเองสิ! อายุตั้งสิบหกปีแล้ว ยังทำอะไรไม่เป็เลย ต่อให้แกจะแต่งงานไปอยู่ในเมือง แกก็ต้องทำงานบ้านอยู่ดี วันนี้แกต้องไปทำอาหาร!”
จิ่งเสี่ยวเยวี่ยโดนตบเข้าไปที ภายในใจรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจมาก แต่เื่นี้หล่อนไม่กล้าโทษหลิวชุนฮวา จึงได้แต่โทษจิ่งเยี่ยนกุย
ทั้งหมดเป็ความผิดของจิ่งเยี่ยนกุยนังหน้าด้านที่ไม่อยู่ทำงานบ้าน ทำให้หล่อนต้องเหนื่อยลำบากและยังถูกตบอีก ถ้ามีโอกาส หล่อนจะทำให้ยายนั่นได้เห็นดี!
ในขณะนั้นเอง ประตูก็ถูกเคาะ หลิวชุนฮวานึกว่าหยางหว่านซิ่วไปเชิญปู่ใหญ่มา จึงตื่นตระหนกมากจนไม่กล้าส่งเสียง อีกทั้งยังเอามือไปปิดปากจิ่งหลิวหยางที่กำลังนอนดิ้นอยู่กับพื้น
ประตูถูกเคาะอีกครั้ง คราวนี้คนที่อยู่ข้างนอกดูเหมือนจะเริ่มหมดความอดทนเสียแล้ว จึงเคาะเสียงดังขึ้น อีกทั้งยังพูดขึ้นว่า “ชุนฮวา กลางวันแสกๆ ลงกลอนประตูไว้ทำไม? รีบเปิดประตู!”
เมื่อหลิวชุนฮวาได้ยินเสียงนี้ ก็รู้ว่าเป็เสียงของจิ่งเจี้ยนกั๋ว จึงดีใจมากและรีบดึงกลอนประตูออก เมื่อเห็นจิ่งเจี้ยนกั๋วผู้มีรูปร่างสูงใหญ่หยัดยืนอยู่หน้าประตู หล่อนก็น้ำตาคลอ แล้วพูดว่า “เจี้ยนกั๋ว คุณกลับมาสักที! ถ้าคุณยังไม่กลับมา พวกเราแม่ลูกคงถูกรังแกจนตายแน่!”
จิ่งเยี่ยนกุยออกไปเก็บสมุนไพรในตอนเช้าตรู่ของวันต่อมา และได้ยินชาวบ้านที่ตื่นแต่เช้าคุยกันถึงเื่ที่จิ่งเจี้ยนกั๋วกลับมา เธอสูดหายใจเข้าลึกๆ แต่ก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจอะไร เพราะจิ่งเจี้ยนกั๋วจะกลับมาเก็บเกี่ยวข้าวใน่นี้ของทุกปี ซึ่งปีนี้ถือว่ากลับมาช้ากว่าปกติ
่เก็บเกี่ยวฤดูร้อนในหมู่บ้านใกล้จะหมดลงแล้ว เหลือก็แต่ที่ดินของตระกูลจิ่งที่ยังไม่ได้เริ่มเก็บเกี่ยว
เธอไม่ได้มีความทรงจำที่ดีนักต่อจิ่งเจี้ยนกั๋ว เพราะเขาเป็คนที่มีกำลังวังชาแต่ไร้สมอง ไม่ว่าจะทำอะไรก็ฟังแต่หลิวชุนฮวาไปเสียหมด
ถ้าให้พูดอย่างไม่น่าฟังก็คือ ต่อให้หลิวชุนฮวาบอกให้เขาไปกินอุจจาระ เขาก็จะไปกินอย่างไม่ลังเล
ดังนั้นจิ่งเจี้ยนกั๋วจึงเป็กำลังรบที่แข็งแกร่งที่สุดของตระกูลจิ่ง และด้วยนิสัยที่ดื้อรั้นดันทุรัง ทำให้มีความสามารถในการทำลายล้างสูงมาก จิ่งเยี่ยนกุยรู้ดีว่าตัวเองมีเื่ให้ต้องกังวลใจแล้ว
แต่จิ่งเยี่ยนกุยก็รู้ว่า เื่นี้เธอหลีกเลี่ยงไม่ได้ มีแต่ต้องเผชิญหน้ากับมัน
ขณะที่เก็บสมุนไพร จิ่งเยี่ยนกุยพยายามรวบรวมทรัพยากรที่พอจะใช้ต่อกรกับตระกูลจิ่งอยู่ในใจอย่างรวดเร็ว ถ้าพูดกันั้แ่เนื้อแท้แล้ว ทรัพยากรที่เธอจะสามารถใช้ได้จริงๆ นั้นมีน้อยมาก ทุกอย่างจึงต้องพึ่งตัวเธอเอง
เพราะเื่นี้เอง วันนี้เธอจึงเก็บสมุนไพรได้น้อยกว่าปกติ ใกล้เที่ยงวันแล้ว ในป่าร้อนอบอ้าวมาก เธอจึงหยิบกระติกน้ำสีเขียวที่ทำจากสังกะสีขึ้นมาดื่มน้ำไปหนึ่งอึกใหญ่จากนั้นสะพายตะกร้าเดินลงจากูเา
เมื่อเธอลงจากูเา ก็เจอฟางเสียนจือที่ตีนเขา ตอนนี้เขากำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ใต้ร่มไม้
จิ่งเยี่ยนกุยกระแอมไอเบาๆ แล้วถามว่า “ทำไมคุณถึงมาอยู่ที่นี่?”
“ฉันมารอเธอ” ใกล้เที่ยงแล้ว แม้แต่ชาวบ้านที่ขยันที่สุดก็ยังกลับไปพักผ่อนแล้ว ละแวกนี้ไม่มีใคร ฟางเสียนจือพูดพลางมองเธอด้วยรอยยิ้ม